หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 9: ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 9: ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2560 13:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 9: ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****9: ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน

ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไรนะที่ผู้หญิงฝรั่งสองคนนั้นเข้าใจผิดว่าผมทำเรื่องอย่างว่ากับปั้นรักในที่โล่ง แถมยังเป็นกลางวันแสกๆ ก็รู้สึกแหละ รู้สึกชัดเจนเลย แต่ไม่อยากจะพูดอะไรออกไปให้คิดมากไง แค่นี้ก็โดนปั้นรักบ่น...ไม่สิ เรียกว่าด่าดีกว่า มันด่าไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว

ด่ามากกว่าเดิมอีกเมื่อผมกับมันมารู้ทีหลังว่าร้านขายของฝากแถวๆ นั้นมีร้านขายพวกเสื้อผ้า กางเกงขาสั้นอะไรแบบนี้อยู่ด้วย

“ทำไมยูไม่ซื้อกางเกงมาให้ไอตั้งแต่แรกวะ แม่ง!”

เอ้า ถ้ากูเห็น กูจะปล่อยเบลอเหรอ นี่ไม่เห็นไง ถึงได้วิ่งไปซื้อเข็มกับด้ายน่ะ!

เอาเป็นว่าจุดนี้ผมไม่เถียงก็แล้วกันว่าไม่รอบคอบ แต่ใครใช้ให้เป้ากางเกงมันแตกล่ะ กางเกงที่ใส่นั่นก็เป็นกางเกงยีนไม่ใช่หรือไง เป้าแตกตามแนวตะเข็บแบบนี้มันหมายความว่ายังไงวะ

“แต่พี่ว่ากางเกงยีนมันไม่น่าจะขาดง่ายอย่างนี้นะ”

คิดแล้วก็พูดออกไป ทำเอาปั้นรักที่จ้ำพายเรืออยู่หันขวับมามองด้วยสีหน้าหงุดหงิด

“ใส่มานานแล้ว มันก็เปื่อยปะ”

“นานแล้วนี่กี่ปี”

“ตั้งแต่ไฮสกูลปีสุดท้าย”

มึงก็ซื้อตัวใหม่มาใส่บ้างดีไหมล่ะ จะใส่ตัวเดียวตั้งแต่อายุสิบแปดไม่ได้นะเว้ยถึงจะเป็นกางเกงตัวเก่งก็เถอะ!

“กลับไปก็เอาไปทิ้งซะนะ ไม่ต้องคิดจะเอาไปเย็บแล้วใส่ต่อล่ะ หมดอายุการใช้งานแล้ว”

“กางเกงมันมีวันหมดอายุด้วยหรือไง” ปั้นรักยังคงเถียงอยู่

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย ว่าอย่างไม่ยี่หระ “อยากตัดทิ้งทั้งพวงเพราะเน่าก็ตามใจ”

“ก็ซักทุกอาทิตย์หรือเปล่าวะ”

พอได้ยินมันเถียงกลับมาอย่างนั้น ผมก็หัวเราะเบาๆ บอกตามตรงว่าตอนนี้ไม่ได้รู้สึกว่ามันกวนอวัยวะเบื้องล่างของผมน้อยลงเลยสักนิด แต่การได้อยู่กับมันในเวอร์ชันที่ยอมอ่อนข้อให้ผมเพราะมันต้องพึ่งพาผมอย่างนี้ มันก็สนุกดีเหมือนกัน กลายเป็นว่าผมชอบหยอกให้มันหัวเสียด้วยอีก

กลายเป็นคนขี้แกล้งโดยไม่รู้ตัวแล้วแฮะ

จากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกัน มีแต่ปั้นรักเท่านั้นที่สบถออกมาเมื่อขึ้นมาถึงฝั่งแล้วประจักษ์ได้ว่าผู้หญิงฝรั่งสองคนนั้นคือนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์เดียวกับเรา แน่นอนว่ามันรีบกระซิบกระซาบบอกผมว่าตัวเองจะไปอธิบายให้สองคนนั้นเข้าใจว่าสิ่งที่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่คิด ผมไม่ได้ห้าม ปั้นรักก็เลยไปอธิบาย หากแต่ผู้หญิงสองคนนั้นดูท่าทางจะไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่เพราะยังมองมาที่ผมกับปั้นรักด้วยสายตาแปลกๆ ผมเลยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ขณะที่ปั้นรักก็น่าจะรู้ตัวเหมือนกันว่าการไปอธิบายอะไรนั่นเป็นการเสียเวลาเปล่า มันเลยพึมพำออกมา

“ซวยฉิบ”

ผมเหล่มอง

“ไม่ได้ทำจริงๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด ก็ไม่เห็นจะต้องสนใจสักหน่อย”

“ยังมีหน้ามาพูดดีอีก ก็เพราะยูไหมล่ะ ไอถึงโดนเข้าใจว่าเป็นพาร์ทเนอร์ของยูเนี่ย”

หน้าตามันดูหงุดหงิดเต็มทนมาก ถ้ามันต่อยผมได้ มันคงทำไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม แวบหนึ่งผมถึงได้รู้สึกว่ามันก็น่ารักดี ก่อนจะหัวเราะออกมา

“ยังๆ ยังจะหัวเราะอีก ยูนี่มัน...”

“ถ้าคิดว่าซวย พรุ่งนี้ไปทำบุญกันไหมล่ะ”

ผมว่า ก่อนที่มันจะได้พูดจบ ปั้นรักชะงักไปเล็กน้อย

“ที่วัด?”

“อืม อย่าบอกนะว่านับถือศาสนาอื่น ทำบุญไม่ได้”

ผมเดาน่ะ เห็นมันไปโตที่อเมริกาเลยเดาๆ เอาว่ามันอาจจะนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธก็ได้

“แสดงว่าพรุ่งนี้จะไปทัวร์วัด?”

“ใช่ กะว่าจะเช่าจักรยานแล้วปั่นตระเวนไป”

ผมบอกแพลนตัวเองคร่าวๆ ขณะที่ปั้นรักทำหน้าเหยเกขึ้นมา

“ใส่บ็อกเซอร์เข้าวัดได้ไหม”

ผมหัวเราะ “เดี๋ยวกลับไปแล้วจะซื้อกางเกงให้”

พอบอกไปอย่างนี้ ปั้นรักก็พยักหน้า

แหม จะให้กูซื้อเสื้อผ้าให้ก็บอกมาตรงๆ ทำเป็นถามอ้อมค้อมไปได้

“งั้นก็ดีล แต่บอกไว้ก่อนว่าไอไม่ค่อยได้เข้าวัดนะ ไม่รู้เท่าไหร่ว่ามีพิธีรีตองยังไง บอกก็แล้วกัน”

พูดจบ มันก็เดินไปขึ้นเรือ เตรียมกลับไปยังโรงแรม ปล่อยให้ผมยืนยิ้มให้กับการตกลงปลงใจของมันเมื่อครู่

ค่าจ้างไกด์ทัวร์รอบหน้าคือกางเกงหนึ่งตัว มันก็คุ้มดีเหมือนกันนะ

กลับมาถึงโรงแรมได้ เราทั้งคู่ก็พากันสลบไสลแทบจะภายในไม่กี่ชั่วโมง วันนี้ผมให้ปั้นรักยืมเสื้อผ้าผมใส่ ตอนแรกมันก็ไม่เอาหรอก ปฏิเสธเสียงแข็งเลย แต่พอผมแกล้งพูดว่า

“จะแก้ผ้านอนกับพี่ก็ตามใจ”

เน้นคำว่า ‘นอนกับพี่’ ชัดๆ

เท่านั้นมันก็ยอมใส่เสื้อผ้าผมแต่โดยดี ตอนนี้เองที่ผมสังเกตเห็นว่าผมก็ตัวใหญ่กว่ามันพอสมควรเหมือนกัน ถึงขนาดตัวจะไม่ได้ต่างกันเยอะ แต่พอสวมเสื้อยืดของผมแล้ว มันก็ดูโคร่งไปนิดหน่อย มุมนี้เองที่ทำให้ผมมองมันแปลกๆ ขึ้นมา

...น่ารัก

เออ รู้ว่าบ้า รีบสลัดไล่ความคิดนั้นแทบไม่ทันเลยล่ะ เคราะห์ดีที่พอมันเปิดปากปล่อยฝูงหมาให้ออกมาวิ่งพล่าน ผมก็เรียกสติกลับคืนมาได้ทันใด ตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าหน้าตาหล่อๆ ของมันไม่ได้ช่วยให้มันดูน่าพิศวาสขึ้นมาเลยสักนิด ไอ้ความรู้สึกเมื่อกี้นี้น่ะมันอารมณ์ชั่ววูบชัดๆ

แต่เหมือนตอนนี้ผมเริ่มจะชินกับการกระทำของมันเสียแล้ว เพราะพอวันใหม่มาถึง มันก็บ่นเรื่องผมนอนเบียด แย่งผ้าห่ม นอนกรน น้ำลายไหล บลาๆๆ อะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้อีกเยอะแยะไปหมด ส่วนใหญ่ผมก็ฟังแบบหูทวนลมแหละนะ ล่าสุดมันบ่นเรื่อง...

“ยูจะให้ไอใส่กางเกงนี่จริงดิ”

ใช่ กางเกง เป็นกางเกงที่ผมออกไปซื้อให้มันมาเมื่อเช้าก่อนมันตื่นน่ะ

พอผมพยักหน้า ปั้นรักก็ส่งเสียงสูง

“โอ๊ย เซ้นส์แฟชันเนี่ยเนอะ! เต่าถุยมาก!”

ว่าพลางยกกางเกงเอวยางยืดที่เป็นลายดอกสีเหลืองแซมเขียวขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าเหยเก

แหม แล้วเซ้นส์แฟชันมึงดีตายเลยเนอะ ไอ้เสื้อผ้าสไตล์ร็อกกับถุงสำเพ็งของมึงเนี่ย!

“ก็มันมีแต่แบบนี้” ผมบอกrพลางพยายามปั้นหน้านิ่งๆ

“ยูก็เลือกสีที่มันพื้นๆ หน่อยไม่ได้เหรอวะ วิ่งออกไปกลางถนน ไม่โดนโบกเรียกหรือไง อย่างกับแท็กซี่เขียวเหลือง”

ผมถึงกับหลุดหัวเราะกับคำเปรียบเปรยนั่น

เลือกสีพื้นๆ มาก็ไม่สนุกดิ

แต่ไม่บอกมันหรอกว่าผมจงใจเลือกสีนี้มา อยากดูปฏิกิริยาของมันไงว่าจะเป็นแบบไหน ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดไปจากที่ผมคาดเดาไว้สักเท่าไหร่ ก่อนที่ผมจะรีบบอกมันพอเห็นว่ามันเริ่มบ่นไม่หยุด

“ใส่ไปก่อน เมื่อเช้าร้านกางเกงยีนในตลาดยังไม่เปิด พี่ไม่รู้ไซส์กางเกงเราด้วย ที่ตัวเก่าไม่เห็นมีป้ายบอก ไว้ไปซื้อด้วยกัน”

บอกไปอย่างนั้น ปั้นรักก็ยอมเงียบเสียงลงได้

พอจัดการพามันไปซื้อกางเกงยีนตัวใหม่ พร้อมกับเสื้อยืดอีกสองสามตัวไว้เปลี่ยน พวกเราก็กลับมาเช่ารถจักรยานแล้วออกไปปั่นเล่นรอบเมืองตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อวาน ปั้นรักดูไม่ค่อยอยากจะเที่ยวสักเท่าไหร่ ตลอดทางที่ปั่นจักรยานไป มันก็บ่นร้อนบ้าง เหนื่อยบ้าง เหงื่อออก ตัวเหนียว และอะไรอีกก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด

ถามว่าผมรำคาญไหม? ก็รำคาญนะ แต่วันนี้ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวแบบชิลล์ๆ ไง เลยปั่นไป แวะพักไปตลอดทาง เพราะที่เที่ยวในละแวกนี้ ผมแวะไปเยือนมาหมดตั้งแต่วันแรกที่เหยียบวังเวียงแล้ว

“จะทำบุญเลยไหม วัดอยู่ตรงนั้นพอดี”

ผมถามเมื่อเราจอดแวะพักซื้อน้ำนั่งดื่มได้สักพัก ปั้นรักในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนขาเดฟตามสไตล์ตัวเองเหลือบมองวัดที่ผมพยักพเยิดให้ดูเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า

“ก็แล้วแต่ ทำเลยก็ดี จะได้ล้างซวยสักที”

ความซวยของมึงคงจะรวมกูเข้าไปด้วยล่ะสินะ

ผมเม้มปาก พยักหน้ารับเออออ พลันคว้าจักรยานมาปั่นเข้าไปในวัดโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

วัดที่พวกเราแวะเข้าไปนั้นเป็นวัดเล็กๆ ที่ไม่ได้มีในโปรแกรมเที่ยวหรือเป็นจุดน่าสนใจสักเท่าไหร่ อีกทั้งการมาทำบุญอะไรที่ว่าก็อาจจะไม่ได้เรียกว่าทำบุญได้เต็มปากเต็มคำด้วย เรียกว่ามาไหว้พระขอพรจะดีกว่า เพราะตอนที่เรามาก็เลยเวลาเพลของพระไปเยอะแล้ว จึงทำได้แค่บริจาคปัจจัยให้วัดเล็กน้อย แล้วก็บูชาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พระกัน

ใช้เวลาไม่นาน ผมก็ไหว้ขอพรเสร็จ เอาธูปไปปักแล้วกลับมานั่งข้างๆ รอปั้นรักเพื่อที่จะเอาดอกบัวไปวางบนพานทองที่ทางวัดจัดไว้ให้พร้อมกัน

ปั้นรักยกมือไหว้อย่างเก้ๆ กังๆ ดูก็รู้เลยว่าไม่ค่อยได้เข้าวัดทำบุญสักเท่าไหรนัก ผมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงบอกว่าให้เอาธูปไปปักที่กระถาง พอปั้นรักจัดการเรียบร้อยดี ผมก็พามันเอาดอกบัวไปวาง ก่อนกลับมานั่งเพื่อกราบพระอีกครั้ง เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี

“เป็นไง รู้สึกดีขึ้นไหม” พอเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นได้ ผมก็เอ่ยปากถาม

ปั้นรักหันมามองผม หัวคิ้วย่นยู่ “ก็พอได้ แต่ตัวซวยก็ยังอยู่”

นั่นไง ผมบอกแล้วว่ามันมองว่าผมเป็นตัวซวยอย่างแน่นอน คิดผิดไปเสียที่ไหน

“ถ้าพี่เป็นตัวซวย ปั้นก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของพี่อะ” ผมสวนคืน

ปั้นรักถึงกับนิ่วหน้า ว่าเสียงสูง

“แน่ะๆๆ ปากคอเราะร้าย”

มึงปากร้ายยิ่งกว่ากูอีกเถอะ แต่ละคำที่สำรอกออกมานี่ฟังได้เสียที่ไหน

ทว่าผมไม่ได้เถียงอะไรนะ นอกจากจะหัวเราะออกมา ดูเหมือนช่วงนี้ผมจะหัวเราะบ่อยพิกล ขณะที่ปั้นรักยังคงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่เลิก

“หัวเราะอะไรของยูนักหนา โดนตัวไหนมา ไหนพูด”

มันก็คงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของผมเหมือนกันถึงได้พูดแบบนี้

ผมก็ไม่ตอบหรอก ทำเพียงแค่พูดลอยๆ เท่านั้น

“ปั้นเคยได้ยินไหมที่เขาบอกว่าถ้าทำบุญด้วยกัน ชาติหน้าจะได้มาเจอกันอีก”

พูดไปเท่านั้น ปั้นรักก็ทำหน้าปูเลี่ยน ก่อนที่มันจะเบ้ปากใส่

“เหย ใครอยากจะเจอกับยูอีกวะ”

ผมยิ้มให้ ก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่ามันต้องพูดแบบนี้ แต่ที่ผมเอ่ยปากไปอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าอยากจะเจอมันในชาติหน้าหรอกนะ แค่อยากจะแกล้งมันเฉยๆ เวลามันทำสีหน้าเหมือนขยะแขยงผมอะไรแบบนั้นมันดูตลกดี

“มาทำบุญไหว้พระด้วยกันขนาดนี้แล้ว ยังจะไม่อยากเกิดมาเจอพี่ชาติหน้าอีก ดื้อจริงๆ” ผมแสร้งว่า

ปั้นรักสวนคืน “ดื้อน่ะมันคือยูต่างหาก”

เออ ใช่สิ ก็ชื่อกูนี่

“แสดงว่าตอนเด็กๆ ยูแม่งโคตรดื้ออะถึงได้ชื่อนี้มา”

จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่อง แต่ก็ใช่อีก ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดสามคน ผมเป็นคนที่ดื้อที่สุด ถึงจะดูไม่ค่อยหือค่อยอือกับใครเท่าไหร่นัก แต่พ่อแม่บอกอะไรก็จะไม่ค่อยฟังและทำตาม ในขณะที่ไอ้แสบมันชอบแกล้งคนอื่นกับเล่นแผลงๆ ส่วนจอมแก่นจะซนเป็นลิงทโมนแม้ว่าตอนนี้มันจะเรียบร้อยประหนึ่งผ้าขี้ริ้วหมกซอกตู้ก็ตาม

“ก็ดื้อนะ” ผมยอมรับ “แล้วเราล่ะ ทำไมถึงชื่อปั้นรัก”

ผมเปลี่ยนเรื่องแล้วบ้างเหมือนกัน

“ตามตัวไหมล่ะ ปั้นรัก เกิดจากการที่พ่อแม่ปั้นขึ้นมาด้วยรัก” จากนั้นปั้นรักก็ทำหน้าเนือยๆ “ถึงหลังจากนั้น พ่อกับแม่จะหย่ากันเพราะไม่ได้รักกันแล้วก็เถอะ”

พอมาในทำนองนี้ ผมก็เลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเรื่องครอบครัวของมันต่อทันที เพราะคิดว่ามันอาจจะเป็นปมด้อยของปั้นรักอะไรประมาณนั้น ก่อนจะเบนความสนใจไปเรื่องอื่นแทน

“จะไปกันเลยไหม หิวหรือยัง”

“จะไปก็ไป ไม่ต้องมาถาม นี่มันแพลนเที่ยวของยู” ปั้นรักเปลี่ยนเรื่องตามผมจนได้ ถึงมันจะกวนไปหน่อยก็เถอะ

ผมก็ยักไหล่ไม่ยี่หระ ดันตัวลุกขึ้น เดินออกจากโบสถ์ไปนั่งใส่รองเท้าผ้าใบที่ด้านหน้า ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อปั้นรักเดินตามมาทรุดตัวนั่งใส่รองเท้าข้างๆ

“แต่ยูควรรู้ไว้ว่าไอไม่ได้อยากจะเกิดมาเจออยู่อีกชาติหรอกนะ ไม่อยากมาไหว้พระทำบุญกับยูด้วย ที่มาก็เพราะมันเลี่ยงไม่ได้ เข้าใจใช่ไหม”

ผมรู้ เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แหละ เพราะมันจำเป็นต้องพึ่งผมให้เปย์ให้ก่อนไง

“พี่ก็ไม่ได้อยากจะเกิดมาเจอกับปั้นเหมือนกัน” ผมแกล้งสวนคืนบ้าง ตามด้วยอีกประโยค “แล้วอันที่จริง พี่ก็ไม่ได้อยากมาไหว้พระทำบุญกับปั้นหรอก อยากมากับคนอื่นมากกว่า”

ปั้นรักทำหน้ายู่ หัวคิ้วขมวดมุ่น “แฟนเก่า?”

ผมเงียบ เพิ่งรู้ตัวในตอนนี้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปเลยยิ้มให้เป็นคำตอบแทนเพราะไม่อยากจะพูดถึงสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงเลยว่าผมยังคงคิดถึงเขาแม้ว่าเขาจะรักกับคนอื่นไปแล้วก็ตาม

คิดถึงตลอด... คิดถึงทุกนาที...

แสงเหนือ... พี่จะมีโอกาสได้ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขันกับเราไหม เผื่อชาติหน้าจะได้เกิดมารักพี่ ไม่ใช่เป็นรักไอ้ธารใจอย่างนั้น

คิดแล้วก็เงียบไปสักพัก รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ปั้นรักกระเถิบเข้ามาใกล้พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามา

“ไหน เอารูปมาดูหน่อยดิ”

ผมขมวดคิ้วใส่มัน “ก็เห็นไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

จำได้ว่าที่ร้านกาแฟ มันเคยเห็นรูปของแสงเหนือจากโทรศัพท์ผมไปแล้ว

“เห็นไม่ชัด เอามาดูอีกที” มันว่า

ผมนิ่ง มันเลยยื่นมือมาตรงหน้า กระดิกปลายนิ้วยิกๆ

“เร็วน่า แค่ขอดู ทำเป็นหวงไปได้”

ที่ไม่อยากให้ดูเพราะคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผมไง แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมถึงได้ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าคาดอก แล้วหารูปแสงเหนือส่งให้มันดูเสียอย่างนั้น

ปั้นรักรับโทรศัพท์ไปถือ ดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำหน้าเครียด

“เป็นไง น่ารักไหม” เห็นมันเงียบไปนาน ผมเลยถาม

มันหันมามองหน้าผม

“นี่มัน...เกย์สาว?”

ผมถึงกับสำลักน้ำลาย ตั้งหลักได้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง

“เฮ้ย ไม่ใช่ เหนือไม่ใช่เกย์สาว... น่าจะนะ”

ผมเองก็พูดไม่เต็มปากเหมือนกัน ก็แสงเหนือน่ะค่อนข้างจะ...เอ่อ...แรด ไม่รู้สิ หาคำนิยามที่ดีกว่านี้ให้ไม่ได้น่ะ อาจจะเรียกว่าเป็นพวกลั้นลารักสนุกก็ได้

หากแต่พอผมแก้ตัวให้ ปั้นรักก็เปรยออกมา

“ดูแบบ...Bitchy มาก”

“แปลว่า?”

“แปลเป็นไทยก็น่าจะแรด”

คราวนี้ผมหัวเราะดังกว่าเดิมอีก

มึงก็ตรงไปไหมไอ้ปั้น!

ไม่เถียง... ผมไม่เถียงเลย แค่ท่าทางของแสงเหนือที่ถ่ายรูปคู่ไอ้ธารใจแล้วทำท่าทำทางภูมิใจที่มีแฟนเกินเหตุ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเขาเป็นคนยังไง

“สเปกยูชอบแบบนี้?”

ปั้นรักถามออกมาอีก ผมเลยต้องหยุดหัวเราะ

“พี่มองข้ามเรื่องภาพลักษณ์นะ ถ้านิสัยถูกใจ พี่ก็อยากจะเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง ถ้าเข้ากันได้ พี่ก็พร้อมจะจริงจังด้วย”

พอตอบไปอย่างนี้ ปั้นรักมันก็ทำหน้าเหลือเชื่อ จากนั้นก็ครางออกมา

“อูยยย ตอบหล่อเลย”

“ก็หล่ออยู่แล้วไหม”

“เอ้าๆ หลงตัวเองไปอีก รอบนี้โดนตัวไหนมา”

มึงนี่ก็ดักกูทุกทางเลยนะไอ้ปั้น!

ไปๆ มาๆ ก็สนุกกับการถูกมันแกล้งอีก แต่มันไม่ได้แกล้งผมนาน เพราะจู่ๆ มันก็ดันถามเรื่องแสงเหนือขึ้นมา

“แล้วตกลงผู้ชายคนนั้นเป็นคนยังไง ถึงได้ทำให้ยูชอกช้ำระกำทรวงขนาดนี้”

“บอกตรงๆ นะว่าพี่ไม่อยากพูดถึง” ผมว่า

“เอาน่ะ นิดนึง อยากรู้” ปั้นรักคะยั้นคะยอ

ปกติมันไม่สนใจเรื่องของผมนะ แต่รอบนี้มาแปลก แถมเร้าหรืออีกต่างหาก ผมเลยอดไม่ได้ที่จะเล่าขึ้นมา

“ก็...เป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี จิตใจดี แล้วก็...”

พูดยังไม่ทันจบ ปั้นรักก็สวนขึ้นมา

“แรด”

นี่ก็ย้ำจริง!

“ถ้าให้สุภาพหน่อยก็ใช้คำว่ารักสนุกจะดีกว่านะ” ผมบอก

“ว่าแต่...ผู้ชายคนนั้นเคยชวนยูไปนอนด้วยปะ”

เหมือนมันไม่ได้ฟังที่ผมพูดไปก่อนหน้าเลย ถามแต่เรื่องที่อยากจะรู้เท่านั้น

“ก็เคย” ผมตอบตามตรงไปอีก

ปั้นรักเบ้ปากขึ้นมาเล็กน้อย

“เป็นคนทั่วถึงว่างั้น”

“เปล่าหรอก เพราะพี่หล่อต่างหาก” ไม่รู้นึกยังไง ผมถึงได้หยอกไปแบบนั้น

แน่นอนว่าปฏิกิริยาจากปั้นรักไม่ได้เป็นไปในแง่บวกเลยแม้แต่น้อย

“ดีนะที่ไอยังไม่ได้กินข้าวเที่ยง ไม่งั้นได้เสียของแน่”

มึงจะอ้วกว่างั้นเถอะ!

ผมก็ขำกับคำพูดมันนะ พอตั้งหลักได้ถึงแก้ตัวให้แสงเหนือ

“แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ เพราะเหนือมีแฟนที่จริงจังด้วยแล้ว นิสัยเดิมๆ หยุดไปแล้ว”

“ในเมื่อหมอนั่นหยุดนิสัยเดิมๆ แล้ว ทำไมยูไม่หยุดบ้างล่ะ”

ปั้นรักมันชอบพูดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พอพูดมาอย่างนั้น ผมก็เลิกคิ้ว

“หยุดเรื่อง?”

“หยุดคิดถึงผู้ชายคนนั้นไง ยูมาที่นี่เพื่อมาพักใจไม่ใช่เหรอ เอาแต่คิดถึงอย่างนั้นจะพักใจได้หรือไง”

เอ้า ก็เมื่อกี้มึงเป็นคนถามเองไม่ใช่หรือไง!

ไม่ใช่หรอก มาคิดๆ ดูแล้ว ผมเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นพูดถึงแสงเหนือขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นไอ้ปั้นรักมันก็ขุด ขุดแล้วก็กินเผือก จากนั้นก็ขยี้ๆ ก่อนจะตามมาด้วยการลูบหลัง

“ก็คนมันรักน่ะ จะให้ทำยังไงได้ การตัดใจไม่ได้ทำง่ายๆ สักหน่อย” ผมว่าไปตามประสา กะว่าจะไม่พูดอะไรแล้ว จะยุติหัวข้อสนทนาเรื่องแสงเหนือแต่เพียงเท่านี้

ทว่าพอกลับมาสนใจการใส่รองเท้าอีกครั้ง ปั้นรักก็ว่าขึ้นมาลอยๆ

“ใช่ ตัดใจมันทำยาก แต่ตัดใครสักคนที่ทำให้เราเจ็บปวดออกจากชีวิตมันก็คงจะไม่ยากสักเท่าไหร่มั้ง ถึงเวลาที่ยูต้องจัดการพื้นที่ในใจได้แล้ว คนที่ไม่ใช่ก็เก็บไว้ห่างๆ ใจซะ”

พูดจบ มันก็ตบบ่าผมปุๆ ตามด้วยว่ามาอีกประโยค

“กลับห้องเมื่อไหร่ ไปซื้อเบียร์มาดื่มกัน ไอจะอยู่เป็นเพื่อนคนอกหักอย่างยูเอง”

สิ้นเสียงก็เดินไปยังลานกว้างที่ใช้จอดรถจักรยาน ปล่อยให้ผมมองตามก่อนจะหลุดยิ้มออกมา

พูดอะไรดีๆ ก็เป็นเหมือนกันนี่หว่า...

การตกปากรับคำปั้นรักเรื่องซื้อเบียร์มาดื่มอะไรนี่ ผมว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดโคตรๆ เพราะพอดื่มไปได้สักพัก จากความตั้งใจที่จะให้ผมได้ผ่อนคลายระบายความทุกข์อะไรนั่น ก็กลายเป็นว่าไอ้ปั้นรักต่างหากที่ได้ระบายน่ะ

“แม่นะแม่! มีลูกคนเดียวแท้ๆ ไล่ออกจากบ้านได้ลงคอ!”

เมาแล้วโวยวาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่แม่มันเฉดหัวออกจากบ้านเพื่อให้มาตามติดผมต้อยๆ แบบนี้จนกว่าผมจะกลับไทย

“แล้วดูพ่อนะ พอมีเมีย มีลูกใหม่ ก็ไม่สนใจไอเลย ระยะหลังนี่หนัก ถึงขั้นพยายามบีบให้ย้ายออกไปอยู่กับคนอื่น แย่จริงๆ!”

พูดจบก็กระดกเบียร์เข้าปากอีก ทำเอาผมที่ฟังมันพล่ามเรื่องครอบครัวมันซ้ำไปซ้ำมาคว้าเบียร์ออกจากมือมันแทบไม่ทัน

“พี่ว่าดื่มพอได้แล้วมั้งปั้น เมามากแล้วนั่นน่ะ”

“ไหน ใครเมา โว้ย ไม่เมา!”

ปั้นรักโวยวาย เอี้ยวตัวหลบ ไม่ยอมให้ผมแย่งเบียร์ไปจากมือง่ายๆ เบียร์ในขวดเลยกระฉอกหกรดตัวเอง มันก็เป็นปกติของคนเมาแหละที่จะปฏิเสธว่าตัวเองไม่เมา ผมก็อยากจะปล่อยให้มันดื่มต่อหรอกนะถ้ามันไม่ส่งเสียงดังจนผมกลัวว่าจะไปรบกวนห้องอื่นอย่างนี้น่ะ

“เออ ไม่เมาก็ไม่เมา แต่เลิกดื่มได้แล้ว หกใส่ตัวหมดแล้วเนี่ย”

แย่งขวดเบียร์มาได้เรียบร้อย ผมก็เอาวางลงบนพื้น พลางชี้ไปที่ตัวมัน ปั้นรักมองเสื้อยืดเปียกไปด้วยเบียร์ของตัวเอง ก่อนจะยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย

“อยากซดเบียร์จากตัวไอไหมล่ะ”

ถ้าเป็นคนอื่นพูด ผมจะคิดว่ายั่ว แต่พอเป็นปั้นรักพูด ผมล่ะอยากจะเอาขวดเบียร์ฟาดหัวมันให้สลบ

แต่พอผมไม่ตอบอะไร ปั้นรักมันก็ทำเสียง

“อ๊ะๆ หื่น”

แล้วก็ถลกเสื้อตัวเองขึ้น ใช้นิ้วข้างนึงบิดหัวนมตัวเองไปมา พร้อมกับทำหน้าคล้ายกับว่าเสียว

“อ๊าง อ้ายดื้อ...”

อยากจะถีบสักที อุบาทว์ลูกตาฉิบ!

ถึงมันจะหน้าตาดี แต่มาทำท่าทางแบบนี้ ผมก็อดหมั่นไส้มันไม่ได้เลยแกล้งหยิกหัวนมข้างที่มันใช้นิ้วบิดไปบิดมาไปทีหนึ่ง พอมันร้องโวยวายเพราะเจ็บ ผมก็พูดขึ้นมา

“เลิกเล่นแล้วนอนลงไปเลย เดี๋ยวได้โดนพี่ไล่ออกจากห้อง”

“ยูแม่ง...” มันพึมพำอะไรสักอย่าง แต่ก็ยอมนอนโดยดี

ผมจัดการไปเอาผ้าเช็ดตัวชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดตัวให้มัน ไม่ได้ทำอย่างพิถีพิถันอะไรนักหรอก ทำลวกๆ ให้เสร็จเร็วๆ แล้วจะได้เก็บข้าวของ จากนั้นก็นอนบ้าง

หากแต่ระหว่างที่เช็ดตัวให้ปั้นรักอยู่นั้น จู่ๆ มันก็พูดขึ้นมา

“ยู...”

“หืม?”

“ไอหวังว่าการมาลาวของยู จะทำให้ยูรู้สึกดีขึ้นนะ”

ผมชะงัก หันไปมองหน้ามันด้วยงุนงงว่าทำไมมันถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา จังหวะเดียวกับที่มันสบตาผมพอดี ก่อนที่มันจะพูดออกมาอีก

“เพราะไอเองก็หวังว่าจะรู้สึกดีขึ้นเหมือนกัน”

รู้สึกดีขึ้นเหรอ... เรื่องอะไร

ต่อมความอยากรู้ทำงานทันใด อยากจะถามเสียเดี๋ยวนั้นเลย ทว่าดูปั้นรักจะไม่พร้อมสักเท่าไหร่ เพราะหลังจากประโยคนั้นมันก็หลับตาลง พึมพำมาให้ได้ยิน

“ความจริงแล้วที่ไอโผล่มาที่นี่น่ะ ไม่ใช่เพราะแม่ไอให้มาหรอกนะ ไอตามมาเอง”

“ทำไมล่ะ” ผมรีบถามออกไปทันควัน

“สำนึกผิดที่พูดไม่ดีเลยตามมารับผิดชอบ”

“พูดไม่ดีเรื่องเหนือน่ะเหรอ”

ทว่าปั้นรักไม่ตอบแล้ว หลับคร่อกไปหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผมค้างคาใจอยู่อย่างนั้น ก่อนจะต้องหัวเราะออกมาเมื่อพอจะสรุปเองได้

เรื่องแสงเหนือนั่นแหละ ก็วันนั้นก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ ผมทะเลาะกับมันเพราะปั้นรักพูดถึงแสงเหนือในทางไม่ค่อยดีไง

ใครว่ามันไม่มีความรับผิดชอบกัน รับผิดชอบดีเลยนี่หว่า

ผมยิ้มให้กับปั้นรักที่หลับไม่รู้เรื่องอยู่พักหนึ่ง เห็นใบหน้าของมันที่ปราศจากความดื้อดึงในยามหลับแล้วก็อดใจไม่ไหว ยื่นมือไปดึงแก้มมันเบาๆ ไม่ได้

“ไอ้ดื้อเอ๊ย”

รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันที่เรียกชื่อตัวเองกับคนอื่น แต่ปั้นรักมันดื้อด้านจริงๆ ดื้อไม่พอ กวนบาทาทุกเวลาอีก แต่นิสัยแบบนี้มันก็...น่ารักดี

ผมชักจะอยากรู้จักมันมากกว่านี้เสียแล้วสิ...

------------------------------------

มาเต็มตอนแล้วค่ะ ขออภัยที่้มาช้า เดี๋ยวตอนเย็นจะมาอัปตัวอย่างตอนถัดไปให้นะคะ

ตอนนี้พี่ดื้อเริ่มสนใจบักปั้นแหล่ว ส่วนตอนหน้า บอกเลยมีจิกหมอน อิอิ

ฝากฟีดแบ็กไว้ให้ด้วยน้า

ความคิดเห็น