ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 8

คำค้น : NC , ราชัยน์พ่ายรัก ,จิ้นหยาง, อิงฮวา

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8
แบบอักษร

บทที่ 8

ยามแสงอาทิตย์ทอประกายให้ความอบอุ่นในยามเช้า เหล่าหยาดน้ำค้างยามค่ำคืนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำหยดลงสู่ทะเลสาบขนาดย่อมๆริมตำหนักหยางเกา นกตัวน้อยส่งเสียงร้องคล้ายขับขานบทเพลง ปลุกร่างบางให้ตื่นจากนิทรา

อิงฮวาปรือตาตื่นขึ้นมาช้าๆ ด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั่วร่างกาย มือเรียวยกขึ้นกุมที่ขมับทันทีก่อนปิดตาลงอีกครั้งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพียงชั่วอึดใจดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อภาพความทรงจำทั้งหลายฉายชัดขึ้น หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงด้วยความรู้สึกปวดหน่วงๆที่ท้องน้อย ซ้ำร่างกายก็ดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรง

บรรยากาศรอบข้างดูเงียบสงบ บนเตียงปราศจากร่างของบุรุษที่มอบบทลงโทษนางตลอดคืน ความรู้สึกเข้มแข็งที่อิงฮวาพยายามสร้างขึ้นมาพังทลายลงทันที ใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเซียวปรากฏน้ำใสๆไหลออกจากดวงตาคู่งามราวกับว่ามันจะไม่สิ้นสุด

“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันมารับพระองค์กลับตำหนัก” เสียงของนางกำนันปลุกในอิงฮวาได้สติขึ้นมาอีกครั้ง สายตาเหลือบมองไปยังอีกฟากของม่านที่ปิดอยู่ก็พบร่างของเสี่ยวจูและเสี่ยวผิง ร่างบางรีบปาดคาบน้ำตาออกจากใบหน้า สะกดความอ่อนแอของตนอีกครั้ง พยายามกลั้นใจจะลุกขึ้นแต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของนางได้ถูกบุรุษผู้นั้นดูดกลืนไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว

“เข้ามาช่วยประคองข้าที” จนใจจะขยับร่างของตน มือบางเอื้อมหยิบเสื้อคลุมที่ตกอยู่ข้างเตียงมาคุมร่างเปลือยเปล่าของตนและเรียกนางกำนันทั้งสอง

ทันทีที่ม่านถูกเปิดออก นางกำนันทั้งสองก็ต้องตกใจเมื่อเห็นใบหน้าแทบไร้สีเลือดขององค์หญิงของพวกนาง

“องค์หญิงเพคะ ให้หม่อมฉันตามหมอหลวงเถอะเพคะ” เสี่ยวผิงเอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ นางเฝ้าอยู่หน้าตำหนักหยางเกาทั้งคืน จนรุ่งสางที่ฮ่องเต้เสด็จออกไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงสะอื้นขององค์หญิง นางร้อนใจเป็นอย่างมาก มีหรือที่นางจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนองค์หญิงต้องเผชิญกับสิ่งใด ขนาดท่านหัวหน้าขันทีออกคำสั่งให้นางกำนันและขันทีอื่นๆ พร้อมด้วยเหล่าองครักษ์ถอยห่างจากประตูตำหนักไปตั้งไกล ยังได้ยินเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากตำหนักเลย แบบนี้องค์หญิงของนางต้องช้ำไปทั้งตัวเป็นแน่

“ไม่ต้อง พาข้ากลับตำหนักเยว่ซินก็พอ ข้าอยากพักผ่อน ” ร่างบางเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“เพคะ/เพคะ” นางกำนันทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแล้วยอบตัวลงน้อมรับคำสั่ง

“เตรียมยาห้ามบุตรให้ข้าด้วย” เสียงแผ่วดังขึ้นเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ นางต้องป้องกัน

ได้ยินคำสั่งจากผู้เป็นนาย นางกำนันทั้งสองก็จนปัญญาจะทักท้วง รีบหยิบอาภรณ์ชุดใหม่มาผลัดเปลี่ยนให้ร่างบาง แต่งเติมใบหน้าซีดเซียวด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ อำพลางร่องรอยมาเหนื่อยอ่อนของอิงฮวาได้เป็นอย่างดี ทั้งผมที่สยายก็ถูกรวบให้ดูสง่างามยิ่งขึ้น

“พอแล้วล่ะ ไปกันเถอะ”

อิงฮวาที่นั่งนิ่งๆอยู่นานสองนานเริ่มรู้สึกเวียนหัวอย่างบอกไม่ถูก คิดเพียงแต่อยากจะกลับไปพักผ่อนเสียเต็มประดา ขืนให้นางกำนันทั้งสองแต่งองค์ทรงเครื่องให้ต่อ นางคงได้หมดสติลงในตำหนักหยางเกานี้เป็นแน่

“เพคะ” นางกำนันทั้งสองยอบตัวลงเป็นการรับคำ ก่อนจะพากันพยุงร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงให้ออกมาจากตำหนักหยางเกา

“ถวายบังคมองค์หญิงอิงฮวาพะย่ะค่ะ” เฟิงจูที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นหญิงสาวออกมาก็รีบคารวะทันที เมื่อได้รับคำอนุญาตจากร่างบางก็เงยหน้าขึ้น สายตามากประสบการณ์สำรวจร่างกายองค์หญิงตามคำสั่งของฮ่องเต้หนุ่มที่ต้องเข้าประชุมด่วน เนื่องจากเหล่าขุนนางที่รู้ข่าวว่าฮ่องเต้เสด็จกลับมาแล้ว ต่างเร่งรีบเข้าเฝ้าเพื่อถวายฎีกาตั้งแต่เช้าตรู่ แม้ฮ่องเต้จะขัดใจเป็นอย่างมากแต่ก็ต้องยินยอมออกว่าราชการอย่างเสียไม่ได้ เขาจึงถูกสั่งให้ยืนอยู่หน้าตำหนักรอจนกว่าองค์หญิงจะตื่นบรรทม สังเกตอาการขององค์หญิงเพื่อไปกราบทูลฮ่องเต้ตามคำสั่ง

“ข้าจะกลับตำหนักเยว่ซินได้หรือไม่” หญิงสาวเมื่ออกมาพบเฟิงจูก็เข้าใจได้ทันทีว่าคงเป็นคำสั่งของฮ่องเต้เจ้าเล่ห์ผู้นั้นเป็นแน่ที่สั่งให้มาจับผิดนาง คงอยากเห็นว่านางอ่อนแอเพียงใดกระมัง อย่าหวังว่านางจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นเลย นางยอมกลืนเข็มพันเล่มดีกว่าได้รับความสงสารจากคนผู้นั้น

“เชิญเสด็จพะย่ะค่ะ” เฟิงจูเห็นอิงฮวาทำท่าทางปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็นึกชื่นชมในความอดทนของหญิงสาวยิ่งนัก แต่ใบหน้าหวานที่หยิ่งทะนงกลับไม่อาจปกปิดเม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาได้ ทั้งๆที่อากาศเย็นเช่นนี้แต่ร่างบางกลับมีเม็ดเหงื่อ เห็นทีจะหนีไม่พ้นพิษไข้เป็นแน่

อิงฮวาเลือกที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตนเองเพื่อไม่ให้ใครรับรู้ว่าร่างกายของนางกำลังอ่อนแอ แม้เสี่ยวจูจะอยากเข้ามาประคอง แต่หญิงสาวก็ขืนตัวเองไว้และเดินไปเรื่อยๆ ราวกับไม่สนใจความเจ็บปวดของร่างกายตน จนกระทั่งออกห่างจากตำหนักหยางเกามาพอสมควร ร่างบางก็ซวนเซไปเกาะอยู่ขอบราวสะพานหิน ทำท่าจะล้มลงไปกองกับพื้น เหล่านางกำนัน ขันทีต่างตื่น     ตนกตกใจรีบเข้ามาประคองกันจ้าละหวั่น

“พระวรกายร้อนมากเลยเพคะ” เสี่ยวจูที่เข้าไปประคององค์หญิงของตนสัมผัสได้ถึงความร้อนจากกายของผู้เป็นนายก็ยิ่งตื่นตนก

“ข้า..ข้าจะไปทูลฮ่องเต้” เสี่ยวซุ่นขันทีขี้กลัวทำตาโตหน้าตื่นทำท่าจะวิ่งไปยังท้องพระโรง

“ไม่ต้อง ข้าไม่เป็นไร ห้ามเจ้าไปตามใครทั้งนั้น พาข้ากลับตำหนักก็พอ” อิงฮวาพยายามฝืนตนเองอีกครั้งแม้จะรู้สึกหน้ามืดเพียงใด ยามนี้นางไม่อยากพบหน้าใครทั้งนั้นโดยเฉพาะชายผู้นั้น

เหล่านางกำนันขันทีตำหนักเยว่ซินได้แต่มองหน้ากัน ไม่รู้จะทำเช่นไรดี ระหว่างที่กำลังช่วยประคองร่างบางให้ลุกขึ้นยืนนั้น ปรากฏร่างสง่าในอาภรณ์หรูหรากำลังเดินตรงมาพอดี ทั้งเสี่ยวจู เสี่ยวผิง เสี่ยวซู่ และเสี่ยวซุ่นได้แต่ทำหน้าตาตื่น รีบทำความเคารพบุคคลผู้มาใหม่

“ถวายบังคับไทเฮาเพคะ/พะย่ะค่ะ”

อิงฮวาพยายามปรับสายตาที่เริ่มเลือนรางของตนให้เข้าที่ ก่อนจะพบว่าสตรีสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือไทเฮาของแคว้นชาง ใบหน้าเรียบเฉยทว่าสง่างาม แววตาเฉียบคมมีแววหยิ่งทะนงและแฝงไปด้วยอำนาจจ้องตรงมายังอิงฮวาราวกับว่ากำลังพิจารณานาง

“เห็นไทเฮา ยังไม่ทำความเคารพ เจ้าเป็นลูกสาวตระกูลไหนกัน” หญิงอาวุโสผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างไทเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจมองมายังอิงฮวา

“หม่อมฉัน อิงฮวาจากแคว้นเฉิง ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” อิงฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กิริยาสงบเสงี่ยม ย่อตัวลงคารวะอย่างงดงาม แต่ด้วยร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย ขาทั้งสองข้างที่อ่อนแรงก็ทรุดลงไปกับพื้นถลาเข้าใส่ไทเฮาอย่างจัง

“นี่เจ้า!” ไทเฮาที่เกือบล้มลงหันมาขึ้นเสียงใส่ร่างบางทันทีที่ทรงตัวได้ โชคดีที่นางกำนันคนสนิทของตนประคองไว้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นคงได้ล้มลงไปกองกับพื้นไม่ต่างจากร่างบาง คนที่ล้มลงไปกองกับพื้นจึงมีเพียงอิงฮวา เสี่ยวจู เสี่ยวผิงจึงรีบวิ่งไปประคองร่างของนายตนทันที

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันมิได้มีเจตนาทำร้ายพระองค์ เพียงแต่...” อิงฮวาที่เหมือนจะวูบไปได้สติรีบขออภัยทันที ใบหน้างดงามวัยกลางคนฉายความไม่พอใจชัดเจนบนใบหน้า แววตาตำหนิในมารยาทของนางเต็มเปี่ยม อิงฮวาได้แต่เงียบจนใจจะพูดอะไรออกไป ซ้ำยังอยากจะกลับตำหนักไวๆ จึงพยายามหาทางออกแต่สมองตอนนี้กับตื้นเขินราวกับบ่อน้ำหน้าแล้งเสียเหลือเกิน

“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เรื่องแค่นี้ช่างเถอะ มารยาทของเจ้าอีกหน่อยจะให้แม่นมจิ้นหูไปช่วยสอนให้ แต่การที่เจ้าเข้ามาในวังหลวง แต่ไม่ไปถวายพระพรข้า ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ในวังหลังเช่นนี้ข้าถือเป็นประมุข เจ้ามิรู้หรือ”

อิงฮวาพอจะจับน้ำเสียงไม่พอใจของไทเฮาได้ดี จริงอยู่ที่นางสมควรต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาทันทีเมื่อเดินทางมาถึงวังหลวง แต่กรณีของนางมีเวลาทำอย่างนั้นเสียที่ไหน บทจะเจอดันมาเจอตอนที่นางแทบจะล้มลงไปกองกับพื้นเช่นนี้ ช่างไม่ถูกเวลาเป็นที่สุด

“หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ” อิงฮวาเลือกที่จะยอมรับผิด ด้วยต้องการให้ไทเฮาปล่อยนางไปพักเสียที ไทเฮาที่เห็นท่าทางของอิงฮวาก็ยิ่งไม่พอใจ นางดูก็รู้ว่าองค์หญิงแคว้นเฉิงซุกซนยิ่งนัก ทั้งข่าวคราวที่โด่งดังมาจากแคว้นเฉิงเข้าหูนางก็ไม่ค่อยจะน่ายินดีเท่าไหร่ นี่ถ้าไม่ติดว่าฮ่องเต้องค์ก่อนทำสัญญาเอาไว้ นางคงไม่ยินยอมให้ฮ่องเต้จิ้นหยางรับนางมาเป็นแน่

“เมื่อรู้ว่าผิด เจ้าควรไถ่โทษของเจ้าด้วยการตามข้าไปตำหนักเจียวเหมย ทำให้ถูกจารีต เจ้าเห็นด้วยหรือไม่” ไทเฮาก้าวมาใกล้อิงฮวามากยิ่งขึ้น นิ้วเรียวของไทเฮาแตะที่ปลายคางของอิงฮวาเพื่อให้สบตาพระองค์

“เพคะ” หญิงสาวเพียงกล่าวตอบรับอย่างเสียมิได้ ไม่อาจขัดขืนเพียงแต่นิ่งมองใบหน้าไทเฮาด้วยสีหน้าสงบ

“แม่นมจิ้น เชิญเสด็จองค์หญิงไปตำหนักเจียวเหมย”สิ้นเสียงรับสั่ง แม่นมจิ้นก็เดินตรงมายังร่างบาง ประสานมือไว้ด้านหน้าย่อตัวเล็กน้อย หญิงสาวมองคนสนิทของไทเฮาได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก้าวเท้าตามไทเฮาไปยังตำหนักเจียวเหมยทันที

ตำหนักเจียวเหมยที่ประดับไทเฮา ถูกประดับประดาไปด้วยอุทยานขนาดกลาง ทางเดินมีน้ำพุตั้งตระหง่านให้ความร่มรื่น ทั้งพืชพันธุ์ส่วนใหญ่ก็เป็นสีเหลืองอร่าม ทั้งหูเตี๋ยฮวา(ดอกผีเสื้อ) ดอกฉูจู๋ร์(ดอกเดซี่) ดอกจูฮวา (ดอกเบญจมาศ) แม้กระทั้งดอกต้ารี่ฮวา(ดอกรักเร่) ก็บานในสวนของตำหนักเจียวเหมยแห่งนี้ ไทเฮาเหลือบมองอิงฮวาที่เหล่านางกำนันต่างพยุงประคับประคองราวกับว่าร่างบอบบางนั่นจะแตกสลายหากไม่ได้รับการทนุถนอมยิ่งรู้สึกไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก   นางก้าวเท้าเข้าตำหนักไปยังเก้าอี้ประธานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องรับรอง นางกำนันตำหนักเจียวเหมยรีบกุรีกุจอหยิบเตาอุ่นมือ ทั้งสารวนหยิบกาน้ำชาอุ่นเพื่อยกให้ไทเฮาหลังจากทรงออกไปเดินยามเช้า แต่ที่นางกำนันทั้งหลายแปลกใจคือการปรากฏตัวของหญิงสาวที่ไม่คุ้นเคย

“ยกน้ำชาให้องค์หญิงอิงฮวารินให้ข้า” สิ้นเสียงสั่ง นางกำนันก็กระจ่างใจว่าสตรีนางนี้เป็นผู้ใด รีบยกกาน้ำชาไปวางไปตรงหน้าหญิงสาวทันที อิงฮวามองที่กาน้ำชา แม้ตัวเองจะเหนื่อยและอยากล้มตัวนอนเพียงใด ก็ต้องฝืนตนชงชาตามแบบฉบับของแคว้นเฉิงอันเป็นศิลปะการชงชาชั้นสูงที่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ชาถึงจะออกมารสชาติดี

“นี่คงเป็นศิลปะการชงชาอันเลื่องชื่อของแคว้นเฉิงใช่หรือไม่” ไทเฮามีทีท่าสนใจจ้องมองการกระทำของอิงฮวาด้วยความแปลกใจ เดิมทีนางเป็นคนที่ชอบดื่มชามาก ชาเลิศรสที่ได้ดื่มแล้วโปรดที่สุดคือชาจากแคว้นเฉิง เพียงแต่นานมาแล้วที่จะหาคนชงชาที่ถูกใจตนไม่ได้เสียที

“เพคะ ไทเฮา” อิงฮวาตอบสั้นๆ มือบางยังคงสารวนกับการชงชาด้วยความพิถีพิถัน ไม่นานนักชากลิ่นหอมก็เสร็จสิ้น อิงฮวาลุกขึ้นแม้อาการปวดหัวรุนแรงจะเข้าโจมตีให้นางไม่อยากจะทำสิ่งใดอีกระรอกแต่ก็ต้องฝืนร่างกายหยิบถ้วยชาเดินตรงไปยังเก้าอี้ที่ไทเฮาประทับอยู่

“อิงฮวาถวายพระพรไทเฮา ขอพระองค์ทรงมีพระชนมายุยาวนานดั่งขุนเขา พระเมตตากว้างใหญ่ราวมหาสมุทร พระบารมีเกริกก้องเกรียงไกรเพคะ” ร่างบางถือถาดถ้วยชาทำการคารวะอย่างถูกต้องตามประเพณี ไทเฮามีสีหน้าพอใจขึ้นเล็กน้อย ให้แม่นมจิ้นหยิบถ้วยชาของอิงฮวามาให้ตนแทนการเอื้อมไปหยิบด้วยตนเอง ตั้งใจแสดงให้เห็นว่านางไม่ชอบใจอิงฮวานัก และไม่สั่งให้ร่างบางลุกขึ้นแต่อย่างใด ไทเฮาละเมียดชิมชาที่อิงฮวาชงที่ละน้อย กลิ่นหอมของชาทำให้ไทเฮามีพระพักตร์ดีขึ้น อดชื่นชมชาที่ร่างบางชงเสียมิได้

“อีกไม่นานเจ้าต้องอภิเษกเข้ามาในราชสำนัก ต่อไปนี้ก็จงรับการฝึกอบรมธรรมเนียมแคว้นชางไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เจ้าเข้าใจหรือไม่”

“เพคะ” ร่างบางเพียงรับคำส่งๆไปเท่านั้น หาได้สนใจฟังคำพูดของไทเฮาไม่ คิดเพียงแต่จะกลับตำหนักไปนอนไวๆ สวรรค์ช่างใจร้าย แม้แต่จะนอนนางยังมีอุปสรรคเลย ยิ่งคิดใบหน้าหวานที่ซีดเซียวก็อดกรอกตาไปมาไม่ได้

อิงฮวายังคงก้มหน้าลงกับพื้นทั้งยังย่อตัวทำความเคารพอยู่เช่นนั้น โดยไทเฮาไม่มีทีท่าว่าจะสั่งให้นางเงยหน้าหรือทำตัวตามสบาย ขาเล็กๆสั่นน้อยๆราวกับพื้นที่ยืนอยู่เกิดแผ่นดินไหว ร่างบางได้แต่กัดฟันอดทนต่อไป ในใจอดตัดพ้อคนตัวการที่ทำนางหมดเรี่ยวหมดแรงไม่ได้ ทั้งอาการปวดหนึบๆก็เริ่มจะก่อตัวอีกระรอกเสียแล้ว ใครจะไปคิดว่าการร่วมอภิรมย์จะทำให้นางเจ็บแสบถึงเพียงนี้ บุรุษผู้นั้น น่าตายนัก!

“เจ้าคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับฮ่องเต้มาบ้างใช่หรือไม่” ไทเฮาสังเกตท่าทางของร่างบางที่ราวกับจะฟังหูสายทะลุหูขวาก็โกรธเกรี้ยว อดไม่พอใจไม่ได้ จึงชักสีหน้ามึนตึงใส่

“ข่าวลือ?” คิดก่นด่าบุรุษน่าตายผู้นั้นอยู่เพลินๆ ไทเฮาก็กดเสียงต่ำลงจากเดิม เอ่ยถามเสียงเฉียบขาดจนทำให้อิงฮวาอดสะดุ้งตกใจไม่ได้ เผลอเงยหน้าสบพระพักตร์ไทเฮาเหลอหลา ไทเฮาถอนพระทัยด้วยความไม่ชอบใจท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า แต่ก็จนใจจะสั่งสอนด้วยกำลังเนื่องจากร่างบางเป็นถึงองค์หญิงแคว้นเฉิงตีสุนัขต้องดูเจ้าของ นางไม่อาจไม่คำนึงถึงเจ้าของได้    จึงได้แต่ทนความไม่พอใจเอาไว้ ดูท่าทางลูกสะใภ้คนนี้จะต้องถูกขัดเกลาอีกมากทีเดียว

“พฤติกรรมของฮ่องเต้ เจ้าไม่ต้องใส่ใจนักเขาไม่ใช่พวกนิยมชายแน่นอน เพียงแต่ก็ไม่นิยมในสตรีเช่นกัน เข้ามาในราชวงค์ย่อมต้องเคารพกฎราชวงค์ อย่าทำเรื่องให้เสื่อมเสียเด็ดขาด” ไทเฮาไม่พอใจในตัวอิงฮวาตั้งแต่แรกพบ จึงอดที่จะวางอำนาจใส่ไม่ได้ ใบหน้าหยิ่งยโสจึงแข็งกระด้างขึ้นตามน้ำเสียงที่ใช้

“เพคะ” อิงฮวาแอบคิดค้านในใจ คนผู้นั้นน่ะหรือไม่สนใจในสตรี เขามันหมาป่าหื่นกามชัดๆ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง เตือนตัวเองเสมอไม่ให้เผลอพูดสิ่งที่คิดออกไป ไทเฮาไม่ชอบนาง นางจำเป็นต้องพะเน้าพะนอหรือ ถึงจะคิดอย่างไรก็จำเป็นต้องเก็บไว้ในใจ เวลานี้ไม่ควรทำเรื่องอะไรให้ปวดหัวเพิ่ม รอนางร่างกายหายดีก่อน หากไทเฮาคิดตีนาง นางก็จะไม่ยืนอยู่เฉยๆให้ตีแน่

“เอาเถอะ เจ้าลุกขึ้นได้แล้ว” ไทเฮาถอนหายใจก่อนจะทำหน้าเบื่อหน่าย เห็นหญิงสาวไม่แสดงความเห็นใดๆ ซ้ำร่างบอบบางของนางก็สังเกตเห็นชัดว่าสั่นเทาเป็นลูกนกต้องพายุ สั่งสอนเล็กน้อยคงพอให้รู้กาลเทศะเสียบ้างแล้ว ไทเฮาจึงสั่งให้ร่างบางลุกขึ้นด้วยไม่ต้องการให้ฮ่องเต้มาว่าตนได้ว่านาง ‘รังแกคน’

“เป็นพระมหากรุณาเพคะ” อิงฮวาลุกขึ้นและพยายามอย่างยิ่งที่จะยืดตัวให้ตรงบังคับไม่ให้โงนเงนจนเสียกริยา

“ชาที่เจ้าชงรสดียิ่งนัก เจ้าจะชงให้ข้าอีกได้หรือไม่” เห็นท่าทางเช่นนั้นของร่างบางไทเฮาก็พอใจขึ้นมาเล็กน้อย พลางคิดว่า ก็แค่เด็กสาวจากต่างแคว้นเท่านั้น สายตาจึงเหยียดหยามขึ้นอีกหลายส่วน มองนางไม่ต่างจากนางกำนันชงชา

“หากไทเฮาทรงโปรด หม่อมฉันจะชงถวายอีกเพคะ”

ไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดไทเฮาที่ชมชอบชายิ่งนัก เมื่อเจอผู้ชงชาที่ถูกใจก็อดไม่ได้ที่จะอยากลิ้มรสชาติอีกสักครั้ง ไม่สนใจว่าอิงฮวาจะทำหน้าซีดเหงื่อตกเพียงไร หากนางต้องการ ใครไหนจะกล้าขัดคำสั่ง ร่างบางได้แต่คิดต่อว่าอยู่ในใจ เหตุใดมามีอารมณ์สุนทรีย์อยากดื่มชาในวันนี้ นางกำนันตำหนักเจียวเหมยไม่มีหรืออย่างไร แต่ก่อนที่อิงฮวาจะขยับร่างบางไปยังที่นั่งชงชาก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าตำหนัก พร้อมๆกับนางกำนันขันทีที่ทำความเคารพอย่านอบน้อม

“ฮ่องเต้เสด็จ!!” เสียงขันทีหน้าตำหนักเจียวเหมยประกาศเสียงดัง ตามมาด้วยร่างสูงในชุดคลุมสีดำลายมังกรก้าวเท้าเข้ามาในตำหนักด้วยท่วงท่าสง่างาม

“ถวายบังคมเสด็จแม่” เพียงไม่นานร่างสูงสง่าของฮ่องเต้จิ้นหยางก็ก้าวเข้ามาในตำหนักเจียวเหมยอย่างมั่นคง ใบหน้าคมหันมองเสี้ยวหน้าหวานเพียงชั่วครู่ก่อนจะประสานมือทำความเคารพผู้มีศักดิ์เป็นพระมารดาด้วยความเคารพ

“ลมอะไรหอบฝ่าบาทมาถึงตำหนักเจียวเหมยในเวลานี้กัน หรือเป็นเพราะองค์หญิงอิงฮวาถูกข้าพามาเจ้าจึงไม่พอใจ”

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรพะย่ะค่ะ ลูกแค่ได้ยินว่าช่วงนี้เสด็จแม่สุขภาพไม่ค่อยดีนักจึงนำโสมมาถวาย”

“งั้นหรือ” ไทเฮาแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่ฮ่องเต้มาเข้าเฝ้าไม่บอกกล่าวเช่นนี้ แต่นางก็พอจะคาดเดาได้ว่าเหตุใดที่ทำให้ฮ่องเต้ต้องรีบเสด็จมาถึงตำหนักเจียวเหมยทันทีหลังจากว่าราชการเสร็จ ดูท่าทางฮ่องเต้จะมีใจให้องค์หญิงแคว้นเฉิงผู้นี้บ้างกระมัง

“ถวายพระพรฝ่าบาท”

“ลุกขึ้น”

อิงฮวาที่นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ทำความเคารพชายตรงหน้าก็ประสานมือพลางย่อตัวเพื่อทำความเคารพทันที ไม่ให้ไทเฮาต้องตำหนิในกิริยามารยาทได้อีก แม้ในใจจะไม่อยากทำแม้สักนิด ใบหน้าหวานเรียบตึงไร้รอยยิ้มแต่งแต้ม ยิ่งทำให้ฮ่องเต้รู้สึกโหวงเหวงในใจขึ้นมา ทันทีที่เสร็จสิ้นการออกว่าราชการ ฮ่องเต้ก็ต้องขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้รับรายงานถึงอาการของอิงฮวา ซ้ำยังต้องตกใจหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นขันทีตำหนักเยว่ซินของอิงฮวาวิงกระหืดกระหอบมายังตน รายงานว่าไทเฮาได้พาตัวอิงฮวาไปตำหนักเจียวเหมยเสียแล้ว ด้วยความร้อนใจเขาจึงรีบตรงมาทันที ดีที่ไทเฮาไม่ได้ทำอะไรรุนแรงกับนาง แต่พอเห็นใบหน้าหวานของนางซีดเซียวแทบไร้สีเลือดก็อดร้อนใจเสียไม่ได้

“เจ้ามาก็ดี วันนี้ข้าอยากให้อิงฮวาอยู่เป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่” ไทเฮาไหนเลยจะอยากรั้งตัวนางไว้ แต่กลับกล่าวออกไปเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าต้องการควบคุมนาง หากฝ่าบาทมีท่าทีปกป้อง เกรงว่าพรุ่งนี้หิมะคงตกหนักเสียแล้ว อิงฮวาเพียงคิดในใจไม่ได้กล่าวอันใดออกไป ได้แต่ยืนมองฉากแม่ลูกกตัญญูต่อไป

“ลูกเห็นว่าไม่เหมาะนักพะย่ะค่ะ เสด็จแม่ควรได้พักผ่อนไม่ควรต้องมาเหนื่อยกับการต้อนรับนาง อีกทั้งนางก็เพิ่งเดินทางมาถึง ไม่ดีกว่าหรือที่จะให้นางกลับตำหนักไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้นางมาอยู่เป็นเพื่อนเสด็จแม่”

ฮ่องเต้รู้ความหมายของไทเฮาเป็นอย่างดี การที่ขอให้อิงฮวารั้งอยู่เช่นนี้คงตั้งใจสั่งสอนกฎเกณฑ์ในวังหลวงให้นาง หรือไม่ก็ต้องการหยั่งเชิงเขา แต่ท่าทางของอิงฮวาตอนนี้เขาไม่วางใจให้อยู่ที่นี่ได้ ใจจริงอยากจะอุ้มนางตรงกลับไปตำหนักเยว่ซินเลยซะเดี๋ยวนี้ แต่หากทำเช่นนั้นเกรงว่าไทเฮาจะยิ่งไม่พอใจอิงฮวามากขึ้นไปอีกเป็นแน่จึงได้แต่กล่าวอ้อมๆไป

“เช่นนั้นก็ไม่เลว” ไทเฮามีท่าทีคล้อยตาม พึงพอใจอย่างยิ่งที่ฮ่องเต้ยังคงเห็นนางสำคัญกว่าองค์หญิงแคว้นเฉิง แม้นางจะเป็นคนส่งสานส์เร่งการอภิเษกกับแคว้นเฉิง แต่นั่นก็เพื่อเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น นางไม่ประสงค์จะให้ฮ่องเต้เห็นผู้ใดสำคัญกว่าตน

“พะย่ะค่ะ”  ฮ่องเต้รีบส่งเสริม

“เอาล่ะ ข้าไม่รั้งเจ้าแล้ว กลับไปพักเถอะ”  ไทเฮาได้บรรลุจุดประสงค์แล้ว จึงไม่คิดจะรั้งร่างบางเอาไว้อีก ได้แต่กล่าวด้วยความรำคาญใจ

“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันทูลลา” อิงฮวาก้มหน้าลง กรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย นางไม่อยากเห็นน่าคนผู้นี้ และยิ่งไม่อยากทนฟังวาจาไม่เข้าหูของไทเฮา นางเพียงต้องการนอนหลับยาวๆบนเตียงอุ่นๆเท่านั้น จึงไม่รีรอที่จะถอยออกมาจากตำหนักเจียวเหมยแม้แต่น้อย

หลังจากที่อิงฮวาเดินจากไป ฮ่องเต้ก็อยู่ต่อคุยกับไทเฮาเรื่อยเปื่อยอีกครู่นึง ก่อนจะขอตัวออกมา มุ่งตรงไปยังตำหนักเยว่ซินทันที

“ฝ่าบาทเสด็จ” เสี่ยวซู่และเสี่ยวซุ่น ขันทีประจำตำหนักเยว่ซินทันทีที่เห็นฮ่องเต้เสด็จก็ส่งเสียงดังขึ้นทันที เสี่ยวจูและเสี่ยวผิงที่ปรนนิบัติเตรียมน้ำอุ่นเช็ดตัวให้นายของตนก็สะดุ้งสุดตัว รีบออกมาทำความเคารพฮ่องเต้แทบไม่ทัน

“องค์หญิงล่ะ” ทันทีที่เข้ามาในตำหนัก จิ้นหยางก็กวาดสายตามองหาร่างบางทันที

“อยู่ด้านในเพคะ” เป็นเสี่ยวจูที่ตอบคำถามเสียงสั่นๆ ด้วยความกลัว บัดนี้ฮ่องเต้ดูเหมือนมีรังสีดำทมิฬบางอย่างอยู่รอบตัว จนใครก็เข้าหน้าไม่ติดกันทั้งนั้น

“ตามหมอหรือยัง” เสียงเข้มกดระดับลงอีกอย่างร้อนใจ

“องค์หญิงไม่ให้ตามเพคะ รับสั่งว่าแค่เช็ดตัวก็พอ” เสี่ยวผิงเอ่ยตอบอย่างหวาดหวั่นเช่นกัน นางทั้งอ้อนวอน ขอร้องให้องค์หญิงเรียกหมอหลวงแต่องค์หญิงของนางก็ดื้อดึงนัก สั่งว่าหากตามหมอนางจะถูกปลดให้ไปเป็นบ่าวให้ห้องเครื่องแทน ทั้งนางและเสี่ยวจูจึงได้แต่ทำตามอย่างเสียไม่ได้

“เจ้าเป็นนางกำนันกันปะสาอะไร ปรนนิบัตินายกันไม่เป็นหรือไง ข้าควรส่งเจ้าไปอยู่ที่เรือนซักล้างแทนดีหรือไม่ ไปตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้!” ได้ฟังคำตอบของนางกำนัน จิ้นหยางยิ่งไม่พอใจ   มีอย่างที่ไหนถึงไม่ตามหมอ เขาอยากจะลากพวกนางไปโบยหนัก

“พ..เพคะ” สองนางกำนันได้แต่ทำสีหน้าอยากจะร้องไห้ ไม่ว่าจะทำตามองค์หญิงหรือฮ่องเต้ พวกนางก็อาจโดนลงโทษอยู่ดี เอาเถอะอยู่ห้องเครื่องก็ยังดีกว่าห้องซักล้างเป็นไหนๆ สองนางกำนันได้แต่ปลงชีวิต

“ยังไม่รีบไปตามหมออีก!”

ทันทีที่ได้รับคำสั่งอีกครั้ง เหล่านางกำนันก็รีบวิ่งออกจากตำหนักกันแทบไม่ทัน พวกนางไม่เคยเห็นฮ่องเต้กริ้วขนาดนี้มาก่อนจึงได้แต่ตกใจกลัวกันลนลาน เมื่อเห็นว่าสาวใช้ออกไปจนหมด  ร่างสูงก็มุ่งตรงไปยังห้องนอนที่มีฉากกั้นลายดอกอิงฮวา แหวกม่านสีม่วงอ่อนเข้าไปด้านใน ก็พบร่างบางนอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงนอน ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ริมฝีปากสีสวยบัดนี้กับซีดราวกับคนขาดน้ำ นี่เขาเอาเปรียบนางหนักเกินไปหรือไม่

ฮ่องเต้เหลือบมองไปที่โต๊ะข้างหัวเตียงก็พบกับอ่างทองเหลืองใบขนาดย่อมๆวางอยู่บนขอบอ่างมีผ้าสะอาดว่างพาดอยู่ด้วย เขาจึงเอื้อมมือไปหยิบผ้าสะอาดนั่นจุ่มน้ำและบิดจนหมาดค่อยๆเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาทั่วใบหน้าให้หญิงสาว ทันทีที่เอื้อมมือไปแตะใบหน้าหวานก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างบางชัดเจน

“หนาว... ข้าหนาวจัง” เสียงหวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ไร้ซึ่งสติรับรู้สิ่งใด จิ้นหยางที่อยู่ใกล้จึงขยับไปนั่งที่เตียงดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดตนทันที

“รออีกเดี๋ยว หมอหลวงกำลังจะมาแล้ว” ใบหน้าคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ในใจเป็นกังวลอยู่มาก นึกโทษตัวเองที่เมื่อคืนนางขอให้หยุดเขากลับไปยอมหยุดตักตวงความสุขจากนางจนนางเจ็บป่วยเช่นนี้

ไม่นานนักหมอหลวงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดหอบหายใจอยู่หน้าตำหนัก ชายสูงอายุซึ่งเป็นหมอหลวงใหญ่ถูกฉุดกระชากลากมาจนถึงตำหนักเยว่ซินได้แต่เก็บความเหนื่อยไว้ในใจ รีบก้าวเท้าเข้ามาหยุดอยู่หลังฉากกั้นลายดอกอิงฮวาทันที

“ถวายบังคมฝ่าบาทพะย่ะค่ะ” หมอหลวงคุกเข่าลงกับพื้นตามประเพณี จิ้นหยางเพียงแค่สะบัดมือเป็นเชิงอนุญาตให้เข้ามาตรวจได้ หมอหลวงจึงลุกขึ้นแล้วค่อยๆก้าวเข้ามาด้านใน เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ประทับอยู่บนเตียงขององค์หญิง ซ้ำยังทรงประคองกอดร่างองค์หญิงไว้แน่นก็ชั่งใจว่าควรจะเอ่ยขัดหรือไม่

“ยังไม่รีบมาตรวจอีก!” เห็นหมอหลวงทำท่าจดจดจ้องจ้องไม่มารักษาสักที จิ้นหยางก็อดขมวดคิ้ว ตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวออกไปไม่ได้ ไม่เห็นหรือว่าอิงฮวาของเขากำลังทรมานเพราะพิษไข้

“ค..คือว่า ฝ่าบาทพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่สามารถตรวจได้ หากพระองค์ไม่ยอมปล่อยมือ   องค์หญิงก่อนพะย่ะค่ะ” หมอหลวงชราได้แต่ละล่ำละลักกล่าวเมื่อโดนรัศมีกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากร่างสูงใหญาจนแทบยืนไม่อยู่ เห็นท่าทางเช่นนี้ของฮ่องเต้เขาก็ลอบปาดเหงื่อหวาดหวั่นใจยิ่งนัก

ได้ฟังคำของหมอหลวง จิ้นหยางก็พ่นลมหายใจหนักๆออกมาเพื่อระบายความร้อนใจของตน จับร่างบางค่อยๆประคองอย่างเบามือให้นอนราบลงบนเตียงเพื่อรอรับการรักษา และขยับตัวหลบเพื่อให้หมอหลวงเข้าไปดูอาการได้สะดวกขึ้น

หมอหลวงรีบตรวจดูอาการจับชีพจรก็พบว่าหญิงสาวไม่เพียงร่างกายอ่อนเพลียจากการเดินทาง ซ้ำยังถูกเคี่ยวกร่ำกรำศึกบนแท่นบรรทมหนักหนาสาหัสเอาการจึงทำให้พระวรกายอ่อนล้าจนจับไข้เช่นนี้ เมื่อรู้อาการแน่ชัดแล้ว หมอหลวงก็ได้แต่ทำสีหน้าหนักใจ ได้แต่คิดสรรหาคำพูดเช่นไรทูลต่อฝ่าบาทที่จะสามารถรักษาหัวตนได้ หัวก็คิดความพูด ใจก็กร่นด่าที่วันนี้ดันตกปากรับคำอยู่เวรแทนหมอหลวงสือ ไม่เช่นนั้นแล้วไหนเลยเขาจะต้องมาหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงนี้

“ตกลงอาการเป็นเช่นไร” จิ้นหยางที่เห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหมอหลวงก็ยิ่งร้อนใจ กลัวอิงฮวาจะเป็นอะไรไปจึงถามด้วยน้ำเสียงเข้มกดดันอีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว

“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงเพียงแค่เป็นไข้หวัดพะย่ะค่ะ ช่วงนี้ก็ให้พักผ่อนให้มาก กระหม่อมจะเขียนเทียบยาให้ ขอเพียงองค์หญิงเสวยไม่ขาด เพียงสามวันก็จะอาการดีขึ้น ส่วน...เอ่อ..”

ครั้งแรกหมอหลวงตอบอย่างฉะฉานแต่สุดท้ายกลับอ่ำอึ้งทำท่าราวกับว่าไม่รู้จะพูดเช่นไร จิ้นหยางที่ร้อนใจเป็นทุนเดิมเพราะเป็นห่วงหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็อดหงุดหงิดกับท่าทางเช่นนั้นของหมอหลวงเสียไม่ได้

“หากเจ้าไม่พูด ข้าจะสั่งตัดหัวเจ้า”คำสั่งเฉียบขาดจากปากของผู้มีอำนาจเหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน ทำเอาหมอหลวงหน้าซีดเผือก รีบคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นทันที

“ขอฝ่าบาทอย่างทรงกริ้ว กระหม่อมเพียงแค่ไม่รู้ว่าจะกราบทูลเช่นไร” หมอหลวงได้แต่ตัวสั่นงันงกอยู่กับพื้น คิดในใจได้เพียง ซวยแล้ว ซวยแล้ว! เท่านั้น

“พูดออกมาตามตรง!” น้ำเสียงทรงพลังติดจะเด็ดขาดกล่าวจากผู้เป็นใหญ่ ราวกับทิ่มแทงเข้าทั้งร่างของคนฟัง อดจะเหงื่อตกอีกรอบไม่ได้ หมอหลวงได้แต่จนใจ กลั้นใจกล่าวคำพูดที่อาจทำให้หัวกับตัวได้แยกที่อยู่กันเสียก็คราวนี้ออกไป

“เอ่อ... เรื่องการชื่นชมดอกท้อของพระองค์ คงต้องงดไปสักระยะก่อนพะย่ะค่ะ”

...... จิ้นหยางขมวดคิ้ว ใบหน้ายังคงเฉยชา

“องค์หญิงทรงมีพระวรกายบอบบางนัก สตรีเมื่อ... เอ่อ...” เห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้เหยียบเย็น หมอหลวงก็ใจตกรีบละล่ำละลักกล่าวต่อ พยายามรักษาหัวของตนอย่างสุดชีวิต

“ข้าเข้าใจแล้ว” จิ้นหยางไม่แม้แต่จะชายตามองหมอหลวง ร่างสูงนั่งลงที่ขอบเตียง มือหนาทัดผมที่หล่นลงมาปรกกรอบใบหน้าของร่างบางออกอย่างเบามือ

“กระหม่อมจะสั่งยาบรรเทาอาการอักเสบให้ เพียงหมั่นทาบริเวณที่เจ็บก็จะดีขึ้นพะย่ะค่ะ” หมอหลวงชราเมื่อรู้ว่ารักษาหัวของตนเองได้แล้วก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก จึงกล่าวออกมาได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

“มีอะไรอีกหรือไม่”

“อาการอื่นไม่มีแล้วพะย่ะค่ะ”

“ไปได้”

หมอหลวงที่รักษาหัวของตัวเองได้อย่างทุลักทุเลรีบถวายบังคมและถอยออกไปด้วยความรวดเร็ว ครั้นหมอหลวงจากไปแล้ว จิ้นหยางก็หยิบผ้าที่แช่อยู่ในอ่างมาบิดจนหมาดและบรรจงเช็ดไปทั่วไปหน้ามนอีกครั้ง เพื่อระบายความร้อนให้ทุเลาลง

“ให้หม่อมฉันทำแทนเถอะเพคะ” เสี่ยวจูที่เดินเข้ามาพร้อมอ่างน้ำใบใหม่เอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้กำลังเช็ดตัวให้นายตน

“เจ้าไปเอายาทาแก้ปวดที่หมอหลวงสั่งมาให้ข้า” จิ้นหยางหันใบหน้าที่เฉยชาของตนไปสั่งนางกำนันทันที สีหน้าคลายกังวลลงมาก แต่ก็ไม่ยอมออกห่างร่างบางแม้นาที

“นี่เพคะ” เสี่ยวจูที่ตั้งใจจะทายาให้องค์หญิงอยู่แล้วก็จำใจต้องส่งยาที่ตนเพิ่งรับมาจากหมอหลวงเมื่อครู่ให้ฮ่องเต้ด้วยใบหน้าหวาดหวั่น นี่พระองค์คงไม่คิดจะทายาให้องค์หญิงด้วยพระองค์เองหรอกนะ

“เจ้าออกไป ต้มยาเสร็จแล้วค่อยยกมาให้ข้า”

ไม่รอให้เสี่ยวจูสงสัยไปมากกว่านี้ จิ้นหยางรับขวดยามาถือไว้ในฝ่ามือออกปากไล่นางกำนันให้ออกไป เมื่อเห็นว่าผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปแล้วก็เปลื้องอาภรณ์ของหญิงสาวออก

“ร่องรอยพวกนี้” นัยน์ตาเข้มฉายแววสั่นระริกด้วยความรู้สึกผิด ผิวละเอียดของร่างบาง เต็มไปด้วยร่องรอยสีกลีบเหมยกุ้ยเต็มไปหมด มือใหญ่ไล้ไปตามรอยบนร่างของอิงฮวาอย่างเชื่องช้าคล้ายจะปลอบประโลม ก่อนจะหยุดอยู่ที่จุดกลางกายที่ถูกเขาใช้งานอย่างเอาแต่ใจจนมันแดงช้ำ นิ้วเรียวค่อยๆละเลงยาทาลงบนรอยช้ำทั่วตัว ทั้งยังนวดคลึงจุดอ่อนไหวอย่างแผ่วเบาเนื่องจากไม่ต้องการให้นางเจ็บปวด ไม่นานนักยาก็ถูกทาจนเสร็จสิ้น จิ้นหยางจึงสวมใส่เสื้อผ้าให้นางเช่นเดิม เป็นจังหวะที่เสี่ยวผิงเอายาเข้าให้พอดี

“ยาต้มเสร็จแล้วเพคะ”

“เอามาให้ข้า” จิ้นหยางเอ่ยสั่งด้วยเสียงที่ไม่เข้มมากนัก เนื่องจากคลายกังวลลงมากแล้ว

“แต่....” เสี่ยวผิงทำท่าทีตกใจที่ได้ยินคำสั่ง ทั้งไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะเป็นผู้ดูแลองค์หญิงด้วยพระองค์เอง

“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือ”

“เพคะ”

เห็นว่านางกำนันมีท่าทีงุนงง ซ้ำยังไม่ยอมทำตามคำสั่ง จิ้นหยางจึงกดเสียงให้เข้มขึ้นอีกระดับส่งผลให้นางกำนันรีบทำตามทันที

“ออกไปได้แล้ว บอกเฟิงจูว่าคืนนี้ข้าจะค้างที่ตำหนักเยว่ซิน”

“เพคะ”

ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้จะเฝ้าไข้องค์หญิงเท่านั้น ยังดูแลองค์หญิงด้วยพระองค์เองทั้งหมดอีกต่างหาก ทำเอาเหล่านางกำนันขันทีอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้กับท่าทางเปลี่ยนไปของฮ่องเต้ตน นางกำนันหลายคนถึงกับเอาไปพูดกันต่างๆนานา มีทั้งพวกที่คิดอิจฉาริษยา อีกทั้งพวกที่คิดประจบสอพอก็มากมาย

ความคิดเห็น