เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 14 คราปักษาเผชิญหน้าจักรพรรดิวิญญาณ [จบบทที่สาม]

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 คราปักษาเผชิญหน้าจักรพรรดิวิญญาณ [จบบทที่สาม]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 563

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ค. 2560 11:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 คราปักษาเผชิญหน้าจักรพรรดิวิญญาณ [จบบทที่สาม]
แบบอักษร

ตอนที่ 14 คราปักษาเผชิญหน้าจักรพรรดิวิญญาณ

          หากว่าสักวันหนึ่งข้าล้มลง อยากให้มีเจ้าคอยพยุงพลางบอกว่าไม่เป็นไร เมรัยมาถึงคลองน้ำในป่าบุปผาชาติ สองสตรีนั่งเล่มริมคลองในศาลาร้างที่มิมีผู้ใดเหลียวแลแรมปี ความสกปรกถูกชำระล้างด้วยมนต์วิเศษแห่งดาราสวรรค์นคราลัย นารีเปรียบประหนึ่งจอมเวทแม่มดสีขาวผู้สามารถเสกสรรและปลุกแต่งบ้านเรือน ร่ายคาถาให้สิ่งของมีชีวิตโลดเต้นวิ่งสนุก ร่ายพรให้ดอกไม้ร้องเพลงขับกวีคำกลอน กระทั่งเสกกบตัวน้อยเป็นเจ้าชายผู้สง่างาม

          เท้าเปลือยเปล่าจุ่มสัมผัสคลื่นธาราข้างใต้พื้นศิลาที่ปล่อยให้สายน้ำไหลหลั่งมาถึง ณ ใจกลางที่พักแรม

          “ปลาคราฟนี้ช่างามนัก”นารีเอ่ยชมฝูงปลาที่แหลกว่ายละเล่นระหว่างฝ่าเท้าผิวสีโพลน

          “น่ากินจัง”

          พลันหมอผีน้อยเอ่ยความใจในอย่างมิปิดบังความหิวกระหาย ดวงดาวน้อยแว่วยินจึงขวับส่งค้อนให้สหายสาวอย่างเอือมระอา เมรัยคลี่ยิ้มหัวร่อเบา ทำเช่นไรนางหิวนี่นา

          “ข้าเตรียมมื้อกลางวันไว้แล้ว”

          เพราะรู้ว่าเรื่องราวอาจมิจบง่ายอย่างที่คิด นารีจึงต้องเตรียมแผนรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมิทันตั้งตัว หากฝนตกแล้วเกิดน้ำป่าไหลหลากจนพื้นดินพังพินาศ นางก็เตรียมเรือไว้รอรับ หากเมรัยหิวจนต้องหยิบเห็ดพิษมาทาน นางก็เตรียมยารักษาไว้ในกระปุก

          วางแผนรับมือคือนิสัยวาทีกษัตริย์ ผู้เป็นใหญ่ย่อมต้องระวังทุกฝีก้าวมิให้พลาดพลั่งหลงกลเพทุบายหรือสิ่งที่ไม่คาดฝัน

          “ฮึๆชีวิตมันต้องมีเรื่องเหนือความคาดหมายสักสองสามเรื่องนะ มันถึงจะมีความหมาย”

          จากตำราวิชาและวรรณกรรมโบราณกล่าวไว้เช่นนั้น เมรัยรับข้าวปั้นไส้ทูน่าและอ้าปากงับอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้ากรุ่มกริ่มเปี่ยมด้วยความปีติทำให้นารีถอนหายใจอย่างปลงตก

          แสงแดดยามเที่ยงตะวันส่องละมุนอ่อนโยนดุจปีกมารดาปักษา ไรผมสีส้มแดงพลิ้วตกปิดบังนัยน์เนตรละอ่อน นารีส่ายหน้าพลางเริ่มทานมื้อเที่ยงอย่างเงียบงันมีกิริยามารยาทผู้ดี

          ท่วงท่าการรับประทานของสหายทำให้เมรัยมองจนเคลิบเคลิ้ม

          นารีช่างแตกต่างจากนางนัก

          “อะไรหรือ”

          ขณะกำลังดื่มด่ำรสชาติแปลกใหม่ ก็ต้องตกใจสายตาเมรัยที่จ้องมองมายังตนอย่างพิลึกและแฝงความรู้สึกตะลึง นารีใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมไว้ข้างใบหู เมรัยเปิดปากท่าทางเลื่อนลอยพลันหมอผีน้อยชะโงกหัวกัดข้าวปั้นในมือนารี

          งับ

          “อย่อย”

          เสียงอู้อี้ฟังมิได้ศัพท์แต่คงมิพ้นความหมายว่าอร่อย นารีหัวคิ้วกระตุก ของตัวเองมีไม่กินยังต้องแย่งนางกินอีกหรือ นารีชักมือหนีเมรัยจอมตละกะ พลันหมอผีน้อยมือลื่นหัวทิ่มตักเพื่อนทันใด

          “กินน้ำลายข้าระวังติดเชื้อมนุษย์ต่างดาวนะ”

          “ก็มันอร่อย..”

          ข้าวปั้นตัวเองกินไม่อร่อยเท่าของที่อยู่ในมือคนอื่น เมรัยอยากกล่าวเช่นนั้น เปรียบว่าอะไรที่ได้มาง่ายๆไม่มีค่าเท่ากับสิ่งที่ยากจะไขว้คว้าด้วยความยากลำบาก บางคนชีวิตต้องการความท้าทาย เมรัยก็เป็นคนประเภทนั้น

          “เฮ้อ…”

          เมื่อรู้จุดประสงค์สหาย นารีก็ได้แต่ถอดถอนใจและอมยิ้มตลก สองสาวนั่งเล่นพักเท้าในศาลาพลางทั้งคู่เอนกายแนบชิดกันดั่งพี่ซบไหล่น้อง หรี่ตาและเงี่ยหูฟังเสียงร้องเหล่าสกุณาพาเพลิน

          เสียงน้ำตกดังระงมครั้นพึ่งมีฝนตกมินาน กระแสน้ำไหลรุนแรงดั่งเพลิงสีครามที่กำลังลุกไหม้ดินแดนลับแล เมรัยและนารีพึ่งงีบหลับเมื่อสายวัน พวกนางจึงมิมีอารมณ์อยากนิทราอีก จึงหลุบตาพักผ่อนสบายๆ

          “จิ้งจอกสีทอง”

          ณ ฝั่งริมคลอง จิ้งจอกขนสีทองขาวย่อหัวปากดื่มน้ำ

เมรัยสังเกตเห็นมันหลังจากนางใช้หัวคลอเคลียพ่วงแก้มนารี เจ้าจิ้งจอกมีขนสีทองเงางามดุจใยไหมเส้นบางละเอียดที่ทักทอด้วยความประณีตอ่อนไหว ดวงตาสีขาวบริสุทธิ์ดั่งดวงเนตรเทพจิ้งจอกในดินแดนลับแลหลุบตาปิดสนิทพลางชะโงกคอแลบลิ้นจิบน้ำคลองดั่งริมน้ำทิพย์

          หยดน้ำใสร่วงหล่นกระแทงผิวธาราบังเกิดระลอกคลื่น

          หมอผีน้อยปลุกนารีพลางชวนสหายหย่องด้วยฝีเท้าแมวลอบสำรวจเจ้าจิ้งจอก นารีกระพริบตาอย่างใสซื่อพยายามทำตัวนิ่งงันมิสร้างเสียงรบกวนจนเจ้าจิ้งจอกวิ่งหนี

          “มันจะไปไหน”

          เจ้าจิ้งจอกเร้นกายกระโดดขึ้นฝั่งและพลิ้วหายลับไปหลังพุ่มไม้ เมรัยตกใจพลันรีบสาวเท้าวิ่งอ้อมคลอง เจ้าจิ้งจอกทิ้งร่องรอยไว้เป็นสะเก็ดแสงสีขาวระยิบระยับดั่งผงผสมสีทองคำ

          นารีแกะรอยและค่อยๆแอบไล่ตามติดหมาจิ้งจอก มันวิ่งและก็หยุดพลันยืดคอมองหลังคล้ายสงสัยว่ามีใครแอบตามหรือไม่

          สองสาวหดหัวหดหางหลบหลังก้อนหิน

          เจ้าจิ้งจอกตระเวนกินผลไม้ดั่งมันชื่นชอบรสหวานหอมของผลเบอร์รีสีแดงและบลูเบอร์รี่สีดำน้ำเงิน มันเล็มกินเรียบร้อยเมรัยก็ซุ่มไปเด็ดกินต่อ นารีตีมือเพื่อนว่าไม่ดี แต่มีหรือเมรัยจะเชื่อฟัง

          ผลนี้สำหรับยามนี้ ส่วนอีกสิบกว่าไว้เผื่อวันพรุ่งนี้ เมรัยโกยผลเบอร์รีใส่เต็มกระเป๋า พลางยัดใส่ปากนารีเพื่อให้อีกฝ่ายมิต่อต้านและถือเป็นการลงนามในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด

          ผงสีทองในรูปรอยเท้าจิ้งจอกหากปล่อยไว้สักพักก็จะหายไป เมรัยและนารีจึงต้องรีบตามก่อนที่จะหาเจ้าจิ้งจอกมิเจอ ครั้งนี้ถือว่าพวกนางมีโชค งีบหลับครั้งหนึ่งตื่นมาก็เจอ

          แต่ถ้าครั้งหน้างีบแล้วตื่นมาไม่เจอคงต้องเหนื่อย

          เมรัยขี้คร้านไล่หาสัตว์ในป่านะ

          บุกป่าฝ่าดง สัตว์เลี้ยงราชันวิญญาณนำพาพวกสาวๆผ่านคลองใสอีกรอบและปีนขึ้นเนินเขา ต่อด้วยปีนลงบันได เจ้าจิ้งจอกดั่งกวีผู้กำลังเสาะหาแรงบันดาลใจเพื่อประพันธ์บทกวีอันแสนไพเราะและน่าจดจำตราตรึงใจผู้รับฟัง

          มันนั่งชมท้องฟ้า ณ ยอดเขาใกล้ซากโบราณสถาน

          มันสะบัดหางเล่นกับฝูงเสื้อนับร้อย และมันยังขุดดินเพื่อหากระดูก ซึ่งมันค้นพบกระดูกขาของวิญญาณโจรสลัดจาคอปร์และคาบไปแทะโดยไม่ถามเจ้าของ

          ตะวันคล้อยลดลงเรื่อยไป ตราบมันมาหยุดในเวลาที่เจ้าจิ้งจอกวิ่งมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง

          ใจกลางสุสานใกล้คฤหาสน์ มันเร้นกลายหายไปในกำแพงเถาวัลย์ซึ่งเมรัยและนารียื่นอึ้งมิรู้ว่าหายไปได้ย่างไร

          “มันหายไปแล้ว”

          “จากตรงนี้”

          ข้างหน้าคือกำแพงไม้ที่แอบซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์เลื่อย เมรัยเลิกคิ้วมือเกาคาง นารีกอดอกมองพินิจ

          “กลับกันเถอะ”เมรัยอยากนอนแล้วนะ

          “ไม่กลับสิ”นารีดึงแก้มนุ่มนิ่มจนยืดขยายเหมือนยาง ดินน้ำมัน และผิวก้นเด็ก เมรัยกล่าวอย่างปลงตกว่า ก็ได้ๆ

หน้ากำแพงต่างประตูหินมีรอยสลักอักขระ ไร้รูเสียบกุญแจ ปราศจากปุ่มกดรหัสผ่าน เมรัยคิดว่ามันไม่เหมือนประตูหรือทวารสักเท่าไหร่นัก มันเหมือนกำแพง ผนัง เพดาน ผิวเรียบเฉยและเยียบเย็นจนมือรู้สึกหนาวครั้งสัมผัสด้วยมือเปล่า หมอผีอ่านอักขระสองบรรทัดที่ขีดเขียนไว้บนกำแพงและใต้ฝ่าเท้า สองประโยคชี้นำหมายถึงวิธีเปิดประตูทว่าหมอผีน้อยหาอ่านออกไม่ เมรัยเอียงคอกระดิกคิ้วหันมองนารีอย่างจนปัญญา ขอบตาแดงคล้ายกำลังจะร้องไห้

          “ไม่ไหว”

          น้ำตาคลอเบ้า นารีส่ายหน้าหมายให้เพื่อนหลีกทาง ดวงดาวน้อยก้มลงมือปัดเศษใบไม้พงหญ้าที่ขึ้นบดบัง ใช้เวลาช่วงครู่ “นี่มัน…” น้ำเสียงตกใจแฝงแววตื้นเต้นสามส่วนดังปลุกใจเมรัยให้มีความหวัง พลันนารีลุกยืนและตอบสนองความหวังด้วยการทำลายทิ้ง “ข้าก็มิรู้เช่นกัน”

          “อะ”

          สมัยเป็นนักเรียนเมรัยเคยเรียนภาษาต่างประเทศ นางเก่งพอสงควร เรียกว่าอ่าน เขียน ฟัง พูด ได้แต่กระนั้นก็เป็นภาษาสากลและภาษาในยุดสมัยก่อน ซึ่งตัวหนังสือที่เขียนแจ้งเบาะแสมิใช่ภาษาที่เมรัยร่ำเรียนแม้แต่น้อย ลายมือตวัดดั่งนักกวีสติฟั่นเฟือน หมอผียืนตระหง่านสีหน้าเรียบเฉย แม้แต่เพื่อนยังมิทราบ การอ่านอักขระคงมิอาจช่วยเหลือพวกนาง

          “เซมากุเตะ”

          “อะไร”

          “เฮ้อ…”หมอผีน้อยถอดถอนใจด้วยความอับจนหนทาง มืดแปดด้าน นางแบมือให้นารีถอยจากตำแหน่งเมื่อครู่ พลางเพื่อนถอย นางก็ก้าวมายืนแทนที่ เมรัยหลับตารวบรวมพลังวิญญาณจากธรรมชาติ นารีเบิกตาเล็กน้อยพลางยกมือกุมอกเฝ้ามองเพื่อนด้วยแววตาแห่งความภาคภูมิใจ ดวงดาวน้อยคิดว่าเมรัยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเปิดประตูผนึกได้อย่างแน่นอน

          “จงเปิด!!!”

          หมอผีน้อยตะโกนดังกังวานดั่งแม่ทัพประกาศสงคราม สองแขนกางสยาย กระนั้นประตูก็เงียบกริบมิตอบสนอง

          “ย้ากกกก” ลองใช้ศาสตร์แปรธาตุเปลี่ยนกำแพงให้เป็นประตู พนมมือและทาบแปะ

          ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          “ไฟไหม้!!!” เสียดายที่อีกฝั่งประตูไม่มีคน ไม่เช่นนั้นเขาคงตกใจมาเปิดประตูอย่างแน่แท้

          สิบนาทีให้หลัง…

          “เซมากุเตะ”

          เมรัยหน้าตายยกเท้าเตะกำแพงน่าหมั่นไส้ เจ้าจิ้งจอกต้องหลอกพวกเราแน่ นางน้อยใจเหลียวตามองเพื่อนอย่างน่าสงสาร เมรัยบอกสหายว่า นี่ไม่ใช่ทางเข้ากระมัง บางทีเจ้าจิ้งจอก..เจ้าหมาโง่เขลาอาจรู้ว่าเราตามก้นก็เลยวางแผนล่อพวกเราให้ติดแหง็ก ฮึ เมรัยเบ้ปากแขนกอดอกไข่ดาว นางลองทั้งเต้นขอไฟ รำขอฝน นอน กราบประตู ไหนๆจะเอาผลเบอร์รีล่อ ประตูก็หาตอบสนอง มันนิ่งเหมือนหินยิ่งดูก็รู้ว่ามันเป็นหินก้อนใหญ่ไร้สมองและไม่มีหัวใจ ปราศจากความเมตตาต่อสองสาวน้อยที่อุสาแสดงการละเล่นชวนหัวให้มันดู

          “มันไม่หัวเราะด้วย..”

          เมรัยทรุดเข่าหลบมุมพงไม้คล้ายพึ่งทำอะไรผิด นารีผงกหัว เจ้าประตูช่างใจร้ายนัก

          “ลองหาวิธีอื่นเถิด”นารีปลอบใจเพื่อนพลันดึงมือเมรัย หมอผีน้อยบิดขี้เกียจ พลางบอกขอบใจนารีด้วย “เซมากุเตะ”

          “ไอ้นั้นก็พอเถอะ!!”นารีฝ่าหลังมืออัดกลางหัวเมรัยอย่างเหลืออด สหายสาวจะยึดติดกับคำนี้อีกนานแค่ไหนกัน โธ่

          ดวงตะวันคล้อยแน่นิ่งอย่างประหลาดพิสดาร ทว่าสองสาวมิสังเกต พวกนางเดินสำรวจรอบบริเวณลองหาสิ่งของหรือเบาะแสอื่นนอกจากรอยสลัก นารีใช้สะเก็ดโยดาต่างดวงไฟส่องแสงนำ เมรัยมิใช้พลังวิเศษเพราะนางไม่มีพลังเช่นนั้น และถึงมีนางก็มิกล้าใช้เพราะกลัวทำไฟไหม้ป่าลามขึ้นเขาจรดมอดไหม้ทั้งเมืองลักกี้ ใต้กิ่งก้านต้นสน ต้นหลิวที่ก้านแพร่ปกคลุมบดบังแสงแดดระอุ เมรัยย่างกรายผ่านป้ายสุสานด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าระคนตื่นกลัว

          “เจ้ากลัวอะไรหรือ” นารีแลเห็นท่าทางเพื่อนหวาดระแวงคอยมองซ้ายมองขวาคล้ายจะมีตัวอะไรน่ากลัวโผล่จากเงาพุ่มไม้ เมรัยขมวดคิ้วสีน่าลำบากใจตอบเสียงกระซิบ ข้ากลัวผี

          “…”

          เข้าใจแล้ว นารีไม่ตอบอะไรเกินกว่าสายตาปลงตกไม่รู้จะจัดการสหายเช่นไร เมรัยกลัวผีหรือ เช่นนั้นก็ปล่อยนางกลัวไปเถอะ ดวงดาวน้อยแอบยกมุมปากโค้งบอบบาง นารีรู้สึกขำแต่ไม่ยอมให้แสดงต่อหน้าเมรัย เวลาผ่านเลยกระทั่งเมรัยค้นพบสิ่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ

          ขณะที่นางกำลังแอบหย่อนก้นนั่งพักบนป้ายหลุมศพ ประแสงวูบวาบก็แวบพาดผ่านนัยน์ตา ทำให้นางสงสัยว่ามันคืออะไรจึงลุกเดินเข้าไปดูใกล้ๆและพบว่ามันคือกระจกแก้วใสทรงเหรียญ วงกลม และเรียบ ขนาดเท่าถ้วยจานกินข้าว เมรัยคิดอยากนำมันกลับบ้านไปใส่ข้าวกินเหลือเกิน เอากลับดีกว่า

          “ดูนี้สิ ข้าเจอจาน”

          “จานรึ”

          เรียกนารีและยกมันให้ดวงดาวน้อยพินิจวิเคราะห์ มันคือจานใช่หรือไม่ แววตาสีแดงดินทอประกายเจิดจ้าด้วยความใสซื่อจนนารีมิรู้จะตอบสนองความตื่นเต้นเช่นไร นางจึงตอบเรียบๆว่าด้วยน้ำเสียงตื้นตันสองส่วน ประหลาดใจสาม และชื่นชมหนึ่ง

          “ใช่มันคือจาน ทำดีมาก”น้ำเสียงคุณครูอนุบาลชมเด็กนักเรียน เมรัยฉีกยิ้ม

          “เย้ๆข้าพบของแล้ว ให้หนูเกาะหลังหน่อยนะเจ้าคะ”

          “ไม่ย่ะ”

          “แหงะ”คำปฏิเสธอย่างเด็ดขาดฟันความต้องการเมรัยทิ้งเป็นพันชิ้น หมอผีน้อยซึมเศร้าเหมือนลูกแมวตกน้ำ นางส่งกระจกแก้วให้นารี ทั้งสองเริ่มครุ่นคิดว่ามันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับการเปิดประตูหรือไม่ เมรัยอยากเอามันไปล้างจังเลย

          “รู้แล้ว”

          “อะไรหรือ” นารีหวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระอีกนะ มิเช่นนั้นคราวนี้นางจะจับสหายส่งให้คุณเบลทันที เมรัยมองสายข่มขู่ก็ผวาในความคิดนารี หมอผีน้อยกระแอมปรับทีท่าให้เข้มขรึมเหมือนนักวิชาการจะเริ่มสาธยายงานวิจัยเรื่องถั่วกับสิงโต สาวน้อยหมอผีน้อยบอกว่าสมัยก่อนนางเคยเห็นจาน เอ้ย กระจกแก้วเช่นนี้ในตำราวิชากลไกลับ ซึ่งหาก

          “บางทีอาจมีจาน..กระจกแก้วแบบนี้อีกสองชิ้นตกในป่ากระมัง”

          เมรัยชี้นิ้วให้นารีเพ่งดูตรงเส้นผ่าที่เป็นหลุมลึกคล้ายโดนแทงไฟหลอมไว้บนตัวกระจกแก้ว เป็นเส้นตรงตัดผ่าใจกลางแบ่งกระจกแก้วเป็นสองฝั่ง พลางเมรัยจูงมือนารีให้เดินมาตรงหน้ากำแพงอีกครั้ง และแบมือให้สหายสังเกตรอบๆอีกคราว่าบริเวณนี้มีอะไรนอกจากพงหญ้า และป้ายสุสาน

          “แท่งหิน”

          “อืม”เมรัยพยักหน้าตอบด้วยความเอ็นดู นางปล่อยให้นารีคิดอีกสักเล็กน้อย และนางก็คาดไม่ผิด มินานนารีก็คิดออก

           “กลไกแสงสลัก?”

          หอมผีน้อยรู้เรื่องกลไกจากตำรากลศาสตร์ ส่วนดวงดาวน้อยรู้เกี่ยวกับมันจากหนังสือนิทานเรื่องเจ้าหญิงแห่งดวงเดือน ดวงตะวัน และดวงดารา แม้ที่มาคนละแห่ง แต่ทั้งสองก็มีส่วนเกี่ยวกับกลไกแสงสลัก ซึ่งกลไกนี้คือการผนึกประตูด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ผู้ที่ต้องการปลกผนึกจำเป็นต้องมีกระจกแก้ว แสงไฟ ฐานสัญลักษณ์ และแท่นกระจกแก้ว เมรัยสังเกตจากแท่นกระจกแก้วสามจุดที่ตั้งตระหง่านบริเวณห่างจากกำแพงนิดหน่อย ซึ่งรูปร่างภายนอกมันเหมือนเสาโคมไฟธรรมดาตามไหล่ถนน ทำให้บางคนมิทันสังเกตเห็น

          วิธีเปิดผนึกคือต้องฉายแสงส่องทะลุผ่านกระจกแก้วไปใส่ฐานสัญลักษณ์บนประตู กำแพง หรือจุดใดจุดหนึ่งของกลไก ซึ่งส่วนมากฐานสัญลักษณ์จะสลักไว้ใกล้ๆประตูหรือที่ที่แสงส่องไปถึง และต้องส่องแสงให้ถูกจุด ตัวอย่าง กระจกแก้วมีสัญลักษณ์ใดก็ต้องส่องให้ตรงกับฐานสัญลักษณ์ ซึ่งหากมีสามจุดก็ต้องส่องให้ครบสามจุด

          สองสาวน้อยลองค้นหาฐานสัญลักษณ์บนกำแพงที่มีเถาวัลย์ขึ้นประปรายบังผิวหินจนหมดสิ้น แต่นารีไม่มีทางยอมแพ้ นางใช้สะเก็ดโยดาส่องแสงหาทุกซอกมุม และในที่สุดก็พบฐานสัญลักษณ์สองตำแหน่งข้างบนกำแพง พอดีกับที่เมรัยหาฐานสุดท้ายเจอ

          “เจอแล้ว”

          “เยี่ยมมากเมรัย”

          “ฮึๆ”

          พบฐานสัญลักษณ์ แต่พวกนางมีกระจกแก้วเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น นารีปากยุ่งมองกระจกแก้วหนึ่งบานที่ติดไว้กับแท่นวาง และอีกหนึ่งชิ้นในอุ้งมือเมรัย งานเหมือนเรียบร้อยแต่ก็ยังไม่เสร็จ พวกนางต้องการกระจกแก้วอีกหนึ่งชิ้น ซึ่งนารีมิรู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน ในป่าพงไพรหรือในตลาดขายผัก

          อาจมีใครขโมยไปแล้วก็ได้ นึกถึงสิ่งที่น่าจะเป็นอย่างเลวร้ายพลันส่ายหน้าสละความกังวลและเริ่มคิดในแง่ดี มันจะต้องตกในป่านี่แหละ

          “แว่วๆยินว่าผีแม่นางฮูหยินหลิงเคยเห็นของแบบนี้ในซากคฤหาสน์”เมรัยมือวางลูบแท่นฐานกระจกแก้วและครุ่นคิด นางได้ยินกลุ่มผีสตรีแอบซุบซิบกันเมื่อไม่กี่วันก่อน บางทีสิ่งที่ผีฮูหยินหลิงพบอาจเป็นกระจกแก้วอีกชิ้น หมอผีน้อยผงกหัวและชวนสหายไปสำรวจซากคฤหาสน์

          “เช่นนั้นก็ไปสิ รออะไรหรือ”นารียักยิ้มพรายมองท่าทางสนุกสนามของเมรัย นารีเก็บกระจกแก้วไว้ในประตูโยดา พลันรีบสาวเท้ามุ่งสู่ซากคฤหาสน์ร้างที่เต็มไปสมบัติมากมาย

บรรเลงด้วยท่วงทำนองสะเดาะไพเราะกังวานกึกก้องทั่วทุ้งข้าวสาลีแผ่ไพรศาล เมรัยจูงมือสหายรักเยือนคฤหาสน์ต้องสาป เปลี่ยวร้าง และมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ประชากรเมืองลักกี้ที่ไม่ว่าใครก็ต่างรีบเปลี่ยนหัวข้อพูดคุยทันทีเมื่อมีคนเอ่ยถึงคฤหาสน์ผีสิง พวกเขากลัวว่าหากเอ่ยนามสถานที่แล้วมันจะมาหาพวกเขาน่ะสิ เป็นใครก็กอกสั่นขวัญแขวนว่าจู่ๆคนที่ผู้ถึงมาตามคำเรียกร้อง เมรัยเคยพูดสบประมาทกบตัวหนึ่ง พลันทันใดมันปรากฏตัวบนหัวนางอย่างอัศจรรย์

          แสงสลัวส่องผ่านช่องเพดาน ซากเรือนบ้านหลังคาสีนิลดำทะมึนแลน่าเกรงขามและมีความลี้ลับประดับประดา มิใช่ที่ที่ใครกล้าก้าวเหยียบย่ำยิ่งเป็นเด็กไม่รู้จักความอย่างเมรัย ยิ่งมิควรล่วงเกินดินแดนคนมิอาจขาน

          นางพลั่งเหยียบกรอบรูปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแตกเป็นการประเดิมของชิ้นแรก มอบให้แด่การทำลายล้าง

          “อุ่ย”

          ทำลายสิ่งของในบ้านคนตายมิใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะถ้าสิ่งนั้นคือของล้ำค่าสำหรับพวกผี คุณผีจะต้องมาทวงคืนอย่างแน่นอน ไม่ว่าต้องชดใช้ด้วยอะไร หัวใจหรือนิ้วเท้า เมรัยก็มิอยากสร้างปัญหาในภายหลัง ก้าวที่สองจึงเพิ่มความระมัดระวัง นางเคยมาเยือนคฤหาสน์สองสามครั้ง  จึงพอรู้สภาพแผนผัง ทางไหนไปห้องน้ำทางไหนไปห้องโถง แต่กระนั้นสภาพความย่อยยับก็แยกห้องต่างๆจากกัน คฤหาสน์ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดั่งเช่นในอดีต มันรกร้างและมีเชื้อรา เถาวัลย์ รังไหม บ้านนกกระรอก เตียงนอนครอบครัวเสือโคร่ง และพงหญ้าขึ้นประปรายประหนึ่งแหล่งพักอาศัยของสรรพสัตว์

          เมรัยต้องหยิบกระแตน้อยที่แอบเกาะกระโปรงนารี โยนทิ้งเข้าป่า

          ดวงดาวน้อยช่างดึงดูดลูกสัตว์ยิ่งนัก กลิ่นกายมนต์มายามีพลังเสน่ห์มิเบา

          สองสาวน้อยเริ่มค้นหากระจกแก้วอย่างมุ่งมั่นกระตือรือร้น นารีตบแก้มเพิ่มกำลังใจและขับไล่ตัวขี้เกียจ นางบอกเพื่อนจะไปทางตะวันออก เมรัยให้ไปทางตะวันตก แยกย้ายกันหาจะเร็วยิ่งกว่าการหาด้วยกัน บางที่แนวคิดนี้อาจไม่ถูกสำหรับเมรัย เพราะนางมิใช่คนช่างสังเกตเท่าใดนัก หาของอะไรไม่เคยเจอและต้องใช้เวลานานกว่าชาวบ้านมากมาย ครั้งหนึ่งเคยทำมันบดหาย หาตั้งสองวันถึงรู้ว่ามันอยู่ในท้องนาง  

          เมฆครามลอยเหนือป่าสุสาน ห่างไกลชานเมืองเริ่มมีเกลียวเมฆสีเทา

ในห้วงแห่งความมืดแห่งดินแดนไร้ซุ่มเสียง สาวน้อยนารียืนมองภาพวาดบุคคลผู้หนึ่ง ภาพแขวนผนังขนาดใหญ่เท่ารูปปั้นแขวนบนกำแพงห้องหนังสือที่เดาว่ามันคือห้องทำงานเจ้าของคฤหาสน์ ดวงดาวน้อยเอียงคอพยายามพินิจชายหนุ่มที่กำลังยืนอย่างสง่า ใบหน้าคมคาย หางคิ้วเรียวยาวประดุจหงส์ จมูก ใบหู ปาก ทุกอณูเข้มขรึมแฝงความเย็นชาประปราย องอาจเยี่ยงแม่ทัพ หยิ่งผยองดั่งพ่อมด และทระนงดั่งเจ้าชายว่าที่ผู้สืบทอดเก้าอี้ราชัน สิ่งต่างๆของเขาล้วนบ่งบอกถึงปลายทางอนาคตที่รออยู่ การปกครอง ณ ขั้นบันไดสูงสุดและการแย่งชิงระหว่างก้าวข้ามกองซากศพ ศึกสงครามขยายดินแดนและความสุขของเหล่าราษฎร เครื่องทหารแต่งกายเต็มยศ เสื้อคลุมยาวปกขนสิงโตสีแดงเลือดหมู บนอกมีตราทหาร นกอินทรี เสือคาบดาบ พญากวาง หัวสิงโตคำราม ตราเกียรติภูมิประดับขับความแข็งแกร่ง กระนั้นต่อให้บนร่างมีสิ่งที่หลายคนปรารถนาครอบครอง ชายหนุ่มผู้นี้หามีความสุขจารึกในแววตาไม่

          แววตาสีโทนเหลืองดินหลุบตาต่ำจนน่ากลัวมีเพียงความว่างเปล่าและความอ้างว้างจนนารีรู้สึกว่าเขาช่างคล้ายกับนางนัก เป็นคนที่อยู่เหนือกว่าใคร ยืนในที่ที่โดดเดี่ยวพลางมีสายลมเย็นพัดจนใจสั่นเทิ้ม ตำแหน่งราชันหาใช่สิ่งที่เขาอยากครอง เขาชื่นชอบสงครามหามีใจเรื่องการครองราชย์  

          คงเป็นเจ้าของคฤหาสน์ ในห้องมีรูปอัดกรอบมากคณาซึ่งภายในมีภาพถ่ายผู้คน น้องสาว พี่ชาย ครอบครัวของบุรุษแข็งกระด้าง นารีจะเรียกชายหนุ่มผู้นี้ว่าเจ้าชายผู้เดี่ยวดาย เพราะทุกรูปเขามิเคยยิ้มเลยสักครั้ง เอาแต่ปั้นหน้าเย็นเชียบปานว่าจะมีใครมาขโมยสมบัติอย่างไรอย่างนั้น ช่างน่าตลกยิ่งนัก

          บางความรู้สึกมิเผยเป็นรอยยิ้มแต่แฝงไว้ในสิ่งของสำคัญของเจ้าตัว

“ฮึๆ”

          อุ้งมือขาวไข่มุกวางภาพถ่ายคืนที่เดิม และเปิดลิ้นชักเพื่อหากระจกแก้ว ในห้องหนังสือคงมีของที่ระลึกของเจ้าชายผู้เดี่ยวดายทิ้งเอาไว้ นางสงสัยจังเลยว่าทำไมปานนี้แล้วพวกมันถึงไม่หายไปนะ ส่วนมากคฤหาสน์ร้างมักเป็นแหล่งหาเงินให้กลุ่มโจรปล้นสะดม พวกโจรมักขโมยสมบัติล้ำค่าไปจนหมด ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจคนตาย

          บางทีคงเป็นเพราะที่นี้มีวิญญาณร้ายและใกล้สุสานกระมัง พวกโจรจึงมิกล้าข้องแวะ

           ตุบ

          แจกันไร้ดอกไม้จู่ๆก็พลิกล้มกลิ้งตกโต๊ะ นารีรีบวางหนังสือเปื้อนไอน้ำฝนจนหมึกเขียนเรือนราง นางแทบแตะต้องของทุกชิ้นในห้องเพราะความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยว่าเขาจะอนุญาตหรือไม่ เมื่อครู่คงเป็นการเตือนกระมัง นารีคล้ายแลเห็นเงาผนังสั่นไหวตรงบริเวณหน้าประตูห้อง เงานั่นใช่คุณเจ้าชายผู้เดี่ยวดายหรือไม่ หากใช่ก็แปลกมากที่เขาเตือนนางเบาๆมิใช่แอบย่องมาข้างหลังและหยิบแจกันฟาดหลังหัวนางอย่างที่นิสัยเจ้าตัวคิดทำ

          เจ้าชายผู้เดี่ยวดายเป็นคนอารมณ์รุนแรงเหมือนคลื่นทะเล มิรู้จะซัดแรงหรือซัดเบา ขึ้นๆลงๆ

          ห้องหนังสือตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหลากหลายมีขนาดกว้างเท่าสองห้องนอน นารีใช้เวลาเดินสำรวจจุดต่างๆวนรอบห้องกระทั่งถึงโต๊ะทำงาน โต๊ะไม้สีเหลี่ยมสูงใหญ่และเก้าอี้ขนาดเหมาะสำหรับความสูงเจ้าของคฤหาสน์ โคมไฟลวดลายวิจิตรมูลค่าหลายพันเหรียญ ผ้าม่านสีดินแดงผูกไว้เหนือม่านหน้าต่างข้างหลังโต๊ะทำงาน กรงนกสีเงินและขั้นวางของสะสมที่มีตุ๊กตาคนแคระถือขวาน ภูตกระต่ายใส่สูท และหมาจิ้งจอกสีทอง รูปปั้นแต่ละชิ้นช่างมีลักษณะแตกต่างกันเหลือเกิน มีทั้งสัตว์กินพืชแสนน่ารักน่ากอด และสัตว์กินเนื้อที่อ้าปากอย่างหิวกระหายปานจะเขมือบหัวลูกกระต่ายข้างๆ ภาพเขียนท้องมหาสมุทรมรเรือสำเภาโลดแล่นต่อกรกับคลื่นพายุกระหน่ำ และภาพถ่ายขาวดำของเทือกเขาหิมะ ชั้นหนังสือสี่หัวมุมชิดผนัง พรมขนหมีรองเท้า และโซฟาที่นั่งสำหรับแขกผู้มาเยือน  

          ของแต่ละชิ้นแฝงความโปรดปรานผู้เลือกสรร นารีอดชื่นชมบุรุษผู้นี้มิไหว นางคิดว่าเขาช่างเป็นคนละเอียดอ่อนและมีนิสัยรักสันโดษ มิยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายหรือสิ่งที่จะชักนำภัยมาสู่ตน แต่ก็มิปฏิเสธกับพินาศและการต่อสู้เดิมพันชีวิต เป็นพวกคนจ้าวปัญญาและมากด้วยเล่ห์เพทุบาย ซึ่งหากนางคาดเดามิผิด เขาคงไม่ใช้กลอุบายกับใคร เพราะเขาขี้เกียจใช้เป็นแน่แท้ เจ้าตัวจะใช้มันก็ต่อเมื่ออยากใช้เท่านั้น

          คนเก่งกาจที่มีนิสัยเย็นชาและมิสนใจแม้แต่จะใช้ปัญญาหลอกล่ออีกฝ่าย นั้นคงเพราะเขาไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ยกเว้นคนที่เขาเห็นว่าคู่ควร

          อีกอย่างเขาชอบจิ้งจอกขนทองสินะ ภาพแขวนผนังตรงหน้านารีบอกนางทุกอย่าง เพราะมันแขวนไว้ในตำแหน่งเหมาะในการมองเห็นทุกช่วงเวลา เพราะหากบุรุษผู้นั่นได้มองภาพนี้ ใจเขาคงสงบและมีสุข

          นารีค้นพบสมุดสเก็ตภาพ ในนั้นมีภาพวาดทิวทัศน์ทุ้งชา หมาจิ้งจอกกำลังวิ่งเล่นในทุ้งหญ้าฤดูร้อน แสงอรุณสาดส่อง และสายฝนปรอยในช่วงที่ทุกอย่างกำลังแปรผันตามกาลเวลา หฤทัยชุ่มฉ่ำ รอยขีดดินสอที่เหลาให้แหลมเสมอมิเคยปล่อยให้มันทู่ดั่งนิสัยที่มิเคยปล่อยให้มันเชื่องช้าเกียจคร้าน เขาเป็นคนเช่นไร ยิ่งนารีลูบคลำภาพเขียน โคลนกลอน นางก็ยิ่งรับรู้ดั่งว่ากำลังยืนอยู่ข้างๆเขา

          ฟิ้ว..

          “โอ้ย”

          มีก้อนหินปาใส่ศีรษะดวงดาวน้อยอย่างจัง นางรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้และเหลียวมองทิศทางที่เจ้าก้อนหินพุ่งมา ซึ่งมันพุ่งจากนอกหน้าต่าง นารีมิอาจตามรอยผู้ร้าย แต่นางก็ไม่คิดตามเพราะหากใช้สมองสักนิดคงรู้ว่าใครเป็นคนปาก้อนหิน นารีถอดถอนใจและเก็บสมุดภาพเข้าลิ้นชัก นางยุ่งมากเกินไปสินะ รีบหาของที่ต้องการดีกว่า

          แต่ว่าเจ้าของคฤหาสน์มิชอบนางเสียแล้ว ท่านจะอนุญาตให้พวกนางเข้าพบหรือไม่นะ บางที่ท่านคงเก็บกระจกแก้วไปแล้วกระมัง เฮ้อ

          ไม่เป็นไรๆ นารีบอกตัวเองให้สู้อีกครั้งอย่าพึ่งตัดใจและโทษจักรพรรดิวิญญาณ ท่านคงไม่ใจร้ายและชอบอยู่เงียบๆอย่างที่นางคาดเดา เร่งมือหากระจกแก้วชิ้นที่สามก่อนที่มันจะมืดดีกว่า

          “เจอแล้ว”

          ไม่นานนางก็หามันพบ ซึ่งมันซ้อนในช่องลับส่วนตัวซึ่งมีกลไกลับผนึกเอาไว้ แต่นารีพยายามไขจนสำเร็จ นางรีบออกจากคฤหาสน์ไปหาเมรัยที่กำลังค้นหาอย่างเต่าคลาน

ฝั่งหมอผีน้อย นางกำลังนั่งชิ้งฉ่องหลังพุ่มไม้โดยมีกระแตตัวเดิมนั่งชะโงกหัวมองนางทำธุระส่วนอย่างน่าไม่อาย

          “ไปเลยนะ”

          นางโบกมือพลางแยกเขี้ยวตวาดขับไล่ แต่มันก็เฉยไม่รู้สึกตัวเพราะมันเป็นเพียงลูกกระแตน้อยยังไม่รู้ประสีประสา เมรัยเม้นปากรีบจัดการธุระ นางหากระจกแก้วตามจุดต่างๆในลิ้นชัก ตู้เก็บอัญมณี กล่องดนตรี ใต้เปียโน ช่องใต้หลังคา เพดานปักลายขุนเขา ชั้นวางแก้วน้ำชา และช่องเก็บสมบัติลับที่ภายในบรรจุผ้าเช็ดหน้าและแมงมุมลายตัวนั้น เมรัยรู้สึกปวดท้องกลางคันจึงต้องแอบทำลับๆล่อๆ

          “เมรัยข้าหาเจอแล้ว”

          “ว้าย”ตกใจเพื่อนที่โผล่หัวเหนือพุ่มดอกเข็ม

          “…”ฉับพลันระหว่างที่กำลังปลดทุกข์อย่างผ่อนคลายดวงดาวน้อยก็ดันโผล่มาจ๊ะเอ๋อย่างมิทันตั้งตัว ทั้งสองผงะพลางต่างฝ่ายต่างเงียบกริบ นารีถอนหายใจและหดหัวกลับ เมรัยอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่นางเงียบไว้ดีกว่า คราหลังหมอผีน้อยเสร็จกิจ ทั้งสองก็ตรงดิ่งกลับใจกลางป่าสุสาน ข้ามคลองข้ามตอไม้ นารีกระโจนเกาะหลังเมรัยครั้งมีลูกเสือลายพาดกลอนกระโดดข้ามหัวพวกนาง “ไม่เป็นไรๆ”เมรัยปลอบสหายด้วยเสียงคุณแม่ นารีผงกหัว เมื่อครู่นางรีบร้อนจนมิทันระวัง หากเมรัยหยุดมิทันมีหวังพวกนางได้กลายเป็นเหยื่อลูกเสือ โดนขย้ำ

           ณ บริเวณใจกลางป่าสุสาน เมรัยวางแก้วกระจกไว้บนแท่น นารีเรียกใช้สะเก็ดโยดาต่างครบเพลิง ส่องแสงสว่างลอดกระจกแก้ว หน้าที่ฉายแสงมอบให้นาง ส่วนเมรัยนั้นเป็นคนปรับองศาและตำแหน่งสัญลักษณ์ให้ตรงเป้าหมาย สามสัญลักษณ์เรียบง่าย เส้นตรงผ่ากลาง เส้นโค้ง และสามเหลี่ยม ไม่ต้องเปลืองแรงใช้สมองก็สามารถปลดผนึกกลไก

          โครม…

          เสียงท้องนารีร้องหรือ เมรัยเบิกตากว้างตกใจพลันใช้สายตาตะลึงจ้องสหายเคียงบ่า นารีสะบัดมือตบแก้มเมรัยดังเพี๊ยะโทษฐานพูดจาเสียมารยาทมิสมชาติอิสตรี เสียงโครมคือเสียงของกำแพงหินที่กำลังเคลื่อนย้ายเปิดช่องทางเดินสู่สถานที่ภายใน ฝุ่นละอองคละคลุ้ง ธรณีบันไดและทางเดินใต้เงาสลัวดั่งสายหมอง

          ลำแสงริบหรี่สาดส่องผ่านรูเพดาน เหนือศีรษะมีรากไม้เป็นท่อนยาวเหยียด นารีกระพริบตาพลางย่างกราย เมรัยลูบแก้มที่กำลังบวมเป่ง

          “ว้าว”

          ภายในนั้น มีคำตอบที่เมรัยและนารีกำลังตามหา…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น