Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP11 | เหตุเกิดในป่าซิ่นเจี่ยง

ชื่อตอน : EP11 | เหตุเกิดในป่าซิ่นเจี่ยง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2560 14:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP11 | เหตุเกิดในป่าซิ่นเจี่ยง
แบบอักษร

ห้าวันต่อมา โรงงานต้ากันคึกคักขึ้นเพราะมีสมาชิกมาเพิ่มหลายคน ทุกคนต่างรู้สึกว่าชีวิตของตนเองมีแสงสว่างมีความหวังขึ้นเมื่อคุณหนูชุดขาวเลือกเข้ามาทำงานด้วย

“พวกเจ้าเข้าใจเนื้องานกันทุกคนนะ” คุณหนูชุดขาวที่เดี๋ยวนี้ทั้งนางและหญิงผู้ติดตามหันมาสวมหน้ากากครึ่งหน้าตลอดเวลาเอ่ยถามคนงานชุดใหม่

“เจ้าค่ะ งานไม่ยากเลยเจ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนพิการขาไม่เท่ากันเอ่ยขึ้น นางมีหน้าที่นั่งคลุกเคล้าส่วนผสมยาสีฟันให้เข้ากัน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่คนพิการเช่นนางหลุดพ้นจากสถานะคนเร่ร่อนมีงานมีการทำ

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว สิ้นค้าชุดแรกที่จะวางขายในร้ายเสี่ยวกันขอเป็นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า พวกเจ้าไหวหรือไม่?”

“ไหวเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นฝากพวกเจ้าด้วย พักกลางวันอย่าลืมไปกินข้าวที่โรงครัวกันล่ะ วันนี้ข้าสั่งอาหารชุดพิเศษมาจากโรงเตี้ยมเพื่อเป็นการตอนรับพวกเจ้าด้วย”

“ขอบพระคุณคุณหนูมากเจ้าค่ะ บุญคุณครั้งนี้มิรู้ว่าจะตอบแทนเช่นไรหมด” หญิงพิการคนเดิมเอ่ยน้ำตาคลอ ทำให้ภาคินคลี่ยิ้ม สำหรับเขานางไม่ได้พิการจนไม่สามารถทำงานทำการได้ นางแค่ขายาวไม่เท่ากันเท่านั้น หากแต่ผู้อื่นไม่ยอมให้โอกาสนางเท่านั้นเอง

“แค่ทำหน้าที่ของพวกเจ้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตก็ถือว่าเป็นการตอบแทนข้าแล้ว เอาเป็นว่าข้าขอตัวก่อน ท่านหัวหน้า ท่านรองหัวหน้า เชิญไปคุยกับข้าที่ห้องทำงานด้วย” ภาคินเอ่ยขอตัว ก่อนจะเรียกหัวหน้าและรองหัวหน้าคุมงานในโรงงานต้ากันเข้าไปคุย

“น้ำชาค่ะคุณหนู” อิ่งฉินรินน้ำชาเมื่อคุณหนูของนางนั่งลงตรงเก้าอี้ประจำตำแหน่ง

“นี่แท่งถ่านเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงยื่นถ่านที่ถูกดัดแปลงออกมาเป็นดินสอให้ รู้ว่าผู้เป็นเจ้านายต้องใช้จดรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ในขณะที่หัวหน้าคุมงานส่งเอกสารยอดผลิตให้

“ทั้งหมดเป็นไปตามที่คุณหนูคาดการณ์ ตอนนี้นอกจากมีการเพิ่มยอดผลิตสบู่ธรรมดาแล้ว สบู่ที่มีสีมีกลิ่นก็จำเป็นต้องเพิ่มยอดเหมือนกันขอรับ ส่วนสบู่ไขมันแพะตอนนี้เริ่มมีการผลิตเก็บไว้ในคลังสิ้นค้าเรื่อยๆขอรับ”

“เข้าใจแล้ว” ผู้ฝังการรายงานพยักหน้าแล้วตรวจทานเอกสาร

ตอนนี้ไม่เพียงผลิตสบู่มีสีมีกลิ่นส่งให้กับพ่อค้ารายใหญ่ที่สั่งกันไว้ล่วงหน้า แต่ยังเปิดตัวที่ร้านเสี่ยวกันแล้ว แม้จะมีราคาสูงกว่าสบู่ธรรมดา แต่บรรดาคนมีฐานะซื้อไหวก็ต่างยอมจ่าย ทำให้สิ้นค้าขาดตลาดทั้งที่เปิดตัวได้ไม่กี่วัน

“เห็นที่ต้องหาแรงงานมาช่วยผลิตสบู่เพิ่ม”

“ไม่ต้องก็ได้ขอรับ ข้าน้อยคุยกับคนงานแล้ว ทุกคนยินดีทำงานหนักขึ้นขอรับ” หัวหน้าอี้รีบบอก เพียงแต่ผู้เป็นเจ้านายส่ายหัว

“มิได้ ข้าไม่ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นโรงงานนรก ทุกวันนี้ที่นี่ก็ทำงานกันวันละห้าชั่วยามอยู่แล้ว หากเพิ่มไปจะเป็นการเอาเปรียบทุกคน”

“โธ่ คุณหนูที่อื่นทำกันเกือบหกชั่วยามขอรับ”  หัวหน้าอี้กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ นางมิใช่แค่จ้างงาน แต่ทุกอย่างล้วนมีความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เรียกให้ถูกนางมีความเมตตาต่อลูกจ้างทุกคนด้วยซ้ำไป

“ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่อาจอนุญาตให้เพิ่มเวลาได้ ทุกคนต้องพักผ่อน ต้องมีเวลาส่วนตัว เอาเป็นว่าข้าจะให้อิ่งฉินหาแรงงานมาเพิ่ม แล้วท่านรองหัวหน้าเล่าเรื่องคุณภาพงานเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ ทุกขั้นตอนดูแลความสะอาดอย่างดี อีกทั้งชายหญิงต่างโผกผ้าเก็บเส้นผมอย่างดีขอรับ”

“เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เรื่องความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญ มันส่งผลต่อชื่อเสียงขอให้ท่านย้ำทุกคนให้จำขึ้นใจ” ภาคินเอ่ยย้ำ ก่อนจะตรวจสอบยอดผลิตเข้ากับยอดขายยอดคงเหลือที่ได้รับรายงานมาจากร้านเสี่ยวกัน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดีก็คลี่ยิ้มแล้วสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไป

“เสี่ยวฉิงอิ่งฉินจากนี้ข้าจะไปที่ค่ายผู้ยากไร้ ไปตรวจสอบยอดผลิตแปรงสีฟันเสียหน่อย พวกเจ้าหาคนติดตามไปด้วยเผื่อได้ของกลับมาด้วย”

“เจ้าค่ะ”

เป็นไปตามคาด เขาได้แปรงสีฟันกลับมาเป็นจำนวนไม่น้อย คนงานชายที่ไปด้วยทั้งสองคน เธอมาเต็มสองมือ

“สิ่งนี้จะเอาไปไว้ที่โรงงานต้ากันหรือร้านเสี่ยวกันดีขอรับ? ” หนึ่งในคนงานชายเอ่ยถามขึ้น

“ที่จริงข้าอยากจะเปิดตัวพร้อมกับยาสีฟัน แนะนำไปวางขายเลยก็ไม่เลว แม้จะยังไม่มียาสีฟันทุกคนก็นำไปใช้กับเกลือได้”

“เช่นนั้น บ่าวกับคนงานทั้งสอง นำไปไว้ที่อ่านเสี่ยวกันก็ได้เจ้าค่ะ ส่วนคุณหนูกับอิ่งฉินก็กลับจวนไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงเอ่ยอาสา

“ฉันนั้นรบกวนเจ้าด้วย สั่งให้คนที่ร้าน ติดภาพการแปรงฟันที่ข้าวาดไปก่อนหน้าด้วย ผู้คนจะได้รู้ประโยชน์ของมัน”

“เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวกับคนงานขอแยกตรงนี้เลยนะเจ้าคะ”

“อืม ไปดีมาดีนะเสี่ยวฉิง”  ภาคินโบกมือลา จากนั้นก็เดินไปอีกเส้นทางพร้อมกับอิ่งฉิน

“กุบกับ กุบกับ... ” เดินมาได้ไม่กี่เค่อ รถม้าหรูหราก็มาหยุดขวางหน้า ดวงตาคู่สวยกรอกไปมาอย่างระอาเมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่ารถม้ามีตราประจำตัวท่านอ๋องเจ็ดประทับอยู่

หายหน้าไปหลายวันคิดว่าจะเลิกจองเวรจองกรรมกันไปแล้วเสียอีก

ภาคินคิดในใจ

“เปิ่นหวางมารับเจ้าไปป่าซิ่นเจี่ยง”

“หม่อมฉันไม่อยากรบกวนเพคะ” ภาคินเอ่ยปฏิเสธผู้ที่ลงมาจากรถม้า หลังจากที่ไตร่ตรองดูแล้ว แม้หญ้าหอมจะเป็นสิ่งล่อตาล่อใจมากเพียงใด ก็ไม่ควรที่จะเดินทาง ไปไหนมาไหนกับชายที่คาดเดาไม่ได้เช่นของอ๋องผู้นี้ ดังนั้นควรตัดใจหรือไม่ก็หาหญ้าหอมแถวแม่น้ำใกล้ค่ายผู้ยากไร้ก็เพียงพอแล้ว อย่าได้มีความโลภจนเกินงาม

“เจ้าน้อยใจเปิ่นหวางงั้นหรือ?”

“ห๊ะ? ” คำเอ่ยของอีกฝ่ายทำให้ภาคินขมวดคิ้วเข้าหากัน

“เปิ่นหวางขอโทษที่หายไปหลายวัน”

“ห๊ะ? ” ตอนนี้คิวของภาคินเริ่มกระตุก ชายคนนี้กำลังพำเพ้ออันใดอยู่กันแน่

“เปิ่นหวางติดงานสำคัญ ปล่อยให้เจ้ารอเช่นนี้ รู้สึกละอายใจยิ่งนัก”

“ท่านอ๋องท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้วหรือไม่?”  ร่างระหงไม่อาจทนฟังคำพูดที่อีกฝ่ายคิดไปเองได้อีกต่อไปตัดสินใจเอ่ยขัดขึ้น

“อันใดกัน? เปิ่นหวางเคยบอกไว้ว่าจะมารับเจ้าไปป่าหานตรง แต่กลับหายไปหลายวัน จนทำให้เจ้าน้อยใจ ไม่ยอมขึ้นรถม้าไปกับเปิ่นหวาง นี่มิใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้หรอกหรือ?”

“ย่อมมิใช่เพคะ ที่หม่อมฉันกล่าวว่ามิอยากรบกวนนั้นคือมิอยากรบกวนจริงๆ หาได้มีความรู้สึกเช่นอื่นไม่”

“อ่า... ” ท่านอ๋องพยักหน้าอยากอย่างเก้อเขิน ลืมไปได้อย่างไรว่านางไม่เหมือนหญิงอื่น นางย่อมไม่มีความคิดที่จะใช้จริตจะก้านแกล้งงอนให้ชายตามง้อ เท่ากับว่าที่เขาเอ่ยไปทั้งหมดเป็นการคิดหลงตนในสายตานางเสียแล้ว

“หม่อมฉันตรองดูแล้ว ไม่เหมาะสมที่จะรบกวนท่านอ๋องมากเกินไป ฉะนั้นหม่อมฉันขอทูลลาตรงนี้เลยนะเพคะ” ว่าแล้วย่อกายถวายบังคมลา ตั้งท่าเดินแยกจาก แต่อีกฝ่ายไวกว่าขยับกายเข้ามาขวาง

“เปิ่นหวาง มิได้คิดว่าเป็นการรบกวนอันใดสักนิด ฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก”

“แต่ว่าหม่อมฉะ... ”

“เปิ่นหวางถือเป็นการตอบแทนที่เจ้าช่วยดูแลผู้ยากไร้จนเบาแรงของเปิ่นหวาง” คำพูดดังกล่าวทำให้ร่างระหงลอบถอนหายใจ อ๋องผู้นี้เอาแต่ใจตนมิใช่น้อย คิดเช่นไรย่อมดึงดันให้ได้ผลเช่นนั้น แม้จะมีผู้ไม่ยินยอมก็ตาม

“คุณหนูเจ้าขาคนเดินผ่านไปผ่านมาเริ่มสนใจเราแล้วเจ้าค่ะ” อิ่งฉินกระซิบกระซาบเตือนทำให้เริ่ม รู้สึกหนักใจ จะดื้อดึงไม่ยอมขึ้นรถม้าก็เท่ากับทำตัวให้เป็นจุดสนใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น อ๋องผู้นี้เจ้าเล่ห์ร้ายกาจ คงตรองมาดีแล้วถึงได้มาดักในจุดที่คนเดินผ่านไปผ่านมาเช่นนี้

“ขึ้นรถมาเถิดหากเรารีบเดินทาง คงไม่เกินสามชั่วยาม เจ้าจะได้มิต้องกลับจวนมืดค่ำ”

“เพคะ” ร่างระหงยอมจำนนด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว จะไม่ยอมขึ้นอ๋องผู้นี้ก็คงไล่ต้อนให้จนมุมอยู่ดี

“เชิญแม่นางน้อยผู้ติดตามด้านนี้ขอรับ” หลังจากที่คุณหนูชุดขาวกับท่านอ๋องขึ้นรถม้าเรียบร้อย องครักษ์หวังที่บัดนี้เปลี่ยนสถานะเป็นคนขับรถม้าเอ่ยเรียกให้อิ่งฉินขึ้นไปนั่งข้างตน

“เจ้าค่ะ” อิ่งฉินรับคำก้าวขึ้นอย่างไม่รีรอ จากนั้นทั้งสี่ก็ออกเดินทาง

ป่าซิ่นเจี่ยงอยู่ไม่ไกลกำแพงเมืองหลวง กินพื้นที่ทั้งหมดประมาณห้าลูกเขา แม้ขึ้นชื่อว่าป่าแต่เป็นสถานที่สำหรับราชวงศ์หงทางจึงไม่ลำบาก มีเส้นทางสำหรับรถม้าถูกถากถางเอาไว้อย่างดี หนำซ้ำยังมีทหารยามประจำตามจุดต่างๆตลอดเส้นทาง

แต่ทว่าอย่างไรเสียก็ไม่ใช่ทางที่รถม้าจะวิ่งสบายได้ดั่งในเมือง ทางขึ้นลงลาดชันทำให้ภาคินเอื้อมมือไปจิกจับขอบหน้าต่างยึดตัวเอาไว้ตลอดเวลา

“เจ้าต้องการให้เปิ่นหวางช่วยหรือไม่?” ท่านอ๋องที่นั่งตรงข้ามเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มขำขันปนเอ็นดู เป็นหญิงอื่นอาจจะปล่อยกายถลาเข้ามาหา แต่นางกลับไม่เป็นเช่นนั้น พยายามแข็งขืนตัวเอาไว้เต็มที่ ทั้งที่ต้องเหนื่อยและทุลักทุเลมากก็ตามที

“ไม่เพคะ” แน่นอนว่าร่างระหงไม่รับน้ำใจของท่านอ๋อง เรื่องอะไรจะทำตัวเป็นนางเอกหนังไทยที่เอะอะก็ล้มเอะอะก็ทำถลาเข้าสู่อ้อมกอดพระเอก แล้วสบตากันหวานฉ่ำเหมือนเวลาหยุดหมุน ถึงกายจะเป็นหญิงแต่ใจยังเป็นชายเขาไม่ยอมให้มีเหตุการณ์ชวนคลื่นไส้เช่นนั้นเกิดขึ้นเป็นอันเด็ดขาด!

“แต่เจ้าเกร็งจิกหน้าต่างจนเล็บแทบจะหักอยู่แล้วนะ”

“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วง แต่หม่อมฉะ เชี่ย!!!” / “ฮี้!!!” ยังเก่งได้ไม่ทันจบประโยคเสียงม้าก็ร้องขึ้นดังลั่น ตัวรถม้าด้านที่นั่งยกลอยขึ้นสูงกะทันหันจนร่างระหงทรงตัวไม่อยู่ถลาเข้าสู่อ้อมอกแกร่งของท่านอ๋องเจ็ด!

“ไม่เป็นไรแล้ว” เจ้าของอ้อมอกผู้ไม่เข้าใจว่าก่อนหน้านี้นางสบถด้วยภาษาอะไร ยกมือลูบหัวปลอบข้างหนึ่ง โอบกอดเอวคอดกิ่วข้างหนึ่ง ทำให้ภาคินขนตั้งชันทั้งร่างรู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมาทันที!

“หม่อมฉันหาได้หวาดกลัวไม่ ปล่อยหม่อมฉันได้แล้วเพคะ”

“เจ้ามิจำเป็นต้องแสร้งทำตัวเป็นเก่งทุกเรื่อง หากจะอ่อนแอหวาดกลัวบ้างเปิ่นหวางก็ย่อมเข้าใจ” ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวพร้อมทั้งค่อยๆคลายอ้อมกอด ทำเอาอีกฝ่ายเม้มริมฝีปากเข้าหากันด้วยใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ…

มิใช่เขินอายดั่งเช่นที่ท่านอ๋องเข้าใจ! ความอับอายต่างหากที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้!

คิดอยู่ตลอดว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ดั่งพระเอกนางเอกหนังไทยเกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดมันก็เกิดขึ้นอยู่ดี!

มันต้องต้องไม่ใช่เหตุการณ์น้ำเน่าชวนเลี่ยนแบบนั้น! ไม่มีทาง!

“เกิดเหตุอันใดขึ้นงั้นหรือหลวนซาน?” ท่านอ๋องละสายตาจากร่างระหงตรงหน้าที่เหมือนจะเขินอายจนหลุดเข้าไปในห้วงความคิดของตน หันไปเปิดม่านแล้วเอ่ยถามองครักษ์ผู้บังคับม้า

“ขออภัยพะย่ะค่ะ งูเลื้อยตัดหน้าม้าเลยตกใจพะย่ะค่ะ”

“ตอนนี้มันเลื้อยผ่านไปหรือแล้วหรือไม่?”

“ผ่านไปแล้วพะย่ะค่ะ” องครักษ์หวังเอ่ยตอบ

“เช่นนั้นเดินทางต่อเถิด ประเดี๋ยวจะกลับเข้าเมืองช้าเอาได้”

“รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ” เมื่อท่านอ๋องสั่งองครักษ์หวังก็บังคับม้าให้ออกแรงวิ่งต่อ ดวงตาคมขององครักษ์ผู้นี้แอบชำเลืองมองแม่นางน้อยผู้ติดตามด้วยความขำขัน

“ข้าทำผิดต่อคุณหนูไปเสียแล้ว” นางพำพึมน้ำเสียงสะอื้นเบาหวิวซ้ำไปซ้ำมา

“เอาน่า หากเหตุการณ์เป็นใจมีหรือคุณหนูของเจ้าจะมิหวั่นไหว อีกอย่างเจ้าแค่เงียบอย่างเดียว หาได้ช่วยข้าโกหกไม่” องครักษ์หวังกระซิบกระซาบปลอบ แต่ผู้ติดตามตัวน้อยยังคงส่ายหน้าน้ำตาคลอ

“มิได้ร่วมมือแต่ก็มิยอมเอ่ยบอกความจริง ว่าแท้จริงท่านแกล้งบังคับม้าให้มันตะกายฟ้ามิได้มีงูจริงก็เท่ากับผิดต่อคุณหนูแล้ว”

“เอาน่า อย่าได้รู้สึกผิดไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่ทำไปล้วนเป็นเรื่องดีเชื่อข้าเถิด”

“จะดีจริงหรือ? คุณหนูดูมิได้มีใจให้ท่านอ๋องเจ็ดเลยสักนิด” ทั้งคู่ยังคงแอบกระซิบกระซาบกัน

“น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน จะนับประสาอันใดกับใจคน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งดียิ่ง เชื่อข้าเถิด”

“หึ” แม้อิ่งฉินจะเริ่มเอนเอียงไปตามที่องครักษ์หวังเอ่ยชักจูง แต่ในใจของนางก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี เพียงแต่สารภาพไปก็แก้ไขอันใดไม่ได้ อาจทำให้คุณหนูรู้สึกปั้นปึงใส่ท่านอ๋องเจ็ดด้วย ดังนั้นนางจึงจำต้องยอมปิดปากเงียบต่อไป

เมื่อรถม้าหยุดนิ่ง ท่านอ๋องก็ขยับกายลงจากรถม้า จากนั้นก็ยื่นมือหวังช่วยประคองร่างระหงที่กำลังก้าวตามลงมา

ผู้ได้รับความหวังดีชะงัก ไม่อยากจะทำตัวเป็นหญิงสาวอ่อนแอต้องมีผู้ชายคอยช่วยนู่นช่วยนี่ แต่หากยามนี้ไม่รับความหวังดีอาจจะกลายเป็นว่าตั้งใจฉีกหน้าท่านอ๋องจึงจำใจวางมือบนฝ่ามืออีกฝ่ายอย่างไม่อาจเลี่ยง

“ที่นี่งดงามมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อิ่งฉินเอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำให้ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบรอบๆ

“อ่า... งดงามจริงๆด้วย” น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมาราวกับคนกำลังละเมอเพ้อ ธรรมชาติของที่นี่แตกต่างจากมิติที่จากมา ยังอุดมสมบูรณ์ไม่ถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์

แม้จะมีสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อรับรองเชื้อพระวงศ์ในการทำราชพิธีต่างๆ ก็ยังแลงดงามกลมกลืนเสียเหลือเกิน ดูไม่เบียดเบียนทิวทัศน์เลยแม้แต่น้อย

รอบๆมีดอกไม้พืชไม้นาๆพันธุ์ นกน้อยส่งเสียงร้องไพเราะเสนาะหู อีกทั้งมีผีเสื้อมากมายโบยบินหยอกเย้ากันแลเพลินตา

ไอน้ำจากน้ำตกที่กระเซ็นลงกระทบโขดหินจนฟรุ้งกระจายถูกแสงแดดสาดส่อง จนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำสีสันสวยงาม ที่นี่อาจเรียกได้ว่าสวรรค์บนดินโดยแท้ มิน่าเล่าจึงถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งสุสานของราชวงศ์

“เข้าไปข้างในกันเถอะ” ท่านอ๋องเอ่ยชักชวน แต่ร่างระหงกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน

“หม่อมฉันเป็นเพียงสามัญชนอาจหาญเข้าไปเช่นนี้จะดีหรือเพคะ?”

“ที่เราเข้าไปเป็นเพียงสุสานชั้นนอกเท่านั้น เปิ่นหวางสามารถเป็นผู้อนุญาตเจ้าได้ ฉะนั้นอย่าได้กังวล” เมื่อได้ยินเช่นนี้ริมฝีปากอิ่มก็เม้มเข้าหากันอย่างชั่งใจ ถ้าไม่ยอมเข้าไปก็ถือว่าโง่งมเต็มที โอกาสที่จะได้เห็นสุสานของราชวงศ์คงไม่มีอีกแล้ว ข้างในจะต้องงดงามและอลังการ การได้เห็นถือว่าเป็นบุญตาอย่างยิ่ง

“หากท่านอ๋องเห็นว่าดีแล้วหม่อมฉันย่อมมิอาจปฏิเสธเพคะ”

“เช่นนั้นตามเปิ่นหวางมาเถิด”  ทั้งคู่เดินเข้าไปในสุสาน ทิ้งให้องครักษ์หวังกับอิ่งฉินรอด้านนอก

“งดงามยิ่ง”  ร่างระหงเอ่ยออกมาราวกับคนกำลังทำเพ้อ ขนาดนี้เป็นสุสานชั้นนอก แทบทุกอย่างยังใช้ทองคำในการก่อสร้าง มิอยากคิดเลยว่าด้านในจะเลิศหรูขนาดไหน

“เขตชั้นนอกเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของ ฮ่องเต้และฮองเฮา ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เชื้อพระวงศ์จัดสักการะบูชาบรรพบุรุษกันตรงจุดนี้” คำพูดของท่านอ๋อง ทำให้ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ เห็นรูปปั้นฮ่องเต้และฮองเฮาแต่ละสมัยถูกตั้งวางคู่กันอย่างเป็นระเบียบสวยงามถึงสิบเก้าคู่ บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์การสืบทอดมายาวนานของราชวงศ์ปัจจุบัน

“ท่านอ๋องเสด็จมาที่นี่บ่อยไหมเพคะ?”

“มาร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษปีละครั้ง” ท่านอ๋องเอ่ยตอบพร้อมกับหยุดที่รูปปั้นฮ่องเต้และฮ่องเฮาคู่สุดท้าย มือแกร่งหยิบธูปขั้นมาจุดสองดอก

“ขอบพระทัยเพคะ”  ภาคินขอบคุณพร้อมกับรับธูปมาหนึ่งดอก จากนั้นก็กราบไหว้ขอพร ตามนิสัยคนไทยที่กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งมากบารมี

“ฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นเสด็จพ่อของเปิ่นหวางเอง”

“เพคะ พระองค์ทรงสง่างามมากเพคะ” พูดไปตามที่รู้สึก ไม่ทันได้นึกเอะใจอันใด ต่างจากอีกคนที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

นางไหว้บรรพบุรุษร่วมกับเขาแต่โดยดี หาได้ถูกบังคับไม่

หลังจากออกมาจากสุสานท่านอ๋องก็พาเดินลัดเลาะตามน้ำลงมาเรื่อยๆ จนพบกับทหารกลุ่มหนึ่ง พวกเขากำลังขะมักเขม้นเก็บบางอย่างอยู่

“ทหารกำลังเก็บหญ้าหอมอยู่เจ้าค่ะคุณหนู”  อิ่งฉินเอ่ยขึ้นเมื่อเพ่งพิศเห็นสิ่งที่กำลังถูกเก็บอยู่

“ทหารเก็บหญ้าหอมไปทำอันใดหรือเพคะ? ” ร่างระหงหันไปเอ่ยถามท่านอ๋องที่ดูมิได้แปลกใจอันใดเลย

“เปิ่นหวางเป็นผู้สั่งให้ทหารเหล่านี้ช่วยกันรวบรวมหญ้าหอมไว้รอเอง”

“ท่านอ๋องสั่งให้เก็บเอาไว้ให้หม่อมฉันแล้ว”

“มิผิด” ท่านอ๋องตอบเช่นนี้ ผู้ที่ได้ฟังก็รู้สึกโกรธขึ้นมา  เก็บให้แล้วเอาไปให้ด้วยก็ได้ ทำเช่นนี้เหมือนถูกลวงมาเพื่อจุดประสงค์อื่นที่คาดเดาไม่ออกว่ามันคืออะไร

“คุณหนูเจ้าคะ หญ้าหอมมีดอกด้วยเจ้าค่ะ”  เสียงของอิ่งฉินทำให้ภาคินพยายามสะกดความไม่พอใจเอาไว้คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยการมาที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อันใด ได้เห็นสิ่งงามตางามใจ ได้หญ้าหอมถือว่าได้กำไรแล้วกัน

“อืมมีดอกจริงๆด้วย”

“ดูสิเจ้าคะ ดอกแก่แห้งๆข้างในมีเมล็ดสีดำๆด้วย”

“อืม ลองเก็บเอาปลูกกันดีกว่า” สุดท้ายก็เลิกใส่ใจจุดประสงค์แอบแฝงของคนมากเล่ห์ไปโดยปริยาย เก็บเมล็ดของหญ้าหอมใส่ห่อผ้าอย่างเพลิดเพลิน

ท่านอ๋องเจ็ดมองภาพดรุณีน้อยเก็บเมล็ดดอกหญ้าแล้วคลี่ยิ้ม จะมีหญิงสักกี่คนที่สามารถสร้างงานสร้างเงินจากต้นหญ้าไร้ราคาได้ หากเป็นคุณหนูคนอื่นคงเลือกใช้เงินทองของบิดามารดามากกว่าจะออกหาเองเช่นนี้

แม้ผู้อื่นจะมองว่านางไร้ค่าไม่มีพลังยุทธ์ไม่มีรูปโฉมล่มเมือง นางหาได้ปล่อยให้เรื่องเหล่านั้นบั่นทอนจิตใจไม่ กลับสร้างคุณค่าของตนเองด้วยหนทางที่แตกต่างขึ้นมา

ร่างระหงสนใจเก็บเมล็ดหญ้าหอมจนค่อยๆเดินห่างจากกลุ่มออกมาเรื่อยๆ กำลังตัดสินใจเดินกลับไปรวมกลุ่ม ทว่าดวงตากลับชำเลืองไปเห็นดอกไม้งดงามเข้า มันมีสีเหลืองสดใสเป็นพวงยาวระย้าคล้ายดอกกล้วยไม้ ติดที่ลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ยิ่งมองยิ่งรู้สึกสนใจมือเรียวเล็กจึงเด็ดดอกของมันมาหนึ่งช่อ แล้วสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอด

หอมมาก!

ในใจลิงโลดคิดว่าพบบ่อเงินบ่อทองอีกแล้ว!

ทว่า!

“กันหนี่ว์ทิ้งมันไปเดี๋ยวนี้!”

“เฮ้ย!” ภาคินสะดุ้มโหยงเมื่อเสียงทรงอำนาจตวาดดังลั่น! ช่อดอกไม้ในมือถูกพลังบางอย่างซัดกระเด็นไปไกล! อีกทั้งทั่วกายก็รู้สึกได้ถึงพลังอุ่นร้อนห่อหุ้มอยู่!

“เจ้านี่น่านัก!” ไม่ถึงอึดใจท่านอ๋องก็เข้ามาประชิดตัว โอบเอวคอดบางจากด้านหลังแล้วพาดีดตัวออกห่างต้นไม้ต้นนั้นอย่างรวดเร็ว!

“คุณหนู!” อิ่งฉินวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหา นางจ้องมองไปยังต้นไม้ต้นนั้นแล้วหน้าซีดเผือด!

“ข้าไม่ได้เป็นอันใด ไยทุกคนต้องตกใจถึงเพียงนี้ด้วย?”

“จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร เจ้าเข้าใกล้ต้นเยี่ยกวงเสียขนาดนั้น” ท่านอ๋องเจ็ดคลายวงแขนแล้วจับให้ร่างระหงหันมาเผชิญหน้ากัน! ดวงตาคมทรงอำนาจฉายแววตำหนิและห่วงไปพร้อมๆกันจนผู้ถูกจ้องรู้สึกวางตัวไม่ถูก

“ต้นเยี่ยกวงหรือเพคะ?”

“ต้นเยี่ยกวงมีพิษเจ้าค่ะคุณหนู” อิ่งฉินเป็นผู้ตอบขึ้น ที่จริงนางไม่ควรพูดแทรกระหว่างคุณหนูกับท่านอ๋องเจ็ด แต่เป็นเพราะนางร้อนรนจึงไม่เพียงพูดแทรก ยังขยับเข้ามาจับเนื้อจับตัวสำรวจด้วยพอไม่พบอาการผิดปกติใดๆก็ถอนหายใจเฮือกยาวออกมาด้วยความโล่งใจ

“เจ้ารู้จักมันด้วยหรือ?”

“เจ้าค่ะ อิ่งฉินเก็บฟืนในป่ามาตั้งแต่เด็ก มันเป็นต้นไม้ที่ต้องเลี่ยงอยู่ห่างได้มากเท่าไหร่ยิ่งดีเจ้าค่ะ”

“มันมีพิษอย่างไรหรือ?”

“พิษของมันคือทำให้ผู้สูดดมกลิ่นของมันกลายเป็นอัมพาตทันที” สิ่งนี้ท่านอ๋องเป็นผู้เอ่ยตอบ ใบหน้าภายใต้หน้ากากของคุณหนูชุดขาวจึงซีดเผือดขึ้นมาทันที

“เป็นอัมพาตหรือเพคะ?”

“ใช่ ทันทีที่สูดกลิ่นเข้าไปแม้จะบางเบา แต่ก็ส่งผลให้หมดแรงขยับกายไม่ได้ ร้ายแรงพอๆกับการสกัดจุด เพียงแต่วิธีแก้มีเพียงนอนอาบแสงจันทร์ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น หากได้รับพิษของมันในที่ลับแสงจันทร์สาดส่องไม่ถึงก็มีแต่นอนรอความตาย” พิษของมันดูไม่ร้ายแรงแต่ก็ไม่ได้บางเบา ขึ้นอยู่กับวิธีใช้และระยะเวลาในการโดนพิษ หากโดนพิษในคืนเดือนมืดหรือแสงจันทร์ไม่เต็มดวงก็ต้องทนรออย่างทรมาน

“หม่อมฉันจะกลายเป็นอัมพาตหรือไม่?”

“แล้วเจ้ารู้สึกผิดปกติอันใดบางหรือไม่?” พอท่านอ๋องเอ่ยถามร่างระหงก็สะบัดกายไปมา อีกทั้งยังกระโดดย้ำเท้าไม่สำรวมกิริยาท่าทางเลยสักนิด

“ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่รู้สึกอันใดเลย ร่างกายขยับได้ปกติ”

“เจ้าอาจจะยังไม่ทันได้สูดกลิ่น และอาจยืนเหนือลมจึงไม่ได้พิษ”

“แปลก...” พอได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วพึมพำออกมาเบาๆ จำได้ว่าสูดเข้าไปเต็มปอด ยังจำได้ติดจมูกอยู่เลยว่ากลิ่นมันหอมรัญจวนมากขนาดไหน

“มีอันใดหรือ? ไยเจ้าพึมพำออกมาเช่นนั้น” คนหูไวประสาทสัมผัสดีอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

“ไม่มีอันใดเพคะ เพียงแต่ท่านอ๋องแน่ใจหรือเพคะว่าต้นไม้ต้นนั้นคือต้นเยี่ยกวงจริงๆ?”

“เปิ่นหวางไม่มีทางจำพิษที่โดนบ่อยๆผิดเป็นแน่”

“ท่านอ๋องเคยโดนหรือเพคะ?” คำตอบที่ได้ทำให้อดไม่ได้ที่จะถามกลับไปอีก

“โดนเด็กๆเปิ่นหวางโดนแกล้งบ่อยๆ” ท่านอ๋องเจ็ดตอบด้วยใบหน้าประดับยิ้มผิดกับองครักษ์หวังที่ใบหน้าบูดบึ้งดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นขึ้นมา

“อ่า หม่อมฉันมิควรละลาบละล้วงจริงๆ ขอท่านอ๋องทรงอภัยด้วย”

“มิเป็นไรเรื่องก็ผ่านมานานแล้ว อีกอย่างก็แค่การกลั่นแกล้งกันของเด็กๆ คิดกลับไปก็รู้สึกขันมากกว่าจะแค้นใดๆ”

พอชำเลืองมองหน้าองครักษ์หวังอีกครั้ง ภาคินอยากจะย้อนไปเสียเหลือเกินว่า  

ดูเหมือนองครักษ์ของพระองค์ไม่รู้สึกเช่นนั้น

หากแต่เลือกที่จะพยักหน้าคลี่ยิ้มตามท่านอ๋อง ไม่ควรจุดประเด็นให้เรื่องไม่ดีมาทำลายบรรยากาศ

“สรุปว่าต้นไม้ต้นนั้นคือต้นเยี่ยกวงจริงๆ มีพิษทำให้กายเป็นอัมพาต วิธีแก้คืออาบแสงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงถูกต้องหรือไม่เพคะ?”

“ถูกต้อง” ท่านอ๋องยืนยัน ทำให้ดวงตากลมโตมองไปที่ต้นเยี่ยกวงอีกครั้ง ดอกของมันเต็มต้น พิษของมันก็ออกฤทธ์ทันที แบบนี้น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่มีพลังยุทธ์ในการเอาตัวรอดอย่างหยางกันหนี่ว์หรอกหรือ!?

พอคิดได้เช่นนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากปิดจมูกเดินกลับไปที่ต้นเยี่ยกวงอีกครั้ง แต่ท่านอ๋องก็ไวมิใช่น้อยคว้าแขนรั้งตัวเอาไว้ทัน

“เจ้าคิดจะทำอันใด?”

“หม่อมฉันจะไปเก็บดอกเยี่ยกวงเพคะ”

“นี่เจ้า!... รู้ว่ามีพิษก็ยังจะเก็บ” สีหน้าของท่านอ๋องบ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจเอามากๆ ที่ดรุณีน้อยผู้นี้ดื้อดึงจนน่าตี

“หม่อมฉันคิดว่ามันมีประโยชน์เพคะ ท่านอ๋องน่าจะทราบดีหม่อมฉันไม่มีพลังยุทธ์ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็เอาตัวรอดได้ยาก แต่ในทางกลับกันถ้าหม่อมฉันมีของดีติดตัวบ้างเหล่า แม้ไม่มีพลังยุทธ์ก็มิใช่ปัญหา ถูกหรือไม่เพคะ?”

“ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางจะเป็นผู้หาของดีให้เจ้าเอง”

“มิได้เพคะ ของดีที่จะใช่เอาตัวรอดสมควรต้องเป็นความลับ หม่อมฉันจะทำมันขึ้นมาเองเพคะ” แน่นอนเขาจะทำให้ไม่มีผู้ใดมองว่าเขาแอบซ่อนยาพิษเอาไว้ เรื่องตบตาผู้คนขอให้บอก งานถนัดจากชีวิตเก่าเลยล่ะ! เคยซ่อนเฮโรอีนเป็นร้อยกิโลบนเครื่องบินมาแล้ว!

“แต่ต้นเยี่ยกวงมีพิษ เปิ่นหวางมิยอมให้เจ้าเสี่ยง” ท่านอ๋องยังคงคัดค้านแต่ริมฝีปากอิ่มกลับคลี่ยิ้มออกมา

“มิต้องกังวลเพคะ หากหม่อมฉันจัดการในคืนจันทร์เต็มดวงย่อมไม่มีปัญหา”

“ในเมื่อเจ้ายืนยัน เปิ่นหวางจะเก็บมันให้เจ้าเอง เป็นเด็กดีแล้วรออยู่ตรงนี้เถิด” สุดท้ายท่านอ๋องก็อ่อนใจ ออกปากช่วยเก็บให้ จากนั้นเอาถุงผ้ามาจากทหารซ้อนทับกันหลายๆชั้นป้องกันกลิ่นเล็ดลอดออกมา แล้วก็เด็ดดอกเยี่ยกวงใส่ถุงผ้านั้น

 ท่านอ๋องเจ็ดมิได้รับพิษเพราะใช้พลังยุทธ์สร้างเกราะกำลังขึ้นมา ร่างระหงมองภาพท่านอ๋องใบหน้ามีเหงื่อไหลซึมออกมาหยดแล้วหยดเหล่าด้วยความรู้สึกแปลกๆ

มันคันยุบยิบในใจชอบกล

ยิ่งฝ่ายนั้นทุ่มเทมากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกมากเท่านั้น หากเขาเป็นผู้หญิงจริงๆคงหลงเสน่ห์ชายผู้นี้เป็นแน่

“หึหึ...” องครักษ์หวังลอบมองคุณหนูกันหนี่ว์แล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ แม้นางจะใส่หน้ากากครึ่งหน้า แต่ก็ไม่สามารถซ่อนแววตาเอาไว้

นางสนใจท่านอ๋องขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว!

“ท่านมิได้คิดอันใดเลวร้ายใช่หรือไม่?” อิ่งฉินกระซิบถามองครักษ์หวัง

“ทำไมเจ้าชอบมองข้าในแง่ร้าย?”

“ผู้มากเล่ห์อย่างท่านข้าน้อยมิอาจมองเป็นอื่นได้”

“เฮ้อ...ข้ามิได้คิดร้ายอันใด เจ้าวางใจเถิด” พอได้ยินเช่นนั้นก็ต้องจำใจยอมเป็นเช่นนางตัดสินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งพูดไปนางคงยิ่งมองว่าเขากำลังแก้ตัวเป็นแน่

“แล้วท่านไม่ช่วยท่านอ๋องหรือ?”

“ไม่ ท่านอ๋องทำคนเดียวผลที่ได้ย่อมดีกว่าข้าช่วย”

“อ๋อ...ที่แท้ท่านก็ไม่เก่งนี่เอง ข้าเข้าใจ” อิ่งฉินคิดไปคนละด้าน องครักษ์หวังก็ปล่อยเลยตามเลยอีกรอบ ที่เขาไม่ช่วยเพราะต้องการให้ท่านอ๋องใช้ความดีความทุ่มเทในการพิชิตใจคุณหนูกันหนี่ว์ต่างหากเล่า...


โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น