ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 7

คำค้น : จิ้นหยาง,อิงฮวาง,ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7
แบบอักษร

บทที่ 7

เสียงกลองตีบอกเวลาในยามโหย่ว (17.00 - 19.00) อิงฮวาที่นั่งนิ่งให้เหล่านางกำนันแต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ก็เอาแต่ทอดถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงสาวถูกจัดให้แต่งชุดผ้าไหมทอมือเนื้อผ้างดงามลวดลายวิจิตรปักด้วยดิ้นทองลายดอกท้อสีชมพูอ่อน ลักษณะคอเสื้อต่ำเปิดโชว์เนินอกอิ่ม แขนเสื้อยาวและใหญ่ ที่ไหล่มนมีผ้าคลุมไหล่สีชมพูสีเดียวกับชุดพาดทับอยู่

ใบหน้าที่แต่เดิมก็งดงามราวภาพวาดยิ่งดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้รับการแต่งแต้มสีสันลงไปเพียงเล็กน้อย ร่างระหงในชุดสตรีสูงศักดิ์ไม่เพียงแต่ขับผิวขาวผ่องให้ยิ่งดูมีเสน่ห์แต่กับทำให้ร่างบางสง่างามไม่ต่างจากเทพเซียนในบทกวีเล่อค่า นางกำนันที่รับใช้ต่างพากับชื่นชมในความงามที่หาที่เปรียบได้ยากนักของนายตน

“องค์หญิงทรงงดงามยิ่งเพคะ” หลังจากแต่งตัวให้อิงฮวาเสร็จเหล่านางกำนันก็ย่อกายเป็นการแสดงความเคารพทั้งยังพูดชื่นชมไม่ขาดปาก หากแต่คำชื่นชมเหล่านั้นไม่ได้ทำให้อิงฮวารู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่นิด อีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า นางต้องเข้าไปปรนนิบัติชายผู้นั้นตามคำสั่ง แค่คิดใบหน้างดงามก็หม่นแสงลงทันที

“องค์หญิงไม่สบายหรือเพคะ พระพักตร์ซีดเผือกเช่นนี้ หม่อมฉันไปตามหมอหลวงให้ดีหรือไม่เพคะ” เห็นท่าทางไม่สู้ดีของผู้เป็นนายเสี่ยวผิงก็อดเป็นกังวลใจเสียมิได้

“นั่นสิเพคะ” เสี่ยวจูเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์หญิงก็ร้อนใจไม่แพ้กัน แม้ว่าวันนี้ฮ่องเต้จะมีคำสั่งให้องค์หญิงเข้าเฝ้าก็เถอะ นึกๆไปแล้วตั้งแต่เข้ามาในวัง นางเองไม่เคยเห็นฮ่องเต้จะทรงออกคำสั่งให้หญิงงามเข้าไปปรนนิบัติเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนนางเองก็หลงเชื่อข่าวลือว่าฮ่องเต้จิ้นหยางเป็นพวกนิยมชายรูปงามไปซะด้วยเหมือนกัน มาบัดนี้เห็นท่าทางฮ่องเต้ที่มีต่อองค์หญิงทำให้นางคลายกังวลเรื่องนั้นลงไปมาก แต่กฎของวังที่มีมาแต่โบราณไม่อนุญาตให้องค์หญิงที่กำลังจะมาอภิเษกเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อนถึงฤกษ์มงคลนี่นา ฮ่องเต้ทำเช่นนี้ไม่ใจร้อนไปหน่อยหรือ แล้วแบบนี้ไทเฮาจะทรงว่าเช่นไร ยิ่งคิดนางก็ยิ่งร้อนใจแทนองค์หญิงของตน

“ไม่ต้องหรอก ข้าไม่เป็นไร” อิงฮวากล่าวเสียงเรียบ ค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองกระจกที่สะท้อนร่างของตนในชุดสตรีแห่งแคว้นชางด้วยสายตานิ่งเฉย ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง

“ถ้างั้นให้หม่อมฉันไปเตรียมโคมให้นะเพคะ” เสี่ยวจูกล่าวเมื่อเห็นร่างระหงยังคงนิ่งเหม่อมองเงาที่สะท้อนจากกระจกบานใหญ่

อิงฮวาพยักหน้ารับ ก่อนจะเห็นว่านางกำนันทั้งสองย่อกายให้นางแล้วเดินออกจากห้องไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงร่างบางยืนอยู่เพียงลำพัง มือบางจับใบหน้าของตนลูบอย่างเบามือ ใบหน้าที่ก่อนหน้าเคยยิ้มแย้ม บัดนี้กับดูหม่นหมอง แววตาที่เสร้าสร้อยคล้ายกับกำลังเจ็บปวดกับอะไรบางอย่าง ท่าทางเช่นนี้ไม่เหมาะกับนางเอาซะเลย

“จากนี้ไป ต่อให้ต้องเจอกับอะไร ข้าจะผ่านมันไปให้ได้” หญิงสาวคลี่ยิ้มบางๆเป็นกำลังใจให้ตนเอง เวลาเช่นนี้ทำให้นายอดคิดถึงแคว้นเฉิงและรอยยิ้มของทุกคนไม่ได้ นางไม่เคยนึกเสียใจที่เกิดเป็นองค์หญิงเท่าเวลานี้มาก่อน การเป็นองค์หญิงที่แลกมาด้วยภาระหน้าที่มากมายที่ไม่อาจละทิ้งได้เช่นนี้ ไม่สู้เป็นเพียงคนธรรมดาท่องเที่ยวไปทั่วกับคนรู้ใจหรอกหรือ แต่ในเมื่อเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ นางก็ได้แต่ก้มหน้ารับชะตาของตน ในเมื่อฟ้าลิขิตไว้แล้ว นางก็จะก้มหน้ารับ เพื่อรอคอยวันที่นางจะเป็นอิสระจากคนผู้นั้นในสักวัน

“องค์หญิงเพคะ ท่านหัวหน้าขันทีมารับเสด็จแล้วเพคะ” เป็นเสี่ยวผิงที่เดินประสานมือเข้ามาในห้องอย่างสุภาพ เสียงนุ่มของนางปลุกให้ร่างบางตื่นจากความภวังค์ อิงฮวากระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาสวย สะบัดชายกระโปรงให้เข้าที่แล้วจึงย่างก้าวตามร่างนางกำนันของตนออกมานอกตำหนัก

ขบวนนางกำนันและขันทีจากตำหนักหยางเกาที่ในมือถือโคมไฟเพื่อให้แสงสว่าง ตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบ ด้านหน้าเป็นขันทีชราที่นางเจอเมื่อเย็นกำลังยืนอย่างสุภาพเหมือนกำลังรอนางอยู่ ทันทีที่ร่างบางย่างกายมาถึง ขันทีชราก็โค้งตัวทำความเคารพนางทันที

“กระหม่อม เฟิงจู รับคำสั่งฝ่าบาทให้มาเชิญเสด็จองค์หญิงพะยะค่ะ”

อิงฮวาไม่เอ่ยสิ่งใด ใบหน้าหวานเพียงพยักหน้าเป็นการตอบรับ ก่อนจะเดินตามหลังเฟิงจูไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางแสงสว่างจากโคมไฟ หญิงสาวมองเห็นเพียงทางเดินโอ่อ่าที่ทอดยาวไปข้างหน้า นางนึกอยากให้ทางเดินนี้ทอดยาวไปไม่มีที่สิ้นสุดเสียจริง

“กังวลหรือพะยะค่ะ” เสียงแหบดังมาจากขันทีชราที่เดินนำหน้า อิงฮวาเงยหน้าจากพื้นมองแผ่นหลังกว้างด้านหน้านึกฉงน เขากำลังคุยกับนางหรือ

“ข้าควรยินดีหรือ” เมื่อเห็นว่าขันทีชราหันมาส่งยิ้มบางๆให้ อิงฮวาจึงกล่าวออกไปเสียงเรียบ แม้เป็นเสียงที่แผ่วเบาเหลือเกิน แต่ขันทีชราที่เจนโลกมานานก็ได้ยินชัดเจน นึกสงสารองค์หญิงน้อยผู้นี้ยิ่งนัก องค์หญิงดูไม่เหมือนสตรีที่ปรารถนาอำนาจอยากเข้าถวายตัวต่อฮ่องเต้แม้แต่น้อย กลับกันท่าทางของพระองค์ดูจะเศร้าโศกและจำยอมอย่างน่าสงสาร เขาที่อยู่รับใช้ฮองเต้มานานอดนึกไม่พอใจการกระทำของฮ่องเต้เสียไม่ได้ และยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้ใจร้อนเช่นนี้

“กระหม่อมไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องดีนักสำหรับการกระทำของฝ่าบาทในครั้งนี้ แต่กระหม่อมขอบังอาจกราบทูลองค์หญิงว่า พระองค์เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่ฝ่าบาทปรารถนาพะยะค่ะ” ขันทีชราเอ่ยเสียงเบา จงใจให้อิงฮวาได้ยินเพียงผู้เดียว อิงฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งหน้าตึงขึ้นทันที พลางคิดในใจว่า ‘ขันทีผู้นี้คงไม่รู้ว่าฮ่องเต้ของตนเป็นคนเจ้าเล่ห์เพียงไรกระมัง เขาผู้นั้นไม่ได้มีความปรารถนาในตัวนางสักนิด ที่พระองค์ทำไปเป็นเพียงการอยากเอาชนะ และเป็นบทลงโทษที่เขามอบให้กับนางก็เท่านั้น’

“ข้าไม่คิดเช่นนั้น” อิงฮวาขยับเสื้อคลุมให้กระชับขึ้น อากาศภายนอกตำหนักนั้นค่อนข้างเย็น ไม่รู้ว่าที่มือนางเย็นเฉียบเช่นนี้เป็นเพราะอากาศหรือว่าความกังวลในใจของนางกันแน่ ยิ่งนึกถึงใบหน้าของบุรุษผู้นั้น ทั้งน้ำเสียงแข็งกร้าวที่ดุดัน นางยิ่งอยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนี้เสียดื้อๆ

“อีกไม่นานพระองค์จะเข้าพระทัยเองพะยะค่ะ” ขันทีชราอมยิ้ม ก่อนจะผายมือไปยังบานประตูขนาดใหญ่ที่ถูกสลักลวดลายมังกรด้วความวิจิตร อันเป็นประตูของตำหนักหยางเกาที่ประทับของฮ่องเต้

“ถึงแล้วหรือ” เห็นขันทีชราพยักหน้าหัวใจดวงน้อยๆก็เหมือนจะตกลงไปถึงอยู่บนพื้นที่เย็นเชียบ มือเล็กยกขึ้นกุมหน้าอกด้านซ้ายของตนด้วยต้องการปลอบใจตนเอง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงห้าวทรงพลังจากอีกด้านของประตู

“ข้างนอกอากาศเย็นนัก มาถึงแล้วก็รีบเข้ามาสิ” สิ้นเสียงเข้มด้านใน ขันทีชราก็ผลักบานประตูใหญ่ให้เปิดออก อิงฮวาได้แต่กลั้นใจก้าวเท้าเข้าไปด้านในตำหนักด้วยความจำใจ ทันทีที่ร่างบางก้าวพ้นประตู ประตูใหญ่ก็ถูกปิดลงทันที อิงฮวาอดใจหายไม่ได้ ได้แต่กลืนน้ำลายเหนียวๆลงลำคอระหงอย่างยากลำบาก ภายในตำหนักหยางเกาอันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ถูกประดับไปด้วยเครื่องใช้ชั้นดี และของมีค่ามากมาย ตรงกลางห้องเป็นเก้าอี้ไม้ขนาดใหญ่สลักลวดลายมังกรคู่ทยานฟ้าท่าทางสง่าอันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้ ข้างๆกันเป็นโต๊ะไม้ประดับมุกเข้าคู่กับเก้าอี้ตัวใหญ่ บนโต๊ะมีขวดสุราหยกตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ ยังไม่นับขวดสุราที่กลิ้งอยู่บนพื้นอีกไปต่ำกว่าห้าขวด ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำไปด้วยพิษสุรา แววตาคมจ้องมายังร่างบางในอาภรณ์สีชมพูด้วยความขุ่นมัว อิงฮวาได้แต่แก้เก้อท่าทางเช่นนั้นด้วยการสังเกตไปรอบๆห้องแทน ด้านซ้ายมือเป็นโต๊ะสำหรับเขียนเอกสาร บนโต๊ะยังมีกองเอกสารวางอยู่นับสิบม้วน ส่วนด้านขวามือเป็นทางเข้าไปยังส่วนของห้องบรรทม  ด้านในมีเตียงสี่เสาสลักลายมังกรขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านสีทอง ปูฟูกด้วยเครื่องนอนสีแดงปักลวดลายด้วยดิ้นสีทอง

อิงฮวาได้แต่ทำตัวไม่ถูก ใบหน้าหวานเลิ่กลั่กคล้ายกำลังหาทางหนีทีไล่ ร่างบางนึกไปว่าบางทีอาจมีทางรอดสำหรับนางก็เป็นได้ จิ้นหยางที่เห็นท่าทางเป็นกังวลของหญิงสาวก็ยกยิ้มอย่างมี   เลศนัย มือแกร่งคว้าขวดสุราหยกเทใส่จอกเหล้าหยกเนื้อดีด้วยความใจเย็น อิงฮวาได้แต่มองตามการกระทำนั้นของร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เงียบเชียบ ไม่เอ่ยคำใดออกมา อาจเป็นเพราะตอนนี้ลำคอเล็กรู้สึกเหมือนแห้งผากขึ้นมาอย่างประหลาดก็เป็นได้

“ คืนนี้เจ้าจะปรนนิบัติเราเช่นไร ก็เชิญเจ้าเลือกตามใจได้เลย” จิ้นหยางยกจอกสุรากระดกเข้าปาก ก่อนวางมันลงที่เดิม จ้องมองร่างบางด้วยสายตาคมกริบคล้ายราชสีห์กำลังจ้องกระต่ายน้อย เขาจะค่อยๆเล่นสนุกกับนาง ก่อนจะจับกินในไม่ช้า

“ถ..ถ้าเช่นนั้น ให้หม่อมฉันเล่นดนตรีให้พระองค์...”

“เราไม่มีอารมณ์จะฟังดนตรียามนี้”

ร่างบางพยายามเสนอความคิดเห็นแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมาซะก่อน เขาจ้องมองมาที่หญิงสาวด้วยสายตายียวน จงใจกลั่นแกล้งให้นางจนตรอก

“ถ้าเช่นนั้นให้หม่อนฉันร่ายรำถวาย ดีไหมเพคะ” อิงฮวาพยายามอดทน แต่ก็เผลอกำมือบางแน่นเพื่อข่มโทสะที่กำลังปะทุขึ้นในอก เหตุใดนางต้องมาทำอะไรเช่นนี้กับบุรุษหน้าตายผู้นี้ด้วย

“ร่ายรำ?” จิ้นหยางทวนคำของหญิงสาว พลางคิดว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวนัก เขายังติดใจการร่ายรำของนางไม่หาย การร่ายรำที่งดงามของนาง ที่สะกดทุกสายตาของผู้คนบัดนี้จะเป็นของเขาเพียงคนเดียว

“เพคะ” อิงฮวารับคำเสียงใส เห็นทางรอดร่ำไร

“ดี! งั้นเราจะดีดพิณให้เจ้าเอง เฟิงจูเอาพิณมา”

สิ้นเสียงคำสั่ง บานประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ขันทีชราเดินเข้ามาพร้อมพิณตัวโตล้ำค่า นำมันวางลงบนโต๊ะตรงหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะยืนนิ่งเพื่อรอคำสั่ง อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็ใจชื่นขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยๆนางก็ไม่ได้อยู่กับฝ่าบาทเพียงลำพัง แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้ความคิดของหญิงสาว เขาจึงสะบัดมือเป็นการไล่เฟิงจูทันทีขันทีชราจึงได้แต่อมยิ้มแล้วทำความเคารพก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูบานใหญ่นั่นอีกครั้ง เสียงปิดประตูทำให้อิงฮวารู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหันมาสบสายตากับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ นิ้วมือเรียวกรีดลงบนสายพิณอย่างชำนาญ

“เจ้าอยากร่ายรำเพลงอะไรล่ะ เราจะได้เล่นให้ถูกใจเจ้า” จิ้นหยางสบตาหวานที่สั่นระริกของอิงฮวา ลอบมองใบหน้านวลขึ้นสีอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งเห็นท่าทางร้อนรนของนางยามอยู่กับเขาตามลำพังยิ่งรู้สึกอยากแกล้งนางยิ่งขึ้นไปอีก เขาจึงค่อยๆต้อนนางอย่างช้าๆ

อิงฮวาทำท่าครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ก็นึกคิดได้ว่าตนร่ายรำระบำดอกท้อได้งดงามยิ่งนัก ขนาดเสด็จพ่อยังชื่นชมและชอบให้นางร่ายรำให้ดูบ่อยครั้ง หากนางร่ายรำงดงามจนเป็นที่พอพระทัย    วันนี้นางอาจจะรอดพ้นไปอีกวันก็เป็นได้

“ไม่ทราบว่าพระองค์เล่นเพลง ‘ภาพในสายลม’ ได้หรือไม่เพคะ” อิงฮวาทำใจดีสู้เสือตอบบุรุษตรงหน้า ใบหน้าหวานอมยิ้มกับแผนการตนเองที่มั่นใจเสียเหลือเกินว่าจะได้ผล

จิ้นหยางเห็นว่าหญิงสาวดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์    เขาจะใจเย็นรอดูว่ากระต่ายน้อยเช่นนางจะเล่นกลอะไรให้เขาดู นิ้วมือเรียวของชายหนุ่มแตะลงบนสายพิณอย่างเบามือ ฉับพลันท่วงทำนองหวานเสนาะหูก็ดังขึ้น อิงฮวายิ้มเล็กน้อยอย่างชวนมอง ค่อยๆร่ายรำไปตามจังหวะเพลง ทุกจังหวะการร่ายรำตอบรับท่วงทำนองหวานที่จิ้นหยางบรรจงดีด สายตาทั้งสองสบกันไม่ละจากกันไปไหน

อิงฮวาปล่อยให้ร่างกายร่ายรำไปตามทำนองเพลง หญิงสาวชายหนุ่มได้แต่ปล่อยให้หัวใจสองดวงของกันและกันได้เชื่อมถึงกันผ่านบทเพลงหวาน น่าแปลกที่เวลานี้เหมือนความโกรธเคืองทั้งหมดได้จางหายไป มีเพียงความรู้สึกที่แท้จริงของคนทั้งสองเท่านั้นที่ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมัน

ขันทีและนางกำนันด้านนอกแม้จะไม่เห็นว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ยินเสียงพิณหวานไพเราะเสนาะหูที่ดังออกมา เฟิงจูขันทีประจำองค์ฮ่องเต้ได้แต่หัวเราะอย่างชอบใจ

“ดูท่าฝ่าบาทคงสำราญยิ่งนัก” ขันทีชรามองบานประตูใหญ่ตรงหน้า นึกยินดีกับฮ่องเต้หนุ่มที่เขาติดตามมาตั้งแต่ยังเล็กที่ได้มีเริ่มรู้จักสนใจสตรีขึ้นมาบ้างสักที เขานึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็น     ฝ่าบาทสนใจสตรีนางใดเสียแล้ว

กินเวลาไปไม่ถึงเค่อ การบรรเลงพิณก็จบลง อิงฮวาย่อตัวลงเป็นการแสดงความเคารพบุรุษตรงหน้า จิ้นหยางมีสีหน้าพึงพอใจ เขาเดินเข้ามาใกล้ร่างบางที่ยังคงย่อกายอยู่ เนื่องจากเขายังไม่สั่งให้ลุกขึ้น ร่างสูงยกยิ้มอย่างที่ชอบทำ ก้มตัวลงสูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของร่างบาง หญิงสาวเห็นแบบนั้นก็เผลอก้าวเท้าถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจากคนตัวใหญ่กว่า แต่มีหรือที่จิ้นหยางจะยินยอม

ชายหนุ่มเอื้อมมือแกร่งจับเข้าที่ข้อมือบาง ออกแรงเพียงนิดร่างทั้งร่างของอิงฮวาก็ถลาเข้ามาสู่อ้อมกอดของเขาอย่างง่ายดาย หญิงสาวได้แต่ตกใจกับการกระทำนั้นของร่างสูง ดูเหมือนยิ่งนางดิ้นเขาก็ยิ่งกอดนางแน่นขึ้นไปอีก

“ฝ่าบาท! ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” หญิงสาวได้แต่ร้องประท้วง ดิ้นขลุกขลักไปมาในอ้อมกอดอย่างไม่ยอมจำนน

“เจ้าคิดหรือว่า ข้าจะพอใจเพียงแค่เจ้าร่ายรำ” เสียงเข้มเอ่ยเบาจงใจกระซิบที่ข้างใบหูเล็กของหญิงสาว อิงฮวาหยุดดิ้นทันทีหลังจากได้ยินประโยคที่ออกมาจากปากชายหนุ่ม

“ฝ่าบาท!”

ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะได้พูดอะไร ร่างทั้งร่างก็ถูกบุรุษตรงหน้าช้อนขึ้นเหนือพื้น อุ้มไว้ด้วยวงแขนแกร่ง ราวกับว่านางไร้ซึ่งน้ำหนัก จิ้นหยางส่งยิ้มอบอุ่นมายังร่างบาง อิงฮวาที่จ้องมองอยู่ถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ หัวใจเต้นถี่รัวราวกับวิ่งมาจากที่ที่แสนห่างไกล ลำคอแห้งผากจนไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเพียงนัยน์ตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า

ไม่ทันรู้ตัวแผ่นหลังบางก็สัมผัสเข้ากับความนุ่มหยุ่นของฟูกที่ปูรองอยู่บนเตียงไม้อย่างดี ผ้าม่านสีทองถูกปลดลงมาคลุมเอาไว้ จิ้นหยางขยับตัวขึ้นคร่อมร่างบางเอาไว้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้สติมือบางรีบกระชากปิ่นที่เสียบอยู่ที่ผมของตนออกมาเพื่อป้องกันตนเอง จิ้นหยางเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเข้มของตนแน่น มือแกร่งเพียงข้างเดียวก็สามารถรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางได้อย่างง่ายดาย

“เจ้าไม่ควรยั่วยุโทสะเรา” จิ้นหยางเอ่ยขึ้นด้วยความเย็นชา แววตาคุกรุ่นไปด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

“ปล่อยหม่อมฉันเพคะ!” ร่างบางพยายามดิ้นรนขัดขืน แม้จะดูไม่เป็นผลเลยกระตาม ปิ่นในมือบางถูกโยนออกไปไกลอย่างไม่ใยดี บันนี้ผมที่เคยรวบไว้อย่างดีได้สยายลงบนเตียง แลดูเย้ายวนกว่าก่อนมากนัก แววตาที่เคยอัดแน่นด้วยความไม่พอใจจึงอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน และไม่อาจปกปิดความปรารถนาได้มิดชิดอีกต่อไป เขาต้องการนาง

“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องทำให้เราพอใจหรอกหรือ” จิ้นหยางกระซิบที่ข้างหูเล็กๆของอิงฮวาด้วยน้ำเสียงแห้งพร่าอย่างคนที่ข่มกลั้นความต้องการของตน

“ฝ่าบาทเพคะ! แบบนี้มัน….” ร่างบางได้แต่ตกใจ อดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเสียไม่ได้ ร่างบางทั้งร่างจึงเกิดอาการสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ดูเหมือนความอดทนของจิ้นหยางได้หมดลงอย่างสิ้นเชิง เขาไม่อยากจะรอแม้กระทั่งให้หญิงสาวได้พูดจบประโยค ริมฝีปากหยักได้รูปบรรจงทาบทับลงบน ริมฝีปากสีดอกท้ออันอ่อนนุ่มที่เขาเอาแต่เฝ้าฝันถึง บดขยี้ริมฝีปากลงกับกลีบปากเล็กนั่นด้วยความอ่อนโยนจากสัมผัสบางเบาค่อยๆทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆตามอารมณ์ปรารถนา เมื่อชายหนุ่มแสดงอาการเอาแต่ใจโดยการขบเม้มริมฝีบากบางทั้งบนล่างสลับกัน อิงฮวาที่ยังไม่ทันตั้งตัวได้แต่สะท้านไปกับการกระทำของชายหนุ่มที่ชักนำให้นางตอบรับอย่างเสียมิได้

ภาพความทรงจำเมื่อครั้งที่นางแอบไปเที่ยวหอนางโลมกำลังฉายชัดในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาหนังสือภาพการร่วมรักที่เหล่าหญิงคณิกาเอามาให้นางดู หรือวิธีการตอบสนองชายที่นางเรียนรู้จากหญิงสาวเหล่านั้น ทั้งหมดกำลังปรากฏชัดเจนอยู่ในสมองที่ขาวโพลน อิงฮวาเผลอตนตอบสนองชายหนุ่มไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ตนเองพึ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก จิ้นหยางเห็นการโต้ตอบของหญิงสาวก็พึงพอใจยิ่งนัก เขาไม่ปล่อยให้ร่างบางได้รู้สึกตัว ริมฝีปากร้ายกาจของชายหนุ่มจึงหาทางสอดเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปากเล็กของร่างบาง เกี่ยวกวัดรัดเรียวลิ้นเล็กอย่างหยอกล้อ ควานหาน้ำหวานจากร่างบางอน่างกระหาย มือแกร่งที่เหลืออีกข้างค่อยๆคลายปมอาภรณ์ของนางออก ชั้นแล้วชั้นเล่าจนร่างกายตรงหน้าเหลือเพียงเอื้อมสีชมพูเพียงชิ้นเดียว ด้วยกลัวว่าหญิงสาวจะขาดใจไปกับจุมพิตของเขาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงถอนริมฝีปากหยักออกมาอย่างอ้อยอิ่ง แล้วจึงบรรจงทาบทับลงไปอีกครั้ง ไม่ปล่อยโอกาสให้อิงฮวาได้ขัดขืน

“อือ.....” เสียงครางหวานหลุดออกมาจากริมฝีปากเล็กเมื่อชายหนุ่มไล้ริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่งมายังลำคอขาว ขบเม้มมันอ่อนโยนสลับร้อนแรง ลากไล้มายังเนินอก ใช้ปากกระตุกสายรัดเอี๊ยมตัวเล็กออกอย่างง่ายดาย ก่อนจะเลื่อนริมฝีปากไปชิมยอดอกสวยที่ชูชันขึ้นด้วยแรงปรารถนา อิงฮวาที่เริ่มตกหลุมสวาทที่จิ้นหยางเป็นคนขุดเอาไว้จนไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ทำได้เพียงหลับตาฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอกของตนเอง ไปพร้อมๆกับการตอบสนองคนตัวใหญ่ที่อยู่เหนือร่างเป็นระยะๆ

จิ้นหยางใช้เวลาไปกับการโอ้โลมหญิงสาวจนในที่สุดทั้งสองก็อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ฝ่ามือแกร่งลูบไล้ไปทั่วผิวขาวเนียนอย่างหลงใหล ริมฝีปากหยักสาระวนอยู่กับเนินอกอิ่มของหญิงสาว  ขบเม้มมันประหนึ่งว่าเป็นผลไม้รสหวานที่เขาไม่เคยลิ้มลองและกำลังติดอกติดใจมันอย่างมากซ้ำแล้วซ้ำเล่า มืออีกข้างที่เคยพันธนาการข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวคลายออก เลื่อนไปบีบเค้นยังอกอิ่มอีกข้างราวกับกลัวว่ามันจะน้อยใจเมื่อเขาเอาแต่ลิ้มรสยอดอกอีกข้างไม่เว้นวาง

อิงฮวาที่ตอนนี้เริ่มหายใจติดขัดด้วยความรัญจวนใจที่ชายหนุ่มมอบให้ ปรือตามองการกระทำของเขาอย่างยากลำบาก เพื่อบรรเทาความรู้สึกวูบหวามที่เกิดขึ้น นางจึงบดเบียดร่างกายของตนเข้าหาเขามายิ่งขึ้น ราวกับต้องการให้เขาช่วยดับความรู้สึกเสียวซ่านที่เกิดขึ้นให้นาง จิ้นหยางผละจากยอดอกสีสวยมองใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์ที่บัดนี้ชื้นไปด้วยเหงื่อ ก็คลี่ยิ้มพราย เลื่อนตัวขึ้นจูบซับหยาดเหงื่อของนางอย่างอ่อนโยน มือแกร่งค่อยๆไล้ไปตามผิวกายสาว เลื่อนไปยังกึ่งกลางกายนุ่ม ควานหาช่องทางต้องห้ามด้วยความเสน่หา เพียงนิ้วเรียวสะกิดผ่านปากช่องทางต้องห้าม ร่างบางก็บิดเร้าราวกับขี้ผิงที่ถูกรนด้วยไฟ อิงฮวาผวาเข้ากอดลำคอแกร่งของชายหนุ่มแน่นทันทีอย่างหาที่ยึดเหนี่ยว

“อึก! ฝ่าบาท!” เมื่อความร้อนขุมแล้วขุมเล่าถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ร่างบางได้แต่บิดร่างไปมาอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง ร่างบางสั่นเทาไปตามแรงชักนำของร่างสูง

“ชู่ววว...ไม่ต้องกลัว” เสียงทุ้มกระซิบที่ข้างหู เพื่อปลอบโยน ไม่เพียงแค่นั้นเขายังขบเม้มติ่งหูเล็กๆอย่างหยอกล้อทำให้ร่างบางคลายความวิตกเบื้องล่างลงไปได้มาก ก่อนจะสะดุ้งอีกครั้งเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่สำรวจเข้ามายังปากทางต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต อะไรบางอย่างที่เข้ามาในร่างกายตน อะไรบางอย่างที่ทำให้ร่างทั้งร่างราวกับถูกฟ้าผ่า สติสัมปชัญญะถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง ร่างบางจึงเริ่มต่อต้านอีกครั้ง

“อ่ะ!”

“ทนอีกนิด อิงเอ๋อร์คนดี” จิ้นหยางกดฟันแน่น เมื่อรู้สึกถึงแรงตอดรัดของหญิงสาว นี่เพียงนิ้วของเขาเพียงนิ้วเดียวเท่านั้นนางยังดูทรมานขนาดนี้ หากเขาฝากฝังตัวตนของเขาเข้าไป นางมิต้องทนเจ็บปวดหนักเลยหรือ ชายหนุ่มขบคิดแต่ก็ไม่อาจหยุดตอนนี้ได้ เขาคงทำได้เพียงอ่อนโยนกับนางเท่านั้น

“ฝ่าบาท! หม่อมฉันเจ็บเพคะ” อิงฮวาผวาสุดตัว นางไม่เคยรู้สึกเจ็บขนาดนี้มาก่อน ความรู้สึกที่ราวกับว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายของนางมันทำให้ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน

“อย่าเกร็ง...อิงเอ๋อร์ หากเจ้ายิ่งเกร็งมันจะยิ่งเจ็บ” เสียงนุ่มยังคงกระซิบปลอบใจ ริมฝีปากหยักจูบไล้ไปทั่วใบหน้าก่อนจะมาหยุดที่กลีบปากนุ่ม ลิ้นร้อนแทรกเข้าไปในโพรงปากควานหาความหวานจากร่างบางไม่รู้เบื่อ อิงฮวาที่เผลอไผลไปกับสัมผัสที่ชายหนุ่มมอบให้ จนหลงลืมสิ่งอื่นที่อยู่ในร่างของตนไปชั่วขณะ จิ้นหยางเห็นว่าร่างบางเริ่มคลายตัวลง เขาจึงค่อยๆขยับนิ้วของตนช้าๆ

“อือ...ฝ่าบาท” อิงฮวาผวาอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันต่างจากทีแรก ความเจ็บค่อยๆน้อยลงในขณะเดียวกันความเสียวซ่านก็ยิ่งทวีขึ้น ฝ่ามือนุ่มจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อบรรเทาความเสียวสะท้านของตน

“อิงเอ๋อร์ ...อิงเอ๋อร์ของข้า” เสียงทุ้มคำรามด้วยความต้องการสุดทานทน แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ ไม่อาจฝืนให้นางต้องเจ็บปวด เขาจำเป็นต้องเตรียมร่างกายของนางเสียก่อน แรงตอดรัดที่ถี่ยิบขึ้นของหญิงสาวทำให้เขารู้ว่านางใกล้จะปลดปล่อยเต็มที ไม่รอช้าจิ้นหยางบังคับให้นิ้วแกร่งเคลื่อนตัวเร็วขึ้น ในที่สุดก็รู้สึกได้ถึงน้ำใสๆที่เอ่อล้นออกมาจากช่องทางรักสีชมพูระเรื่อ

“อาห์... ! ฝ่าบาท” อิงฮวาเผลอครางเรียกคนตัวสูงด้วยความรัญจวน สติที่เลือนรางเริ่มกลับมาอีกครั้ง ใบหน้าหญิงสาวสะเทิ้นอายอย่างรุนแรงใบหน้างามแดงระเรื่อ ยิ่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ยิ่งอยากจะแทรกตัวให้หายไปกับกองเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ อิงฮวาใช้มือเล็กควานหาผ้านวมเพื่อเอามาคลุมร่างกายเปลือยเปล่าของตน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับสายตาคมเข้มที่ฉายแววความต้องการชัดเจนส่งมายังนาง

“รู้สึกดีหรือไม่”ชายหนุ่มยกยิ้มเจ้าเล่ห์มายังร่างบาง เมื่อเห็นว่าใบหน้าหวานแดงระเรื่อและพยายามจะหลบสายตาจากเขา จิ้นหยางก็ช้อนใบหน้านวลนั้นด้วยมือแกร่ง บังคับให้จ้องมายังเขา

“ฝ่าบาท! จะทำอะไรอีกเพคะ” อิงฮวาที่ตอนนี้ร่างกายเหนื่อยล้าราวกับเพิ่งฝึกวรยุทธ์มาอย่างหนัก หายใจหอบน้อยๆ ไร้เรี่ยวแรงดิ้นรนขัดขืนบุรุษตรงหน้า ทำได้เพียงใช้มือน้อยๆของตนปกปิดของสงวนเอาไว้ จิ้นหยางเห็นท่าทางเช่นนี้ของหญิงสาวก็ยิ่งตาระยิบด้วยความต้องการ ฝ่ามือแกร่งลากไล้จากใบหน้าหวาน เรื่อยลงมายังลำคอ ผ่านไหล่มน และหน้าท้องแบนราบที่ทำให้อิงฮวาเกร็งตัวเป็นระยะ รู้สึกโหวงเหวงในช่องท้องไม่เป็นจังหวะ ราวกับว่าเปลวไฟแห่งความปรารถนาได้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง

“เจ้ายังไม่ได้ปรนนิบัติเราเลย ที่ผ่านมามีแต่เราที่ปรนนิบัติเจ้า ตอนนี้ถึงเวลาของเราแล้ว” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ท่ามกลางความตกใจของหญิงสาว มือแกร่งของชายหนุ่มบังคับให้เรียวขาสวยเปิดทางให้ตนได้เข้าไปอยู่ระหว่างกลาง

“ฝ่าบาท!” อิงฮวาร้องเสียงหลงเมื่อมองเห็นสิ่งนั้นถนัดตา ไม่ได้! มันเข้าไปไม่ได้หรอก! ความกลัวทำให้ร่างบางถอยหลังหนีอย่างตื่นตนก

“เจ้าพร้อมแล้ว” จิ้นหยางไม่เพียงไม่เห็นใจ เขาสู่อุตส่าห์ปรนเปรอนางจนชุ่มช่ำ ไฟก็จุดติดแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะสาดน้ำเย็นดับกองไฟ มือแกร่งจับเรียวขาสวยของร่างบางดึงให้กลับมาอยู่ในท่าทางที่สะดวกและเตรียมชักธงศึกรบต่ออย่างหมายมาด

ไม่รอช้าใบหน้าคมโน้มลงไปมอบจุมพิตเร้าร้อนให้กับอิงฮวาทันที ริมฝีปากทั้งสองต่างบดขยี้กันราวกับว่าจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ร่างบางที่เริ่มเผลอไผลตัวอีกครั้ง เอื้อมวงแขนทั้งสองข้างของตนโอบกอดร่างหนาเอาไว้แน่นอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว

จังหวะที่ริมฝีปากด้านบนกำลังทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง มือแกร่งของจิ้นหยางก็ลากไล้ไปยังเนินอกของร่างบาง เลื่อนลงมายังเกสรดอกไม้ที่ชูชันอยู่ด้านล่างกระตุ้นให้เตรียมพร้อมรับตัวตนที่ใหญ่โตของเขา ไม่รอให้อิงฮวารู้สึกตัว มือแกร่งทำการยกสะโพกงอนงามขึ้นเหนือฟูกเพียงเล็กน้อย กายแกร่งที่เรียกร้องอยู่นานจึงค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในช่องทางต้องห้ามอย่างช้าๆ

“อ๊ะ! ฝ่าบาท! หม่อมฉันเจ็บเพคะ เจ็บ!” อิงฮวาสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อสิ่งนั้นเข้ามาในร่างกายของนาง มันราวกับจะฉีกร่างของนางให้แยกออกจากกัน ความจุกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งท้องน้อย ด้านในสัมผัสได้ถึงความร้อนของสิ่งแปลกปลอมที่แทรกเข้ามาไม่ทันตั้งตัว

“อืม! อิงเอ๋อร์ อย่าเกร็ง” จิ้นหยางขบกรามแน่น เขาเพียงแทรกตัวตนเข้าไปไม่ถึงครึ่ง นางก็ตอดรัดเขาซะแน่นจนแทบหายใจไม่ออกเช่นนี้ ไม่เพียงแต่นางที่เจ็บเขาก็พลอยทรมานไปด้วย

“เอาออกไปเพคะ ได้โปรด หม่อมฉัน...หม่อมฉัน” ร่างบางสั่นสะท้าน น้ำตาใสๆไหลอาบแก้มนวลที่แดงปลั่งราวกับผลผิงกัว มือบางพยายามผลักไสร่างหนาที่ทาบทับตนอยู่ให้ออกไป   จิ้นหยางเห็นดังนั้นก็จูบซับน้ำตาอิงฮวาที่กำลังเสียขวัญ ค่อยๆปลอบประโลมให้นางหายตื่นกลัว จุมพิตอ่อนหวานครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดร่างบางก็คลายกังวลลง

เขาเห็นว่าร่างบางเริ่มเกร็งตัวน้อยลงก็แทรกตัวเข้าไปจนลึกสุด และหยุดเอาไว้เช่นนั้นเพื่อรอให้หญิงสาวได้ปรับตัว ดีที่ภายในตัวของนางนั้นพอจะมีน้ำใสๆออกมาบ้างจึงทำให้ไม่เจ็บมากนัก แต่นางก็ยังคงเจ็บอยู่ดี จิ้นหยางมองใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บปวดก็รู้สึกเห็นใจ มือแกร่งลูบใบหน้างามมอบจุมพิตให้อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆไล้จมูกลงมายังเนินอกอิ่ม ครอบครองปลายยอดอกสีสวยด้วยความหลงใหล

“อาห์...ฝ่าบาท” อิงฮวารู้สึกเจ็บมากก็จริงแต่เพียงครู่เดียว เมื่อนางได้รับสัมผัสอันเร้าร้อนของเขา ก็ราวกับว่าความรัญจวนเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น ใบหน้าหวานสะบัดเงยไปด้านหลังหลับตาแน่น สะโพกงามเริ่มขยับตัวเพื่อตอบสนองตัวตนที่อยู่ด้านใน

“อิงเอ๋อร์ ข้าจะเริ่มขยับแล้วนะ” จิ้นหยางกล่าวเสียงแผ่ว มองร่างบางที่เริ่มคุ้นเคยกับเขา  ไร้เสียงตอบกลับจากร่างบาง มีเพียงเสียงครางหวานที่หลุดออกจากริมฝีปากบางที่บัดนี้ดูอวบอิ่มจากการจุมพิตครั้งแล้วครั้งเล่าของเขา สะโพกหนาขยับเข้าออก กระแทกลึกลงไปในความอุ่นอ่อนนุ่ม แน่นขนัดของหญิงสาวด้วยความนุ่มนวล ร่างเล็กๆของอิงฮวาเคลื่อนไหวไปตามแรงที่คนตัวใหญ่ส่งผ่าน เสียงครางหวานของหญิงสาวประสานกับเสียงคำรามสะท้านของชายหนุ่มดังไปทั่วห้องราวๆเกือบหนึ่งเค่อ จิ้นหยางก็สัมผัสได้ว่าผนังด้านในของหญิงสาวกำลังบีบรัดตัวตนของเขาถี่ยิบขึ้น

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ไหวแล้วเพคะ” อิงฮวาหอบหายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งความรัญจวนที่ถาโถมใส่นางไม่หยุด ทำให้นางใกล้จะหมดแรงเต็มที

“อิงเอ๋อร์ เรียกชื่อข้า” เสียงเข้มเอ่ยเบาราวกระซิบ ใบหน้าคมคลอเคลียอยู่ที่ซอกคอหอมกรุ่นของร่างบาง

“จิ้นหยาง! จิ้นหยาง!” อิงฮวาที่บัดนี้สมองขาวโพลน ร่างกายบีบเกร็งไปทั้งร่างได้แต่โอบกอดรอบคอของชายหนุ่มไว้แน่นเป็นที่พึ่ง ต้องการปลดปล่อยเต็มที่

ได้ยินคนใต้ร่างเอ่ยเสียงหวาน จิ้นหยางก็เร่งจังหวะให้เร็วขึ้นตามแรงปรารถนาที่ทะยานขึ้นสูงของทั้งสอง ร่างหนาขยับเข้าออกถี่รัว จนกระทั่งเสียงครางหวานและเสียงคำรามหยุดลง แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหอบหายใจกระชั้นเข้ามาแทนที่ เมื่อชายหนุ่มปลดปล่อยความต้องการของตนเข้าสู่ด้านในความนุ่มอุ่นของหญิงสาวจนหมดสิ้น

“อาห์...” จิ้นหยางถอนกายแกร่งออกจากหญิงสาว พลิกตัวนอนลงข้างๆร่างบาง ประคองกอดร่างเปลือยเปล่าไว้ในอ้อมกอด จุมพิตที่หน้าผากเนียนของหญิงสาวที่บัดนี้หลับตาพริ้มด้วยความเหนื่อยอ่อน มือหนาคว้าผ้านวมมาคุมร่างทั้งสองเอาไว้ ตาคมชะงักเข้ากับคาบเลือดที่เปรอะเปื้อนเป็นด่างดวงที่ติดอยู่บนผ้าปูก็ยกยิ้มอย่างพอใจ

“เจ้าเป็นของข้า อิงเอ๋อร์” จิ้นหยางกล่าวกับตัวเองราวกับตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความฝัน บัดนี้ในอ้อมกอดของเขามีนางจริงๆ ชายหนุ่มตะคองกอดร่างบางแน่นขึ้นเอนตัวลงนอนจ้องใบหน้าหวานที่หลับสนิทด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราเช่นเดียวกับร่างบาง

ความคิดเห็น