ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เจ็บ 100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 14:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เจ็บ 100%
แบบอักษร




“ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าได้แล้วเขมมิกา!”โยนชุดที่ตนดึงกระชากออกจากร่างบางเมื่อก่อนหน้าเมื่อหลายชั่วโมงให้กับหญิงสาวที่นอนสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยนอยู่ในใต้ผ้าห่มบนเตียง

 “......”เขมมิกายังคงนอนร้องไห้ไม่ยอมปริปากขึ้นมาหรือแม้แต่จะยื่นมาออกมาหยิบชุดเข้าไปสวมใส่ก็ยังไม่ทำ ทุกอย่างมันระบมร้าวไปเสียหมดไม่เว้นแม้แต่จิตใจของหญิงสาวเอง

 “ฉันบอกให้เธอลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าไง! หรือจะรอให้ฉันเอาเธออีกรอบห๊ะ!”ยามที่เห็นหญิงสาวไม่ยอมกระดิกลุกขึ้นมาตามที่บอกก็เกิดขัดใจขึ้นมา

อัศวินเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาวลุกขึ้นมาก็สาวเท้าหนาเข้าไปดู

 “ฉันบอกให้ลุกขึ้นมาไง เขมมิกา!”เดินเข้าไปดึงข้อมือของเขมมิกาให้ลุกขึ้นจากเตียงจนผ้าห่มที่คุมกายอยู่เผยให้เห็นทรวงอกที่มีจุดรอยแดงอยู่เต็ม

 “อะ...โอ๊ย”เจ็บแปลบเข้าที่ด้านล่างใจกลางความเป็นหญิงเขาดึงเธอขึ้นอย่างแรงจนผ้าห่มที่ใช้คุมกายมันเผยออกให้เห็นทรวงอกของตน จนมืออีกข้างที่เหลือก็ต้องยกขึ้นมาปิดเพื่อไม่ให้ได้เห็นแก่สายตาของชายหนุ่ม

จับข้อมือบางได้ก็สัมผัสถึงความร้อนที่มันกำลังจะระอุบนกายสาวทั้งรอยแดงช่ำบนเนินอก จึงเป็นต้องจับข้อมือของหญิงสาวให้เบาลง แล้วต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าครั้งแรก

 “เจ็บมากหรอ?”ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนกว่าเดิมมาก ครั้งนี้เขาทำเธอแรงไปหรือเปล่า

 “ฮึก...คะ...ค่ะ”พยักหน้ารับครั้งนี้เธอเจ็บมาก เขาไม่ได้ระบายความใคร่กับตนแค่เพียงครั้งเดียวแต่มันมากกว่านั้นจะเจ็บระบมกว่าครั้งแรกก็คงไม่แปลก

 “ฉันขอโทษที่ทำให้เธอเจ็บนะ”พูดจาเป็นเชิงปลอบประโลม ก่อนจะบอกอีกว่าตนนั้นก็เจ็บมากกว่าเธอเช่นกัน

 “แต่...ฉันก็คงเจ็บไม่แพ้กว่าเธอ”

ปล่อยข้อมือบางให้ล่วงลงบนที่นอน แล้วเดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลังกับมามอง เรื่องแค่นี้เธอบอกว่ามันเจ็บแล้วเขาล่ะไม่เจ็บมากกว่าเธอหรือ!

ร่างบางล่วงลงที่นอนดั่งเดิม ใจหญิงก็หวังว่าเขาจะช่วยปลอบโลมความเจ็บปวดแต่มันกลับไม่ใช่เลยเขาเดินจากออกไปจากห้องนี้แล้วไม่มีแม้แต่จะเหลียวหลัง พร้อมกับฝากคำพูดที่พอนึกถึงแล้วก็เป็นต้องนอนร้องไห้งม

 “ฮึก...คุณวิ ฉะ...ฉันขอโทษค่ะ”เธอรู้ว่าเขาเจ็บยิ่งกว่าตนที่ต้องเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ ความรู้สึกเช่นนี้เธอสัมผัสมันได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้าไปถึงขั้วหัวใจของเขาก็ตามที

มือเรียวดึงผ้าห่มที่หล่นลงไปที่บริเวณสะโพกสาวขึ้นมาปกปิดกายที่เปลือยเปล่าก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆด้วยที่ร่างกายเริ่มหมดแรงเธอเองไม่สามารถที่จะลุกไปหยิบจับสิ่งใดได้เลยในเวลานี้

อัศวินเมื่อเดินออกจากห้องนอนที่มีหญิงสาวอยู่แล้วก็สาวเท้าออกเดินไปตามทางเพื่อไปยังห้องทำงานของตนที่เผื่อเวลาที่ว่างๆหรือไม่ได้เข้าไปที่บริษัทเขาก็มักที่จะมาที่นี้เสมอหรือจะไม่เว้นแม้แต่ยามที่ใจอ่อนแรง

 “ฮึก วิครับผมคิดถึงคุณ”เสียงหนาสั่นพร่าร่ำร้องหาแต่อดีตคนรักน้ำใสในดวงตาก็ไหล ในยามที่เขาเห็นเขมมิกาเจ็บเขาก็เจ็บไม่แพ้กันแต่คิดยังไงแล้วแค่นี้มันก็ยังน้อยไป เขาเองต่างหากที่เป็นฝ่ายเจ็บปวดเสียมากกว่าหญิงสาว

นั่งมองดูรูปในมือที่ตนเป็นคนลงมือถ่ายเองกับมือ เมื่อยามที่เขาและเธอได้ไปเที่ยวพักผ่อนกันที่ริมทะเลแถวชายหาดพัทยาที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก...

 *“วินค่ะ ตามมาเร็วๆสิค่ะ วิวตรงนี้สวยมากเลยนะคะ”*เสียงใสหวานของวิชุดาที่กำลังยืนตากลมจับปอยผมที่ล่วงทัดเข้าที่ข้างใบหูหญิงสาวที่อยู่ในชุดกระโปรงยาวสีชมพูพาสเทลอ่อนๆปล่อยผมตรงยาวให้สยายตามแรงลมทะเล เรียกแฟนหนุ่มคนรักที่กำลังเดินเอ่อละเหยลอยชายถือกล้องอยู่ในมือถ่ายนู่นถ่ายนี้ไปเรื่อย

 *“ครับวิ แปบนะครับ”*เดินมาก็กดชัตเตอร์รัวๆภาพที่ถ่ายทั้งหมดล้วนแต่เป็นภาพของหญิงสาวในยามที่แม่นางเผลอทั้งนั้น ยามที่เจ้าตัวเผลอนี่แหละคือเสน่ห์ดึงดูดเขาอีกอย่างหนึ่ง

อัศวินสาวเท้าลงบนพื้นทรายทะเลละเอียดในชุดเสื้อยืดแขนยาวที่ดำกางเกงขาสั้นสีขาวในมือก็ถือกล้องตัวโปรดเมื่อยามไปเที่ยวที่ไหนก็จะพกมันไปด้วยเสมอหรือจะเรียกว่าเพื่อนข้างกายเมื่อยามเขาออกเที่ยวเลยก็ได้

 *“มาเร็วค่ะวิน วิวตรงนี้สวยมากเลยนะคะ”*ส่งยิ้มที่หวานละมุนไปให้กับชายหนุ่มที่กำลังเดินตามตนเองมา

 *“ไหนครับ ไหน?”*เดินเข้ามาใกล้ก็ถามหาถึงวิวที่หญิงสาวหมายถึงพร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆให้กับคนที่หันหลังให้ตนแล้วชี้มือไปทางนู่นทีทางนี้ที

 *“ก็ทางนั้นไงค่ะ”*วิวสวยๆก็ออกจะมองได้อย่างเต็มตา ทำไมเขาถึงมองไม่เห็นมือบางก็ยังชี้วิวส่วนที่ตนบอกว่าสวยให้เขาดูไม่ขาด

 *“ไหนล่ะครับ ผมไม่เห็นเห็นเลย”*ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกจนลมหายใจของตนลดที่ต้นคอของหญิงสาวก็ว่าได้

 *“ก็นั้น...”*ขัดใจจริงๆก็นั้นไงมันออกจะสวยขนาดนั้นทำไมเขาถึงมองไม่เห็นจนต้องเห็นมาบอกชายหนุ่มด้วยตนเอง แต่แล้วริมฝีปากบางก็สัมผัสเข้าที่แก้มสากของอัศวินเข้าให้

 *“วิคุณแต๊ะอั๋งผมหรอ”*ยิ้มอย่างสุขใจมุขนี้ของเขาได้ผลหญิงสาวหันมาหอมแก้มของตนพอดีอะไรระยะการวางมันชั่งลงตัวเช่นนี้นะ

*“ไม่ใช่นะคะวิน วินนั้นแหละที่เอาหน้าเข้ามาใกล้วิก่อนทำมัน”*เธอไม่ได้แอบแต๊ะอั๋งเขานะเขานั้นแหละที่จงใจทำให้เธอหอมแก้มเขาเอง

 *“คุณมีหลักฐานหรอครับว่าผมทำ”*ยืนยิ้มกร้างอย่างเป็นเชิงไม่ยอมรับว่าตนนั้นแหละที่อยากหยอกหญิงสาว

 *“วิไม่มีค่ะแต่วิเชื่อว่าคุณนั้นแหละที่จงใจทำแบะปากมองบนค่ะ เธอรู้ว่าเขานั้นเหละชิ!* ทำแล้วไม่ยอมรับอีก

 *“โอเคครับผมยอมแพ้ผมจงใจเองแหละ แต่ครั้งก็จงใจนะ”*ทำให้หญิงสาวนึกอะไรงงๆสักนิด ก่อนจะเห็นดวงตาของคนรักเปิดโผ เขาหอมเข้าไปที่แก้มนุ่มอีกครั้งก่อนจะวิ่งหนีออกไปบนพื้นทรายข้างหน้า

 *“วิน!”*อยากจะร้องตะโกนดังๆ นี่เขาแอบหอมแก้มเธอหรือนี่ อย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เสียแล้ว

วิชุดาวิ่งตามอัศวินไปอย่างรวดเร็วเขาทำอย่างนี้แล้วจะหนีไปเฉยๆได้อย่างไรค่อยดูนะเจ็บได้เมื่อไรล่ะ แม่จะงอนให้หงอยไปเลย

 *“วินหยุดนะ คุณจะทำแบบนี้แล้วหนีไปง่ายๆหรอค่ะ”*วิ่งจนเหนื่อยหอบก็ยังตามเขาไม่ทันจนต้องเปลี่ยนแผนเสียแล้วสิ

 โอ้ย

เสียงสาวเจ้าดังขึ้นทำให้คนที่กำลังวิ่งหนีอยู่เป็นต้องหันหลังกลับมามอง เขาเห็นวิชุดาล้มลงที่ไปนั่งที่พื้นมองดูเหมือนข้อเท้าของหญิงสาวจะเจ็บจึงต้องวิ่งกลับไปดูอย่างนึกเป็นห่วง

 *“วิคุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ”*วิ่งมาก็ถามถึงอาการของคนรักทันที

 วิเจ็บข้อเท้าค่ะ คงจะพลิกเมื่อตอนที่วิ่งตามคุณ

 *“ผมขอโทษนะครับที่ต้องทำให้คุณเจ็บ”*ใบหน้านี้หงอยหนักมากเขารู้สึกผิดที่ทำให้หญิงสาวที่รักต้องเจ็บ

 *“ฮ่าฮ่าฮ่า”*นึกก็ซะใจ เป็นไงล่ะเจอมุขของเธอเขาไปหน่อยหน้าหงอยเหมือนลูกสุนัขไม่ได้กินนมแม่เลยทีเดียว

 *“คุณขำอะไรครับ”*นึกสงสัยเมื่อกี้ยังบ่นเจ็บปวดแต่ไหงมาหัวเราะร่าเช่นนี้เล่า

 *“คุณติดกับดักวิแล้ว นี่แหนะ”*ผลักอัศวินล้มตึกกองกับพื้นทรายเสร็จแล้วตนเองก็รีบวิ่งหนีเข้าไปที่พักทันที

 *“นี่คุณแกล้งผมหรอวิ”*ตั้งหลักได้ก็วิ่งตามเจ้าตัวการไปทันทีนี่คนอย่าง อัศวิน วงศ์อัครกูล ติดกับแม่สาวสวยคนนั้นหรือนี่

 *“แน่จริงคุณก็ตามวิให้ทันสิค่ะ ฮึ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับคนอย่างวิชุดา”*วิ่งไกลมาได้พอสมควรก็ตะโกนออกไป พอพูดเสร็จก็รีบวิ่งไปที่โรงแรมที่พักทันที กลัวว่าชายหนุ่มที่ตนเพิ่งทำเขาให้หน้าหงอยเหมือนลูกสุนัขไม่ได้กินนมแม่เมื่อครู่จะตามมาทัน

อัศวินวิ่งตามวิชุดามาไม่ทันเพราะหญิงสาววิ่งเข้าห้องของตนไปเสียก่อน เขาจึงได้แต่เก็บแค้นนี้ไว้สะสางกับแฟนสาวเสียให้เข็ด

พอเข้ามาในห้องก็นั่งลงที่ปลายเตียงแล้วเอากล้องตัวโปรดที่คล้องอยู่ที่คออกมาแล้วเลื่อนกดดูภาพทีละรูปทุกภาพแล้วล้วนแล้วใช่วิวไม่ แต่มันคือหญิงสาวที่ชื่อวิชุดาทั้งสิ้นนั่งดูไปก็อดที่จะอมยิ้มไปเสียมิได้กับความน่ารักที่หญิงสาวมีอยู่ตลอดเวลา

อัศวินโผตื่นขึ้นมานี่เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดแต่การหลับครั้งนี้ก็ทำให้เขามีความสุข มือหนายกนาฬิกาที่ข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกามันบอกว่าเวลานี้คือเวลาเที่ยงคืนหนึ่งนาที นี่เขาหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือจำได้ว่าเมื่อตอนที่เดินมาที่นี่เพิ่งจะแค่ห้าโมงเย็นเอง 

พอนึกได้ก็เดินไปยังห้องนอนที่ตนจากมานานหลายชั่วโมงแล้ว มือหนาเปิดเข้าไปข้างในห้องอุณหภูมิในห้องมันหนาวเย็นเพราะมาจากแอร์คอนดิชั่นที่ตนเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าสายของวัน เดินเข้ามาก็ยังคงเห็นเสื้อผ้าที่ตนโยนให้กับหญิงสาวเมื่อช่วงเย็นยังคงกองอยู่ที่พื้น ดังนั้นก็แสดงว่าสาวเจ้าที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มนั้นไร้อาภรณ์ห่มกายมีเพียงแค่ผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้นที่ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศ


อัศวินสาวเท้าหนาเข้ามาเดินดูร่างบางใกล้ๆก็เห็นว่ากายสาวนั้นสั่นเทาปากบางก็พรึมพร่ำใบหน้าหวานก็ซีดเกลียว


 “นะ...หนาว แม่ค่ะเขมหนาว”ปากบางพรึมพร่ำหามารดาร่างกายเธอหนาวสั่นเพราะพิษไข้ที่เริ่มก่อตัว


อัศวินก้มหน้าลงไปฟังในสิ่งที่ปากบางกล่าวเบาๆกับตัวเอง มือหนาก็กุมเข้าที่หน้าผากมนของเขมมิกาแต่ก็เป็นต้องชักออกเพราะด้วยอุณหภูมิพิษไข้ที่มันสูงมาก จนเขาต้องรีบเดินไปปรับอุณหภูมิในห้องให้มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อที่จะเตรียมกะละมังและผ้าผืนเล็กมาซับให้หญิงสาว


ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกะละมังใบที่พอดีไม่เล็กหรือใหญ่เสียจนไปพร้อมกับผ้าที่วางผาดอยู่บริเวณขอบกะละมัง


มือหนาค่อยๆเช็ดไล้ไปตามลำตัวของเขมมิกาอย่างแผ่วเบา เช็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปหยิบเสื้อผ้าของหญิงสาวที่อยู่ในตู้ออกมาสวมใส่ให้กับสาวเจ้าดึงผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงขึ้นมาห่มกายให้กับหญิงสาว


ยามเสร็จแล้วเขาก็เดินไปหย่อนกายลงที่โซฟาที่อยู่ไม่ห่าง ดวงตาคมก็จะปิดลงอีกครั้งแต่ก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวเสียก่อน


 “ฮึก...คุณวิเขมขอโทษค่ะ เขมขอโทษ”ดวงตาบางยังปิดอยู่แต่ใจและปากยังพรึมพร่ำถึงวิชุดาคนรักของคนที่ตัวเองรักเขา แต่เขากลับไม่รักตน


หัวใจดวงหนาเจ็บจี๊ดเมื่อได้ยินในสิ่งที่แทบไม่อยากที่จะได้ยินครั้งนี้มันไม่สายไปหน่อยหรอสำหรับคำขอโทษ มือหนากำแน่นกัดขบกรามไว้ น้ำตาใสก็ไหลออกมาจากดวงตาคม เขาเกลียด! เกลียด! ทุกครั้งที่เธอคนนี้กล่าวถึงคนรักของตน สุดแล้วเมื่อเสียงสาวเงียบก็พยายามข่มตาหลับในทันที...


เขมมิกาตื่นขึ้นในยามสายของเช้าวันใหม่แต่ เธอรู้สึกว่าตนนั้นปวดหัวหนึบๆมือบางก็กุมเข้าที่ศีรษะและสำรวจตามร่างกายของตนในยามที่เปลือกตาปิดลงเธอยังคงจำได้ว่าร่างกายนั้นไร้อาภรณ์ห่มกายแต่ทำไมพอตื่นมาแล้วเสื้อผ้าทุกชิ้นมันถึงอยู่บนตัว แต่พอนึกคิดได้เสียไม่นานก็เตรียมที่จะลุกลงจากเตียงแต่เป็นต้องเซล้มตึงไปที่เดิม


“อะ...โอ้ย”การที่ลุกขึ้นจากเตียงเมื่อกี้มันทำให้หัวของหญิงสาวต้องปวดหัวอีกครั้งแล้วปวดแรงกว่าเดิมเสียด้วย จะพยายามยันกายขึ้นสูงก็ทำไม่ได้เพราะด้วยศีรษะที่มันเริ่มหนักขึ้นจนต้องละความพยายามแล้วล้มตัวลงไปที่เดิม...สุดแล้วร่างกายบางก็ไม่ไหวเปลือกตาก็เป็นต้องปิดลงด้วยความอ่อนเพลีย


อัศวินลุกขึ้นมาจากโซฟาที่ใช้เป็นตัวแทนของเตียงเมื่อคืน เสียแต่เช้าและรีบเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปทำงานทันทีโดยที่ไม่แม้แต่จะชายตาแลคนร่างบางที่แม้เขาจะใส่เสื้อผ้าให้แม่นางเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังสั่นเทาเพราะพิษไข้อยู่เช่นเดิม



ร่างหนาสุดสมาร์ทด้วยชุดสูทหรูราคาแพงและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกันกำลังก้าวเท้าเข้าไปในตัวบริษัทอัครกูลอย่างมาดมั่นแต่ก็เป็นต้องสะดุดดังกึกเพราะเสียงของอัคริน


 “อะไรหอบให้พี่ชายผมเข้าบริษัทแต่เช้าครับเนี่ย”เดินลงมาจากรถก็เห็นหลังไวๆของพี่ชายที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในบริษัทจึงเอ่ยทักเสียหน่อย


 “แล้วอะไรหอบมาให้แกเข้าบริษัทแต่เช้าล่ะวะไอริน”ถามตอบกลับไปโดยไม่ตอบคำถามของน้องชาย เขาจะบอกได้อย่างไรกันเล่าว่าที่เข้าบริษัทเสียเช้าขนาดนี้เพราะไม่อยากมองหน้าแม่คนที่นอนซมเพราะพิษไข้อยู่ที่บ้าน


 “ผมว่าผมก็เข้าบริษัทปกตินะครับ มีแต่พี่วินนั้นแหละหายไปไหนหลายวัน”ช่วงพักหลังมานี้เขาไม่ค่อยเห็นอัศวินเข้ามาที่บริษัทเสียเท่าไรไม่เหมือนแต่ครั้งก่อนเพราะหลังจากที่อดีตคนรักอย่างวิชุดาเสียพี่ชายก็มัวแต่จมปักอยู่กับแต่งาน บ้านทุกวันก็แทบที่จะไม่กลับเสียเลย


 “ปกติบ้านแกสิ ฉันเห็นกว่าแกเข้าแต่ละทีแทบจะเที่ยงบางครั้งก็ไม่ยอมเข้าเลยหลังจากที่กานต์...”บางทีทุกคนก็มีพลั้งปากออกไปกันบางแต่ยังไงแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เขารู้เรื่องเกี่ยวกับกานต์นภาและน้องชายเขาหมด เขารู้ว่าอัครินรู้สึกอย่างไรเพราะมันก็คงไม่ต่างอะไรกับเขาตอนนี้เลย


 “รินพี่ขอโทษ พอดีว่าลืมไปน่ะ...”


 “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็จะลืมได้อยู่แล้ว” ปากนั้นนะสิที่บอกว่ากำลังจะลืมเธอคนนั้นได้ แต่ทว่าภายในส่วนลึกของก้นบึ้งจิตใจเขากับจำเธอได้อย่างแม่นยำ


 “ว่าแต่พี่มีอะไรล่ะครับ ถึงได้เข้าบริษัทได้” เขาเลือกที่จะเปลี่ยนบทสนทนากับพี่ เพื่อลืมเรื่องที่มันเพิ่งจะถูกกล่าวออกไปเมื่อกี้นี้


 “ฉันก็มีธุระของฉันบ้างสิวะ ไม่ใช่จะมีเวลาเข้าบริษัทได้ทุกวันเหมือนแก” เขาเองก็เปลี่ยนน้ำเสียงและคำพูดให้กับมาเป็นปกติเช่นเดิม


 “ครับ คร้าบบบ เข้าบริษัทเถอะครับ ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว”กล่าวลากเสียงยาวตามสไตล์สองพี่น้องก่อนจะบอกกล่าวชวนให้ผู้เป็นพี่เข้าไปด้านในบริษัทเพราะเริ่มเห็นเมฆหนาครึ้มก่อตัวกันมาแล้วแถมเม็ดฝนเม็ดน้อยยังตกใส่ใบหน้าของเขาอีก


สองสุภาพบุรุษหนุ่มหล่อประจำบริษัทแต่แฝงไปด้วยแรงฤทธิ์คิดแค้นก้าวเท้าหนาเข้าไปด้านในที่เมื่อเดินผ่านไปทางไหนก็เป็นต้องมีคนยืนนิ่งเป็นเชิงแสดงความเคารพต่อเจ้านายทั้งสอง 


อัศวินและอัครินก็เป็นต้องพยักหัวเป็นเชิงรับแล้วสาวเท้าหนาต่อไปที่ห้องทำงานของแต่ละคนที่อยู่บนชั้นห้าและอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก แต่ก่อนที่จะแยกห่างออกกันไปคนละทางอัศวินก็พูดกับอัครินเสียก่อน


 “เอ่อไอริน”เรียกชื่อน้องชายก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกห่างไปเสียก่อน


 “ครับ พี่วินมีอะไร”


 “แกได้เลขาฯใหม่แล้วนี่ จะไม่ให้พี่ชายแกดูหน้าเช็คประวัติหน่อยเหรอวะ”เขายังจำได้ที่อัครินบอกตนเมื่อครั้งที่อยู่ที่โรงพยาบาลว่าได้เลขาฯใหม่แล้ว

 “อ้อครับเดี๋ยวผมจะไปเรียกมาให้”ตอบกลับพี่ชายตนไปเพราะยังไงแล้วเขาก็ต้องได้เช็คประวัติของแม่นางนั้นอยู่แล้ว   สนทนากันเสร็จเพียงเท่านั้นแล้วทั้งสองก็แยกออกไปที่ทำงานของตน

อัศวินเมื่อเดินมาแล้วเห็นเลขาฯของตนนั่งทำงานอยู่ที่หน้าห้องก็กล่าวสวัสดีตามมารยาทสังคมไทย

 “สวัสดีครับคุณภา”กล่าวทักทาย เพียงภา ภูพิมานหญิงสาววัยยี่สิบหกที่นั่งทำหน้าที่เป็นเลขาฯของตนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าบริษัทเธอก็ยังคงรักษาหน้าที่นั้นไว้อย่างดี

 “ค่ะ สวัสดีค่ะคุณอัศวิน”ส่งยิ้มให้กับเจ้านายที่เธอเพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตาหลังจากที่เจ้าตัวไม่ได้เข้ามาที่บริษัทหลายวัน

 “ผมไม่อยู่ตั้งหลายวันคุณคงไม่ยุ่งเกินไปนะครับ”เขาไม่ได้เข้ามาที่บริษัทแห่งนี้เสียซะหลายวันหวังว่าเขาเองคงไม่ทำให้สาวเจ้าที่สู้งานกับทุกงานอย่างเธอต้องลำบากหรอกนะ

“ไม่เลยค่ะคุณวิน”ตอบกลับเขาทันที ที่เหตุที่ไม่ยุ่งเช่นนี้ก็เพราะว่าเธอได้ส่งไฟล์งานที่จัดทำทั้งหมดไปให้ชายหนุ่มดูเสียที่บ้านเรียบร้อยแล้ว นั้นจึงทำให้เธอไม่ค่อยยุ่งเสียเท่าไร

 “เอ้า แล้วนั้นมือคุณไปโดนอะไรมาครับ”เขาสังเกตเห็นผ้าก็อตพันผ้าที่พันอยู่รอบมือของหญิงสาวจึงเอ่ยถามออกไป

 “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะคะ”

 “อ้อครับ งั้นดูและตัวเองด้วยนะครับ ขาดเลขาฝีมือดีอย่างคุณภาไปคงจะแย่”

 “คะ”

อัศวินเมื่อกล่าวทักทายกับเลขาฯสาวเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ผลักประตูกระจกบานหนาเข้าไปด้านใน

อัครินเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของตนแล้วก็เป็นต้องเคืองควันออกหูเพราะยังไม่เห็นแม่เลขาฯแค้นของตนมาทำงานเลย แม้แต่เงาก็ไม่มี

 “ยังมาทำงานไม่ถึงเดือนก็เข้าสายแล้วหรอปานธิดา”น้ำเสียงนิ่งเรียบต่างจากเมื่อกี้ยิ่งนัก

กวาดสายตามองดูโต๊ะทำงานของหญิงสาวเพียงสักพักก็สาวเท้าหนาเข้าห้องทำงานของตนเองไป

 “เฮ้อ มาตกอะไรตอนนี้เนี่ย”ปานธิดาบ่นให้กับเมฆฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน เธอกำลังจะนั่งรถเมล์ออกไปทำงานแล้วแท้ๆแต่ก็ดันมาติดฝนซะจนได้ เฮ้อ คิดแล้วเพลีย

ปานธิดาจึงจำเป็นต้องวิ่งฝ่ากลางสายฝนไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอยทางเข้าบ้านให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่พ้นความเปียกชื้นจากสายฝนเช่นเดิม ปานธิดาเดินเข้ามาที่บริษัทอัครกูลด้วยเนื้อตัวที่เปียกชื้น พอเดินเข้ามาได้ก็ตรงขึ้นไปที่ชั้นทำงานทันที

เดินขึ้นมาถึงก็จัดการวางกระเป๋าลงแล้วเข้าไปในห้องของผู้เป็นเจ้านายทันที เพราะยังมีแฟ้มงานเอกสารอีกสองสามแฟ้มที่เขายังไม่ได้เซ็นต์

 ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

เสียงประตูที่ถูกเคาะจากด้านนอกเรียกความสนใจจากอัครินที่กำลังนั่งทำงานได้เป็นอย่างดี

 “ขออนุญาตค่ะคุณอัคริน”ก้าวเท้าบางเข้ามาด้านในพร้อมกับแฟ้มเอกสารมาให้เขาได้เซ็น

 “มาทำงานได้ไม่ถึงเดือนก็เข้าสายเสียแล้วหรอ!”ปากหนาเผลอพูดออกไปอย่างลืมตัวเขานั่งรอเธอตั้งแต่เข้างานจนเวลามันผ่านมาเกือบเก้าโมงเจ้าตัวเพิ่งจะโผล่มา

 “ค่ะ...คุณรินว่าอะไรนะคะ”ที่เธอได้ยินเมื่อกี้มันถูกรึเปล่าเมื่อยังไม่แน่ใจจึงถามเขาไป ทำไมน้ำเสียงนั้นมันกระด้างจัง

 “อ้อ เปล่าครับ”ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดจึงบอกแบบปัดๆออกไป

 “ค่ะ...นี่เป็นเอกสารที่คุณรินยังไม่ได้เซ็นค่ะ”ยื่นเอกสารในมือออกไปให้เขาก่อนที่จะยืนนิ่งรอให้เจ้านายนั้นเซ็น

จนเสร็จ

 “ขอบคุณค่ะ”กล่าวขอบคุณตามมารยาทไทยแล้วก็เตรียมที่จะเดินออกไปทำงานที่ยังคงค้างไว้อยู่ต่อ

 “เดี๋ยวครับคุณดา”เขาลืมไปเสียเลยว่าพี่ชายนั้นอยากที่จะเห็นหน้าเลขาฯของตน

 “ไปกับผมหน่อยครับ”

 “ไปไหนหรอค่ะ”อัครินยังไม่ทันพูดอะไรก็ลุกแล้วเดินมาดึงมือของเธอออกไปอย่างไม่พูดจา

อัครินดึงปานธิดามาที่ห้องของอัศวินก่อนที่เรียวปากหนาจะเอ่ยถามเลขาฯหน้าห้องของพี่ชาย

 “พี่วินอยู่มั้ยครับคุณภา”ถามหญิงสาวเลขาฯหน้าห้องของอัศวินที่นั่งทำงานอยู่ทุกวัน

 “คุณอัศวินอยู่ด้านในค่ะ”เพียงภาตอบกลับไปให้กับรองประธานของบริษัทแห่งนี้

 “ขอบคุณครับ”ฟังคำตอบจากสาวเจ้าที่นั่งอยู่ที่หน้าห้องก็ดึงข้อมือบางของปานิดาเข้าไปข้างในห้องทันที

อัศวินกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องอย่าเงียบๆแต่ก็เป็นต้องมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมากวนสมาธิ

 “พี่วินครับ”

 “อะไรวะไอริน”เงยหน้าขึ้นจากกองงานตรงหน้าแล้วก็ถามนที่มาทันที

 “ผมพาเลขาฯที่พี่ต้องการพบมาให้พี่ได้เห็นหน้าค่าตาครับ”ก็พี่ชายตนบอกว่าอยากจะดูหน้าของพนักงานใหม่ที่เขาเอาเข้าทำงานก็พามาแล้วนี่ไง

 “สวัสดีค่ะคุณอัศวิน”ปานธิดากล่าวสวัสดีเจ้านายของตนอีกคนที่พ่วงสถานะสามีเพื่อนของเธอด้วย

 “ผมว่าผมคุ้นหน้าคุณอยู่นะ”แค่เงยขึ้นมาก็เหมือนกับใบหน้าที่คุ้นเคยเหมือนเคยพบเคยเจอกันมาก่อนเสียกระไร

 “หรอค่ะ แต่เราอาจจะเคยเจอกันแล้วก็ได้ใครจะไปรู้”เธอส่งยิ้มให้กับอัศวิน ด้วยที่ทั้งหมดมันก็อยู่ในสายตาของอัครินทั้งสิ้น

 “ผมว่าคุณรีบไปทำงานดีกว่านะ ปานธิดา” อัครินทนสายตาที่หญิงสาวจ้องมองและส่งไปให้พี่ชายเข้าไม่ได้จนต้องออกน้ำเสียงส่งเธอออกไป

 “ค่ะ งั้นเดี๋ยวดิฉันไปทำงานก่อนนะคะ คุณอัศวิน” ก่อนจะไปก็ยังบอกกล่าวเขา แล้วผละออกไปจากห้องของประธานบริษัททันที โดยที่เธอเองไม่สังเกตถึงสายตาของใครอีกคนเลยที่ยืนอยู่ใกล้ๆกัน

เมื่อร่างของปานธิดาหายไปแล้ว อัศวินก็หันมองมาจ้องที่น้องชายของเขาแทน เขาคุ้นหน้าของผู้หญิงคนนี้แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยเจอเธอที่ไหน แต่ยังไงมันก็สู้ความสงสัยของน้องชายไม่ได้ว่าทำไมถึงรับหญิงสาวคนนี้เขาทำงาน

 “ทำไมแกถึงรับคนนี้เข้าทำงาน”

 “ผมเห็นว่าเธอกำลังหางานอยู่และอีกอย่างก็เคยผ่านงานมาหลายอย่างคงจะไม่เกี่ยงงานมากนักหรอกครับ” 

เขาพูดจริงกับพี่ชายเสียทั้งหมด เขาไปหาประวัติการทำงานของหญิงสาวมาเรียบร้อยแล้วว่าเธอนั้นทำงานได้สารพัด

 “แต่ เธอไม่ใช่เลขาที่แกเคยตามหา” เขาจำได้ว่าสิ่งที่อัครินต้องการมันไม่ใช่อย่างนี้

 “บางที เวลาถึงจุดๆหนึ่งเราพอมีอะไรไขว้คว้าได้ก็ต้องรีบครับ เพราะเดี๋ยวมันจะหลุดมือออกไปไกล แล้วอีกอย่างช่วงนี้งานที่บริษัทก็เริ่มจะเยอะขึ้นเพราะใกล้เข้าฤดูกาลมอเตอร์โชว์ เพราะรถใหม่ที่จะเข้าและส่งออกกำลังเข้ามาในอีกไม่กี่วัน” 

ใช่! ในเมื่อมันถึงจุดที่เขาเองก็ต้องไขว้คว้าตัวแทนแค้นไว้เขาก็ต้องรีบ เขาไม่สนว่าเธอจะเป็นคนอย่างไรสภาพเป็นเช่นไร จะดีไม่ดี ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะพาเธอคนนั้นเดินเข้าเกมส์นี้แล้วยังไงมันก็ต้องดำเนินไปให้สุดจน...จบเกมส์

 “ฉันเป็นพี่แกไอริน แกไม่ได้อยากรับเธอเข้างานเพราะเหตุผลพรรคงั้น” เขารู้นิสัยของอัครินดี แม้ว่าจะสนุกร่าเริงบ้าง แต่เมื่อพอถึงเวลาที่เอาจริงๆแล้วมันก็จริงจังจนเขาเองก็ยังต้องคอยเตือน

 “มันเป็นเพราะกานต์ใช่มั้ย แกถึงเลือกที่จะทำแบบนี้” อัศวินหันมาพูดกับอัครินที่เดินไปเอนกายนั่งลงที่โซฟาสีเทา

 “......” อัครินได้แต่นั่งนิ่ง

 “ฉันไม่รู้นะว่าแกคิดยังไง แต่คุณปานธิดาเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

 “ทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อเธอคนนั้นคือน้องสาวของกานต์นภา ผู้หญิงที่ผมเคยคิดจะแต่งงานและใช้ชีวิตด้วย”

 “ฉันก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกันยังไง เธอเป็นแค่น้องสาวไม่ใช่กานต์นภา” 

เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่อัครินกำลังจะทำว่ามันจะเกี่ยวข้องกันได้ยังไงในเมื่อเธอคนนั้นไม่ใช่กานต์นภา แม้จะรู้มาบ้างว่ากานต์นภามีน้องสาวต่างมารดาแต่ไม่คาดคิดว่าอัครินจะหาเจอ

 “นั้นแหละครับมันคือสิ่งที่ผมต้องการ” พูดจบก็ลุกจากโซฟาหรูทันที

 “ผมขอตัวนะพี่วิน” เขาทิ้งอะไรหลายๆอย่างให้อัศวินได้คิดและสุดท้ายก็ผละออกจากห้องไป

อัครินเดินตรงมาที่โต๊ะทำงานของปานธิดาทันที ก่อนที่มือหนาจะฉุดดึงลากเธอให้เข้ามาภายในห้องทำงานของเขา

ปานธิดาที่กำลังนั่งทำงานอย่างเพลินๆ พอโดนอัครินดึงรั้งเข้าไปด้านในก็รีบบิดข้อมือกลับแล้วเอ่ยถามเข้าทันที

 “คุณอัครินมีอะไรค่ะ” มือบางเป็นอิสระเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่ารอยแดงจากมือใหญ่มันยังคงติดอยู่

อัครินไม่ตอบเขาดึงข้อมือเธอเข้ามาภายในห้องทำงานเสียจนได้ เขาลากเธอเข้ามาในสุดของห้องทำงานปล่อยมือเธอออกอย่างแรง ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูและล็อคมันอย่างแน่นหนาโดยที่คนนอกไม่สามารถเปิดมันเข้ามาได้

 “คุณรินคุณทำอะไร พาฉันเข้ามาทำไมค่ะ” เธอเอ่ยถามเข้าเมื่ออยู่ดีๆก็ถูกมือหนารั้งให้เข้ามาที่ตรงนี้ด้วยเหตุใดเธอกลับไม่รู้

 “เธอไม่รู้หรอปานธิดา ว่าพี่วินเขาแต่งงานแล้ว” เขาเอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนประจันอยู่ด้านหน้า

 “คุณรินถามทำไมค่ะ” เขาถามเธอเพื่ออะไร

 “ฉันถามว่าเธอไม่รู้หรอว่า พี่วินแต่งงานแล้ว!” เขากระแทกเสียงถามหญิงสาวตรงหน้าจนทำให้เธอต้องสะดุ้งเล็กน้อย

 “ทราบค่ะ แล้วทำไมหรอค่ะ” เขาถามเธออย่างนี้เพื่ออะไรกัน ในเมื่อเธอรู้อยู่แล้วว่าอัศวินนั้นก็แต่งงานแล้วแถมคนที่ชายหนุ่มนั้นแต่งด้วยกับเป็นเพื่อนสาวของเธอเอง

 “ไม่ ทำไมหรอกปานธิดา ในเมื่อเธอรู้ทั้งรู้ว่าพี่วินแต่งงานแล้ว แล้วเธอส่งสายตาแบบนั้นให้เขาทำไมห๊ะ!” ฮึ ในเมื่อเธอรู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายเขานั้นแต่งงานแล้ว แต่ตัวเองกลับส่งยิ้มอย่างนั้นน่ะหรอให้กับคนที่แต่งงานแล้ว มันจะไม่เป้นข้อแก้ตัวที่น่าเกียจไปหน่อยหรอ

 “ทำไมฉันจะทำไม่ได้ค่ะ ในเมื่อเขาคือเจ้านายของฉันเหมือนกับคุณ” ทำไมล่ะ ทำไมเธอจะส่งยิ้มที่มันแสนจะเป็นมิตรให้กับเจ้านายของเธอไม่ได้เลยหรือ แล้วอีกอย่างทำไมเขาถึงถามเธออย่างนี้ตลอดเวลาที่เธอเริ่มทำงานที่นี่จนวันนี้ทำไมมันเปลี่ยนไปและต่างกันลิบลับเลยเล่าแต่ก่อนเขาอ่อนโยนกว่านี้ไม่ใช่หรอ?

 “ไม่! ฉันเป็นเจ้านายเธอแค่คนเดียว เจ้านายของเธอมีแค่ฉันเท่านั้นจำไว้ปานธิดา!” เขาเป็นคนที่ลงทุนจ้างเธอเข้ามาทำงานที่นี่เพราะฉะนั้นเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นเจ้านายของเธอคนเดียวเท่านั้น




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น