Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP10 | เหตุเกิดในห้องนอนอีกครา

ชื่อตอน : EP10 | เหตุเกิดในห้องนอนอีกครา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2560 19:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP10 | เหตุเกิดในห้องนอนอีกครา
แบบอักษร


“แม่นม ข้ามิเป็นไรแล้ว ท่านหมอก็บอกว่าข้ามิเป็นไรเช่นกัน” เสียงหวานเอ่ยบอกแม่นมเหยาที่นั่งเฝ้าข้างเตียงมิยอมห่าง

“เห้อ... ไม่ว่าอย่างไร นมก็ห่วงคุณหนูอยู่ดีเจ้าค่ะ”

“อย่าคิดมากเรื่องทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว”

“นมกลัวว่าจะผ่านแบบไม่จบน่ะสิเจ้าคะ ” แม่นมเหยาเอ่ยน้ำเสียงและสีหน้าระคนหนักใจ

“ข้าว่าซูเม่ยคงมิกล้ามายุ่มย่ามกับข้าอีกแล้วล่ะ แต่ถึงจะกล้าข้าก็หาได้กลัวเกรงไม่”

“อย่างไรเสียการเป็นศัตรูกับนางมิใช่เรื่องดีนะเจ้าคะ”

“แล้วนมจะให้ข้าทำอย่างไร จะให้ยอมนาง ทั้งๆที่นางมาเหยียบหน้าบุกเรือนอย่างนั้นหรือ นางมาหาเรื่องข้าก่อน มิใช่ข้าไปหาเรื่องนาง แม่นมโปรดเข้าใจด้วย” ภาคินอธิบายเข้าใจว่าลึกๆแล้วแม่นมไม่ต้องการให้ไปต่อกรกับซูเม่ย

“นมเข้าใจเจ้าค่ะ ว่าเรื่องวันนี้มิอาจเลี่ยง แต่นมกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ นมเป็นห่วงคุณหนูของนมเหลือเกิน”

“แม่นมกลัวอันใด ซูเม่ยอายุแค่สิบสี่หนาว นางยังเยาว์นักจะมีอันใดน่ากลัว?”

“เอ่อ... ” แม่นมเหยาเงียบไป ดูลำบากใจที่จะกล่าวต่อ

“แค่สิบสี่หนาวไม่เห็นมีอันใดน่ากลัว และข้าจะมิกลัวนางด้วยเช่นกัน”

“อย่าเลินเล่อนะเจ้าค่ะ นางเหมือนแม่ของนาง แม้จะเป็นผู้ปรุงโอสถ ก็หาใช่โอสถให้คุณไม่ มีแต่พิษร้ายทั้งนั้น” ใจของแม่นมเหยาร้อนลน เมื่อคุณหนูของนางประมาทซูเม่ยเกินไป จึงหลุดปากเรื่องที่ตนมิเคยพูดออกมา

“พิษ? ซูเม่ยเป็นผู้ใช้พิษอย่างนั้นหรือ? ”

“เอ่อ... ”

“แม่นมหากท่านจะให้ข้าระวัง ข้าก็ต้องรู้ ท่านควรจะบอกข้า”  ภาคินเอ่ยทำให้แม่นมเหยามีท่าทีคิดหนัก

“เจ้าค่ะนางเป็นผู้ใช้พิษ เหมือนกับแม่ของนาง”

“ท่านเคยเห็นนางใช้ใช่หรือไม่ ถึงได้กังวลเกี่ยวกับนางขนาดนี้”  ภาคินถามโดยที่แววตาจับจ้องแม่นมเหยาตลอดเวลา ทำให้นางมิกล้าปกปิดหรือโป้ปดอันใดออกมา

“เจ้าค่ะ นมเคยเห็น”

“เห็นคนใดเล่า แม่หรือว่าลูก?”

“ทั้งคู่เจ้าค่ะ”ภาคินรู้สึกใจหายที่ได้ยินเช่นนี้ ซูเม่ยอายุยังน้อยแต่กลับรู้จักใช้พิษกับผู้อื่น

“แม่นมพอบอกได้หรือไม่ว่า พวกนางใช้กับผู้ใด? ”

“เอ่อ... คุณหนูสามใช้กับคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณหนูใหญ่เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นไม่ได้ไม่นาน นางกำลังเข้าร่วมคัดเลือกเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท แต่ทว่าในวันคัดเลือกมาถึงคุณหนูใหญ่กลับนอนหมดเรี่ยวหมดแรงไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้ ทุกคนคิดว่านางป่วย แต่นมไม่คิดเช่นนั้นเพราะก่อนที่คุณหนูใหญ่จะป่วยนมเห็นคุณหนูสามทำลับๆล่อๆแถวเรือนคุณหนูใหญ่ และจากนั้นทิ้งห่อบางอย่างใกล้เรือนคุณหนูเล็ก นมเก็บห่อนั้นมาปรากฏว่ามันคือห่อยาพิษชนิดหนึ่งที่ไร้สีไร้กลิ่น ผู้ที่ได้รับพิษจะมีอาการหมดเรี่ยวหมดแรงไปชั่วระยะหนึ่ง”

“เช่นนั้นนับว่าโชคดีที่แม่นมเก็บห่อนั้นมา มิฉะนั้นน้องเล็กคงจะถูกว่าร้ายเป็นแน่ ” ภาคินเอ่ยขึ้นเมื่อคิดไตร่ตรองทุกอย่าง ซูเม่ยไม่เพียงกล้าวางยาหนิงฮวา แต่นางจงใจใส่ร้ายฟางเซียนด้วย

“เจ้าค่ะนมเลือกที่จะเผาห่อยาพิษนั้นทิ้งเสีย เพราะหากเอาไปบอกนายท่าน นางอาจไม่ได้รับการลงโทษใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นที่นมอาจถูกมองว่าใส่ร้ายนาง และกลายเป็นผู้กระทำความผิดไปเสียเอง”

“แม่นมทำได้สมควรแล้ว ว่าแต่อนุซูลี่เล่า นางใช้พิษกับผู้ใด? ” พอเอ่ยถามเช่นนี้ แม่นมเหยาก็น้ำตาคลอ ทอดมองกลับมาด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสงสารเห็นใจ ส่งผลให้ภาคินพอจะเดาได้แล้ว ว่าผู้ใดโดนมารดาของซูเม่ยใช้พิษด้วย

“นมมิสมควรจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย”

“พูดออกมาเถอะข้าพอจะรู้แล้วว่าอนุของท่านพ่อใช้พิษกับข้า” น้ำเสียงของผู้เป็นคุณหนูมิได้มีความเกรี้ยวกราดผสมอยู่ หากแต่กลับนิ่งสงบ จนทำให้อีกฝ่ายใจชื้นขึ้นและยอมเล่าเรื่องต่อ

“ตอนที่คุณหนูเพิ่งเกิดได้ไม่นานไม่ว่าผู้ใดก็ต่างรุมล้อม เพราะพรสวรรค์ฝึกยุทธ์ของคุณหนูที่ตรวจสอบได้อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อนุซูลี่ไม่พอใจ นางเองก็เพิ่งคลอดคุณหนูสามออกมาเช่นกัน แต่กลับมิได้รับความสนใจ นางจึงกระทำการร้ายวางยาพิษในน้ำดื่มของคุณหนู นมจับได้เอาเรื่องไปบอกนายท่าน แต่นายท่านมิยอมเชื่อ หนำซ้ำถ้านมพูดเรื่องนี้กับผู้อื่น นายท่านจะขายนมออกจากจวนไปเป็นทาส นมจึงจำยอมเกรงว่าถ้าถูกขายออกไปจะไม่มีผู้ใดรู้ทันอนุซูลี่ จะไม่มีใครปกป้องคุณหนู...ฮึก...นมขอโทษนะเจ้าคะที่ต้องปิดบังมาจนถึงทุกวันนี้” แม่นมเหยาเริ่มร้องไห้ ด้วยความสงสารเห็นใจคุณหนูของนาง ในขณะที่ภาคินแค่นยิ้มออกมา

มิเชื่องั้นหรือ?...

เป็นไปได้มากกว่าที่เสนาบดีหยางเลือกเก็บสตรีที่ผูกใจรักเอาไว้ เปรียบดูแล้วก็เหมือนกันหนี่ว์เป็นเครื่องสังเวยความรักของผู้เป็นบิดานั่นเอง

“ไม่เป็นไรหรอกแม่นม ในเมื่อบอกผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านแล้วยังมิสามารถช่วยอันใดได้ บอกผู้อื่นไปแล้วจะได้อันใดขึ้นมา ฉะนั้นอย่าร้องเลย ท่านมิได้ทำอันใดผิด”

“คุณหนูของนม...ฮึก...” แทนที่แม่นมเหยาจะหยุดร้อง นางกลับโผเข้ากอดแล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม ภาคินไม่รู้จะปลอบผู้หญิงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้ได้อย่างไร จึงทำเพียงกอดตอบแล้วพร่ำบอกว่าไม่เป็นไรออกมาซ้ำๆ

ยิ่งไปกว่านั้นพอเสี่ยวฉิงกลับมารู้ว่าผู้เป็นคุณหนูบาดเจ็บก็ร้องไห้อีกคน เหตุการณ์กลับมาปกติก็ตอนที่อิ่งฉินเข้ามาแยกทุกคนออกเพื่อให้เขาได้พักผ่อนจริงๆจังๆนั่นแหละ

“มีอันใดเรียกได้ตลอดเวลานะเจ้าคะคุณหนู” แม่นมเหยาเอ่ยบอกก่อนจะเดินจากออกจากห้องแล้วปิดประตู พวกนางเองก็นอนอยู่ที่เรือนไม้หอมเช่นกัน โดยแม่นมเหยามีห้องส่วนตัวขนาดพอเหมาะอยู่ติดกับห้องของกันหนี่ว์ ส่วนเสี่ยวฉิงกับอิ่งฉินนั้นอยู่ร่วมกันอีกห้อง ที่ขนาดเหมาะกับคนสองคน ไม่แคบแต่ก็ไม่โอ่โถ่งจนเกินไป

พอทุกคนไปแล้วภาคินก็ถอนหายใจออกมา วันนี้เกิดเรื่องหลายเรื่องจนเขารู้สึกเหนื่อยล้าไปหมด หากเจอเช่นนี้ทุกวันคงตายแน่

จากนี้ไปขออยู่ให้อยู่อย่างสงบสุขด้วยเทอญ สาธุ

เขาอธิฐานในใจก่อนจะผล็อยหลับไป

บรรยากาศยามดึกเงียบสงัดอากาศก็หนาวเย็น คนส่วนใหญ่คงเลือกนอนคุดคู้บนเตียงไม่อยากร่อนเร่ไปไหนมาไหน ทว่า...ชายผู้หนึ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น!

เขาได้ฟังองครักษ์คนสนิทเล่าเรื่องทั้งหมดแล้วรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง ดรุณีน้อยผู้หนึ่งต้องมีจิตใจแข็งแกร่งสักเพียงใดจึงจะสามารถรับเรื่องราวต่างๆทั้งหมดได้ ทั้งเรื่องพี่น้องคอยจับผิด เรื่องในอดีตที่ทำให้ตนกลายเป็นผู้ไร้ความสามารถ ทุกเรื่องหาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่

“เจ้าจะแข็งแกร่งเกินไปแล้วกันหนี่ว์” เสียงทุ้มเอ่ยขณะมองดรุณีน้อยนอนหลับอยู่บนเตียง ก่อนจะยื่นมืออกไปไล้ใบหน้าเนียนอย่างแผ่วเบาอย่างมิอาจหักห้ามใจ

“อื้อ...” / “!?” ท่านอ๋องสะดุ้งชักมือกลับ เมื่ออยู่ๆกันหนี่ว์คว้ามือของตนเอาไว้

“เจ้าจะ! อื้ออ!” เสียงหวานเกือบร้องลั่นถ้าไม่ติดว่าผู้บุกรุกว่องไว สกัดจุดหยุดเอาไว้ได้ทัน!

“ใจเย็นก่อนเปิ่นหวางมาดี”

“...” ภาคินอยากจะโต้สวนกลับไปนัก ว่าลอบเข้าเรือนหญิงสาวกลางดึกดื่นเรียกว่ามาดีได้อย่างไร อ๋องผู้นี้ช่างชอบกระทำการอุกอาจขนไม่น่าไว้ใจ

มิใช่ว่าคนผู้นี้ผูกใจกับกันหนี่ว์เข้าให้แล้วนะ!

หากเป็นเช่นนั้นคนที่ซวยจะเป็นผู้ใดได้ ถ้ามิใช่เขาที่อยู่ในร่างกันหนี่ว์ตอนนี้ ไม่สนุกเลยหากวันหนึ่งโดนอ๋องผู้นี้รวบหัวรวบหางขึ้นมา แค่คิดก็จะอาเจียนแล้ว!

“เปิ่นหวางจะคลายจุดให้ แต่เจ้าห้ามส่งเสียงเรียกผู้อื่นตกลงหรือไม่” อีกฝ่ายบอกพร้อมกับคลายจุดให้

“เฮือก!” ภาคินสูดลมหายใจเข้าปอด การโดนสกัดงุดทำให้รู้สึกอึดอัดยิ่ง!

“เปิ่นหวางขอโทษที่บุกมาเรือนเจ้าอีกแล้ว”

“รู้ว่าผิดแล้วท่านอ๋องยังจะบุกมาอีก เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” ว่าไปก็ดีดตัวลงจากเตียงอย่ารวดเร็ว ยืนห่างจากผู้บุกรุกเป็นช่วงตัว ส่งผลให้ท่านอ๋องคลี่ยิ้มขัน หากคิดจะรวบตัวนางอย่าว่าแต่ระยะแค่นี้ เป็นลี้ก็สามารถทำได้ไม่ยาก

“เปิ่นหวางรู้ว่าเจ้าเจ็บจึงเป็นห่วง อดไม่ได้ที่จะตามมาดูอาการเจ้า”

“แผลเล็กน้อยไกลหัวใจนัก เมื่อท่านอ๋องทราบอาการของหม่อมฉันแล้วก็เชิญเสด็จกลับเถิดเพคะ” ผู้เป็นเจ้าของห้องเอ่ยปากไล่ แต่ร่างสูงกลับนั่งลงที่เก้าอี้แล้วรินชาที่เย็นจืดชืดขึ้นดื่มหน้าตาเฉย

“เจ้าเป็นคนแรกที่กล้าเอ่ยปากไล่เปิ่นหวาง”

“หม่อมฉันต้องขออภัยด้วยเพคะ ที่มิยินดีกับการแอบลอบเข้าห้องของท่านอ๋องเหมือนดั่งหญิงอื่น”

“แค่ก...แค่ก...เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เปิ่นหวางมิเคยลอบเข้าห้องผู้ใดนอกจากเจ้า” ท่านอ๋องสำลักน้ำชาเมื่อรู้ตัวว่าถูกเข้าใจผิด

“หามิได้ ท่านอ๋องกล่าวออกมาเองว่า หม่อมฉันเป็นคนแรกที่กล้าไล่ หม่อมฉันย่อมเข้าใจว่าท่านอ๋องลอบเข้าห้องหญิงอื่นเช่นนี้แล้วไม่มีผู้ใดกล้าไล่”

“เปิ่นหวางหาได้ชมชอบเช่นนั้นไม่” ท่านอ๋องรับแก้ต่าง โดยที่ไม่เห็นว่าภาคินกรอกตาไปมาด้วยความระอา

“มิได้ชมชอบ แต่แอบลอบเข้าเรือนหม่อมฉันถึงสองครั้งสองคราเช่นนี้ หม่อมฉันคงมิสามารถคิดเป็นอื่นได้”

“เจ้าโกรธเปิ่นหวางงั้นหรือ เปิ่นหวางขอโทษเจ้าด้วย เพียงแต่เปิ่นหวางห่วงเจ้าจึงนิ่งนอนใจมิได้”

“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ เอ๊ะ!...ว่าแต่...ท่านอ๋องทราบได้อย่างไรว่าหม่อมฉันบาดเจ็บ”

“เอ่อ...” ท่านอ๋องอึกอัก ในขณะที่ภาคินขมวดคิ้วเข้าหากัน นึกทบทวนทุกอย่าง เรื่องเกิดขึ้นในจวนแค่ไม่กี่ชั่วยามกลับรู้ถึงหูอ๋องผู้นี้

“ว่าอย่างไร เหตุใดท่านอ๋องถึงทราบเรื่องนี้”

“เปิ่นหวาง...”

“ลอบส่งคนคอยจับตาเฝ้าดูหม่อมฉันอยู่ใช่หรือไม่” คิดไปคิดมาหากในจวนนี้ไม่มีคนของท่านอ๋องแฝงอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ต้องมีคนที่ถูกส่งให้มาจับตาเฝ้ามองตั้งแต่ออกมาจากวังต้วนอ๋องแน่ๆ

“เปิ่นหวางแค่เกรงว่าหย่งสือจะจับผิดเจ้าได้ เลยส่งคนมาคอยช่วยเท่านั้นเอง”

“ขอบพระทัยในความกรุณาเพคะ แต่หม่อมฉันคงรู้สึกสบายใจกว่าถ้าท่านอ๋องจะเรียกคนของท่านอ๋องกลับไปด้วย” ภาคินพยายามควบคุมไม่ให้กิริยาดูกระด้างกระเดื่องจนเกินไป อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนที่เขาควรจะสร้างความขุ่นเคืองใจด้วย

“เปิ่นหวางเข้าใจแล้ว แต่ตอนนี้เจ้ามิเป็นไรจริงๆใช่หรือไม่? อย่างไรเสียแรงของคุณหนูซูเม่ยก็เป็นแรงของผู้ฝึกยุทธ์ เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าร่างกายเจ้ามิมีสิ่งใดผิดปกติ” ท่านอ๋องเอ่ยถามพลางย่างกายเข้าหา ท่าทางไม่คุกคามแต่ทว่าร่างระหงกลับไม่ไว้ใจง่ายๆ ถอยเลี่ยงห่างจากระยะอันตราย

“เจ็บแผลบ้างแต่มิได้สาหัสสากรรจ์อันใด”

“เช่นนั้นเปิ่นหวางก็เบาใจ เจ้าพักผ่อนเถิด เปิ่นหวางมิรบกวนอันใดเจ้าแล้ว”

“ทูลลาเพคะ” ร่างระหงย่อกายถวายบังคม ท่านอ๋องยิ้มขันรู้ตัวว่าถูกไล่อย่างผู้ดีเข้าให้แล้ว

“ฝันดีนะกันหนี่ว์ อย่าได้กังวลหากวันใดถูกจับได้ว่าโดนเปิ่นหวางลอบเข้าห้อง เปิ่นหวางจะรับผิดชอบ”

“มิได้! เอ่อ...หม่อมฉันเกรงพระทัยเพคะ ทูลลาเพคะ”  ว่าแล้วก็ย่อกายถวายบังคมลาอีกรอบ ท่านอ๋องคลี่ยิ้มก่อนจะกระโดดออกจากหน้าต่างหายลับไปกับสายลม

“ปึง!” มือบางรีบปิดหน้าต่างลงกลอนทันทีทันใด จากนี้ไปจะลงกลอนหน้าต่างและประตูทุกบาน อ๋องจิตวิปลาสอย่าได้คิดหวังลอบเข้าห้องของเขาอีก!

 วันต่อมาหลังจากนั่งๆนอนๆตามคำขอของแม่นมเหยามาได้สักพักใหญ่ ภาคินก็นึกถึงบรรดาสมุนไพรที่ให้เสี่ยวฉิงไปรับมาจากพ่อค้ามู่ขึ้นมา

“เสี่ยวฉิง สมุนไพรเมื่อวานนี้อยู่ที่ใด?”

“เสี่ยวฉิงสั่งให้ขนย้ายไปที่โรงงานต้ากันเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเราไปกันเถิด” ว่าแล้วร่างระหงก็ทำท่าจะลุกขึ้น ติดที่แม่นมเหยาเดินเข้ามาขว้างเสียก่อน

“จะไปที่ใดหรือเจ้าคะคุณหนู?”

“เอ่อ...ข้ากับเสี่ยวฉิงอิ่งฉินจะไปที่โรงงานต้ากันสักพักน่ะ แม่นมเหยามีอันใดหรือ?”

“มีแน่เจ้าค่ะ คุณหนูยังมิหายดีจะออกไปตากแดดตากลมได้อย่างไรเจ้าคะ?” พอแม่นมเหยาเอ่ยเช่นนี้ อีกสองบ่าวก็พากันหลบฉากหนีไปอยู่ด้านหลังแม่นมเหยาเสียดื้อๆ

“นี่พวกเจ้าพากันทิ้งข้าเลยหรือ?”

“มิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่พวกบ่าวเห็นว่าคุณหนูยังมิสมควรออกไปเช่นแม่นมเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงเอ่ยตอบโดยมีอิ่งฉินพยักหน้าเป็นลูกคู่อยู่ข้างๆ

“ก็ข้าร้อนใจ อยากจะเอาสมุนไพรพวกนั้นมาทำเป็นยาสีฟันจะแย่”

“เช่นนั้นอิ่งฉินไปจัดแบ่งมาดีหรือไม่เจ้าคะ คุณหนูมิต้องออกจากจวน หนำซ้ำยังได้ทำยาสีฟันอย่างที่คุณหนูต้องการ” อิ่งฉินเสนอขึ้น เป็นเหมือนข้อยุติครึ่งทางระหว่างแม่นมเหยากับผู้เป็นคุณหนู

“เช่นนั้นก็ได้ แม่นมมิว่าอันใดนะ”

“ขอเพียงคุณหนูไม่ออกไปตากแดดตากลม นมยอมก็ได้เจ้าค่ะ” แม่นมเหยายอมอ่อนลงครึ่งทาง ทำมให้ร่างระหงคลี่ยิ้มพยักหน้าให้อิ่งฉินทำตามที่นางเสนอ

เมื่ออิ่งฉินออกไปผู้ที่รออยู่ในจวนก็เตรียมสิ่งของที่จำเป็นไว้รอ ในขณะที่ภาคินนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ โชคดีที่ตอนศึกษาเรื่องสบู่ เขามีโอกาสได้อ่านบทความเกี่ยวกับยาสีฟัน ครีมทาผิว ลิปสติก โบราณด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาสร้างเงินสร้างทองให้เขาในมิตินี้ได้

พักใหญ่อิ่งฉินก็กลับมาพร้อมสมุนไพรทั้งหมด นางวางลงบนโต๊ะในห้องครัวที่คุณหนูกำลังนั่งอยู่ ทว่าท่าทางของนางดูเหนื่อยล้าจนเกินไป จนภาคินขมวดคิ้วนึกสงสัยขึ้นมา

“ไยเจ้าดูเหนื่อยล้าขนาดนี้เล่า?”

“เรียนคุณหนู ตอนบ่าวไปเตาสำหรับเปาไม้ผลิตขี้เถาชำรุดเจ้าค่ะ อิ่งฉินจึงต้องไปตามช่างปั้นเตาก่อนมาที่นี่เจ้าค่ะ เลยมีสภาพดั่งเช่นที่คุณหนูเห็นเจ้าค่ะ”

“แล้วชำรุดไปกี่เตาเล่า?” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูเอ่ยถามพลางนึกถึงเตาที่สั่งทำเอาไว้เผาไม้ไผ่ผลิตขี้เถา เตานั้นมีถาดเหล็กรองไว้ใต้ตะแกรงเตา เพื่อให้ขี้เถาออกมาสะอาดไม่เปื้อนฝุ่นเปื้อนดิน

“เตาเดียวเจ้าค่ะ แต่หากไม่ตามช่างการผลิตอาจล่าช้าได้ อิ่งฉินเลยตัดสินใจไปตามช่างเจ้าค่ะ”

“เจ้าทำได้ดีแล้ว มานั่งพักดื่มน้ำชาเสียก่อน”

“เจ้าค่ะ” อิ่งฉินยิ้มกว้าง ปลื้มใจที่คุณหนูใส่ใจนาง เรียกให้นั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาให้โดยไม่ถือตัว

“คุณหนูเจ้าคะ ของพวกนี้จะทำยาสีฟันได้อย่างไรเจ้าคะ?” แม่นมเหยาเอ่ยถาม นางรู้ว่าสมุนไพรแต่ละอย่างนี้มีสรรพคุณหลานด้าน แต่มิเคยทำมันมาสีฟันอย่างที่เคยใช้เกลือ

“ไม่ยาก แค่เอาทั้งหมดมาผสมกัน” ว่าแล้วภาคินก็ผสม ดินมาร์ลละเอียดเข้ากับเกลือคลุกให้เข้ากัน จากนั้นก็ผสมปิงเพี่ยนลงไป ตามด้วยจางหน่าว จากนั้นใส่ดอกเต็งฮยงแห้งบดละเอียด คลุกเคล้าทุกอย่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน

“เท่านี้หรือเจ้าคะคุณหนู?” เสี่ยวฉิงที่กำลังทำตามในถ้วยของตนเอ่ยถามขึ้น

“ที่จริงก็เท่านี้แหละ เพียงแต่ถ้าอยู่ในรูปแบบผงผู้อื่นอาจจับผิดและลอกเลียนแบบสิ้นค้าของเราได้ง่าย ฉะนั้นทำให้มันเป็นยาสีฝันเหลวดีกว่า” ภาคินเอ่ยขึ้น ที่จริงเขาเกรงว่ายาสีฟันจะขายได้ไม่ดีนัก เพราะทุกคนมีเกลือเป็นตัวเอกอยู่แล้ว ทว่าพอคิดได้ว่าสามารถทำยาสีฟันเหลวได้ รูปการณ์ก็เปลี่ยนไป อะไรที่แปลกใหม่ย่อมได้รับความสนใจเสมอ

“ทำอย่างไรเจ้าคะ?”

“ก็ใส่น้ำมันเยจื่อลงไปเช่นนี้ไงเล่าแม่นม” ว่าแล้วภาคินก็เทน้ำมันมะพร้าวลงไปผสมคุลกเคล้าให้เข้ากัน ไม่นานยาสีฟันเหลวก็พร้อมใช้

“แปลกใหม่ยิ่งนัก ต้องชายดีแน่ๆเจ้าค่ะ”

“ข้าก็หวังเช่นนั้น” อัดสรรพคุณใส่ยาสีฟันขนาดนี้ถ้าขายไม่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างแล้ว

ดินมาร์ล ช่วยให้ฟันขาวสะอาด แก้เหงือกบวม ลดอาการเสียวฟัน รักษารากฟัน

เกลือ ฆ่าเชื้อโรค

ดอกเต็งฮยงหรือดอกกานพลู ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวด แก้อักเสบ แก้ปวดฟัน เป็นยาชา ช่วยรักษาโรคเหงือก ระงับแบคทีเรียและดับกลิ่นปากได้ดี

น้ำมันเยจื่อหรือน้ำมันมะพร้าว ลดกลิ่นปากและฟันขาวขึ้น

ปิงเพี่ยนหรือพิมเสน แก้ปากเปื่อย ปากเป็นแผล เหงือกบวม

จางหน่าวหรือการบูร แก้อาการปวดฟัน

“ขายดีเทน้ำเทท่าด้วยเทอญ สาธุ” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูเอ่ยขณะตักยาสีฝันถ้วยลายครามแบบมีฝาปิดเป็นบรรจุภัณฑ์จากนั้นก็ใช้กระดาษทาแป้งกวนปิดรอยระหว่างตัวฝากับตัวถ้วย

สมุนไพรเหล่านี้ในมิตินี้มีราคาถูกมาก เพราะเป็นสมุนไพรที่หาได้ไม่ยากอีกทั้งยังมิใช่สมุนไพรของผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นเขาคิดว่ายาสีฟันคงทำกำไรได้มิเลวนัก

“สวดมนต์ขอพรเป็นเคล็ดลับของเจ้างั้นหรือ?”

“!?” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากประตูห้องครัวทำให้ทุกคนสะดุ้งตกใจ!

“ท่านอ๋อง!” เป็นภาคินที่ตั้งสติได้ก่อนใคร อ๋องผู้นี้จิตวิปลาสจริงๆเสียแล้ว บุกรุกเข้าเรือนกันหนี่ว์อย่างกับเป็นเรือนของตน!

“ถวายบังคมท่านอ๋องเจ็ดเพคะ” บ่าวทั้งหมดตั้งสติได้ก็ถวายบังคมพร้อมกัน ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูกรอกตาไปมาก็จะสร้างภาพเป็นกันหนี่ว์ผู้สง่างามควบคุมได้ทุกสถานการณ์

“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยพร้อมกับย่อกายถวายบังคมอย่างงดงาม

“ทุกคนตามสบายเถิด”

“มิทราบว่าท่านอ๋องเสด็จมาถึงที่นี่มีธุระอันใดหรือเพคะ?” ร่างระหงเอ่ยตามพร้อมกับนั่งลงเก้าอี้ตรงข้าม ผู้ที่ถือวิสาสะเข้ามา และยังทำตัวตามสบายนั่งดื่มชาได้อย่างน่าหมันไส้

“เจ้าพูดอย่างกับว่าเปิ่นหวางมามิได้”

“อย่ามาตีหน้าซื่อ เมื่อคืนก็เจรจากันรู้เรื่องแล้วนี่” น้ำเสียงของผู้เป็นเจ้าของเรือนเริ่มแข็งกระด้าง โดยมิรู้ตัวว่าตนเองหลุดปากเรื่องที่ไม่สมควรออกมาเสียแล้ว

“หมายความว่าอันใดเจ้าคะ เมื่อคืนเจรจากันได้อย่างไร?” แม่นมเหยามีสีหน้ามืดครึ้มขึ้นมาทันที นางเสียมารยาทจ้องท่านอ๋องเจ็ดอย่างลืมตัว เนื่องจากหวงคุณหนูผู้ที่ตนดูแลมาตั้งแต่ยามเป็นทารก

“อ่า... เป็นความผิดของเปิ่นหวางเอง เปิ่นหวางได้ยินว่านางบาดเจ็บจึงแอบเข้ามาดูอาการของนาง ช่างเป็นเรื่องมิสมควร”

“เพคะ ไม่สมควร เช่นนี้แล้วท่านอ๋องต้องรับผิดชอบคุณหนูของหม่อมฉันนะเจ้าคะ เกิดผู้ใดมารู้เข้าคุณหนูของหม่อมฉันจะตบแต่งออกเรือนไปได้อย่างไร ท่านอ๋องโปรดไตร่ตรองด้วย” แม่นมเหยาคุกเข่าลงกับพื้นทูลท่านอ๋องให้คิดทบทวนในผลที่ตามมา ทำเอาร่างระหงกุมขมับ ในขณะที่ตัวต้นเรื่องนั่งยิ้มร่า

“เปิ่นหวางยินดีรับผิดชอบ” พอท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ แม่นมก็ตาโต ส่วนสองสาวก็พากันยืนยิ้มบิดไปบิดมา เมื่อคืนพวกนางแอบนอนคุยกับเรื่องท่านอ๋องกับคุณหนูคิดอยู่แล้วว่าเรื่องอาจจะไม่ธรรมดา

“ท่านอ๋องตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ? หม่อมฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหมเพคะ โอ้! รับผิดชอบดียิ่ง ดียิ่ง” แม่นมเหยาพึมพำคำว่าดียิ่งไม่หยุด จนภาคินต้องเอ่ยขัดขึ้นมา

“จะไม่มีการรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น”

“โธ่คุณหนูทำไมกล่าวเช่นนี้เล่าเจ้าคะ?”

“แม่นมฟังข้า ท่านอ๋องมาก็จริงแต่มิได้มีเรื่องน่าอับอายเกินขึ้น ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวเรื่องรับผิดชอบใดๆ แค่ท่านอ๋องมิทำเช่นนี้อีกก็นับว่าเพียงพอแล้ว” เรื่องอะไรจะยอมเข้าหอลงโลงกับชายด้วยกัน ภาคินจึงกล่าวบ่ายเบี่ยงการรับผิดชอบของท่านอ๋องอย่างไม่เหลือเยื่อใย

“ดั่งที่แม่นมได้ยิน เปิ่นหวางพยายามแสดงความรับผิดชอบแล้ว แต่นางปฏิเสธเปิ่นหวางตลอด”

“หม่อมฉันเคยทูลไปแล้ว ความเมตตาของท่านอ๋องหม่อมฉันมิกล้ารับ หากพระองค์มิมีธุระอันใด หม่อมฉันคงต้องส่งเสด็จแล้วเพคะ”

“คุณหนูไยกล่าวเช่นนี้เล่าเจ้าคะ ท่านอ๋องเพิ่งเสด็จมานะเจ้าคะ” แม่นมเหยาออกปากปราม ทำให้ร่างระหงกรอกตาไปมา ก่อนหน้านี้แม่นมเหยายังรำพึงรำพันกลัวคุณหนูกันหนี่ว์จะแต่งออกเรือนมิได้อยู่เลย มาตอนนี้กลับเปลี่ยนท่าทางส่งเสริมอ๋องผู้นี้จนออกนอกหน้า ข้ากล่าวสิ่งที่สมควรกล่าว เกิดผู้ใดมาเห็นท่านอ๋องที่นี่ชื่อเสียงของหยางกันหนี่ว์มิวอดวายหรือ?

“เปิ่นหวางบอกแล้วว่าจะรับผิดชอบ”

“นี่ท่าน!” ภาคินเผลอขึ้นเสียงดุใส่ เมื่ออ๋องผู้นี้พูดจาไม่รู้เรื่องเอะอะก็จะรับผิดชอบ ทั้งที่แค่ไม่แอบลอบเข้ามาอีกเรื่องทุกอย่างก็จบ

“เปิ่นหวางคงทำให้เจ้าอารมณ์เสีย เปิ่นหวางขอโทษเจ้าด้วย เพียงแต่วันนี้เปิ่นหวางมาหาเจ้าอย่างบริสุทธ์ใจ”

“บริสุทธิ์ใจหรือเพคะ? ” ร่างระหงถามกลับดวงตาคู่สวยจับจ้องเชิงตำหนิชายผู้สูงศักดิ์อย่างมิหวั่นเกรง

“ใช่เปิ่นหวางเอาสิ่งนี้มาคืนให้เจ้า” ว่าแล้วเขาก็ล้วงเอาห่อผ้าออกมาจากใต้อกเสื้อส่งให้

“นี่มันหญ้าหอมนี่น่า” ดวงตาคู่สวยลุกวาว เมื่อคลี่ห่อผ้าออกแล้วเห็นหญ้าหอมที่ตนลงทุนลงแรงไปเก็บจนเกือบจมน้ำตายอีกรอบ

“เมื่อวานเปิ่นหวางลืมคืนให้เจ้า จะฝากเสนาบดีหยางหรือหย่งสือมาก็เกรงว่าจะกระทบถึงความลับของเจ้า เปิ่นหวางเลยลอบเอามาคืนเจ้าอย่างที่เห็น”

“ขอบพระทัยเพคะ” ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มขอบคุณ แม้ลึกๆจะไม่ค่อยเชื่อว่าอ๋องผู้นี้ลืมจริงๆก็ตาม

“เช่นนั้นหม่อมฉันขอเป็นตัวแทนคุณหนู ถวายสิ่งเล็กๆน้อยๆตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของท่านอ๋องนะเพคะ” แม่นมเหยาฉวยโอกาสนี้ทำแต้มให้คุณหนูของตน คว้าถ้วยยาสีฟัน รวมทั้งแปรงถวายท่านอ๋องอย่างรวดเร็ว จนภาคินมิได้ทันได้เอ่ยปากห้าม

“นี่คือแปรงสีฟันที่คุณหนูขอเจ้าสอนผู้ยากไร้ทำขึ้นและนี่คือ? ”

“ยาสีฟันเพคะ คุณหนูทำด้วยตนเองเลยนะเพคะ”

แม่นม”  ผู้เป็นคุณหนูเอ่ยปรามแม่นมเสียงเข้ม แต่แม่นมเหยากลับยิ้มไม่ทุกข์ร้อนอันใด นางยอมขัดใจคุณหนู ถ้าได้มีว่าที่ท่านเขยดีๆอย่างท่านอ๋อง 

แม้ท่านอ๋องเจ็ดจะมีบางมุมน่าหวั่นเกรงจนสตรีมิกล้าเสี่ยงเข้าหาตรงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีสตรีอีกมากมายเฝ้าฝันถึง เพราะนอกจากท่านอ๋องยังมิแต่งชายาเข้าวังแล้ว ยังเป็นชายรูปงามพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติรอบด้าน

“น่าสนใจยิ่งนัก เข้าใส่อันใดลงไปบ้าง” ร่างสูงเอ่ยถามเมื่อเปิดฝาสูดดมกลิ่นยาสีฟัน

“เป็นความลับทางการค้าเพคะ หม่อมฉันมิอาจเปิดเผย ขอท่านอ๋องทรงอภัยด้วย”

“มิเป็นไรเปิ่นหวางเข้าใจเจ้า” ท่านอ๋องไม่ถือสาที่ดรุณีน้อยไม่ยอมบอกส่วนผสม

“หากท่านอ๋องมิมีธุระอันใดแล้ว เห็นทีหม่อมฉันต้องส่งเสด็จเพคะ”

“หืม...เจ้าไล่เปิ่นหวางอีกแล้ว เสียทีที่ีเปิ่นหวางตั้งใจมาบอกแหล่งหญ้าหอมกับเจ้า” ผู้ถูกไล่ทางอ้อมไม่ทุกข์ร้อน หนำซ้ำยังนั่งจิบน้ำชาอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าอีกด้วย

“แหล่งที่มีหญ้าหอมหรือเพคะ? ”

“ใช่  หากเจ้าอยากไป เปิ่นหวางจะพาเจ้าไป”

“ท่านอ๋องเพียงแค่บอกหม่อมฉันมาก็ได้เพคะ”

“เกรงว่าถึงบอกไป เจ้าก็ไม่สามารถไปได้” เมื่อได้ยินเช่นนี้ภาคินก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน ถึงรู้ก็เข้ามิได้ มิใช่ว่าที่ที่จะกล่าวถึงเป็นเขตพื้นที่ของเชื้อพระวงศ์หรอกหรือ

“ที่ใดกันเพคะ? ”

“ป่าซิ่นเจี่ยง”  ผู้ตอบมีรอยยิ้มประดับบนหน้า ในขณะที่อีกคนหน้าชา 

ป่าซิ่นเจี่ยงเป็นพื้นที่สุสานของเชื้อพระวงศ์ ไม่อนุญาตให้สามัญชนเข้าออก ฉะนั้นไม่มีวันที่จะเข้าไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาท่านอ๋องเจ็ด

“หม่อมฉัน... ”

“รอให้แผลเจ้าหายดี เปิ่นหวางจะมารับเจ้า”  ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวสรุป แล้วลุกขึ้นเดินจากออกไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยคัดค้าน ทิ้งให้ภาคินอ้าปากค้างนั่งมองเก้าอี้ที่ว่างเปล่า

“อ่า... เช่นนี้ ท่านอ๋องเจ็ดต้องมีใจให้คุณหนูอยู่แน่ๆเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงปรี่เข้ามากระซิบกระซาบ

“เจ้าพูดเกินไป อีกอย่างตัวข้าหาได้รู้สึกอันใดไม่”

“โธ่คุณหนู ท่านอ๋องเจ็ดเชียวนะเจ้าคะ”

“พอเถิด หยุดเอ่ยเรื่องนี้ได้แล้ว ข้าว่าเรามาคุยเรื่องกิจการของเรากันดีกว่า ข้าอยากให้อิ่งฉินหาคนมาเพิ่ม เลือกเอาจากค่ายผู้ยากไร้ตามเดิม ส่วนเจ้าเสี่ยวฉิงข้าอยากให้เจ้าไปติดต่อกับโรงงานเครื่องปั้น สั่งทำถ้วยใส่ยาสีฟัน ขอเป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องละเอียด เน้นราคาถูกเป็นพอ”

“เข้าใจแล้วค่ะ” ทั่งสองสาวรับคำ แต่ไม่วายทำท่าทีกระเง้ากระงอดใส่ผู้เป็นนาย

“ทำหน้าอย่างนั้นมิได้ช่วยอันใดหรอกนะ แล้วก็หยุดกล่าวถึงท่านอ๋องได้แล้ว ผู้ใดมาได้ยินเข้าจะไม่ดี” เพราะต่อให้ลุ้นอย่างไรก็ลุ้นไม่ขึ้นหรอก เขาไม่นิยมชายด้วยกัน ส่วนหญิงก็มิอาจฝันใฝ่ ในเมื่อตัวเขาตอนนี้ก็อยู่ในร่างผู้หญิง สรุปขออยู่อย่างสงบ สร้างเงินสร้างทองสร้างกุศลเป็นพอ


โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}