ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน

ตอนที่ 4 โรงเรียนฟิโลโซเฟียร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 โรงเรียนฟิโลโซเฟียร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2563 20:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 โรงเรียนฟิโลโซเฟียร์
แบบอักษร

ทั้งคู่เดินทางมาถึงโรงเรียนฟิโลโซเฟียร์ในอีกยี่สิบวันให้หลัง เหตุเพราะไม่ได้ขึ้นรถม้ารับจ้างตลอดเส้นทางต้องเดินเท้าบ้าง 

“บรรยากาศสมเป็นโรงเรียนของเด็กเหลือเดนจริงๆ” กัสเอ่ยขึ้นเมื่อจ้องมองประตูเหล็กเก่าๆ บานใหญ่ตรงหน้า 

“เรามาเรียนที่นี่ เราก็เป็นเด็กเหลือเดนใช่ไหม?” 

“เออ...” ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดกับริดดิกจึงยอมรับมันเสียเลย 

“เธอคงเป็นกัสการ์เซียสินะ ท่านดยุกริชาร์ทส่งจดหมายถึงเธอมาก่อนหน้านี้แล้ว” อาจารย์หญิงวัยกลางคน ตัวอ้วนกลมใส่แว่นกรอบหนาเดินตริงเข้ามาหา 

“ครับ ผมกัสการ์เซีย” 

“เธอมาช้ากว่ากำหนดสิบวัน ฉันคิดว่าเธอจะไม่มาเสียแล้ว” 

“พอดีมีปัญหาระหว่างทางนิดหน่อยครับ” 

“ก็ดีแล้วที่เธอเลือกจะไม่หนี ฟิโลโซเฟียร์ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ฉันชื่อไครีย์บราวน์ เป็นอาจารย์ใหญ่ของที่นี่” 

“ครับยินดีที่ได้รู้จักครับ” 

“อืม เธอมาถึงโรงเรียนแล้วก็ไล่พี่เลี้ยงของเธอกลับไปได้แล้ว ที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีพี่เลี้ยงคอยประกบดูแล” อาจารย์ไครีย์พูดจิกพร้อมปรายตามองไปทางริดดิก 

“เอ่อ ริดดิกไม่ใช่พี่เลี้ยงครับ เขามาเรียนเหมือนกัน พอดีว่าเจอกันระหว่างทางครับ” 

“หืม? ... ที่นี่ไม่รับอายุเกินสิบสี่นะ” 

“ผมเพิ่งสิบเอ็ดครับ!” ริดดิกตะโกนออกมาด้วยความอับอาย เขาแค่ตัวใหญ่ทำไมทุกคนมองว่าเขาแก่แล้ว เขาไม่เข้าใจจริงๆ 

“ตามนั้นแหละครับอาจารย์ หมอนี่เป็นพวกมนุษย์กล้ามเนื้อครับ” 

“อืม งั้นก็สามารถเข้าเรียนได้ มา...ตามฉันมาวัดพลังเวทย์ ที่นี่แบ่งเป็น 5ระดับชั้นนะ แต่ละระดับชั้นไม่มีอายุขั้นต่ำ วัดความสามารถเป็นหลัง แต่อายุเกินสิบสี่เมื่อไหร่ไม่ว่าเธอจะอยู่ระดับใด จะจบหรือไม่จบเธอต้องออก” 

“มาตรการโละทิ้งสินะครับ” กัสพยักหน้าหงึกหงัก หลังจากทำความเข้าใจสิ่งที่อาจารย์บอก 

“อืม จะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้” จากนั้นระหว่างที่เดินเท้าไปห้องวัดพลัง อาจารย์ไครีย์ก็อธิบายคุณสมบัติของแต่ละระดับชั้น 

ระดับชั้นปีที่หนึ่งผู้ที่ไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะต้องเรียนในระดับนี้ไม่ว่าจะมีพลังเวทย์ระดับใดก็ตาม 

ระดับชั้นปีที่สอง ต้องอ่านออกเขียนได้ ระดับพลังเวทย์ต้องอยู่ระดับสองขึ้นไป และนักเรียนในโรงเรียนกว่า5ในสิบอยู่ในระดับนี้ 

ระดับชั้นปีที่สาม ระดับพลังเวทย์ต้องอยู่ขั้นสามขึ้นไปและผ่านการสอบวัดความรู้จากระดับชั้นปีที่สอง 

ระดับชั้นปีที่สี่ ระดับพลังเวทย์จะต้องอยู่ในระดับสี่ขึ้นไป และต้องผ่านการสอบวัดความรู้จากระดับชั้นปีที่สาม 

ระดับชั้นปีที่ห้า ระดับพลังเวทย์ต้องอยู่ขั้นห้าขึ้นไปและผ่านการสอบวัดความรู้จากระดับชั้นปีที่สี่ ปีนี้เห็นว่ามีนักเรียนระดับชั้นนี้อยู่สิบเอ็ดคน จัดได้ว่าเป็นเพชรของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ แว่วๆ ว่าอาจมีสักสองคนที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเวทย์ ดูเหมือนว่าโรงเรียนฟิโลโซเฟียร์จะได้ล้างอายบ้างแล้ว หลังจากไม่มีนักเรียนคนใดได้เรียนต่อในโรงเรียนเวทย์มาสี่ปี 

แม้โรงเรียนนี้จะไม่ได้ผลิตยอดบุคลากรแต่ก็ไม่ถูกปิด หนำซ้ำยังได้รับการสนับสนุนจากพระราชาทุกปี จนนักเรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะพระราชาต้องการให้พวกมีปัญหาอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ก่อความวุ่นวายในสถานที่ดีๆ เมืองใหญ่ๆ อีกทั้งมีคนไว้ใช้ให้เหมาะสมกับงาน เช่นยัดอาชีพตายไวอย่างนักผจญภัยหรือทหารชายแดนให้ นับว่าเป็นการกำจัดมลพิษในประเทศอย่างชาญฉลาดเลยทีเดียว 

“เอามือวางทีลูกแก้ว” อาจารย์ไครีย์สั่ง เมื่อมาถึงต้องวัดพลัง 

“ครับ” 

“หืม... ธาตุสายฟ้าระดับหนึ่งขั้นสูง อ๊ะ...ไม่ใช่สิระดับสองขั้นต้น เธอได้อยู่ชั้นปีสองนะกัสการ์เซีย” 

“ขอบคุณครับ” กัสขมวดคิ้ว พลังเวทย์มีทั้งหมดสิบสองขั้น ก่อนหน้านี้พลังเวทย์ของเขาต่ำเรี่ยดินอยู่ที่ระดับหนึ่งขั้นกลางเท่านั้นแต่ดูเหมือนว่าอยู่ๆ มันจะเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว 

เป็นไปได้ไหมว่าการใช้เวทย์อักขระซ้ำๆ จนหมดแรงเกือบทุกวันจะมีผลต่อพัฒนาการของพลังเวทย์? จากนี้ไปเขาคงต้องลองใช้เวทย์อักขระบ่อยๆ และสังเกตตัวเองดู 

“ต่อไปเธอริดดิกสินะ” อาจารย์ไครีย์หันไปหาริดดิก 

“ครับ เอ่อ...แต่ผมอ่านหนังสือไม่ออกครับ” 

“ก็ต้องวัดฉันจะได้รู้ว่าเธอธาตุอะไร ระดับพลังอยู่ระดับไหน แต่ให้ชั้นเดาผมสีน้ำตาลตาสีน้ำตาลอย่างเธอคงธาตุดินสินะ” 

เรื่องธาตุสามารถเดาได้จากสีผมสีตา อย่างตัวกัสเองก็มีตาสีมรกตซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของธาตุสายฟ้า เสียอย่างเดียวผมของเขาเป็นสีดำไม่ใช่สีเงิน จึงเป็นธาตุสายฟ้าระดับปลายแถวเท่านั้น 

“ครับธาตุดิน” 

“อืมระดับสองขั้นกลาง อะไรกันพลังเยอะกว่ากัสการ์เซียอีก น่าเสียดายเธออ่านหนังสือไม่ออก ยังไงก็ต้องปูพื้นฐานที่ระดับหนึ่งละนะ” อาจารย์ไครีย์สรุป ในขณะที่ริดดิกทำท่าเหมือนหมาหงอยเมื่อรู้ว่าไม่ได้เรียนร่วมกับกัส 

“แล้วชุดนักเรียนของเราล่ะครับ?” 

“เราไม่มีงบประมาณพอสำหรับของจุกจิกอย่างนั้นหรอกนะ จะมีก็แต่นี่” อาจารย์ไครีย์หันมาตอบกัสพร้อมยื่นเข็มกลัดระบุชั้นปีให้ 

“แต่งชุดอะไรก็ได้สินะครับ เพียงแค่ติดเข็มกลัดอันนี้” 

“ถูก ห้ามให้เข็มกลัดหายนะ เพราะหลังจากเลื่อนชั้นปีเธอต้องคืน” 

“โห่ ประหยัดงบน่าดูเลย” 

“ก็งบจากเมืองหลวงส่งมาอย่างจำกัดอะไรประหยัดได้ต้องประหยัด ต่อไปก็หอพัก มาคู่พอดีเลย พวกเธอเป็นรูมเมทกันก็แล้วกัน อ่ะนี่กุญแจห้อง ตึกหลังสุดติดป่า วันนี้พวกเธอจัดการห้องให้เรียบร้อยแล้วค่อยเริ่มเรียนในวันพรุ่งนี้ อาหารเช้าที่นี่ก่อนเจ็ดโมง เที่ยงก็ก่อนบ่ายโมง เย็นก่อนหนึ่งทุ่ม มาก่อนได้ก่อน” 

“ขอบคุณครับอาจารย์” กัสรับกุญแจห้องมา แล้วขอบคุณที่เธอยัดทุกสิ่งทุกอย่างใส่หัวให้ในเวลาอันรวดเร็ว 

“ไม่เป็นไร อ่อแล้วก็อาจารย์ที่นี่มีหน้าที่สอนในชั่วโมงเรียนอย่างเดียว ไม่รับรู้เรื่องนอกห้องเรียน พวกเธอต้องรู้จักจัดการทุกเรื่องนอกจากเรื่องเรียนด้วยตัวเอง เข้าใจตรงกันนะ” อาจารย์ไครีย์แสยะยิ้ม ในขณะที่กัสหน้าชา! 

“ไหนอาจารย์บอกว่าที่นี่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดไงครับ!” 

“โฮะ โฮะ โฮะ” เธอไม่ตอบโต้เดินหัวเราะไปอีกทาง ทิ้งให้กัสกับริดดิกจิตตก เอาจริงๆ ก็กัสคนเดียวแหละ อาจารย์ไครีย์พูดอย่างนั้นก็หมายความว่านอกห้องเรียนจะตีกัน รังแกกัน ทำร้ายกันก็ไม่ใช่เรื่องของอาจารย์ ต้องปกป้องตัวเอง ที่ผ่านมาทั้งเรื่องเจ้าชาย ทั้งเรื่องกิ้งก่าทรายเขาฟลุคทั้งนั้น! มาอยู่ในโรงเรียนแบบนี้จะจบออกไปครบสามสิบสองไหม? 

“เฮ้อ...” 

“ตอนเดินทางเราจะออกนอกเส้นทางไปไหนก็ได้ แต่นายก็เลือกที่จะมาที่นี่ไม่ใช่เหรอ?” ริดดิกเอ่ยขึ้นเมื่อกัสถอนหายใจมาตลอดทางที่เดินมาหอพัก 

“ก็ถูก แต่ฉันอายุเพิ่งจะสิบขวบ จะไปเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นที่เป็นทางมันอันตราย ฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ที่ที่ครอบครัวของฉันมาไง” 

“เข้าใจยากจัง ฉันเองก็เร่ร่อนตั้งแต่เก้าขวบไม่เห็นเป็นไรเลย” 

“ที่ถูกหลอกใช้เป็นเหยื่อล่อพวกมอนสเตอร์ เรียกว่าไม่เป็นไรงั้นสิ?” 

“โธ่... อย่าพูดเรื่องนั้นสิ ฉันเองก็เจ็บช้ำน้ำใจนะ” 

“คิดว่าไม่รู้สึกอะไรเสียอีก” กัสเอ่ยติดขำขัน ก่อนจะเปิดประตูห้องพักของพวกตน 

“ฝุ่น... แค่ก แค่ก” 

“มิน่าล่ะอาจารย์ไครีย์ถึงไม่ให้เราเข้าเรียนเลย ดูท่าจะเจองานหนักแล้วล่ะริดดิก” 

“นายจะหนักอะไรฉันนี่เป็นคนทำ เป็นคนที่สมควรจะบ่น” 

“ฉันเองก็ต้องทำเหมือนกัน ฉันมีสิทธิ์บ่นนะริดดิก!” 

“แต่มันเป็นหน้าที่ของผู้ติดตามนะ” ริดดิกเอียงคอไม่เข้าใจที่กัสจะทำความสะอาดห้องด้วย 

“ช่างเถอะน่า อย่าคิดเล็กคิดน้อย ช่วยกันจะได้เสร็จไวๆ ไง” 

“นายเป็นคนดีมากเลยกัส ดีจังที่ฉันเลือกติดตามนาย” มนุษย์กล้ามเนื้อยิ้มกว้างในขณะที่กัสส่ายหัว นิสัยเจ้าหมาเขาพยายามแก้มันมาเกือบยี่สิบวัน แต่มันไม่ได้ผลสักนิด เจ้าริดดิกยืนกรานจะเป็นผู้ติดตามของเขาให้ได้เสียนี่! 

หลังจากที่ทำความสะอาดเสร็จ กัสก็เสียสละจับจองเตียงบน เพราะให้ริดดิกที่ตัวใหญ่นอนคงจะดังเอี๊ยดอ๊าดจนน่ารำคาญเป็นแน่ 

“อีกสองชั่วโมงจะถึงเวลาอาหารเย็น ฉันของีบก่อนนะ ได้เวลาแล้วปลุกด้วย” 

“อืม ไว้ใจได้เลย” 

“แกตอบอย่างนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจ” แต่กัสไม่มีสิทธิ์เรื่องมาก เขาล้าจนตาแทบจะปิดอยู่แล้ว เพียงไม่กี่อึดใจก็เข้าสู่ภวังค์ 

“กัส กัส ตื่นเถอะ ได้เวลาไปกินมื้อค่ำแล้ว” 

“หืม? ได้เวลาแล้วเหรอ?” 

“อืมจะทุ่มแล้ว” 

“จะทุ่ม! แกจะบ้าหรือไง? อาหารก่อนทุ่มนะ” กัสตาสว่างทันที รีบคว้านาฬิกาพกออกมาดูเวลา 

“ก็นี่ไงก่อนทุ่ม” 

“โธ่ ประสาทจะกินกับแกจริงๆ เวลาอาหารก่อนทุ่ม เราก็ควรจะไปสักหกโมงนิดๆ ไม่อย่างนั้นอาหารจะหมด เข้าใจไหมริดดิก ถ้าช้าเราจะไม่ได้กินของดีๆ” 

“อ่า... เอ่อ... ดูเหมือนว่าฉันจะทำผิดพลาดอีกแล้ว” 

“เฮ้อ... ช่างเถอะรีบไปกันเถอะ” 

เป็นอย่างที่กัสกังวล ที่โรงอาหารมีแต่น้ำซุปที่เหลือ นอกนั้นหมดเกลี้ยง 

“คราวหลังมาให้ไวกว่านี้นะไอ้หนู” 

“ครับ” เขาพยักหน้าอย่างหดหู่พร้อมรับซุปมา 

“ไม่เป็นไรหรอกกัส เรามีเนื้อกระต่ายภูเขาตากแห้งอยู่นี่น่า!” 

“ไอ้โง่ริดดิกจะตะโกนหาพ่อแกเหรอ?” กัสหัวเสียเมื่อริดดิกปลอบใจเสียเสียงดัง กระต่ายภูเขาเนื้อมันอร่อยมาก แม้เป็นเนื้อตากแห้งก็ยังนุ่มลิ้นอยู่ดี การประกาศโต้งๆ ว่ามีอาหารเลิศรสแบบนี้ในดงเด็กหอ เท่ากับรนหาที่ชัดๆ พนันได้เลยว่าจะต้องมีแขกไม่ได้รับเชิญมาวุ่นวาย 

“เฮ้ย! แกมีเนื้อกระต่ายภูเขาเหรอ?” ไม่ทันไรไอ้เด็กหน้าบากท่าทางเกเรก็เดินกร่างเข้ามาหา กัสกลอกตาไปมาก่อนจะดันถ้วยซุปคืนพ่อครัว 

“พวกผมไม่กินแล้วครับ ป่ะริดดิกกลับกันเถอะ” 

“เฮ้ย! พวกแกไม่ได้ยินที่ลูกพี่ถามเหรอ? มีไหม ถ้ามีก็เอามา” 

“ไม่มี ริดดิกมันละเมอ ขอตัวก่อนนะ” ว่าแล้วก็รีบลากริดดิกออกมาจากโรงอาหารเลี่ยงหนีเจ้าพวกนั้น 

“เราจะไม่แบ่งพวกนั้นเหรอกัส?” 

“ถ้าเราแบ่งก็เท่ากับสวามิภักดิ์ให้น่ะ ฉันไม่ยอมเป็นลูกกระจ๊อกคนอื่นไปอีกสี่ปีหรอกนะ” 

“นั่นสินะก็ในกลุ่มเรา นายเป็นลูกพี่นี่น่า คนเป็นลูกพี่ย่อมไม่ลดตัวไปเป็นลูกน้องใคร” เจ้ามนุษย์กล้ามเนื้อทำท่าเหมือนเข้าอกเข้าใจ 

“ฉันไม่ได้อยากเป็นลูกพี่ นายเข้าใจเสียใหม่ ฉันแค่อยากอยู่อยากเงียบๆ ไม่เตะตาใคร” 

“จะทำได้หรือ? กิ้งก่าทรายนายก็ฆ่าได้สบายๆ แข็งแกร่งแบบนี้ไม่โดดเด่นจะได้เหรอ?” กัสได้แต่กลอกตาไปมา บางทีริดดิกคงไม่เข้าใจคำว่าฟลุค ทั้งแต่เจอกันก็มีครั้งเดียวที่เขาฆ่ามอนสเตอร์ได้ ที่เหลือไม่ว่าจะกระต่ายภูเขา ปลาเขี้ยวสมุทร ที่พวกเขาได้เป็นเสบียงระหว่างทางฝีมือริดดิกมันทั้งนั้น 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

 

ผู้ใดอ่านมาถึงตอนนี้ สามารถไปอ่านที่ Fictionlog หรือ readawrite 

จะราคาถูกกว่าค่ะ 

ความคิดเห็น