ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน

ตอนที่ 3 มนุษย์กล้ามเนื้อ ริดดิก

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 มนุษย์กล้ามเนื้อ ริดดิก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2563 22:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 มนุษย์กล้ามเนื้อ ริดดิก
แบบอักษร

รถม้าวิ่งไปตามทาง สำหรับคนที่มีประสบการณ์นั่งรถยนต์ย่อมรู้สึกว่ามันช้า โชคดีที่ภายในมีไอเท็มเวทมนตร์กันกระแทก จึงอ่านหนังสือแก้เบื่อไปด้วยได้อย่างไม่รู้สึกเมา

เรื่องหนึ่งที่เขาสนใจมาก เห็นจะเป็นเวทย์อักขระโบราณ เวทย์นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้งเก้าธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ สายฟ้า น้ำแข็ง แสง มืด) หรือที่เรียกกันว่าคาถาเวทมนตร์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามไม่รู้เพราะเหตุใด ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจเวทย์อักขระได้ เรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยเลยก็ว่าได้ ห้าพันคนอาจจะมีสักคนที่สามารถเข้าใจและใช้เวทย์อักขระได้บางส่วน

อีกทั้งอำนาจและพลังของอักขระเวทย์ก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังเวทย์ด้วยจึงทำให้ผู้ใช้เวทย์อักขระมีเพียงน้อยนิด

สำหรับกัสแล้วความจำอันดีเยี่ยมที่เป็นข้อดีเพียงข้อเดียวส่งผลให้เขาเลือกศึกษาเวทย์อักขระ เพื่อให้ตัวเองดูมีค่าขึ้น

เขาจึงจำเวทย์ที่ผ่านตาได้ทั้งหมด และในตอนนี้เขามีความทรงจำจากชาติที่แล้ว ทำให้เขารู้จักคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่การท่องจำจึงเข้าใจและสามารถนำเวทย์อักขระต่างชุดมาเรียบเรียงใหม่จนเกิดเป็นเวทย์ชุดใหม่ขึ้นมา

“เป็นไปได้ไหมที่คนพลังน้อยจะร่ายเวทย์อักขระซ้ำๆ เป็นการเพิ่มพลัง” กัสเกิดคำถามในใจ เขาหยิบดาบสั้นทื่อๆ ที่ดยุกริชาร์ทให้ติดตัวออกมาร่ายเวทย์อักขระเพื่อทดลอง เขาทำการร่ายเวทย์ให้ดาบคมกริบ ไม่หัก ไม่งอ ตัดขาดทุกอย่างที่ขวางหน้า จากนั้นลองเอามันเฉือนหน้าต่างรถม้าดู

ครืดๆ เหมือนเอาดาบทื่อๆ มาถูไม้ ไม่เข้าเนื้อเลยสักนิด กัสถอนหายใจก่อนจะใช้พลังต่ำเรี่ยดินของตนร่ายเวทย์อักขระซ้ำๆ จนกระทั่งพลังเหือดหายรู้สึกมือไม้สั่นหมดเรี่ยวแรง

“อึก อึก” กัสคว้าน้ำขึ้นมาดื่ม ปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็ลองเอาดาบเฉือนหน้าต่างม้าอีกครั้ง

ครึด!

“สำเร็จ!” เขากู่ร้องด้วยความดีใจออกมา! ดาบสั้นทื่อๆ มันคมขึ้นมาจริงๆ จากที่เฉือนเนื้อไม้ไม่เข้า บัดนี้ใบมีดจมเข้าๆ ไปในเนื้อไม้เกือบหนึ่งเซนติเมตร ถ้าเขาร่ายเวทย์อักขระบทเดิมไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำให้ดาบสั้นนี้คมได้มากขึ้น

จากนั้นกัสก็ใช้เวลาในรถม้าร่ายเวทย์อักขระใส่ดาบซ้ำไปซ้ำมา หมดแรงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งรถม้าเข้าประตูเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในวันที่ห้าของการเดินทาง

เงินที่ดยุกริชาร์ทให้มาคือสิบเหรียญทอง ซึ่งมีค่าเท่ากับพันเหรียญเงิน หมื่นเหรียญทองแดง มันน้อยมากสำหรับชนชั้นสูง แต่สำหรับสามัญชนอาจใช้ชีวิตได้เป็นปีๆ เลยทีเดียว

ท่านกัสจะพักโรงแรมไหนดีครับ? คนขับรถม้าเอ่ยถาม

เมืองเล็กแบบนี้มีให้เลือกด้วยเหรอ?

ครับ มีโรงแรมสำหรับชนชั้นสูงคืนละสิบเหรียญเงิน กับสามัญชนคืนละหนึ่งเหรียญเงินครับ การบริการก็คนละระดับ ท่านกัสจะเลือกที่ไหนครับ ถามก่อนแบบนี้คนขับรถม้า อาจมองว่าเขาผู้ถูกพ่อแม่เฉดหัวออกอาจจะไม่เงินจ่ายโรงแรมชนชั้นสูงสินะ

ซึ่งหมอนั้นก็คิดถูก!

เขามีเงินแค่สิบเหรียญทองเท่านั้น และไม่รู้ว่าจะได้เพิ่มอีกไหม ฉะนั้นจะฟุ่มเฟือยไม่ได้

“เอาโรงแรมสามัญชนนั่นแหละ”

“ครับ” คนขับรถม้ารับคำ ก่อนจะบังคับม้าไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร ติดที่มีสภาพค่อนข้างเก่า

“ถ้ารับอาหารสามมื้อด้วย จะอยู่ที่หนึ่งเหรียญเงิน ห้าเหรียญทองแดงต่อคนค่ะ คิดดูดีๆ นะคะ อาหารมื้อหนึ่งก็สองเหรียญทองแดงแล้ว” พนักงานเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังกรอกชื่อลงเอกสารเข้าพัก

“เราอยู่ทันแค่สองมื้อเท่านั้นแหละครับ พรุ่งนี้สายๆ ก็ออกเดินทางแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นค่าอาหารแยกจ่ายนะคะ”

“ครับ”

“นี่กุญแจห้องค่ะ อาหารค่ำก่อนสี่ทุ่มนะคะ” พนักงานยื่นกุญแจให้เขากับคนขับรถม้าคนละดอก

“ครับ ขอบคุณครับ” ดีเหมือนกันที่สามารถออกมาทานอาหารค่ำตอนดึกได้ เพราะยามนี้เขาอยากนอนก่อนมากกว่า ร่ายเวทย์ อักขระมาทั้งวันจนไม่มีแรงจะเดินแล้ว

“อ่า...ที่นอนนุ่มๆ” พอเข้าห้องพักมา ร่างของเด็กชายก็ตรงดิ่งไปที่เตียงทิ้งตัวลงไปทันที

ทว่า...

“พลั่ก!”

“แข็งฉิบ นี่สินะที่นอนโรงแรมสามัญชน เบาะนั่งในรถม้ายังนิ่มกว่าอีก” น้ำตาแทบเล็ดเมื่อร่างทั้งร่างกระทบเข้ากับเตียงแข็ง เขาไม่ได้ติดหรูนะ แต่สิบปีที่ผ่านมาเขานอนเตียงนุ่มๆ ของชนชั้นสูงมาตลอด มันจึงรู้สึกเคยชิน

หลังจากที่หลับไปพักใหญ่ๆ กัสก็ตื่นขึ้นมาตอนประมาณสามทุ่ม

“ยังทันอาหารเย็น” เจ้าตัวพึมพำแล้วเก็บนาฬิกาพกเข้ากระเป๋า แน่นอนว่านาฬิกานี้แตกต่างจากนาฬิกาจากโลกเดิม เพราะมันเดินด้วยพลังงานจากแก่นอสูร ไม่ใช่ถ่านนาฬิกา

“เอาเมนูชุดสองครับ”

“อ้าว... คิดว่าวันนี้จะไม่รับอาหารเย็นเสียอีก” พนักงานคนเดิมที่ต้อนรับเขา บัดนี้แปลงสภาพเป็นเด็กเสิร์ฟทักขึ้น

“แหะๆ พอดีหลับเพลินไปหน่อยครับ”

“ฮิฮิ ...หลับเพลินนี่เอง... ตกลงเอาชุดสองนะคะ”

“ครับ” กัสพยักหน้าแล้วเดินมานั่งโต๊ะว่างๆ ข้างชายวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ที่กำลังดื่มกินกันอยู่

“พรุ่งนี้พวกข้าจะรับเควสคุ้มกันนักเวทย์” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นเสียงดังด้วยความมึนเมา

“นักเวทย์ที่จะไปซ่อมแซมคริสตัลอาณาเขตน่ะเหรอ?” พอประโยคนี้กัสขมวดคิ้วเข้าหากัน คริสตัลอาณาเขตเป็นที่รู้กันดีว่ามันเป็นเสมือนคอกกั้นไม่ให้มอนสเตอร์ออกมาจากป่า ทำให้ผู้คนมีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น หากมันเสื่อมสภาพหรือเสียหาย นั่นหมายความว่าอาจมีการสูญเสีย

“อ่าใช่... คริสตัลทางตะวันตกเสื่อมอีกแล้ว”

ทางตะวันตก 

กัสรู้สึกโชคดีที่มันคนละทิศกับเส้นทางที่เขาใช้ในวันพรุ่งนี้

“แต่แกแน่ใจแล้วเหรอ? ที่จะรับเควสนี้ ได้ข่าวว่าจุดนั้นมีกิ้งก่าทรายหวงไข่อยู่นี่”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พวกแกอย่าลืมสิ ฉันมีไอ้ริดดิกอยู่ด้วย ฮ่ะฮ่าฮ่า”

“นั่นสินะ ไอ้เด็กนั่นโง่จะตาย ใช่ให้เป็นเหยื่อล่อซะก็สิ้นเรื่อง” คนกลุ่มนั้นหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน กัสได้แต่รู้สึกสงสารคนที่ชื่อริดดิกในใจ พรุ่งนี้คงถึงวันจบเห่ของหมอนั่นแล้วล่ะ

เช้าวันต่อมาหลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จ กัสเตรียมขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางต่อ ประจวบเหมาะกับกลุ่มนักผจญภัยเมื่อคืนกำลังเดินทางไปทำภารกิจพอดี

“ริดดิก! รีบๆ แดกเข้าสิว่ะ! เดี๋ยวก็สายพอดี”

“ไอ้เด็กนี่มันเป็นตัวถ่วงจริงๆ” เสียงรุมด่าดังขึ้นไม่ขาดสาย ทำให้เขารู้สึกอยากเห็นเจ้าเด็กที่ชื่อริดดิกจริงๆ

“!?” กัสรู้สึกตกใจ เขาเห็นคนที่ถูกรุมด่านั้น ร่างกายใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ หน้าตาก็โหดเสียไม่มี ดูๆ แล้วหมอนี่เหมือนคนอายุเท่ากับพวกนักผจญภัยวัยรุ่นกลุ่มนั้นเสียมากกว่า ไม่เห็นจะเป็นเด็กตรงไหน

“ขอโทษครับพี่ฮิก ผมจะรีบกิน” ว่าแล้วหมอนั่นก็ย่างเท้าเดินขึ้นรถม้าพร้อมๆ กับยัดขนมปังใส่ปากอย่างรวดเร็ว

“ฮึ่ย! น่ารำคาญจริง”

“ขอโทษครับๆ” เจ้านั่นกล่าวขอโทษซ้ำๆ ท่าทางของหมอนั่นเหมือนหมาตัวโตที่เชื่องๆ ท่าทางไม่มั่นใจในตัวเอง ดูเป็นพวกที่มีดีแค่กล้ามเท่านั้น ไม่น่าแปลกที่จะถูกหลอกใช้เอาได้ง่ายๆ

แต่เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องเข้าไปยุ่ง 

“ไปกันเถอะ” กัสออกคำสั่ง คนขับรถม้าก็บังคับม้าให้ออกตัว จากนี้อีกสิบกว่าวันก็จะถึงโรงเรียนฟิโลโซเฟียร์

ดวงตาคมของกัสมองป่าจากหน้าต่าง เขาเดินทางผ่านถนนตรงชายป่ามาได้เกือบสามชั่วโมงแล้ว โชคดีจริงๆ ที่มันละทิศกับที่คริสตัลพัง ไม่อย่างนั้นคงต้องระแวงจนนั่งไม่ติดแน่ๆ

โครม! / “ฮี้!!!”

“เหี้ย!” กัสร้องด้วยความตกใจ! เมื่ออยู่ๆ เจ้ามอนสเตอร์ตัวโต กระโจนออกมาจากป่า ชนเข้ากับรถม้าอย่างแรง!

“ท่านกัส...” คนขับรถม้าบาดเจ็บขาโชกไปด้วยเลือด ในขณะที่กัสตะเกียกตะกายออกจากซากรถม้า

“ฉันไม่เป็นไร” กัสตอบเมื่อสำรวจตัวเอง เขาไม่ได้แผลจากเหตุการณ์นี้!

“หลบเร็ว!” เสียงทุ้มกู่ร้องเตือน ทำให้กัสหันไปมองต้นเสียง!

ไอ้เจ้าริดดิกคนนั้นมันใช้มือเปล่าดันปากกิ้งก่าทรายอยู่! ยิ่งกว่านั้นดูเหมือนมันกำลังจะหมดแรงแล้ว!

“อั่ก!” เจ้านั่นโดนเหวี่ยงกระเด็นไปอีกทาง จากนั้นเจ้ากิ้งก่าทรายตัวใหญ่กว่าฮิปโปในโลกเก่าก็พุ่งตรงมาหาเขา!

กูไปทำอะไรให้มึง!” กัสร้องด่าไปวิ่งหนีไป แต่ความเร็วของเขาดูเหมือนจะด้อยกว่า! เจ้ากิ้งก่าทรายกำลังจะงาบเขา!

“ควับ!” / “กรี๊สสสส” เสียงกิ่งก่าทรายร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อเหยื่อของมันตัดสินใจพลิกตัวมาตวัดดาบใส่

“อั่ก!” กัสเองก็เสียงหลักล้มกลิ้งไปกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง!

“ลุกเร็ว!” เจ้าริดดิกคนเดิมตะโกนบอกพร้อมวิ่งมาหมายจะช่วยเขา แต่ช้ากว่ากิ้งก่าทราย ที่ตั้งหลักและกำลังพุ่งตรงเข้ามา!

“บ้าเอ๊ย! เอานี่ไปกินซะ!” กัสไม่สามารถหลบได้ทันจึงง้างดาบสั้นสุดแขน พอกิ้งก่าทรายพุ่งเข้ามาก็กดดาบสุดกำลัง!

ครึก! / ตุบ! กิ้งก่าทรายโดนดาบสั้นปักหัวมิดด้าม! การโจมตีของมันจบลงแค่ปลายจมูกของกัส

“แฮ่ก...แฮ่ก” เขาหอบหายใจจนได้กลิ่นเหม็นๆ และกลิ่นคาวเลือดเข้าเต็มปอด ตอนนี้มือไม่สั่นไปหมด ใจก็เต้นแรงแทบจะวาย เกิดมาสองชาติไม่เคยเจอเหตุแบบนี้มาก่อนเลย

“โห....ดาบของนายคมมาก ขนาดของพี่ฮิกยังหักเป็นสองท่อนเลย” ริดดิกเดินเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองหัวของกิ้งก่าทรายที่โดนดาบปัก

“มันใช่เวลามาคุยเรื่องดาบไหม! ทำไมแกมาอยู่นี่!?”

“อ่อ พี่ฮิกบอกให้ฉันวิ่งหนีมา เขาจะล่อเจ้าตัวนี้ไว้ให้ แต่สงสัยมันอยากกินฉันมากกว่าเลยตามฉันแจเลย”

“ไอ้โง่” กัสอดด่าไม่ได้จริงๆ ทำให้อีกฝ่ายทำหน้าตาเจื่อนๆ กลับมา

“ฉันโง่ตรงไหน?”

“ก็โง่ตรงที่เชื่อพี่ฮิกอะไรของแกนั่นไง รู้ไว้ซะว่ามันหลอกให้แกเป็นเหยื่อล่อ!”

“หลอก...”

“เออสิวะ! ไอ้โง่เอ้ย!” ริดดิกไม่มีอาการโกรธเคืองที่โดนด่าว่าโง่ คงกำลังเศร้าที่ถูกหลอกใช้อยู่

“อ่า... อีกแล้ว ฮ่ะฮะ ก็ฉันโง่นี่น่า จะมีประโยชน์ก็คงแค่เรื่องนี้”

“ไอ้บ้าเอ๊ย ยอมรับได้เฉยเลย ถามจริงอายุเท่าไหร่เนี่ย แกสมควรจะคิดให้ได้มากกว่านี้สิ”

“อายุเหรอ? อืม... ปีนี้สิบเอ็ดแล้ว”

“สิบเอ็ด!” กัสตกใจ มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ไอ้นี่มันมนุษย์กล้ามเนื้อสินะ...

“อะโอ๊ย... ท่านกัสปลอดภัยนะครับ” คนขับรถม้าเดินกะเผลกเข้ามาถาม

อืม...นายล่ะ?”

“เจ็บครับ แต่คงจะเดินทางไปกับท่านกัสไม่ไหวแล้ว”

“อืม... งั้นก็ไม่ต้องไป” กัสไม่อยากจะโวยวาย เขารู้ดีว่าคนขับรถม้าไม่อยากจะมารับใช้คนที่ถูกเฉดหัวออกจากบ้านอย่างเขาเท่าไหร่นัก

“งั้นผมจะย้อนกลับไปที่เมือง มันใกล้กว่าเมืองถัดไป ท่านกัสจะย้อนกลับไปกับผมไหมครับ?”

“ไม่ล่ะ เอาแผนที่มา ฉันจะเดินทางไปโรงเรียนเอง”

“นี่ครับ ลานะครับท่านกัส” คนขับรถม้ารีบส่งแผนที่ให้แล้วแยกออกไปทันที

“นายจะไปโรงเรียนอะไรเหรอ?”

“ฟิโลโซเฟียร์” กัสตอบริดดิกที่อยู่ๆ มาสนใจเรื่องของเขา

“อ่า...ดีจัง”

“ดีตรงไหน?”

“พวกพี่ฮิกจบมาจากที่นั่น”

“เล่นเอาฉันจินตนาการบรรยากาศในโรงเรียนออกเลย ว่าแต่นายเถอะ จากนี้ไปทำไงต่อ?” กัสอดถามถึงการตัดสินใจของหมอนี่ไม่ได้

“คงรอพี่ฮิกอยู่ที่นี่”

“คริสตัลอาณาเขตจุดนี้ก็น่าจะพังด้วย นายแน่ใจเหรอว่าจะอยู่ตรงนี้”

“ก็ฉันไม่รู้จะไปไหนนี่น่า”

“นายนี่โง่ของแท้ เอาเถอะตามใจแล้วกัน” เขาเลิกใส่ใจมนุษย์กล้ามเนื้อ หันมาดึงดาบสั้นออกจากหัวกิ้งก่าทราย แล้วชำแหละตรงอกของมัน ควักแก่นอสูรออกมา เขาไม่รู้ว่าจะขายได้ราคาเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ มันจะต้องได้ถึงขึ้นเหรียญทองแน่นอน มันตายเพราะฝีมือเขา ฉะนั้นเขาจะต้องไม่ทิ้งให้คนอื่นฉกฉวยเอาไปฟรีๆ

“ถ้านายเอามันไป พี่ฮิกจะต้องซ้อมฉันแน่”

“แต่ฉันเป็นฆ่ามัน”

“แต่ฉันก็ต้องรอพี่ฮิกกับซากของมัน พี่ฮิกจะต้องโวยวาย ที่ฉันไม่ยอมแย่งแก่นอสูรเอาไว้”

“ไร้สาระ พูดตรงๆ มาเลยดีกว่าว่านายจะเล่นงานฉัน”

“เปล่านะ!” ริดดิกส่ายหัว กัสแค่นหัวเราะในลำคอ

“นี่คิดว่าฉันจะยกให้นาย ฝันอยู่เหรอ?” กัสเอาแก่นอสูรใส่กระเป๋าสะพาย ดวงตาจับจ้องริดดิกตลอดเวลา จนมั่นใจว่ามันไม่โจมตีเขาจริงๆ จึงหันหลังก้าวเท้าจากออกมา

“ไอ้โง่” กัสด่าเมื่อหันไปเห็นว่าเจ้าหมอนั่นตั้งใจเฝ้าซากรอพี่ฮิกของมันจริงๆ

รู้ทั้งรู้ว่าอยู่รอจะต้องโดนซ้อม รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนหลอกใช้ให้เสี่ยงชีวิตอีกมันก็ยังจะอยู่ มันโง่เกินเยียวยาจริงๆ

“ไปโรงเรียนด้วยกันไหม?”

“นายชวนฉันเหรอ?” อีกฝ่ายชี้ตัวเองถามที่กัสเดินย้อนกลับมา

“เออสิ โรงเรียนนั้นมันฟรีทุกอย่าง แถมนักเรียนสามารถหารายได้พิเศษด้วยการเป็นนักผจญภัยได้ นายจะไปด้วยกันไหม?”

“แต่ฉันโง่มากนะ”

“โง่ไปเรียนจะได้ฉลาดขึ้น” คนโง่จะเข้าโรงเรียนไม่ได้หรือไง กัสไม่เข้าใจตรรกะความคิดของหมอนี่จริงๆ

“อ่า... จากนี้ไปฉันต้องเป็นผู้ติดตามนายสินะ”

“ห๊ะ?”

“ก็นายเอาฉันเข้ากลุ่มนี่” ริดดิกยิ้มซื่อๆ ให้

“เปล่าฉันแค่ให้นายเดินทางไปด้วย ถึงโรงเรียนแล้วก็ต่างคนต่างอยู่”

“อ่อ...เพราะฉันเป็นคนโง่สินะ นายถึงไม่อยากให้ฉันเข้ากลุ่มด้วย” บรรยากาศรอบตัวริดดิกดูหม่นหมองจนกัสรู้สึกกระอักกระอ่วน

“ทำไมนายไม่คิดจะเป็นเพื่อนล่ะ ทำไมถึงอยากเป็นผู้ติดตาม?”

“พี่ฮิกบอกว่า ผู้ติดตามตำแหน่งดีกว่าเพื่อน”

“เออ เอาที่สบายใจเถอะ” เขาจนปัญญาแล้วจะเปลี่ยนแปลงริดดิกผู้ถูกฝึกให้เป็นหมาเชื่องๆ จึงปล่อยเลยตามเลย

“งั้นฉันเป็นผู้ติดตามของนายนะ”

“เหอๆ” กัสส่ายหัวแล้วออกเดิน โดยมีริดดิกวิ่งดุกดิ๊กตามมา

 

โปรดติดตามตอนต่ไป 

ความคิดเห็น