Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP9 | เหตุเกิดขึ้นในวังต้วนอ๋องและจวนสกุลหยาง

ชื่อตอน : EP9 | เหตุเกิดขึ้นในวังต้วนอ๋องและจวนสกุลหยาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2560 20:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP9 | เหตุเกิดขึ้นในวังต้วนอ๋องและจวนสกุลหยาง
แบบอักษร


“ถ้าเจ้ากับเสนาบดีหยางสนับสนุนการสร้างเขื่อนเพื่อหวังสิ่งตอบแทนเช่นนี้ เปิ่นหวางคงมิอาจรับ” แม้น้ำเสียงจะเย็นชา ดวงตาคมที่จับจ้องสองพี่น้องยังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดั่งเดิม!

จริงๆแล้วพอเห็นท่าทางของท่านอ๋อง ภาคินก็รู้สึกผิดนิดๆ เหมือนตัวเองกำลังขายคนร่วมบ้านอยู่

แต่ก็ช่วยไม่ได้อยากเล่นงานเขาก่อนเองนี่ ถือว่ารับกรรมไปก็แล้วกัน

สุดท้ายภาคินเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้แล้วนั่งเฝ้ามองเหตุการณ์ต่อไป

“ท่านอ๋องโปรดเย็นพระทัยลงก่อน กระหม่อมมิเคยบังอาจเอื้อม คิดการณ์อาจหาญเทียมฟ้าเช่นนั้น” รองแม่ทัพหย่งสือรีบแก้ต่าง เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลซึมออกมาด้วยความหวั่นวิตก

“มิอาจหาญเทียมฟ้า แต่เจ้ากลับพาน้องสาวของเจ้ามาเฝ้าเปิ่นหวาง ยามที่จะพูดเรื่องเขื่อนเช่นนี้ มิใช่ต้องการให้เปิ่นหวางซาบซึ้งแล้วชายตาแลน้องสาวของเจ้างั้นหรือ”

“หามิได้ ท่านอ๋องโปรดอย่าเข้าใจผิด ให้ความเป็นธรรมสกุลหยางด้วยพะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพหย่งสือคุกเข่าลงกับพื้น

“นี่เจ้ากล่าวหาว่าเปิ่นหวางรังแกเจ้าอย่างนั้นหรือ เสียแรงเปิ่นหวางส่งเสริมเจ้ามาโดยตลอด” ยิ่งพูดเรื่องยิ่งแย่ ซูเม่ยเองก็คุกเข่าตามพี่ชาย ใบหน้าของนางแดงก่ำอับอายที่โดนท่านอ๋องเจ็ดกล่าวดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่า

“ท่านอ๋องฟังกระหม่อมก่อน พี่น้องสาวกระหม่อมตามมาเพราะอยู่แต่ในจวน แทบมิเคยออกไปไหนมาไหน จึงอยากให้นางเปิดหูเปิดตาบ้าง”

“หากเจ้าเป็นผู้เอ่ยชวนมาเปิดหูเปิดตาในวังของเปิ่นหวาง เปิ่นหวางยังคงมองการณ์ได้เช่นเดิม”

“เอ่อ... ” ครานี้รองแม่ทัพถึงกับเงียบไป ทำให้ท่านอ๋องและคุณหนูชุดขาวเหยียดยิ้มขึ้นมาพร้อมกัน

“เจ้าคิดอ่านประการใดหรือ?” ท่านอ๋องหันมาถามเมื่อเห็นว่าคุณหนูชุดขาวก็ยิ้มเช่นกัน

“ท่านอ๋องหม่อมฉันมิกล้าพูด ประเดี๋ยวจะกลายเป็นรังแกคุณหนูหยางผู้นี้เอาได้”

“พูดออกมาเถิด เปิ่นหวางอยากฟัง แค่เผยความคิดออกมามิเรียกรังแก หากมิเป็นดั่งนั้น คุณหนูหยางจะได้แก้ต่างได้” ท่านอ๋องกล่าวออกมาเหมือนให้ความเป็นธรรมทั้งคู่ ทว่ารองแม่ทัพหย่งสือรู้สึกได้ว่าเวลานี้ไม่มีคำว่าเป็นธรรม ท่านอ๋องเจ็ดได้เลือกข้างไปแล้ว

“ท่านรองแม่ทัพอึกอักขึ้นมาราวกับว่ามิได้เป็นผู้เอ่ยชวน อาจเป็นไปได้ว่าคุณหนูผู้นี้ทราบว่ารองแม่ทัพจะมาเฝ้าท่านอ๋องจึงขอติดตามมาด้วย”

“หม่อมฉันเกิดความเบื่อหน่ายอยากออกมาข้างนอกบ้างจึงขอติดตามมาด้วย มิคิดว่าพี่ชายใหญ่จะมาวังต้วนอ๋องเพคะ” ซูเม่ยรีบแก้ต่าง หน้าตาของนางใส่ซื่อราวกับคิดไม่ถึงจริงๆว่าพี่ชายจะพามาวังต้วนอ๋อง

“ใครๆต่างทราบว่ารองแม่ทัพหย่งสือคลุกคลีในวังต้วนอ๋องเป็นอย่างมาก เข้านอกออกในเกือบทุกวัน หากเจ้าไม่ทราบว่าเสนาบดีหยางไหว้วานรองแม่ทัพมาทูลเรื่องเขื่อน ก็ต้องคาดการณ์ได้อยู่ดี สถานที่ที่ท่านรองแม่ทัพจะไปมีได้กี่ที่กันเชียว” คุณหนูชุดขาวกล่าวน้ำเสียงเนิบนาบ จากนั้นก็ยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างมินึกทุกข์ร้อนใจอันใด ผิดกับอีกคนที่ปากสั่นระริก

“ทำไมท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าน้อยจะอยากมาวังต้วนอ๋องเพื่ออันใดกัน?”

“นกยูงจะมองว่างามต้องเห็นยามมันรำแพนหางอวด ใครๆก็รู้ว่าสกุลหยางมีบุตรีงามล่มเมืองถึงสองคน คนหนึ่งคือคุณหนูใหญ่บุตรีฮูหยินหยาง คนหนึ่งคือคุณหนูสามบุตรีอนุ แน่นอนว่าการเกิดเป็นบุตรีอนุเสียโอกาสมากมายในการออกงานสังคม แม้จะมีคำลือว่างาม แต่มิมีผู้ใดยล มิใช่ว่าเสียโอกาสในการตบแต่งกับชายมากยศหรอกหรือ สรุปแล้วการที่เข้าขอติดตามมาสังต้วนอ๋องก็เพื่ออวดความงามของตน”

“นี่ท่าน!” ซูเม่ยที่โดนจี้มากเข้า ถึงกับเอ่ยขึ้นเสียงด้วยความขุ่นเคือง

“อ่อ...นี่ข้ายังกล่าวมิหมด ผลพลอยได้อย่างการมาวังต้วนอ๋องมิใช่แค่ได้อวดความงาม หากมีผู้เห็นนางที่นี่ คิดว่าท่านอ๋องเรียกคุณหนูซูเม่ยเข้าเฝ้าพร้อมรองแม่ทัพ คงเกิดข่าวลือกระพือไปไกลว่าท่านอ๋องพึงพอใจในตัวนาง”

“ก็แค่ข่าวลือ ในเมื่อท่านอ๋องหาสนใจน้องสาวข้าไม่  ท่านกล่าวเช่นนี้มิเท่าเป็นการว่าร้อยน้องสาวข้าแรงเกินไปหรือ?” รองแม่ทัพออกปากช่วยปกป้องน้อง แต่คุณหนูชุดขาวยังคงท่าทีสงบ ริมฝีปากอิ่มของนางยังเหยียดยิ้มดั่งเดิม ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด

“ท่านรองแม่ทัพ ท่านไร้เดียงสาเกินไปแล้ว”

“เจ้ากล่าวออกมาต่อเถิด เปิ่นหวางจะได้รู้อนาคตตัวเอง” ท่านอ๋องเร่งให้พูดต่อ เมื่อดรุณีน้อยในหน้ากากยังคงมีการยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“เพคะ แม้ว่าท่านอ๋องมิได้ใคร่สนใจ แต่หากมีข่าวลือว่าท่านอ๋องเคยคะนึงหาถึงขั้นเรียกเข้าเฝ้า ผู้คนก็ต้องคิดว่าต่อไปต้องมีแม่สื่อจากวังต้วนอ๋องไปทาบทามแน่ ชายอื่นที่จะเข้าหาคุณหนูซูเม่ยก็จะถอย พอนานวันเข้านางจะกลายเป็นหญิงที่ไม่มีวันได้แต่งงาน  ถึงครานั้นผู้ใดจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ มิใช่ท่านอ๋องเจ็ดผู้ที่เป็นข่าวลือด้วยจนนางไร้แม่สื่อจากชายอื่นมาทาบทามหรอกหรือ?” คำกล่าวทั้งหมดมาล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น ทำให้รองแม่ทัพขมวดคิ้วแล้วหันมามองน้องสาวของตน เริ่มคิดตามว่านางขอติดตามมาเพื่อการนี้จริงหรือไม่

ทั้งที่ในใจเคลือบแคลง แต่อีกด้านในใจยังคงเชื่อมั่นใจตัวน้องสาวผู้นี้อยู่ นางอ่อนแอถูกกลั่นแกล้งมาตลอดคงมิคิดการดั่งหญิงมากเล่ห์เช่นนี้

“ท่านกล่าวเช่นนี้คงคิดแผนมาเช่นเดียวกับข้ากระมัง ถึงได้ทราบดีราวกับตัวข้าเป็นท่านเช่นนี้” ยิ่งฟังยิ่งข่มอารมณ์มิได้ ซูเม่ยจึงยอกย้อนกลับ

“ตัวข้ามิเป็นดั่งเจ้าแน่นอน ที่ข้ามานั่งอยู่ในวังต้วนอ๋องเพราะท่านอ๋องเป็นผู้ไปเชิญด้วยตนเอง มิได้มีใจใคร่มา มิเชื่อถามท่านอ๋องดูได้”

“เป็นดั่งที่คุณหนูชุดขาวกล่าว เปิ่นหวางไปเชิญนางด้วยตนเอง อีกทั้งนางมิจำเป็นต้องอวดความงามเปิ่นหวางก็ใคร่อยากได้นางมาเป็นชายาอยู่แล้ว เสียทีที่นางปฏิเสธ” ท่านอ๋องกล่าวแล้วหันมาทอดมองดรุณีน้อยในชุดขาวด้วยรอยยิ้ม แต่ส่งผลให้สองพี่น้องตกใจอย่างยิ่ง

ท่านอ๋องเจ็ดผู้ซึ่งครองตัวเป็นชายไร้พันธะมานานเอ่ยปากขอคุณหนูชุดขาวมาเป็นชายา

“ท่านอ๋องที่กล่าวมาเช่นนั้น... ”

“เป็นความจริง ส่วนเจ้าหากหวังสิ่งใดจากเปิ่นหวางอยู่จงเลิกหวังเสีย สตรีงดงามในใต้หล้าหาได้มิยาก ความงามของเจ้ามิได้ทำให้เปิ่นหวางนึกสนใจขึ้นมาเลยสักนิด และหากมีข่าวลืออันใดเกิดขึ้น จะไม่มีการรับผิดชอบใดๆจากเปิ่นหวางทั้งสิ้น ฉะนั้นอย่าเสียเวลา” ท่านอ๋องเอ่ยตัดความหวังทำให้ซูเม่ยหน้าชา ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด ในขณะที่ภาคินยกย่องความเด็ดขาดนี้ในใจ ช่างเป็นชายในแบบที่หาได้ยากยิ่งในสังคมมากภรรยาหลายอนุเช่นนี้

“กระหม่อมกับน้องสาว  เข้ามาขัดการสนทนาของท่านอ๋องกับคุณหนูชุดขาวนานไปแล้ว เห็นทีต้องขอตัว” ยิ่งอยู่ยิ่งเสียหน้า สุดท้ายรองแม่ทัพหย่งสือก็เลือกถอยเพื่อให้หลุดจากสถานการณ์ย่ำแย่

“อืม เจ้าจะกลับเลยงั้นหรือ?”

“พะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นเปิ่นหวาง รบกวนให้เจ้าไปตามนายกองทั้งหมดมาพบเปิ่นหวางด้วย เปิ่นหวางต้องการพบพวกเขาภายในสองชั่วยาม” ให้ผู้อื่นไปตามก็ได้ แต่ท่านอ๋องกลับเลือกใช้รองแม่ทัพอย่างจงใจ

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมหยางหย่งสือทูลลา”

“หม่อมฉันหยางซูเม่ยทูลลาเพคะ ”

สองพี่น้องลาจากออกไป ภาคินก็หลี่ตามองชายสูงศักดิ์ตรงหน้า ท่านอ๋องกำหนดเวลาให้รอพบนายกองทั้งหมดเป็นอีกแค่ไม่กี่ชั่วยามเช่นนี้ หมายความว่ารองแม่ทัพต้องเดินทางไปทันทีมิได้ย้อนกลับไปที่จวนสกุลหยางเช่นนี้หมายความว่าเขากำลังได้รับความช่วยเหลือจากท่านอ๋องอยู่ใช่หรือไม่

“เปิ่นหวางสังเกตเห็นว่าหย่งสือลอบมองเจ้าบ่อยๆ เกรงว่าจะสงสัยบางอย่างในตัวเจ้า จึงส่งไปไกลจวนสกุลหยางเพื่อให้เจ้าได้มีเวลารับมือ”

“ขอบพระทัยเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันสมควรกลับเช่นกัน”

“เปิ่นหวางจะเดินไปส่งเจ้าที่หน้าวัง”

“มิได้เพคะ หม่อมฉันเกรงว่าข่าวลือที่ควรจะเกิดขึ้นกับน้องซูเม่ยมาเกิดกับหม่อมฉันเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันคงยิ้มมิออก” ดรุณีน้อยกล่าวตัดความหวังดีด้วยประโยคติดขำขัน ทำให้ท่านอ๋องคลี่ยิ้ม

“หากมีข่าวลือกับเจ้าเปิ่นหวางจะรับผิดชอบ”

“เช่นนั้นแหละที่หม่อมฉันหวั่นเกรง ทูลลาเพคะ” ร่างระหงย่อเข่าซ้ายลงมือขวาทับซ้ายวางประสานท้องน้อยก้มศีรษะ ถวายบังคมลาอย่างแช่มย้อย จากนั้นก็เดินออกไปจากศาลา หยุดตรงหน้าพ่อบ้านและสาวใช้แล้วกล่าวเอ่ยลาพอเป็นพิธี

“ข้าน้อยเดินไปส่งนะขอรับ” 

“รบกวนท่านพ่อบ้านลู่แล้วเจ้าค่ะ” ดรุณีน้อยในหน้ากากเอ่ยอย่างมีมารยาท ส่งผลให้พ่อบ้านวังต้วนอ๋องยิ้มหน้าบาน ปลาบปลื้มในยิ่งนักที่คุณหนูชุดขาวจำชื่อตนได้ แม้ได้ยินเพียงครั้งเดียว

“ท่านอ๋องจะปล่อยนางไปจริงๆหรือพะย่ะค่ะ?”  องครักษ์หวังเอ่ยถามขึ้น พลางมองตามดรุณีน้อยทั้งสอง ก้าวจากไปจากวังต้วนอ๋องอย่างนึกเสียดายแทนผู้เป็นนาย

“ไยเจ้าคิดเช่นนั้น?”

“ท่านอ๋องคืนผ้าให้นางแต่โดยดีเช่นนี้ไม่เรียกว่าปล่อยแล้วจะเรียกอันใดเล่าพะย่ะค่ะ”

“เปิ่นหวางปล่อยนางไปเพราะสมควรทำความรู้จักกับนางให้มากกว่านี้ ยังต้องพิจารณานางอีกสักระยะว่านางจะเหมาะเป็นชายาของเปิ่นหวางหรือไม่ ส่วนเรื่องผ้าเจ้าอย่าได้กังวล เปิ่นหวางคืนนางไปเพียงชิ้นเดียว ”

“ท่านอ๋องหมายความว่า...” องครักษ์หวังตาโตอ้าปากค้าง แทบมิอยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

ผ้าตัวนอกมีลวดลายปักชัดเจนยังอยู่กับเปิ่นหวาง

“อ่า...” งานนี้องครักษ์หวังถึงกับพูดไม่ออก ท่านอ๋องช่างมากเล่ห์ มิรู้ว่าคุณหนูรองสกุลหยางโชคดีหรือร้ายกันแน่ที่สามารถผูกใจอ๋องผู้นี้ได้ถึงเพียงนี้

“มิรู้ว่าหย่งสือกับคุณหนูซูเม่ยเคลือบแคลงในตัวคุณหนูกันหนี่ว์หรือไม่ เปิ่นหวางอยากให้เจ้าลอบติดตามนางไป หากมีเหตุอันใดเกิดขึ้น ช่วยนางได้ก็จงช่วย หากเกินกำลังก็รีบมารายงานเปิ่นหวาง”

“รับด้วยเกล่าพะย่ะค่ะ” องค์รักษ์หวังที่กำลังอึ้งตกใจกับความมากเล่ห์ของผู้เป็นนาย ตั้งสติคำนับรับคำบัญชา จากนั้นก็เร้นกายหายไปราวกับสายลม

ด้านภาคินที่ขึ้นรถม้ามาได้สักระยะรู้สึกได้ว่าอิ่งฉินจับจ้องอยู่ตลอดเวลา จนอดไม่ได้ที่จะเกิดความรำคาญขึ้นมา

“ข้าเป็นนักโทษของเจ้าหรืออิ่งฉิน?”

“มิใช่เจ้าค่ะ”

“แล้วไยเจ้าจ้องข้ามิวางตาเช่นนี้เล่า?” งานนี้ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูจ้องกลับ ทำให้อิ่งฉินยู่ปากหายใจขึ้นจมูกเสียงดัง

“หึ… คุณหนูไหนรับปากกับแม่นมว่าจะไม่มีเรื่องกับคุณหนูสามไงเจ้าคะ?”

“เจ้าเคืองข้าเรื่องนี้?”

“มิได้เจ้าค่ะ แต่แม่นมกำชับนักกำชับหนา นอกจากดูแลความปลอดภัยของคุณหนู ยังต้องคอยกันมิให้คุณหนูเข้าใกล้คุณหนูสามด้วย นี่อิ่งฉินละเลยหน้าที่ไปแล้วนะเจ้าคะ” นางพูดไปก็ชักสีหน้าไป นึกถึงตอนที่คนได้แต่ยืนมองเหตุการณ์ห่างๆอยู่นอกศาลา ไม่อาจทำตามที่แม่นมเหยากำชับมาได้

“นี่แม่นมกำชับเจ้าเยี่ยงนี้หรือ?”

“เอ่อ...คือ...” อิ่งฉินอึกอักนึกขึ้นได้ว่าหลุดปากความลับระหว่างตนกับแม่นมเหยาออกมา

“ว่าอย่างไร จะให้ข้าถามซ้ำอีกหรือไม่?”

“ก็ได้เจ้าค่ะ แม่นมเหยากำชับอิ่งฉินมาเช่นนั้น แต่มิได้บอกเหตุผล”

“ข้าเข้าใจแล้ว” ภาคินเยียดยิ้มออกมา ดูท่าแม่นมเหยาจะรู้เนื้อแท้ของซูเม่ยดีเป็นแน่ ถึงได้พยายามปกป้องกันหนี่ว์ออกจากซูเม่ยขนาดนี้

“ว่าแต่คุณหนูเถิดอิ่งฉินยืนห่างๆมิอาจได้ยินก็จริง แต่ให้เดาการสนทนาต้องมิน่ารื่นรมย์”

“ช่วยมิได้ เห็นหน้านางแล้วแค้น นางบังอาจนักที่กล้าทำร้ายเจ้า” ดวงตาคู่สวยฉายแววตาน่ากลัวออกมา อิ่งฉินที่ได้เห็นได้ฟังเช่นนั้นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาได้

“นี่อย่าบอกนะว่าคนที่คุณหนูกล่าวถึงในรถม้าข้ามาคือคุณหนูสาม คนที่อิ่งฉินควรแค้นจริงๆคือคุณหนูสามหรือเจ้าคะ?”

“เห้อ...เจ้านี่ กว่าจะรู้กว่าจะฉลาด นี่ถ้าซูเม่ยถือมีดไว้คอยแทงเจ้า บัดนี้คงพรุนไปทั้งตัว”

“นางดูมิน่าร้ายกาจเลยนะเจ้าค่ะ”

“นางร้ายมากเลยต่างหากเล่า คนเรามองที่ภายนอกมิได้หรอกนะอิ่งฉิน” ภาคินพูดสั่งสอนแววตาห่วงใยเหมือนพี่ห่วงน้อง ลืมดูตนไปว่าร่างกันหนี่ว์นั้นเยาว์กว่าอิ่งฉินเสียอีก

“สรุปว่าเรื่องนั้นนางตั้งใจจริงๆใช่ไหมเจ้าคะ?”

“เจ้ามองโลกในแง่ดีคิดว่ามันบังเอิญจริงอย่างที่นางบีบน้ำตาเล่าอย่างนั้นหรือ ข้ามาไตร่ตรองเรื่องวันที่เจ้าถูกโบยอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว ข้าพบว่านางตั้งใจจงใจมาดักรอจับเจ้าเลยล่ะ” พูดไปริมฝีปากก็เหยียดยิ้มหยันไป ซูเม่ยช่างล้ำลึก แต่ฉลาดได้ไม่เท่าเขา

“ตั้งใจจับอิ่งฉินหรือเจ้าคะ?”

“ใช่ นางคงรู้ว่าข้ารับเจ้าเข้ามาหลายวันแล้วเลยมาดักจับเจ้าในวันนั้น และจุดที่นางจับเจ้าได้นี่แหละm ที่ทำให้ข้ามั่นใจว่านางตั้งใจมิใช่บังเอิญมาเจอแล้วจับเจ้า”

“วันนั้นจุดที่อิ่งฉินอยู่คือบริเวณเรือนคุณหนูใหญ่หนิงฮวาเจ้าค่ะ อ่า!...นั่นมิใช่ที่ๆนางพึงอยู่เลยสักนิด นางมิถูกกับคุณหนูใหญ่แต่กลับกล้าเดินเข้าออก มิถูก...มิถูก”

“นับว่าเจ้าฉลาดขึ้น”  ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม

“นางใช้อิ่งฉินเป็นหมากใช่ไหมเจ้าคะ? เพื่อให้คุณหนูถูกตำหนิที่รับอิ่งฉินเข้ามา” อิ่งฉินเริ่มเข้าใจบางอย่างเอ่ยถาม ในใจมีความชิงชังคุณหนูสามที่ทำตัวประดุจนางฟ้าขึ้นมา แท้จริงแล้วนางคือจิ้งจอกในคราบกระต่ายดีๆนี่เอง

“มิผิด แต่ข้าเองก็เป็นหมากสำหรับนางเช่นกัน แม้ว่าท่านแม่จะไม่ค่อยใยดี แต่ข้าก็ยังเป็นลูกของท่านแม่ ข้ากระทำเหตุใดมิควรท่านแม่ย่อมถูกท่านพ่อตำหนิไปด้วย”

“นางช่างล้ำลึกนะเจ้าคะ อยากจะเล่นงานฮูหยินใหญ่ ถึงขั้นใช้เราทั้งสองเช่นนี้” อิ่งฉินนึกขยาดคุณหนูสามขึ้นมา หน้าตางดงาม กิริยาอ่อนหวาน ทว่าจิตใจกลับร้ายเหลือ

“หึ...แต่ข้าเคี้ยวมิง่าย จึงไม่เป็นดั่งที่นางหวัง”

“เพราะเช่นนี้ใช่หรือไม่ ยามเราจะทำการใดคุณหนูจึงระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา” อิ่งฉินคิดถึงยามที่คุณหนูต้องการเผาเสื้อคลุมแล้วนางต้องออกไปตรวจตรารอบเรือนเสียก่อน

“มิผิด ที่จริงข้าอยากวางแผนฉีกใบหน้าใสซื่อของนางล้างแค้นให้เจ้าเหลือเกิน แต่แม่นมไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปยุ่งกับนาง นางจึงรอดตัวเป็นนางเอกอยู่จนถึงทุกวันนี้” จากวันที่เกิดเรื่องของอิ่งฉิน ภาคินก็เห็นตัวตนของหยางซูเม่ยอยากจะฉีกหน้าแต่รับคำแม่นมเหยาไว้แล้วจึงได้แต่จำยอมปล่อยผ่านไป 

ทว่าวันนี้ฤกษ์งามยามดี หนำซ้ำยังมีผู้คอยช่วยเหลือมากอำนาจ ทำให้เขาตอกฝาโลงให้ซูเม่ยชนิดไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดกันเลยทีเดียว

งานนี้แหละซูเม่ยเอ๋ย นอกจากจะฝันค้างกลางวันแล้ว ยังถูกพี่ชายใหญ่เคลือบแคลงสงสัยในความไร้เดียงสาด้วย อีกไม่นานจากสงสัยจะเป็นการจับผิด หากยังไม่สงบเสงี่ยบเจียมตนอีก เห็นทีความเอ็นดูจากพี่ชายก็คงไม่เหลือเช่นกัน

“ไยแม่นมเหยามิให้คุณหนูยุ่งกับนางเล่าเจ้าคะ?” อิ่งฉินที่เงียบครุ่นคิดเอ่ยถามขึ้น

“ข้าว่าแม่นมเหยาคงรู้เนื้อแท้นางอยู่แล้ว คงเกรงว่าหากข้าไปตั้งตนเป็นศัตรูจะโดนนางเล่นงานเอาได้”

“เช่นนี้เอง แม่นมเหยาถึงย้ำในอิ่งฉินฝึกยุทธ์ทุกวัน คงอยากให้อิ่งฉินปกป้องคุณหนูจากนาง คุณหนูมิต้องกลัวนะเจ้าคะ ไม่ว่านางจะมาไม้ไหน อิ่งฉินจะปกป้องคุณหนูเจ้าค่ะ”

“อืม ขอบใจเจ้ามากนะอิ่งฉิน” ผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูคลี่ยิ้ม ซาบซึ่งใจที่อิ่งฉินดูกระตือรือร้นในการปกป้องตน

 พอกลับมาถึงบริเวณหลังจวน ภาคินกับอิ่งฉิน เอาผ้ามาจากที่ซ่อน สับเปลี่ยนกับชุดที่ตนเองใส่ไปวังต้วนอ๋อง จากนั้นลอบเข้าประตูเล็กใกล้กับหลังเรือนของตน

“เข้าเรือนเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“ไม่ดีกว่าอยู่ตรงนี้ก่อน เอาหนังสือที่ข้าซ่อนไว้ออกมาซิ”

“นี่เจ้าค่ะ” อิ่งฉินหยิบหนังสือออกมาส่งให้คุณหนู ที่กำลังหย่อยกายนั่งลงบนชิงช้า

“เจ้าอ่านบทต่อจากเมื่อวาน” ภาคินให้อิ่งฉินอ่านหนังสือ อีกเล่มที่มีเนื้อหาเหมือนกัน

“คุณหนูเจ้าคะนี่ไม่ใช่เวลามาสอนหนังสืออิ่งฉินนะเจ้าคะ” นางเอ่ยด้วยใบหน้าง้ำงอ นางอ่านหนังสือพอได้ บ้างเล็กๆน้อยๆ คุณหนูจึงสอน เพิ่มเติมให้มาโดยตลอด แต่ยามนี้ ไม่ใช่เวลามานั่งสอนหนังสือ คุณหนูควรรีบเข้าเรือนเสียมากกว่า

“เอาเถอะน่า มานั่งอ่านหนังสือกันก่อนเถอะ อย่าพึ่งรีบร้อนเข้าเรือนเลย”

“ก็ได้เจ้าค่ะ ที่จริงอยากคุยอย่างอื่นมากกว่าอ่านหนังสือนะเจ้าคะ

“เรื่องอันใดงั้นหรือ?”

“เรื่องที่คุณหนูสนทนากับท่านอ๋องไงเล่าเจ้าคะ”

“เรื่องนั้นแหละที่สมควรจะปิดปากเงียบ เกิดมีผู้ใดมาได้ยินเข้า ความลับของข้าคงแตกละเอียด”  พอผู้มีศักดิ์เป็นคุณหนูเอ่ยออกมาเช่นนี้ อิ่งฉินก็ตาโตมองซ้ายขวาอย่างระแวง

“จริงด้วยเจ้าค่ะ อิ่งฉินลืมคิดไป เกือบทำเรื่องแย่ไปเสียแล้ว”

“คราวหลังเจ้าก็จงระวัง หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง เจ้าจงจำเอาไว้”

“อิ่งฉินทราบแล้วเจ้าค่ะ”  จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งอ่านหนังสือด้วยกันอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงโวยวายมาแว่วๆจากทางด้านหน้าเรือน

“คุณหนูได้ยินเสียงอันใดไหมเจ้าคะ อิ่งฉินเอ่ยถามขึ้นพลางเอียงหูฟัง”

“หึ ได้เวลาเข้าเรือนกันแล้วล่ะ ว่าแล้วก็ ลุกขึ้นจากชิงช้าเดินนำไปที่เรือน”

“ทำไมข้าถึงเข้าไปมิได้ หรือว่าพี่กันหนี่ว์มิอยู่ พวกเจ้า ถึงได้ขวางข้าเช่นนี้”

พอเข้ามาถึงประตูเรือน ภาคินก็เหยียดยิ้มเมื่อเห็นว่าซูเม่ยกำลัง พยายามบุกรุกเรือนตน แม้ว่าแม่นมเหยา จะพยายามขวางอยู่ก็ตาม

“เข้าไม่ได้เจ้าค่ะนี่เป็นเรือนส่วนตัวของคุณหนูรองนะเจ้าคะ” แม่นมเหยากางแขนขวางประตูเอาไว้ยืนยันไม่ยอมให้เข้า

“หากเจ้ายังคงดึงดัน มิให้ข้าเข้าเห็นที่พี่กันหนี่ว์คงมิอยู่ในเรือนเสียกระมัง”

“ใช่ข้าไม่ได้อยู่ในเรือน แล้วอย่างไรเล่า? ” ภาคินส่งเสียงแสดงตนออกไป ทำให้ซูเม่ยหันมามองอย่างตกใจ

“พี่กันหนี่ว์”

“ยังไม่ลืมว่าข้าเป็นพี่เจ้านี่” ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม คิดไว้อยู่แล้วว่าถ้าหย่งสือระแคะระคายคงมีหลุดปากบอกซู่เม่ย แผนถ่วงเวลาของท่านอ๋องคงไม่ได้ผลใน ในเมื่อซูเม่ยสามารถขอแยกตัวออกมาเมื่อใดก็ได้

“ไยพี่กันหนี่ว์กล่าวเช่นนี้เล่า เม่ยเอ๋อร์มิเคยลืมว่าท่านเป็นพี่”

“แต่การกระทำของเจ้า มิได้ให้เกียรติข้าเลย คิดจะบุกเรือนข้าก็จะบุก หรือเห็นว่าท่านพ่อกับพี่ชายใหญ่ เอ็นดูเลยคิดจะทำการใดก็ได้งั้นหรือ?”

“เม่ยเอ๋อร์หาคิดเช่นนั้นไม่ เพียงแต่เม่ยเอ๋อร์ออกไปข้างนอกกับพี่ชายใหญ่มาพบเจอผู้ที่คล้ายท่านเจ้าค่ะ”

“เจอคนที่คล้ายข้าแล้วอย่างไร เจ้ามีหน้าที่บุกเรือนเพื่อตรวจสอบข้าอย่างนั้นหรือ?” ภาคินย่างก้าวเข้าหา ซูเม่ยตกใจก้าวถอยหลังจนชิดประตูเรือน

“ข้าแค่รับคำพี่ชายใหญ่มา”

“ข้ามิเชื่อ แต่ให้พี่ชายใหญ่รู้สึกว่าคนผู้นั้นเหมือนข้าสักเพียงใด ก็คงไม่สั่งให้เจ้าบุกเรือนข้าเช่นนี้”

“ข้า... ”

“ข้าอย่างไร มิใช่ได้ยินพี่ชายใหญ่พูดว่าคนผู้นั้นคล้ายข้า เจ้าเลยกุลีกุจอรีบมาค้นเรือนข้าหรอกหรือ? ”

“ข้าทำตามที่พี่ชายใหญ่สั่งเจ้าค่ะ” ซูเม่ยยังคงยืนยันคำเดิมดวงตาที่สบเข้ากับเขาสั่งระริก อย่างไรนางก็เป็นแค่เด็กสาววัยสิบสี่ต่อให้ได้รับการเสี้ยมสอนอย่างไรก็ไม่มีทางเจนโลกเท่าเขา

“หึ คิดว่าข้าโง่หรือ คราก่อนพี่ชายใหญ่กล่าวเองว่าไม่ควรยุ่งเรื่องในเรือน ยิ่งตอนนี้ท่านแม่ของข้าอยู่ที่จวนมิได้ออกไปที่ใด ยิ่งไม่มีทางทำอันใดข้ามหน้าข้ามตา เจ้าจะโป้ปดอันใด คิดบ้างหรือไม่ว่าข้าเองก็เป็นน้องพี่ชายใหญ่เช่นกัน มีโอกาสพบเจอแล้วถามความจริงได้เช่นกัน”

“พี่กันหนี่ว์อย่ารังแกเม่ยเอ๋อร์”  ซูเม่ยร้องเสียงสั่นเมื่อผู้เป็นพี่สาวแสยะยิ้มขยับกายชิดเข้ามาเสียทุกที

“ข้าน่ะหรือรังแกเจ้า มิใช่เจ้าหรือที่รังแกข้า พยายามบุกรุกเรือนข้า และยังข่มขู่แม่นมเหยาด้วย ซูเม่ยเอ๋ยซูเม่ย...ตั้งแต่พี่ชายใหญ่กลับมาคนหนุนหลังเพิ่มขึ้น เจ้าหลงระเริงจนลืมตนไปเสียแล้ว”

“เม่ยเอ๋อร์เปล่าหลงระเริงอันใด เม่ยเอ๋อร์แค่หวังดีกับครอบครัวเท่านั้น”

“หากข้าจะออกไปนอกจวนจริงๆ แล้วอย่างใด ต้องออกไปทำเรื่องเสื่อมเสียจนเจ้าต้องหวังดีมาบุกเรือนข้างั้นหรือ นี่เจ้าดูถูกข้าอยู่ชัดๆ”

ซูเม่ยชอบทำตนให้ผู้อื่นมองว่าดี นางจะต้องมีส่วนในเหตุการณ์ที่ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง คุณหนูใหญ่ และคุณหนูเล็กทำผิดพลาดเสมอ เสนอตนเข้าไปช่วยและเสนอตนเอาเรื่องไปรายงานเสนาบดีหยางด้วยเช่นกัน มองเหมือนหวังดี ทั้งที่ลำบากใจก็ยอมฝืนใจรายงานผู้เป็นบิดา ทว่ามองดีๆแล้วคือการเอาหน้านี่เอง

ยิ่งไปกว่านั้นยามมีเรื่องกระทบกระทั่งกับพวกฮูหยิน นางที่เป็นคนส่วนน้อยตัวคนเดียวจะกลายเป็นผู้น่าสงสารไปโดยปริยาย อะไรก็ไม่ร้ายเท่าคำคน แค่มีคำลือออกไปว่าคุณหนูสามแห่งสกุลหยางถูกรังแก พวกฮูหยินจะทำอันใดก็ย่อมถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิดเสมอ

“เม่ยเอ๋อร์แค่หวังดี เกรงว่าพี่กันหนี่ว์จะออกนอกจวนโดยมิรู้ว่าต้องบอกหล่าวท่านพ่อก่อน จึงรีบมาเตือนเจ้าค่ะ”

“เหอะ ลูกอนุลืมกำพรืดอาจหาญทำตนเป็นผู้จัดการเรือน มา!ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าท่านพ่อท่านแม่จะกล่าวเช่นใด หากรู้ว่าลูกอนุเช่นเจ้าถือดีมาตักเตือนข้า ไปหาท่านพ่อท่านแม่ด้วยกัน” ภาคินฉุดกระชากให้ซูเม่ยตามตนไปที่เรือนใหญ่ ยิ่งได้สนทนากับนางยิ่งอารมณ์เสีย เข้าใจแล้วทำไมพี่น้องผู้หญิงคนอื่นถึงได้เกลียดชังนาง

“ปล่อยข้านะพี่กันหนี่ว์!”

“ทำไมต้องปล่อย ยามออกจากเรือนข้า เจ้าอยากจะไปหาท่านพ่ออยู่แล้วนี่ ไปพร้อมกันเลยจะได้รู้ดำรู้แดงกันไป”

“ไม่! ปล่อยข้านะ ปล่อย!”

“โอ้ย!” / “คุณหนู!” ยื้อยุดกันไปมาซูเม่ยก็ผลักร่างของกันหนี่ว์ล้มไปกระแทกกับขอบเสา! ทำเอาแม่นมเหยาตกใจร้องเสียงหลงออกมา

ช่วยด้วยคุณหนูสามรังแกคุณหนูรอง!” เสียงบ่าวผู้ชายร้องดังลั่นออกมาทำให้ซูเม่ยตกใจหน้าซีดเผือก พยายามเข้ามาฉุดดึงให้ร่างของกันหนี่ว์ลุกขึ้น

“อย่ารังแกคุณหนูรองนะ”  อิ่งฉินพยายามเอาตัวมาบังปกป้อง ทำให้เหตุการณ์ดูยุ่งเหยิง เหมือนซูเม่ยกำลังข่มเหงกันหนี่ว์อยู่จริงๆ

“ว้าย! ตายแล้วคุณหนูรองถูกรังแก!” บ่าวของเรือนฟางเซียนที่ชอบมาเก็บดอกไม้แถวนี้ เอ่ยร้องเสียงดังทำให้บ่าวนับสิบที่ได้ยินรีบวิ่งมาดูเหตุการณ์

“ไม่จริงอย่างคุณหนูสามหรือจะกล้า?”  มีเสียงกระซิบกระซาบแว่วออกมาจากบ่าวพวกนั้น ภาคินที่นั่งกับพื้นก้มหน้าอยู่จึงเงยหน้าขึ้นมา

“เลือด!”

“นี่คุณหนูสามกล้าทำร้ายคุณหนูรองขนาดนี้เลยหรือ? ”

“ก็ไม่แน่โดนคุณหนูรองต่อว่าเรื่องการลงโทษบ่าวของคุณหนูรองไป คุณหนูสามอาจจะแค้นก็ได้” ลมเปลี่ยนทิศชัดเจน ทำให้ซูเม่ยหน้าซีดเซียวยิ่งเห็นเลือดไหลออกมาตรงหน้าผากพี่สาวต่างมารดานางยิ่งตกใจ

“คุณหนู...คุณหนูของอิ่งฉินเจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ ฮือออ.. เจ้า! เจ้ากล้าดียังไงมารังแกคุณหนูของข้า! ” อิ่งฉินโกรธจัดจะพุ่งเข้าใส่ซูเม่ยดีที่แม่นมเหยายึดเอาไว้ทัน

“ใจเย็นก่อนอิ่งฉิน” ภาคินเอ่ยพร้อมแตะไหล่ ทำให้อิ่งฉินเริ่มใจเย็นลง

“แต่นางทำคุณหนูนะเจ้าคะ”

“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินนาง ที่นี้เจ้าคงตามข้าไปหาท่านพ่อท่านแม่ได้แล้วนะซูเม่ย” พอได้ยินเช่นนี้ซูเม่ยก็มองไปรอบๆบ่าวมากมายจ้องมองนางอยู่ ไร้ประโยชน์ที่จะหลีกเลี่ยง ยอมเดินตามพี่สางไปที่เรือนใหญ่แต่โดยดี

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเคลื่อนขบวนไปที่เรือนใหญ่มิมีผู้ใดสังเกตเลยว่าบนต้นไม่ใหญ่ข้างเรือนคุณหนูรอง มีชายร่างกำยำอิงแอบอยู่บนนั้น

ฟู่องครักษ์หวังที่เป่าลมหายใจออกจากปาก ท่านอ๋องสั่งไว้ มีอันใดช่วยได้ในช่วย เขาจึงตะโกนร้องประจานคุณหนูซูเม่ยเสียเสียงดังจนมีคนสนใจขึ้นมานี่แหละ

ภายในเรือนใหญ่บัดนี้สถานการณ์กำลังร้อนระอุ หลังจากฟังแม่นมเหยาคนเก่าคนแก่ของจวนเล่าเรื่อง เสนาบดีหยางก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในขณะที่ฮูหยินใหญ่กับฮูหยินรองแข่งกันจิกตาใส่ซูเม่ยด้วยความชิงชัง

“ซูเม่ยช่างกล้า ขนาดฮวาเอ๋อร์เป็นพี่สาวแท้ๆ ยังมิมีความคิดบุกเรือนหนี่ว์เอ๋อร์เลย”

“พี่หนิงฮว่าพูดถูก นางทำเหมือนกับว่าเป็นผู้กุมอำนาจจวนนี้ จะบุกเรือนใครก็ได้” ฟางเซียนกล่าวเห็นด้วยกับพี่สาวต่างมารดา ทำให้ภาคินแอบลอบพิจารณาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ดูเหมือนว่าจะไม่ไดรักกันปานกลืนกิน แต่ก็ไม่ถึงขั้นไม่ชอบหน้ากัน

“แล้วเจ้าได้ออกไปจริงหรือไม่?” เสนาบดีหยางหันมาถามทำให้ภาคินเหยียดยิ้ม คนๆนี้ยังพยายามช่วยซูเม่ยจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ

“ย่อมมิจริง หนี่ว์เอ๋อร์อ่านหนังสือกับอิ่งฉินใต้ต้นไม้หลังเรือน มิได้ออกไปเจ้าค่ะ” เรื่องอะไรจะยอมบอกความจริง และถึงแม้ตัวเขาจะออกไป ก็ใช่ว่าซูเม่ยจะมีหน้าที่มาคอยจับผิดถึงขั้นบุกเรือนถึงเพียงนี้

“จริงเจ้าค่ะ นี่หนังสือเจ้าค่ะ คุณหนูเห็นว่าบ่าวสนใจหนังสือ จึงช่วยสอนอ่านเจ้าค่ะ” อิ่งฉินรีบกุลีกุจอส่งหนังสือทั้งสองเล่นให้เสนาบดีหยาง มือหนาลองเปิดดูก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เล่มที่มีสภาพดีกว่ามีรอยจดพัฒนาการของผู้ถูกสอนด้วย ซึ่งดูเหมือนใช้เวลาในการสอนมานาน จึงมิใช่ข้ออ้างลอยลม

“ถ้าท่านพ่อสงสัย จะลองภูมิหนี่ว์เอ๋อร์กับอิ่งฉินก๋ย่อมได้”

“มิได้สงสัย เพียงแต่แปลกใจที่เจ้าให้ความสำคัญกับบ่าวในเรือนถึงเพียงนี้”

“ตั้งแต่นางถูกโบย หนี่ว์เอ๋อร์ก็สงสารและเอ็นดูนางเป็นพิเศษเจ้าค่ะ” ภาคินตอบกลับพร้อมทั้งปรายตาไปที่ซูเม่ยเป็นการย้ำเรื่องผิดพลาดที่นางเคยทำไว้ด้วย

“อ่า...นางสมควรได้รับสิ่งดีๆแล้ว”

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อมีใจเมตตานางเหมือนหนี่ว์เอ๋อร์ หนี่ว์เอ๋อร์ก็ยินดี หวังว่าเรื่องวันนี้ท่านพ่อจะมีใจเมตตาหนี่ว์เอ๋อร์ด้วยเช่นกัน” ร่างระหงเอ่ยพลางหลุบตาลง ยกมือคลำหน้าผากที่บัดนี้มีผ้าสีขาวปิดแผลห้ามเลือดเอาไว้

“ท่านพี่ควรให้ความยุติธรรมหนี่ว์เอ๋อร์ ซูเม่ยเป็นเพียงลูกอนุถืออย่างไรมาบุกรุกเรือนหนี่ว์เอ๋อร์ ซ้ำร้ายยังทำร้ายหนี่ว์เอ๋อร์อีก” ฮูหยินใหญ่ออกปากกดดัน งานนี้แค่มองก็รู้แล้วว่าคนผิดคือผู้ใด

“ท่านพ่อเม่ยเอ๋อร์แค่ตกใจ ที่ออกไปแล้วเจอคนที่เหมือนพี่กันหนี่ว์” ซูเม่ยแก้ต่าง

“แล้วอย่างไรเล่า ถึงจะเจอผู้ที่คล้ายหนี่ว์เอ๋อร์จริง เจ้าก็ควรมาแจ้งฮูหยินใหญ่ ควรแล้วหรือที่ไปบุกเรือนนางเช่นนี้ อย่าลืมว่าเจ้าเป็นใคร มีสิทธิ์แค่ไหนในจวนนี้” ฮูหยินรองกล่าวเสริมอีกคน ศัตรูของศัตรูย่อมเป็นมิตร และหากถึงแม้จะไม่ใช่มิตรนางก็ยินดีร่วมช่วย ขอเพียงได้เห็นหายนะของซูเม่ย

“ที่ท่านแม่รองกล่าวมาไม่ผิด อีกอย่างทุกคนในที่นี้คงลืมไปแล้วว่า ลูกฮูหยินใหญ่หากจะออกนอกจวนได้โดยมิบอกกล่าวผู้ใดก็ย่อมทำได้ เพียงแต่การบอกจะทำให้คนในบ้านไม่ต้องมาคอยห่วง ทั้งข้าและหนี่ว์เอ๋อร์จึงบอกก่อนตลอด ผิดกับลูกอนุที่อย่างไรเสียก็ต้องขออนุญาตก่อนเสมอ เม่ยเอ๋อร์เป็นลูกอนุอาจเรื่องที่ตนเองต้องปฏิบัติจนเคยชินมาตัดสินจนลืมดูฐานะตนเอง”

“ลืมดูฐานะจนถึงขั้นบุกเรือนจับผิดเช่นนี้ การกระทำของนางเรียกได้ว่าเหยียบหัวท่านแม่ใหญ่เพื่อเอาหน้าเลยเจ้าค่ะ” ฟางเซียนร่วมช่วยหนิงฮวาทำให้ความผิดของซูเม่ยดูร้ายแรงขึ้น

“หึ ท่านพี่ให้ท้ายนางจนลืมตน พอข้าเอ่ยว่าอันใดก็กล่าวเป็นรังแกนาง ไยท่านพี่ไม่คิดว่าคนสี่คนที่รุมเกลียดนางอยู่ตรงนี้ เป็นเพราะธาตุแท้ของนาง” ฮูหยินใหญ่แค่นเสียงเอ่ย เสนาบดีหยางจนใจเหลือเกิน ไม่สามารถช่วยบุตรีที่เป็นแก้วตาแก้วใจได้ เพราะพยานรู้เห็นมากมาย

“ลูกอยู่อย่างสงบเจียมตนมาตลอด รู้ตัวว่าไม่เป็นที่รักของผู้ใด แม้กระทั่งซูเม่ยส่งคนมาแอบลอบจับผิดบ่อยๆก็มิเคยโวยวาย แต่นี้ถึงขั้นอุกอาจบุกเรือนมันเกินกว่าที่ลูกรับได้เจ้าค่ะ” ภาคินพูดไปดวงตาก็ฉายแววเศร้าสร้อยไปด้วย อยากจะบีบน้ำตาออกมาสักหยดสองหยดเหลือเกิน แต่เสียทีข้างในเป็นชายเรื่องบีบน้ำตาจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน

“เม่ยเอ๋อร์เปล่าเจ้าค่ะ มิได้ส่งคนไปจับผิดพี่กันหนี่ว์เลยเจ้าค่ะ”

“แต่คนของเซียนเอ๋อที่เคยใช้ให้ไปเก็บดอกไม้มาใส่น้ำเวลาอาบ ชอบพูดว่าเห็นคนของพี่ซูเม่ยแถวๆเรือนพี่กันหนี่ว์บ่อยๆ” เป็นที่รู้กันทั่วว่าคุณหนูเล็กแห่งสกุลหยางชอบอาบน้ำท่ามกลางดอกไม้ คนของนางจึงต้องเดินหาเก็บดอกไม้รอบจวนเป็นเรื่องปกติ

“เรื่องนั้นข้า... ”

“จะให้คนของเซียนเอ๋อร์ มาชี้ตัวดีหรือไม่ ว่าเห็นบ่าวคนใดของพี่ซูเม่ย” พอฟางเซียนท้าทายซูเม่ยก็อึกอักพูดไม่ออก

“เอาล่ะ เม่ยเอ๋อร์ผิดที่บุกรุกเรือนของหนี่ว์เอ๋อร์ ข้าจะลงโทษ” เสนาบดีหยางเอ่ยตัดสิน

“อย่าลืมเรื่องที่นางวางอำนาจข้ามตาข้าด้วยนะท่านพี่ ต่อให้มีเรื่องอันใดในเรือนเกิดขึ้น นางก็ควรมารายงานข้าผู้ซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่”

“อ่อ!... อย่าลืมเรื่องที่นางทำร้ายร่างกายหนี่ว์เอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะท่านพี่” ฮูหยินใหญ่กับฮูหยินรองกล่าวขึ้น ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มฉันท์มิตรให้คุณหนูรองผู้ถูกลืมท้ายจวนมาโดยตลอด

“ข้าเข้าใจแล้ว หนึ่งความผิดที่เจ้าบุกรุกเรือนพี่สาวเจ้า มีโทษกักบริเวณหนึ่งเดือน ห้ามเจ้าและบ่าวของเจ้าออกมานอกบริเวณเรือนเด็ดขาด ข้าวปลาของสดคนจากเรือนใหญ่จะจัดแบ่งไปให้ สองความผิดที่เจ้ามิให้เกียรติแม่ใหญ่ของเจ้า กระทำการอุกอาจด้วยตนเอง มีโทษตัดเบี้ยเลี้ยงหนึ่งเดือน สามความผิดที่เจ้าทำร้ายร่างกายพี่สาวเจ้า มีโทษโบยสามที นี่คือโทษของเจ้า” เสนาบดีหยางเอ่ยจากนั้นก็เดินออกจากห้องโถงไปอย่างจนใจ ส่วนคนอื่นๆก็รอดูซูเม่ยถูกโบย ไม่มีใจสงสารแม้ว่านางจะร้องไห้จนใบหน้าแดงก่ำ

“คุณหนูจะกลับเรือนเลยหรือเจ้าคะ?” อิ่งฉินเอ่ยถามเมื่อคุณหนูของนางลุกจากเก้าอี้

“ข้าใจไม่แข็งพอจะเห็นนางถูกโบย” ภาคินเอ่ยตอบ อย่างไรในสายตาเขาซูเม่ยก็เป็นเด็กอยู่ดี นางอาจไม่ได้ตั้งใจผลักพี่สาวจนเลือดตกยางออกก็ได้ อีกทั้งที่นางมีนิสัยเช่นนี้อาจเป็นไปได้ว่าแม่ที่ตายไปแล้วของนางเป็นคนปลูกฝังมา เขาจึงมิได้ถึงขั้นปักใจเกลียดชัง

“ถ้าเช่นนั้นนมพยุงคุณหนูเองเจ้าค่ะ ส่วนอิ่งฉินเจ้าไปตามหมอมา” แม่นมเหยารีบเข้ามาพยุง แรงของคุณหนูสามเป็นแรงของผู้ฝึกยุทธ์ ย่อมทำให้คนธรรมดาอย่างคุณหนูของนางเจ็บไม่น้อย

“เจ้าค่ะอิ่งฉินจะรีบไปตามหมอ” ทั้งสามก้าวออกจากเรือนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจบ่าวคนอื่น หารู้ไม่ว่าบทสนทนาทั้งหมดได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

“คุณหนูรองมิอาจทนมองคุณหนูสามถูกโบย นางจิตใจดีโดยแท้”

“คุณหนูรองโดนทำร้ายจนเรียกพบหมอ”

“คุณหนูรองเลือดออกมิใช่น้อย ผ้าห้ามเลือดของนางโชกไปด้วยเลือด”

สารพัดคำกล่าวเกี่ยวกับคุณหนูรองหยางกันหนี่ว์


 โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น