Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP8 | เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 2

ชื่อตอน : EP8 | เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2560 14:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP8 | เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 2
แบบอักษร


“เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรกับสิ่งนี้” ท่านอ๋องเอ่ยความพร้อมยื่นม้วนกระดาษให้ ร่างระหงรับมาคลี่ดู จากนั้นก็เบิกตากล้าง มองสิ่งที่ปรากฏอยู่กับคนที่นั่งตรงข้ามสลับกันไปมา

“หม่อมฉันอ่านตำรามามาก แต่ยังมิเคยปรากฏสิ่งนี้ในตำราเหล่านั้น”

“เปิ่นหวางเป็นผู้คิดขึ้นมาเอง เปิ่นหวางอยากรู้ดรุณีน้อยความคิดประหลาดเช่นเจ้า เห็นอย่างไรกับเขื่อนเก็บน้ำของเปิ่นหวาง”

“ดียิ่งเพคะ หากทำออกมาแล้วก็สามารถจัดการได้ทั้งภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม พระองค์เป็นอัจฉริยะโดยแท้จริงเพคะ” ผู้ถูกถามเอ่ยชม

สำหรับภาคินแล้ว แม้ว่าเขาจะถูกสรรเสริญว่าเป็นอัจฉริยะที่คิดสิ่งน่าอัศจรรย์ใจอย่าง สบู่ ขึ้นมาได้ แต่นั่นก็เพราะมีภูมิความรู้จากชีวิตก่อน หาใช่คิดค้นขึ้นมาเองโดยมิมีผู้ชี้ทางเฉกเช่นอ๋องผู้นี้ไม่

ท่านอ๋องคิดสร้างเขื่อนเก็บน้ำโดยที่ในมิตินี้ยังไม่มีผู้ใดคิดสร้างมาก่อน คนผู้นี้ถือเป็นผู้กล้าคิดและเป็นอัจฉริยะโดยแท้จริง

“เสียดายขุนนางทั้งหลายมิคิดเช่นเจ้า”

“ขุนนางเหล่านั้น เป็นโรคสายตาสั้นมองมิเห็นการณ์ไกล คำค้านของพวกเขาเปรียบดั่งโคลนตมฉุดรั้งความเจริญที่ท่านอ๋องกำลังทำให้เกิดขึ้น”

“ขุนนางที่เปิ่นหวางกล่าวถึง หนึ่งในนั้นเป็นบิดาของเจ้าด้วย” ท่านอ๋องเจ็ดกล่าว จากนั้นก็ดื่มชาจ้องมองปฏิกิริยาของดรุณีน้อยตรงหน้า

“หม่อมฉันอาจดูอกตัญญูที่ต้องยืนยันคำพูดเดิมที่ได้กล่าวไว้เพคะ” ภาคินเลือกที่จะเป็นผู้หนักแน่นในคำพูด แม้ท่านอ๋องอาจจะมองว่าอกตัญญูที่อาจหาญต่อว่าบิดาก็ตาม

หารู้ไม่ว่าคำตอบนั้นทำให้ผู้สูงศักดิ์รู้สึกชื่นชมมากขึ้น สตรีที่ควรคู่กับชายมากอำนาจ จะต้องมีคุณธรรมผิดถูกว่าไปตามเหตุ มิใช่สตรีที่ใจกตัญญูเอื้อประโยชน์ให้สกุลตน แต่ละเลยส่วนรวม

ยังไม่ปักใจรักถึงขั้นอยากได้มาเป็นชายาในทันทีทันใด แต่ท่านอ๋องเจ็ดก็ยกให้หยางกันหนี่ว์อยู่เหนือสตรีทุกนางที่เคยพานพบมา

“เอาเถิดที่ผ่านมา เปิ่นหวางก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” ท่านอ๋องวางถ้วยชาลงแล้วคลี่ยิ้ม

“มีผู้ค้านเช่นนี้ โครงการเขื่อนของท่านอ๋องจะเป็นอย่างไรเพคะ?”

“เขื่อนเป็นโครงการใหญ่  ดังนั้นสร้างตามอำเภอใจมิได้ อย่างน้อยต้องมีฝ่ายสนับสนุนเกิดขึ้นเสียก่อน” ท่านอ๋องพูดพลางถอนหายใจเฮือกยาว สิ่งที่สร้างเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่กลับโดนคัดค้าน เพราะขุนนางหวงแหนงบหลวง เกรงว่าจะหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตนมิสะดวก

“ท่านอ๋องคิดว่าเสียงของประชาชนส่วนมากกับเสียงของขุนนางรวมแล้วไม่กี่ชีวิต ฮ่องเต้จะทรงให้ความสำคัญเสียงใดมากกว่ากันหรือเพคะ?”

“ย่อมเป็นของเสียงประชาชนส่วนใหญ่อยู่แล้ว ฮ่องเต้ทรงงานหนักเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในแคว้น พระองค์ย่อมใส่ใจประชาชนของพระองค์” ท่านอ๋องตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ

“ถ้าเช่นนั้น ไยท่านอ๋องมิให้ประชาชนเป็นผู้สนับสนุนแทนขุนนางที่เอาแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเล่าเพคะ?”

“นี่เจ้า...”

“แรงสนับสนุนของท่านอ๋องมีมากกว่าขุนนางทั้งหมดในท้องพระโรงเสียอีกเพคะ เพียงแค่ท่านอ๋องจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปให้อธิบายให้ประชาชนทราบถึงข้อดีข้อเสีย จากนั้นก็ขอรายชื่อผู้ที่ต้องการให้มีการสร้างเขื่อนกลับมา เสียงส่วนมากย่อมมีพลังมากกว่า เท่านี้ขุนนางในท้องพระโรงก็มิอาจคัดค้านท่านอ๋องได้” น้ำเสียงหวานพูดอธิบาย ท่านอ๋องเจ็ดฟังแล้วเพ่งพิศมองดรุณีน้อยผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งคาดไม่ถึงและชื่นชม

“เปิ่นหวางช่างโง่เขลาเสียจริงที่มิเคยคิดอย่างที่เจ้าคิด”

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ที่ท่านอ๋องมิเคยคิดเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะใส่ใจในอำนาจของขุนนางเกินไป จนลืมไปว่าสิ่งที่ใช้ถ่วงอำนาจขุนนางเหล่านั้นได้คือพลังของปวงประชาในแคว้นเพคะ” ผู้ถูกชมไม่หลงตนจนทำตัวเป็นบ่าวข่มนาย กล่าวถ่อมตนขึ้นด้วยรอยยิ้มบางๆ

“การได้สนทนากับเจ้าเป็นสิ่งดียิ่ง เปิ่นหวางดื่มให้เจ้าหนึ่งจอก”

“ด้วยน้ำชาหรือเพคะ?” ภาคินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มขันนิดๆ เพราะในหนังจีนเคยเห็นแต่การดื่มสุราเพื่อแสดงถึงการให้เกียรติมิใช่น้ำชาเช่นนี้

“กับดรุณีน้อยไม่ถึงวัยปักปิ่น ดื่มน้ำชาเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว เอาไว้เจ้าเลยวัยปักปิ่นเมื่อใด ค่อยเป็นสุรายังมิสาย”

“เช่นนั้นก็ได้เพคะ ดื่ม…” ว่าแล้วทั้งคู่ก็ดื่มน้ำชาหนึ่งจอกพร้อมๆกัน

บรรยากาศที่ศาลาริมสระบัวดีขึ้นอย่างยิ่ง ความอึดอัดลดลงจนแทบไม่รู้สึกว่ามี ทำให้อีกสี่คนที่ยืนอยู่ห่างๆยิ้มกว้างไปตามๆกัน

“งื้อออ...”

“เจ้าเป็นอันใดไป?” องครักษ์หวังหลวนซานถามขึ้น เมื่อแม่นางน้อยผู้ติดตามคุณหนูชุดขาวยืนบิดไปบิดมา

“ข้าน้อยเขิน” นางตอบขณะที่จ้องมองไปทางท่านอ็องเจ็ดและคุณหนูของตน

“เขินอันใด ท่านอ๋องมิได้สนทนากับเจ้า แต่เป็นเจ้านายของเจ้า”

“เฮ้อ!... ท่านองครักษ์ไม่เข้าใจเอาเสียเลย ที่เขินนั้นข้ากำลังเขินแทนคุณหนูอยู่ต่างหากเล่า” อิ่งฉินตอบพลางถอนใจใส่องครักษ์ผู้นี้

“อาการเขินอายทำแทนกันได้ด้วยหรือ? เจ้านี่ประหลาดเสียจริง?”

“โธ่ท่านมิเข้าใจอีกแล้ว ท่านมองคุณหนูของข้าสิ นางเขินอายท่านอ๋องบ้างหรือไม่”

“ก็ไม่” ดวงตาคมหันไปมองผู้เป็นนายกับดรุณีน้อยแล้วส่ายหัว นางไม่มีท่าทางเขินอายใดๆเลยแม้แต่น้อย

“ก็นั่นไง ถ้าเป็นหญิงอื่นคงอายม้วนหากท่านอ๋องสนทนาด้วยยิ้มให้ด้วยเช่นนี้ แต่คุณหนูของข้าน้อยมิมีอาการดั่งว่าเลยสักนิด อาจเป็นเพราะคุณหนูคงยังไม่เข้าใจความรู้สึกฉันท์ชายหญิง ข้าน้อยเลยเขินนำให้ก่อน แล้วค่อยกลับไปอธิบายให้คุณหนูเข้าใจ คุณหนูจะได้เขินตามทีหลังไงเล่า”

“เจ้านี่...เฮ้อ...ข้าหมดคำจะกล่าว”พอได้ฟังแม่นางน้อยผู้ติดตามเอ่ยเช่นนี้ก็ส่ายหัว จริงๆคงเป็นดรุณีที่แปลกกันทั้งนายทั้งบ่าว

ทุกคนกำลังดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ จนไม่รู้สึกถึงบุคคลที่ห้าและหกกำลังร่วมมองดูท่านอ๋องเจ็ดดื่มชากับแม่นางชุดขาวสวมหน้ากากครึ่งหน้าอยู่ด้วย

“พี่หลวนซาน”

“?...หย่งสือ!” องครักษ์หนุ่มตกใจไม่น้อยที่รองแม่ทัพมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง!

“ใช่ข้าเอง ข้ากับน้องสาวแวะมา มิคาดว่าท่านอ๋องกำลังมีแขก” หยางหย่งสือเอ่ยตอบพลางเพ่งมองไปยังศาลาริมสระบัว มิทันสังเกตว่าผู้ที่ยืนข้างๆองครักษ์หวังตกใจกับการปรากฏตัวของตนกับน้องสาวจนแทบสิ้นสติ

เฮือก!” อิ่งฉินพยายามสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆตั้งสติแล้วเก็บอาการ คุณหนูของนางช่างคาดการณ์ได้แม่นยำ แม้จะมีตัวแถมอย่างคุณหนูสามหยางซูเม่ยเพิ่มมาด้วยก็ตาม

“ใช่ แขกของท่านอ๋องผู้นี้สำคัญมาก เป็นผู้ที่เจ้าคาดมิถึงว่าจะได้มีโอกาสได้พบเจอเชียวล่ะ” องครักษ์หวังตามพลางลอบตบไหล่ให้กำลังใจผู้ติดตามตัวน้อย หลังๆมานี้เขากับท่านอ๋องพอทราบมาบ้างแล้ว ว่าคุณหนูชุดขาวมิเพียงปกปิดตัวตนกับคนทั่วไป นางยังปกปิดตัวตนกับคนร่วมสกุลด้วย

“อ่า...เป็นเช่นนั้นหรือ แต่ข้าเองก็มีเรื่องจะเรียนท่านอ๋องเช่นกัน จะเป็นอันใดไหมถ้าข้าจะขอเข้าเฝ้าท่านอ๋องสักประเดี๋ยว” แม้รู้ว่าผู้เป็นนายมีแขกก็หายอมถอยไม่ องครักษ์หวังมีท่าทางหนักใจ แต่อย่างไรเสียชายผู้นี้ก็มียศเป็นรองแม่ทัพ เขาจึงมิสามารถปฏิเสธได้ทันที

“รอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปทูลท่านอ๋องให้”

“รบกวนท่านแล้วพี่หลวนซาน” องค์รักษ์หวังพยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในศาลา ขัดจังหวะผู้เป็นนายแม้ใจจะมิอยากทำเช่นนี้ก็ตาม

“มีเหตุอันใดหรือหลวนซาน?” ท่านอ๋องเจ็ดเอ่ยถาม

“หย่งสือมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

“หย่งสือ...คุณหนูกันหนี่ว์คงได้ยินแล้ว ว่าอย่างไรสะดวกใจหรือไม่?” ท่านอ๋องหันมาถามดรุณีน้อย ทำให้นางหลี่ตาลงแล้วเหยียดยิ้มออกมา

“ไยท่านอ๋องถามหม่อมฉันเช่นนี้เล่า?”

“เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าคุณหนูชุดขาวเป็นความลับกับสกุลหยางเช่นกัน”

“ท่านอ๋องทรงทราบ?” ดรุณีน้อยเอียงคอถามกลับ มิได้มีอาการลุกลนต่อการมาของพี่ชายร่วมสายเลือดเลยสักนิด

“คราแรกเปิ่นหวางมิทราบคิดว่าเจ้าเพียงปกปิดกับคนภายนอกเท่านั้น ทว่าหลายครั้งหลายคราที่ได้สนทนากับเสนาบดีหยางและหย่งสือถึงคุณหนูชุดขาว พวกเขาแลชื่นชมอยากพบตัวจริงคุณหนูชุดขาวเสียอย่างนั้น ราวกับว่ามิรู้จักตัวจริง เปิ่นหวางจึงปะติดปะต่อเรื่องได้ แล้วตอนนี้อย่างไรดีเล่า จะให้หย่งสือกลับไปหรือเข้ามาดี?” ผู้สูงศักดิ์เอ่ยถามพร้อมสบตาเชิงท้าทาย

“หม่อมฉันมิได้มีนิสัยเด็กน้อย แค่นี้ยุยงมิขึ้นหรอกเพคะ”

“หึหึ...ถ้าเช่นนั้นเปิ่นหวางจะให้หย่งสือกลับไป”

“ทำเช่นนั้นก็มิถูก หากเขาสืบได้มาผู้มาเยือนวังต้วนอ๋องในวันนี้คือคุณหนูชุดขาว เขาอาจจะติฉินท่านอ๋องในใจเอาได้ ว่าให้ความสำคัญกับผู้ค้าขายไร้ยศมากกว่ารองแม่ทัพเช่นเขา?” เมื่อแสดงเหตุและผลออกมาท่านอ๋องก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เช่นนั้นหย่งสือเข้ามาจะมิเป็นไรแน่หรือ?”

“หม่อมฉันสวมหน้ากากอยู่เพคะ”

“พี่น้องกันมีหรือจะจำมิได้” ท่านอ๋องค้านขึ้น แม้คราแรกจะท้าทายนางเพราะใคร่เห็นตัวตนของนางมากขึ้น แต่พอนางกำลังเดินเข้าใกล้ปากเหวขึ้นมาจริงๆก็นึกเป็นห่วงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

“เขาจำหม่อมฉันมิได้หรอกเพคะ ฉะนั้นอย่าทรงกังวล” ว่าแล้วภาคินก็คลี่ยิ้มนึกหยันพี่ชายของหยางกันหนี่ว์ขึ้นมา เจอกันเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปี อีกทั้งน้องสาวผู้นี้เปรียบอากาศไร้ตัวตน  หยางหย่งสือไม่มีทางจำได้แน่นอน!

“ถ้าเช่นนั้นให้หย่งสือเข้ามา”

“พะย่ะค่ะ” องครักษ์รับคำสั่ง ก่อนจะเดินไปตามรองแม่ทัพหย่งสือเข้ามา

“กระหม่อมหยางหย่งสือ ถวายบังคมท่านอ๋องพะยะค่ะ”

“หยางซูเม่ย ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ซูเม่ยก้มหน้าก้มตาดูเนียมอายก่อนจะย่อกายถวายบังคมอย่างแช่มช้อยงดงาม ตามผู้เป็นพี่ชาย

“อืม...”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” / “เพคะ” ทั้งสองยืดกายยืนตรง 

บรรยากาศที่ดูผ่อนคลายเมื่อครู่กลับมาอัดอัดอีกครั้ง เหตุเพราะหลังจากที่ยอมรับการถวายบังคมของสองพี่น้อง ท่านอ๋องเจ็ดแผ่กลิ่นอายเย็นชาไม่เหลียวมองไม่เอ่ยวาจาใด

อีกทั้งดรุณีน้อยในหน้ากากเองก็เงียบเช่นกัน ดวงตากลมโตหรี่มองผู้สูงศักดิ์แล้วเหยียดยิ้มบางๆ ชายผู้นี้มิใช่บุคคลที่ผู้ใดจะเข้าหาก็ได้ ถือตัวเจ้ายศเจ้าอย่างมิใช่น้อย ดูจากการที่ยอมรับถวายบังคมแต่ไม่เรียกให้นั่งร่วมโต๊ะนี่ก็เป็นข้อบ่งบอกทุกอย่างได้ดี

“อ่า...มิทราบว่าแม่นางน้อยผู้นี้คือ...” รองแม่ทัพหย่งสือเห็นท่าทีเช่นนี้ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าท่านอ๋องมิยินดีการมาของตนจึงยิ้มเจื่อนแล้วหาเรื่องขึ้นมาเปิดบทสนทนา

“นางเป็นถึงคุณหนูชุดขาว เจ้าควรให้เกียรตินาง” ท่านอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง ราวมิพอใจที่รองแม่ทัพใช้คำว่า ‘แม่นาง’ แทนคุณหนู

“กระหม่อมขออภัยพะย่ะค่ะ มิคิดว่าคุณหนูผู้นี้คือคุณหนูชุดขาวผู้เลื่องชื่อ”

“แขกของเปิ่นหวางจะเป็นหญิงในห้องหอธรรมดาได้อย่างไร เจ้าควรจะคิดได้ตั้งแต่แรก หากมิเป็นองค์หญิง ก็ต้องเป็นท่านหญิง หากมิใช่ที่กล่าวมาหญิงผู้นั้นก็ต้องมิใช่บุคคลกลาดเกลื่อนที่เจ้าจะใช้คำว่า‘แม่นาง’ได้” ท่านอ๋องเอ่ยตำหนิ ทำให้ภาคินรู้สึกขอบคุณในใจเบาๆ แม้จะมิได้คิดมากที่รองแม่ทัพเรียกตนว่า ‘แม่นาง’ คำที่ใช้เรียกสตรีผู้มองว่าเสมอหรือด้อยกว่าตน ไม่ให้เกียรติด้วยคำว่า ‘คุณหนู’

“กระหม่อมเลินเล่อไปพะย่ะค่ะ คุณหนูชุดขาวข้าเลินเล่อดูเหมือนมิให้เกียรติท่าน ก็ท่านอย่าถือสา” รองแม่ทัพหย่งสือหันมาผสานมือคำนับขอโทษ

“แท้จริงหม่อมฉันก็เป็นปุถุชนธรรมดามิได้มียศอันใดท่านอ๋องให้เกียรติหม่อมฉันเกินไปแล้วเพคะ” แทนที่จะโต้ตอบรองแม่ทัพ ดรุณีน้อยในหน้ากากกลับเอ่ยวาจาเจาะจงกลับไปทีท่านอ๋องแทน ทำเอาผู้ยกมือคำนับขอโทษรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า

“ผู้ที่มีใจดั่งแม่น้ำช่วยเหลือผู้มิใช่ญาติสนิทมิตรสายโดยมิหวังผลใดตอบแทนเช่นเจ้า สมควรได้รับการยกย่อง ใช่หรือไม่หย่งสือ?”

พะย่ะค่ะ คุณหนูชุดขาวผู้มากเมตตา มิว่าผู้ใดก็ควรให้เกียรติ”

“เอาเถิดในเมื่อท่านอ๋องและท่านรองแม่ทัพกล่าวเช่นนี้ เห็นทีต้องกล่าวรับไว้ มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเล่นตัวเอาได้” ประโยคติดขำขันทำให้ท่านอ๋องคลี่ยิ้ม ในขณะที่รองแม่ทัพหย่งสือตลึงงัน

ท่านอ๋องกำลังยิ้มให้สตรี!

“เอ่อ...ข้าน้อยมีชื่อแซ่ว่าหยางซูเม่ย ขอคารวะคุณหนูชุดขาวเจ้าค่ะ” สตรีที่ไร้ผู้สนใจมานานเอ่ยขึ้น นางยกมือคำนับอย่างนอบน้อมราวตนเองเป็นผู้น้อย ทำให้ภาคินหันไปมองแล้วเหยียดยิ้มออกมา

“บุตรีของผู้มียศเป็นเสนาบดี ไยคารวะยกย่องข้าเกินยศฐาของเจ้าเช่นนี้เล่า?”

“เพราะข้าน้อยได้ยินชื่อเสียงคุณหนูชุดขาวมานาน รู้สึกเลื่อมใสท่านมาก คิดว่าสักวันต้องเป็นผู้ปรุงโอสถที่เก่งกาจอย่างท่านให้ได้” คำกล่าวเชิดชูที่หลุดออกมาจากปากดรุณีผู้งดงามล่มเมือง ทำให้ผู้ฟังถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ผู้ปรุงโอสถที่เก่งกาจ ใคร...ข้าน่ะหรือ?”

“เจ้าค่ะ สบู่ เปรียบเสมือนโอสถอย่างหนึ่ง ชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ข้าน้อยว่าท่านต้องเป็นผู้ปรุงโอสถที่เก่งกาจเป็นแน่ถึงได้คิดค้นสบู่ขึ้นมาได้” นางเอ่ยขึ้นอย่างมีหลักการ คิดในแง่ดีก็เหมือนนางฉลาด คิดในแง่ร้ายก็เหมือนนางทำตนอวดภูมิตัวเอง

“ข้ามิได้เป็นผู้ปรุงโอสถ”

“อ่า...มิได้เป็นผู้ปรุงโอสถ เป็นไปได้อย่างไร?” ซูเม่ยชะงักไป เมื่อได้ยินว่าทุกสิ่งไม่เป็นอย่างที่ตนกล่าว

“ข้ามิมีพลังยุทธ์ ที่เจ้าคงเข้าใจแล้วว่าข้ามิมีทางเป็นผู้ปรุงโอสถเก่งกาจอย่างที่เจ้ากล่าวมาได้” ผู้ปรุงโอสถจำเป็นต้องมีพลังยุทธ์ เพราะต้องใช้ในยามโอสถ ยิ่งพลังยุทธ์สูงเท่าใดโอสถก็จะมีคุณภาพสูงเท่านั้น

“ขะ...ข้าน้อยขอโทษด้วย ท่านอ๋องกล่าวว่าสตรีที่เป็นแขกของท่านอ๋องย่อมมิใช่สตรีกลาดเกลื่อน ข้าน้อยจึงคาดการณ์ไปเช่นนั้น ขออภัยคุณหนูชุดขาวด้วย” เหมือนนางยกเอาคำพูดท่านอ๋องเจ็ดมาตบหน้าอย่างไรอย่างนั้น

แต่ระหว่างเด็กสาววัยรุ่นผู้เริ่มต้นใช้เล่ห์กับอาชญากรผู้มากเล่ห์ ผ่านสมรภูมิเอาตัวรอดในห้องสอบปากคำมานับไม่ถ้วน คิดว่าผู้ใดจะเหนือกว่า?

“ท่านอ๋องเพคะ สตรีที่มิใช่สตรีกลาดเกลื่อนในความคิดของท่านอ๋อง มีเพียงสตรีที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ สตรีที่เป็นผู้ปรุงโอสถเท่านั้นหรือเพคะ? หากเป็นเช่นนั้นการสนทนาระหว่างเราคงยุติเพียงแค่นี้ หม่อมฉันผู้เป็นสตรีกลาดเกลื่อนคงต้องเจียมตน” คำถามที่ถูกส่งไปยังท่านอ๋องเจ็ดทำให้ซูเม่ยตกใจ นางมิคาดคิดว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้

“ท่านอ๋องหม่อมฉันมิกล้าว่าคุณหนูชุดขาวเพคะ”

“ข้าถามท่านอ๋อง เจ้ากลับกล้าแทรก ดูท่าสกุลหยางจะสอนกันมาดี” ภาคินพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่มองหน้าคู่กรณี ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดใด ที่แสดงออกมาอย่างเดียวคือการยกชาขึ้นจิบด้วยมาดนางพญา ทำให้ท่านอ๋องยิ้มเอ็นดู นางฉลาดอีกทั้งยังรู้จักโต้ตอบผู้อื่นได้อย่างเจ็บแสบ

“คุณหนูชุดขาว ท่านอย่ารังแกน้องสาวข้า อย่าอาจหาญว่ากล่าวสกุลของข้าเช่นนี้” หย่งสือหน้าชาที่ดรุณีน้อยผู้นี้เหน็บแนมสกุลตน

“ข้าน่ะหรือรังแกน้องท่าน คำพูดน้องสาวท่านฟังดูเหมือนมิมีพิษสง ทว่ากลับแฝงการดูหมิ่นข้าเอาไว้ ท่านว่าข้าโง่ฟังมิเข้าใจหรือว่านางเอาน้ำคำของท่านอ๋องกลับมาเล่นงานข้า”

“น้องสาวข้าไม่...”

“ไม่ไร้เดียงสาเลยสักนิด ข้ากล่าวมิผิดแน่นอน” ภาคินไม่ได้มองหน้ากรณีจึงไม่รู้ว่าทั้งคู่โกรธจนหน้าตามืดครึ้มเพียงใด

“คุณหนูชุดขาวตีความผิด ข้าน้อยมิได้อาจหาญเช่นนั้น” หยางซูเม่ยเอ่ยแก้ต่างเสียงสั่นเคล้าสะอื้น ทำให้ภาคินยิ้มระอา

“เปิ่นหวางตีความได้อย่างเดียวกับคุณหนูชุดขาว” ท่านอ๋องเจ็ดที่นั่งเงียบนิ่งชมการณ์อย่างหรรษามานานเอ่ยเลือกข้าง

“แต่น้องสาวของกระหม่อม...”

“พอเถอะหย่งสือ คำพูดนางแฝงความนัยพอจับได้กลับกลอกไปมาจนเหมือนจิ้งจอก ดูไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย อีกอย่างแม้คุณหนูชุดขาวจะมิมีพลังยุทธ์ มิได้เป็นผู้ปรุงโอสถ นางก็ยังเป็นสตรีที่มีค่าคบค้าสมาคมด้วยอยู่ดี หากเจ้าทั้งสองยังแคลงใจ ออกไปตามผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาดู ว่าคุณหนูชุดขาวนางมีดีอันใด พวกเจ้าจะได้คำตอบเอง” คำตำหนิถูกเอ่ยออกมาอย่าไม่ไว้หน้าดรุณีผู้งามล่มเมืองเช่นซูเม่ยเลยสักนิด คนอื่นยังหน้าชาแทน ตัวนางคงเสียศูนย์ไปไม่น้อยเช่นกัน

“ดูเหมือนว่าข้ากับน้องสาวจะล่วงเกินท่านไปจริงๆเสียแล้ว ข้าขออภัยด้วย” รองแม่ทัพหย่งสือยอมจบเรื่อง หากยื้อไปกว่านี้ผู้ที่เลือกข้างชัดเจนคงไม่ยอมปล่อยไปแน่ๆ

“ช่างเถิดข้าไม่ถือความแล้ว”

“แล้วเจ้ามีเหตุอันใด ถึงได้เข้ามาขอเฝ้าขัดการสนทนาของเปิ่นหวางกับคุณหนูชุดขาวเช่นนี้” ท่านอ๋องเอ่ยถามโดยที่ไม่มีการหันมามองหน้าเช่นเดิม แต่นั่นกลับเปิดโอกาสให้รองแม่ทัพกับผู้เป็นน้องสาวพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกลับมาเชิดหน้าได้อีกครา

“กระหม่อมมาทูลเรื่องเขื่อนพะย่ะค่ะ”

“เรื่องเขื่อน หมายความว่าอันใดงั้นหรือ?” ท่านอ๋องมีท่าทีสนใจขึ้นหันไปมองรองแม่ทัพ ส่งผลให้เห็นซูเม่ยด้วย ดวงตากลมโตของนางมีหยาดน้ำใสๆเอ่อขึ้นเนื่องจากเสียใจจากเรื่องเมื่อครู่ 

หากเป็นบุรุษทั่วไปคงอยากจะพากันปลอบประลอบดรุณีน้อยผู้น่าสงสาร แต่นี่คือท่านอ๋องผู้ซึ่งเคยเผชิญกับมารยาหญิงงามมานับไม่ถ้วน ดวงตาคมมองผ่านนางไปราวอากาศธาตุมิมีความสำคัญอันใด ส่งผลให้นางเผลอตัวเม้มริมฝีปากเข้าหากันเพราะสูญเสียความมั่นใจ

“กระหม่อมปรึกษาท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อยอมเข้าใจและสนับสนุนท่านอ๋องพะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพหย่งสือเอ่ยธุระของตนขึ้น แต่นั่นกลับส่งผลให้ภาคินหลุดน้ำเสียงหัวเราะขำออกมา

“คิกคิก...แค่ก...แค่ก”

“เจ้าเป็นอันใด อยู่ๆก็หัวเราะดูสิสำลักน้ำชาแล้ว” ไม่พูดเปล่าท่านอ๋องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาช่วยซับปากให้ หากแต่ภาคินยังมีใจขำเรื่องเดิมอยู่มิได้ใส่ใจความเอื้ออาทรที่ได้รับ

“ขออภัยเพคะ พอหม่อมฉันได้ยินเรื่องเขื่อนก็ขำขันมา มันอดมิได้จริงๆ”

“เรื่องเขื่อนมีอันใดน่าขำ เปิ่นหวางมิเข้าใจเจ้าจริงๆ”

“พระองค์ใส่ใจแค่เรื่องเขื่อน มิใส่ใจเจตนาน่าขำของเสนาบดีกับท่านรองแม่ทัพนี่เพคะ คิก ...คิก...” พอนึกอีกก็ขำอีก ในขณะที่รองแม่ทัพหย่งสือขมวดคิ้วรู้ทันว่าคุณหนูชุดขาวผู้นี้คิดอะไรมิงามอยู่แน่ๆ

“ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้ากับท่านพ่อมิเคยมีเจตนาแฝง”

“มิมีเจตนาแฝง แต่ยามทูลท่านอ๋องว่าจะสนับสนุนเขื่อนกลับพาน้องสาวมาด้วย จะให้คิดเยี่ยงไรได้”

“นี่เจ้า!”

“เจ้าคิดเยี่ยงไรไหนลองบอกกล่าวเปิ่นหวางมา” ท่านอ๋องเอ่ยขัดก่อนที่จะมีผู้โวยวายออกมาจนเป็นเรื่องเป็นราว

“ท่านอ๋องโปรดมองการณ์ให้ดี เสนาบดีหยางกับรองแม่ทัพ จะสนับสนุนพระองค์ แต่พระองค์ต้องพิจารณาคุณหนูผู้นี้เป็นชายาด้วย นี่คือความนัยที่แฝงมาเพคะ” เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ท่านอ๋องก็หันไปตวัดสายตาเกรี้ยวกราดใส่รองแม่ทัพกับน้องสาว ในขณะที่ภาคินนั่งคลี่ยิ้มดื่มชา

ทำอะไรโจ่งแจ้งเอง...

เขาก็แค่ส่งเสริมให้ท่านอ๋องมองเห็นเร็วๆก็เท่านั้นเอง


โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น