Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP7 | เหตุเกิดในห้องนอน - เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 1​

ชื่อตอน : EP7 | เหตุเกิดในห้องนอน - เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 1​

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2560 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP7 | เหตุเกิดในห้องนอน - เหตุเกิดในวังต้วนอ๋อง 1​
แบบอักษร

  พออิ่งฉินพากลับเข้ามาในจวนสกุลหยางได้อย่างสวัสดิภาพ ร่างระหงก็รีบอาบน้ำผลัดผ้า มิให้ถูกผู้ใดสงสัยเรื่องในวันนี้ ไม่ได้อยากปิดบังแต่เรื่องบางเรื่องมิสมควรเอ่ยถึง ดังนั้นจึงได้แต่ขอโทษแม่นมเหยากับเสี่ยวฉิงในใจ

“ทางสะดวกหรือไม่อิ่งฉิน?”

“เจ้าค่ะคุณหนูออกมาได้เลย” พออิ่งฉินดูต้นทางไร้ซึ่งผู้อื่นเขาก็รีบเดินออกจากห้องอาบน้ำ

พอเข้ามาในห้องนอน ดวงตากลมโตก็เห็นเสื้อคลุมสีดำวางพาดอยู่บนเตียง คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน เมื่อนึกได้ว่าเป็นเสื้อคลุมที่ใช้ห่อกายกลับมา

“เสื้อตัวนี้เจ้าได้มาที่ใด?”

“เอ่อ... ดูเหมือนว่าอิ่งฉินจะเก็บได้จากริมตลิ่งเจ้าค่ะ”

“ริมตลิ่งหรือ อย่าบอกนะว่าเป็นของชายผู้นั้น”

“อิ่งฉินก็มิทราบตอนนั้น เหตุการณ์ค่อนข้างจะฉุกละหุก มิได้สังเกตว่าเป็นของผู้ใด”

“เอาเถิด เป็นของผู้ใดก็ช่าง อย่างไรก็ต้องกำจัดออกไปเสีย” การที่สตรีมีเสื้อผ้าบุรษไว้ในเรือน ทั้งที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ยังมิได้หมั้นหมาย เห็นทีจะดูไม่งาม หากผู้ใดเข้ามาแล้วเห็นมันเข้า ชื่อเสียงของกันหนี่ว์คงป่นปี้ มิว่าอันใดก็ไม่แน่นอน ดังนั้นเห็นสมควรต้องป้องกันไว้ล่วงหน้า

“คุณหนูหมายความว่า...”

“เผาเสื้อคลุมตัวนี้ทิ้งไปเสีย” คำสั่งของผู้เป็นคุณหนู ทำให้อิ่งฉินเบิกตากว้าง เห็นใจชายผู้เป็นเจ้าของเสื้อขึ้นมา ใจกว้างยอมเปียกน้ำ กลับโดนตบ โดนต่อว่า โดนตราหน้าว่าเป็นโจรเด็ดบุปผา สุดท้ายแล้วนี่ยังจะโดนเผาเสื้อคลุมอีก

“เผาทิ้งเลยหรือเจ้าคะ ถ้าเกิดเจ้าของต้องการคืนเล่าเจ้าคะ”

“ชายผู้นั้นอยากได้คืน ก็คงไม่ได้คืน คนเราจะได้เจอกันบ่อยๆโดยมิได้นัดหมายได้อย่างไร ตัวข้าเป็นดรุณีน้อยยังมิได้ปักปิ่นและยังไม่มีชายใดมาหมั้นหมาย หากมีผู้รู้ว่าในเรือนมีผ้าของบุรุษเพศ ผู้อื่นจะมองข้าเยี่ยงไร”

“อิ่งฉินเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อได้ฟังเหตุผลของคุณหนู นางก็คล้อยตาม มิดีแน่ที่จะมีผ้าของบุรุษเพศไว้ในเรือน

“หากเข้าใจแล้วเจ้าจงออกไปตรวจตรารอบๆเรือน หากปลอดผู้อื่นจงก่อไฟแล้วมาเอาเสื้อคลุมนี้ไปเผา”

“เจ้าค่ะ” อิ่งฉินรับคำแล้วเดินออกจากห้องนอนไปทิ้งให้ผู้เป็นนายมองเสื้อคลุม แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกยาว

“หวังว่าจะโชคดีมิต้องเจอเจ้าของเสื้อคลุมนี่”

“เปิ่นหวางเห็นว่าจะมิเป็นดังเช่นที่เจ้าหวังเสียแล้ว” น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ดังขึ้นข้างใบหูทำให้ภาคินสะดุ้งเฮือก

“เจ้า!” เมื่อหันหลังมาปะทะกับผู้ที่ส่งเสียง ใจดวงน้อยแทบหล่นวูบ เมื่อผู้บุกรุกเป็นชายผู้ที่ตนรู้สึกติดหนีชีวิตและรู้สึกมิชอบใจในเวลาเดียวกัน

“หึหึ... เสียใจด้วยที่ดูเหมือนว่าเจ้าจะมิมีโอกาสได้เผาเสื้อคลุมของเปิ่นหวางเสียแล้ว”

“นั่นมิใช่ประเด็น ที่ควรจะพูดตอนนี้คือเจ้าตามมาเรือนข้าได้อย่างไร หรือจริงๆแล้วเจ้าก็คือ โจรเด็ดบุปผาอย่างที่ข้าว่าไว้” ว่าแล้วก็ถอยหลังห่าง แอบชำเลืองมองหาสิ่งที่สามารถ ใช้เป็นอาวุธพอที่จะต่อกรอีกฝ่ายได้ 

อันที่จริงเป็นหญิงสมควรกรีดร้องให้ผู้อื่นมาช่วย แต่เพราะไส้ในเป็นชายชาตรีที่ใช้ชวิตเหลือเดนเอาตัวรอดด้วยเล่ห์เหลี่ยมมาตลอดจึงลืมเรื่องนี้ไป

“เจ้านี่น่านัก...” ชายผู้บุกรุกกล่าวต่อว่า เมื่อมือเล็กจะคว้ากรรไกรตัดผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ และแน่นอนว่าเขาไม่เปิดโอกาสให้ปลายกรรไกรหันมาทางตน จึงจัดการปัดมันทิ้ง

“เจ้าต้องการอะไร! รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ มิเช่นนั้นข้าจะกรีดร้องให้คนมาจับเจ้าไปส่งทางการ” ดวงตาคู่สวยจับจ้องอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง

“ที่จริงเจ้าก็สมควรกรีดร้องตั้งแต่แรกอยู่แล้วมิใช่หรือ?”

“เออจริงด้วย กะ..” แม้การกรีดร้องจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ แต่ภาคินก็ทำไม่ได้เสียแล้ว!

อย่าว่าแต่กรีดร้องขยับนิ้วสักนิดก็หาทำได้ไม่!

“เจ้าสมควรร้องตั้งแต่เปิ่นหวางแสดงตน มิสมควรเปิดช่องว่างให้เปิ่นหวางเข้าถึงตัว จนถึงขั้นสกัดจุดเจ้าได้เช่นนี้” ชายผู้บุกรุกพูดก่อนจะตวัดอุ้มร่างระหงให้มานั่งที่เตียง

“...” ดวงตาคู่สวยกรอกไปมาด้วยความตระหนก ไม่สามารถตอบโต้ชายผู้นี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือวาจา

“เจ้ากลัวเปิ่นหวางงั้นหรือ?”

อยากจะย้อนถามกลับว่า ‘เจอแบบนี้ใครบ้างไม่กลัว’ แต่ก็ทำได้เพียงกรอกตาไปมา ด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น ยิ่งคนผู้นี้ไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาจากสีหน้าและแววตาเลย ยิ่งใจคอไม่ดี ตลอดชีวิตเหลือเดนในกาลก่อน คนแบบนี้แหละที่คาดเดาได้ยากยิ่ง ไม่รู้ว่าในใจคิดสิ่งได้อยู่

“อย่าได้กลัวเปิ่นหวางเลย เปิ่นหวางแค่มาตามเอาเสื้อคลุมคืนเท่านั้น มิได้คิดการร้ายอันใด” ว่าแล้วเขาก็ละความสนใจจากร่างระหงไปที่เสื้อคลุมสีดำตัวนั้นแทน

มือแกร่งหยิบมันขึ้นมา จากนั้นก็สาวเท้าไปที่หน้าต่าง ดูเหมือนแค่จะมาเอาของคืนและจากไปจริงๆตามที่กล่าวอ้าง

ทว่า!...กลับหยุดแล้วหันมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ภาคินขนลุกไปทั้งตัว!

“เกือบลืมเรื่องสำคัญอีกเรื่อง เสื้อผ้าที่เจ้าถอดที่แม่น้ำ เปิ่นหวางเก็บไว้ได้” ประโยคที่เอ่ยออกมาทำให้ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตะหนก!

เก็บผ้าของหยางกันหนี่ว์เอาไว้ ก็เท่ากับว่าชื่อเสียงของกันหนี่ว์อยู่ในกำมือของชายผู้นี้เช่นกัน! ผ้าเนื้อดีถูกเย็บปักลายอันเป็นเอกลักษณ์จากร้านผ้าชื่อดังนั้นตามสืบหาผู้เป็นเจ้าของได้มิยากเย็น หากชายผู้นี้ไม่จิตวิปลาสชอบเก็บผ้าสตรีไว้เชยชม ก็ต้องคิดการบางอย่างต่อกันหนี่ว์ผู้นี้เป็นแน่

“ที่จริงเปิ่นหวางจะเอามาคืนในเจ้าก็ได้ แต่มาไตร่ตรองดูแล้ว สมควรที่เจ้าจะตามไปเอาคืนด้วยตัวเจ้าเอง ดั่งเช่นที่เปิ่นหวางตามมาเอาเสื้อคลุมผืนนี้”

เอาแล้วไง!

เช่นนี้ไม่เท่ากับเป็นการหลอกล่อดรุณีน้อยให้ออกไปนอกเรือนหรือ!?

คนผู้นี้คิดทำการใดกันแน่!

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมองออกว่าร่างระหงกำลังมีความคิดฟุ้งซ่านตีกันอยู่ในหัว ริมฝีปากหยักจึงคลี่ยิ้ม ส่งผลให้ภาคินรู้สึกระแวงกับคำพูดประโยคต่อไปยิ่งนัก!

“เปิ่นหวางจะรอเจ้าที่วังต้วนอ๋อง อย่าลืมและอย่านาน เพราะหากนานเปิ่นหวางนำมาคืนให้เสนาบดีหยางด้วยตนเอง เจ้าคงยิ้มมิออกเป็นแน่” พอพูดจบกระโจนออกไปทางหน้าต่างเร้นกายหายไปดุจสายลม ทิ้งให้เจ้าเรือนเกือบสิ้นสติกับความหมายที่จับใจความได้

วังต้วนอ๋อง!

เปิ่นหวางจะรอเจ้าที่วังต้วนอ๋อง!

เปิ่นหวาง... ทบทวนดูแล้ว ชายผู้นี้แทนตัวเองด้วยคำนี้ตลอด คำที่ใช้แทนตัวเองของผู้มียศเป็นองค์ชาย มียศเป็นอ๋อง

วังต้วนอ๋อง... ผู้ใดจะอยู่ที่วังต้วนอ๋องได้ นอกจากท่านอ๋องเจ็ดต้วนหานเฟิง!

นี่เขามีเหตุหมางใจกับท่านอ๋องเจ็ดต้วนหานเฟิงไปเสียแล้วหรือ!?

เช่นนี้ไม่เรียกว่าชะตากำลังจะขาดแล้วจะเรียกอันใดได้!


หากกล่าวถึงท่านอ๋องเจ็ดต้วนหานเฟิง พระองค์เป็นพระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มีวัยต่างกันเกือบยี่สิบชันษา

ท่านอ๋องเป็นผู้มีพลังยุทธ์แก่กล้า มีความสามารถรอบด้าน ผู้คนมากมายชื่นชมบูชา แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกมากมายที่หวาดกลัว เพราะหากท่านอ๋องคิดจะเอาชีวิตผู้ใดก็ฆ่าทันที ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น

แต่แม้ว่าท่านอ๋องจะมีด้านที่น่าหวาดกลัว ฮ่องเต้หาใส่ใจไม่ ทรงรักและเอ็นดูราวกับเป็นโอรสของพระองค์เอง ทรงยกกองกำลังมังกรฟ้าให้ อีกทั้งยังตามพระทัยเป็นอย่างมาก ท่านอ๋องประสงค์สิ่งใดมิเคยขัด แม้กระทั่งอาจหาญยกทัพไปตีแคว้นอื่นก็ยังให้การสนับสนุน

ความปรีชาสามารถด้านการรบของท่านอ๋องมิเพียงเป็นหลักประกันความปลอดภัยของแคว้นเลี่ยงซูแห่งนี้ แต่ยังเป็นความหวาดกลัวในสายตาแคว้นอื่นด้วย ไม่ว่าตีแคว้นใดก็ได้รับชัยชนะกลับมา จนกระทั่งตอนนี้มีแคว้นที่ตกเป็นเมืองขึ้นถึงห้าแคว้น

ทุกแคว้นเหล่านี้ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาทุกปี และทุกๆปีเครื่องบรรณาการเหล่านั้นจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเข้าท้องพระคลัง อีกส่วนตกเป็นของท่านอ๋องเจ็ด ส่งผลให้อ๋องผู้นี้ร่ำรวยที่สุดในแผ่นดิน!

ภาคินถอนหายใจเฮือกยาวออกมา เขาดันมีปัญหากับคนใหญ่คนโตเข้าเสียแล้ว 

จะว่าถูกใจหยางกันหนี่ว์ผู้นี้ก็ไม่น่าจะใช่ก็อ๋องผู้นั้นชิงชังในตัวสตรีจะตายไป 

เมื่อราวๆสี่ปีก่อนคนในแคว้นรู้กันทั่วว่าท่านอ๋องปฏิเสธองค์หญิงบรรณาการ แต่องค์หญิงผู้นั้นกลับดื้อดึงพยายามใช้มารยาเปลื้องผ้ายั่วยวน แทนที่ท่านอ๋องจะมัวเมาในรูปโฉมและเรือนร่าง กลับบันดาลโทสะ ถึงขั้นสะบั้นคอนางด้วยการตวัดดาบเพียงครั้งเดียว นับเป็นด้านมืดของท่านอ๋องที่มิมีผู้ใดใคร่อยากเผชิญ

“เฮ้ออออ... ” มิใช่ว่าอ๋องผู้นั้นโกรธเคืองที่เขาเปลื้องผ้าต่อหน้าเหมือนองค์หญิงบรรณาการผู้นั้นเข้านะ 

“คงไม่หรอก ถ้าจะโกรธถึงขั้นฆ่าแกงจะฆ่าเมื้อไหร่ก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียกไป” ภาคินพยายามตั้งสติข่มความกลัวไตร่ตรองรูปการณ์ ดูเหมือนอีกฝ่ายอาจไม่กระทำการร้ายแรงต่อตน แต่อ๋องผู้นั้นก็เดาใจได้ยากเหลือเกิน

สุดท้ายแล้วภาคินก็ได้แต่จำใจมาตามคำสั่งโดยมิอาจเลี่ยง โดยเขาเดินทางมากับอิ่งฉินสองคน และเลือกที่จะขึ้นรถม้าเพราะวังต้วนอ๋องอยู่ใกล้กับวังหลวง ระยะทางค่อนข้างห่างกับจวนสกุลหยาง

“หน้ากากที่ข้าสั่งให้เจ้าเตรียมไว้ล่ะ?”

“นี่เจ้าค่ะ คุณหนูเจ้าคะ...ไยเราต้องสวมหน้ากากเหล่านี้ด้วย” นางถามอย่างไม่เข้าใจเมื่อทั้งนางและคุณหนูจะต้องสวมหน้ากากปิดครึ่งหน้าช่วงบน

“ข้ารู้มาว่าพี่ชายใหญ่ คลุกคลีในวังต้วนอ๋องเป็นอย่างมาก ข้าเกรงว่าจะพบเจอเขาเข้า ฉะนั้นสวมหน้ากากเอาไว้ปลอดภัยกว่า”

“เป็นเช่นนี้เอง อิ่งฉินเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” นางพยักหน้าด้วยที่ดวงตาฉายแววชิงชังออกมาทันทีที่ได้ยินคุณหนูของตนกล่าวถึงบุคคลที่สั่งโบยนางจนช้ำในแทบกระอักเลือด

“เจ้ายังแค้นพี่ชายใหญ่อยู่หรือ?”

“หากกล่าวว่ามิแค้นคงโป้ปดเจ้าค่ะ”

“เอาเถิด คนที่เจ้าสมควรแค้นจริงๆไม่ใช่พี่ชายใหญ่หรอก พี่ชายใหญ่ก็แค่โง่เป็นเครื่องมือให้คนบางคนก็เท่านั้น” ภาคินเอ่ย ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม ดวงตามีประกายบางอย่างฉายออกมา จนอิ่งฉินมิกล้าสบตาด้วย คุณหนูยามนี้ดูน่ากลัว

“คุณหนูหมายถึง...”

“จะถึงแล้วขอรับ” คนขับรถม้าตะโกนบอก ทำให้ภาคินแกล้งเนียนไม่ตอบคำถามของอิ่งฉิน

“สวมหน้ากากเสีย...”

“โธ่” อิ่งฉินครางผิดหวัง คุณหนูทิ้งนางเอาไว้กลางทาง ทำให้อยากรู้แล้วมิยอมบอกให้จบ

“อย่าคร่ำครวญ ถึงวังต้วนอ๋องแล้วนะ ตั้งสติให้ดี ยังมิรู้ว่าท่านอ๋องต้องการสิ่งใดกันแน่” น้ำเสียงหวานเครียดขรึมขึ้นมา

ระหว่าง หนึ่งชำระความ สองใช้ประโยชน์จากหยางกันหนี่ว์

สองสิ่งนี้ไม่รู้ว่าท่านอ๋องต้องการอันใด

เมื่อจากรถม้าทั้งสองก็แจ้งประสงค์ขอพบท่านอ๋องเจ็ด พ่อบ้านประจำวังต้วนอ๋องก็เชิญไปนั่งที่ศาลาริมสระบัวทันที ราวกับรู้อยู่แล้วว่าจะมีผู้มาเยือน

“รอท่านอ๋องสักประเดี๋ยว ข้าน้อยสั่งให้เด็กไปทูลแล้ว มินานหรอกขอรับ จิ่นอิงรินชาให้คุณหนูชุดขาวเร็วเข้า”  พ่อบ้านเอ่ยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เจ้าค่ะ”  เด็กสาวผู้เป็นบ่าวในเรือนรีบรินชาให้ตามที่พ่อบ้านสั่ง

“นี่เป็นชาชั้นดีขอรับ แม่นางน้อยผู้ติดตามจะรับด้วยหรือไม่”

“มิได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าวของคุณหนูเท่านั้น” อิ่งฉินปฏิเสธเมื่อพ่อบ้านผู้นี้กำลังจะเผื่อแผ่มาถึงนางด้วย

“ว่าแต่เมื่อครู่ท่านพ่อบ้านเรียกข้าว่าคุณหนูชุดขาวใช่หรือไม่?”

“ขอรับ ข้าน้อยรู้ว่าท่านคือคุณหนูชุดขาว เพราะท่านอ๋องรับสั่งเอาไว้ว่าคุณหนูจะมา ให้เตรียมการต้อนรับอย่างดีขอรับ”

“อืม เป็นเช่นนี้เอง” พอรู้เช่นนี้ก็โล่งใจที่ก่อนหน้านี้ไม่แจ้งไปว่า “หยางกันหนี่ว์มาขอพบท่านอ๋อง” มิฉะนั้นความลับทุกอย่างคงจบสิ้น แม้คุณหนูชุดขาวจะมิเคยปิดบังใบหน้า แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดรู้ว่าเป็นคนเดียวกับกันหนี่ว์ บุตรีคนรองของสกุลหยางผู้เก็บตัว คงต้องขอบคุณที่ท่านอ๋องเจ็ดที่รู้แต่ไม่เปิดโปงเรื่องนี้

“ข้าน้อยกับท่านพ่อบ้านลู่ตื่นเต้นมากเลยเจ้าค่ะ วังต้วนอ๋องมิมีหญิงใดเหยียบย่างเข้ามานานมากแล้ว” บ่าวรับใช้ที่ชื่อจิ่นอิงเอ่ยใบหน้ายิ้มแย้ม

“คนแรกในรอบสี่ปี คือคุณหนูชุดขาวผู้โด่งดัง  น่ายินดี น่ายินดี... ” พ่อบ้านเอ่ยน่ายินดีซ้ำไปมา ในขณะที่สองดรุณีรู้สึกปวดใจกับคำว่าสี่ปียิ่งนัก

จะย้ำคำว่าสี่ปีให้หวนคำนึงถึงเหตุการณ์นองเลือดในวังต้วนอ๋องไปไย แค่นี้ก็ใจคอมิดีอยู่แล้ว

สองนายบ่าวคิดไปในทางเดียวกันเพียงแต่มิมีผู้ใดพูดออกมา

“ท่านอ๋องเสด็จแล้วขอรับ” ยังหายใจได้มิทั่วท้อง คู่กรณียศใหญ่โตก็เดินเข้ามา ภาคินจึงสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อตั้งสติเฮือกใหญ่

“ถวายบังคมเพคะ ท่านอ๋องเจ็ด” ร่างระหงย่อเข่าซ้ายลงมือขวาทับซ้ายวางประสานท้องน้อยก้มศีรษะ แสดงความเคารพผู้สูงศักดิ์อย่างแช่มย้อยงดงามตามหนังสือมารยาทที่เคยอ่านมา

สองหูรอฟังท่านอ๋องอนุญาตให้เงยหน้า ยุติการย่อกาย แต่จนแล้วจนเล่าผู้สูงศักดิ์ก็มิยอมเอ่ยออกมา ที่ได้ยินมีเพียงเสียงรินและดื่มน้ำชาเท่านั้น

โดนเล่นเข้าแล้ว

นี่คือสิ่งที่กู่ร้องอยู่ในใจ แต่เรื่องมิบังควรที่เคยทำไว้กับอ๋องผู้นี้มิใช่น้อย ฉะนั้นยามนี้จึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่แสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องออกไป

เวลาเดินอย่างช้าๆ ร่างระหงยังคงอยู่ในท่าเดิม จนสองขาจึงเริ่มชาไร้เรี่ยวแรง แม้พยายามกัดฟันทนก็มิอาจฝืนกายต่อไปได้

“คุณหนู!” อิ่งฉินที่ถูกองครักษ์ประจำกายท่านอ๋องสะกิดให้ยุติการถวายบังคมก่อนตั้งนานร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อร่างคุณหนูซวนเซจวนจะล้ม นางรุดจะเข้าไปช่วย

แต่ทว่า…

ผู้ที่อยู่ใกล้กว่าชิงตัดหน้าไปเสียก่อน

“หากเจ้ารู้สึกอาการมิดี ควรบอกเปิ่นหวางเสียแต่แรก” ผู้สูงศักดิ์เอ่ยเชิงตำหนิ พร้อมประคองร่างระหงนั่งลงเก้าอี้ตรงข้าม การกระทำที่ดูอ่อนโยนกะทันหันเช่นนี้ ทำเอาร่างระหงตามมิทัน ถึงขั้นงุนงงตั้งหลักมิถูกเลยทีเดียว

“ขะ...เอ่อ หม่อมฉันสมควรรอให้ท่านอ๋องเป็นผู้เอ่ยปากอนุญาตด้วยพระองค์เองมิใช่หรือเพคะ? ”

“อ่า...เป็นเปิ่นหวางที่ผิดเอง เปิ่นหวางมิชินกับกิริยาอ่อนช้อยงดงามของเจ้า จึงมองเพลินเสียลืมตัวไป เปิ่นหวางขอโทษเจ้าด้วย”

“หม่อมฉันมิอาจถือดี ขุ่นเคืองท่านอ๋องเพคะ” เมื่อเงยหน้ามองไปรอบๆ เห็นว่าทั้งองครักษ์ บ่าววังต้วนอ๋องรวมถึงอิ่งฉินต่างยืนเว้นระยะเสียห่าง ก็รู้ตัวแล้วว่าอ่านอ๋องเจ็ดจงใจแกล้งให้ยืนถวายบังคมค้างเช่นนั้น จึงไม่ยอมทำตัวขลาดเขลาประชดประชันอย่างที่อีกฝ่ายต้องการรอชม

“ดรุณีที่ดุราวกับแม่เสือร้ายเช่นเจ้าน่ะหรือ? มิเคืองเปิ่นหวาง”

“หากเป็นเรื่องที่แม่น้ำ หม่อมฉันผิดเองเพคะ ท่านอ๋องเป็นผู้มีน้ำพระทัยมากล้น คงมิถือโทษเด็กน้อยมิรู้ความเฉกเช่นหม่อมฉัน” ภาคินกล่าวยอมรับผิดก่อน แต่ก็ยังไว้ลายกรุยทางรอดให้ตนเอง อีกทั้งยังคงภาพลักษณ์สง่างามนั่งหลังตรง ไม่ก้มหน้าหลบตา ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆ ไม่แสดงท่าทางอ่อนแอหวาดกลัวให้อีกฝ่ายสมเพช แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แสดงความแข็งกระด้างจนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำออกไปเช่นกัน

“หึ... ตบเปิ่นหวางสองที ด่าทอว่าเปิ่นหวางเป็นผู้มากราคะ เป็นโจรเด็ดบุปผา หนำซ้ำยังคิดเผาทำร้ายทรัพย์สินของเปิ่นหวาง เปิ่นหวางเห็นสมควรใจกว้างกับเจ้า” ปากพูดประชัด ในใจทั้งขำขันและเอ็นดูดรุณีน้อยผู้นี้  นางมิเพียงฉลาดพูด ยังฉลาดวางกิริยาท่าทาง

“หม่อมฉันผิดเอง หากท่านอ๋องยังเคืองใจ จะตบ ด่าทอ เผาผ้าของหม่อมฉันคืนก็ย่อมได้”

“กล่าวเยี่ยงนี้ เห็นเปิ่นหวางมีความคิดเช่นเด็กน้อยงั้นหรือ” ท่านอ๋องเลิกคิ้วย้อนถาม

“มิกล้าเพคะ หม่อมฉันเพียงคิดมิออกว่าจะไถ่โทษด้วยวิธีใด”

“เอาเถิด ดื่มชาก่อน เปิ่นหวางมิถือโทษอันใดเจ้าแล้ว”

“ขอบพระทัยเพคะ” แม้ท่านอ๋องยอมอ่อนลงให้ง่ายๆ จนน่ารู้สึกแปลกใจ ทว่าคนฉลาดย่อมรักษาท่าทีลอบสังเกต ไม่เอ่ยถามซักไซ้อย่างหญิงส่วนมากชอบถามดั่งเช่น ‘เหตุใดท่านยอมยกโทษให้?’ หรือกระทั่ง ‘หายโกรธจริงหรือ?’

“ที่จริงเปิ่นหวางผิดหวัง”  ท่านอ๋องเจ็ดเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบไปนาน ทำให้ภาคินขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ท่านอ๋องผิดหวังเรื่องอันใดหรือเพคะ?”

“ก็ผิดหวังที่เจ้าเป็นฝ่ายมาเอาผ้าด้วยตนเอง แทนที่เปิ่นหวางจะเป็นคนนำไปให้”

“มิใช่ว่าท่านอ๋องอยากให้หม่อมฉันมาเอาด้วยตัวเองหรือเพคะ?” ภาคินย้อนถาม เริ่มไม่ไว้ใจถึงคำพูดมิชอบมาพากลของอีกฝ่าย

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ที่เปิ่นหวางพูดเช่นนั้น  เปิ่นหวางเปิดโอกาสให้เจ้าตัดสินใจ หากเจ้ามาตามผ้าคืนด้วยตนเอง ก็เท่ากับเจ้ามิต้องการให้เรื่องนี้รู้ไปถึงเสนาบดีหยาง แต่ถ้าเจ้าไม่มาก็เท่ากับว่าต้องการให้เปิ่นหวางรับผิดชอบส่งแม่สื่อไปจวนสกุลหยาง” พอทราบเจตนาแอบแฝงจากปากท่านอ๋องเจ็ด ภาคินก็เบิกตากว้างตกใจที่ความคิดของอ๋องผู้นี้ช่างต่างกับที่คาดเอาไว้มากเกินไป

“หม่อมฉันมิเคยคิดเช่นนั้นเพคะ!”

“เช่นไหน...ไม่คิดให้เปิ่นหวางรับผิดชอบตบแต่งเจ้ามาเป็นชายา หรือว่ามิเคยคิดถึงสองเหตุผลที่กล่าวไป จนทำให้เจ้าพลาดโอกาสเป็นชายาของเปิ่นหวาง” ดวงตาคมทอดมองใบหน้าดรุณีน้อย ผู้ซึ่งสวมหน้ากากครึ่งหน้าแล้วคลี่ยิ้มออกมา ในใจนึกขำขันที่บัดนี้นางลืมเก็บอาการทางสายตาจนฉายความตระหนกออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

“หม่อมฉันมิเคยคิดอยากเป็นชายาของพระองค์เลยเพคะ ”ภาคินเอ่ยอย่างหนักแน่น ในใจรู้สึกยินดีคิดถูกแล้วที่เสี่ยงดวงยอมมา มิเช่นนั้นบัดนี้กันหนี่ว์อาจกำลังกลายเป็นชายาอ๋องทั้งที่ยังมิถึงวัยปักปิ่นเลยก็เป็นได้

“เปิ่นหวางเป็นชายผู้มียศ เจ้ามิใคร่ครอบครองเปิ่นหวางสักนิดเลยหรือ?”

“ยิ่งสูงยิ่งหนาว หม่อมฉันมิใคร่ไขว้คว้าคู่ครองมากยศเลยสักนิดเพคะ” ปากอิ่มเหยียดยิ้มตอบ

“เปิ่นหวางเป็นชายมั่งมีที่สุดในแผ่นดินนะ”

“ท่านอ๋องบอกพ่อบ้านว่าหม่อมฉันคือคุณหนูชุดขาว มิเท่ากับพระองค์ทรงทราบอยู่แล้วหรือว่าหม่อมฉันเป็นเจ้าของร้านเสี่ยวกัน ฉะนั้นแล้วความมั่งมีของหม่อมฉันในภายภาคหน้าย่อมมิพ่ายพระองค์แน่นอนเพคะ”

“แล้วถ้าเปิ่นหวางเป็นชายที่มีพลังยุทธ์แข็งแกร่งที่สุดในแคว้น เจ้าจะมิสนใจเชียวหรือ?”

“ทุกสรรพสิ่งล้วนหาได้ตัดสินด้วยพลังยุทธ์เพียงอย่างเดียว”

“หึ...ที่กล่าวมามิอาจทำให้เจ้าต้องการเป็นชายาของเปิ่นหวาง ถ้าเช่นนั้นรูปโฉมของเปิ่นหวางเล่า... หญิงใดเห็นรูปโฉมเปิ่นหวางก็ต่างชมชอบทั้งนั้น พวกนางคงอิจฉาชายาเปิ่นหวาง” ผู้สูงศักดิ์มิหยุดหาเหตุมากล่าว ทำเอาผู้ทนฟังท่านอ๋องกล่าวอวดตนเผลอกรอกตาไปมาราวกับกำลังระอาในสิ่งที่ได้ยิน

“หม่อมฉันต้องยืนยันคำเดิม หม่อมฉันมิเคยต้องการเป็นชายาของท่านอ๋องเพคะ” น้ำเสียงหวานกระด้างขึ้น ยิ่งได้ฟังอ๋องผู้นี้พูด ความหวาดระแวงถึงสิ่งน่ากลัวก็ลดลง อีกทั่งความเกรงใจก็น้อยลงด้วยเช่นกัน

“เอาเถิด เห็นทีเปิ่นหวางคงต้องเคารพการตัดสินใจของเจ้า” ยิ่งสนทนากัน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า นางมิได้ชายตามองตนเลยสักนิด สิ่งดีใดๆที่มีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้นางต้องการไขว้คว้าตำแหน่งชายาต้วนอ๋อง จึงยินยอมส่งผ้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างๆให้นาง

“ที่ผ่านมา หม่อมฉันเสียมารยาทล่วงเกินพระองค์ไปมาก หากพระองค์ประสงค์ให้หม่อมฉันทำสิ่งใดตอบแทนโปรดอย่าเกรงใจเพคะ” ภาคินรับผ้าด้วยรอยยิ้ม ในใจโล่งอกเรื่องที่เคยหวาดระแวงมิเกิดขึ้นเลยสักเรื่อง

“เจ้าจะทำให้ทุกอย่างหรือ?”

“ถ้าหม่อมฉันทำได้เพคะ” ภาคินตอบกลับอย่างฉลาด ทำให้ผู้สูงศักดิ์คลี่ยิ้ม ในใจเกิดความเอ็นดูเพิ่มขึ้น

“เจ้าฉลาดเกินไปแล้วหยางกันหนี่ว์ การสนทนากับเจ้าครั้งนี้ ทำให้เห็นมุมมองที่แปลกประหลาดยิ่งนัก”

“หม่อมฉันถือเป็นคำชมได้ใช่ไหมเพคะ?”

“หึหึ” ผู้ถูกย้อนถามไม่ตอบ แต่กลับหัวเราะในลำคอเบาๆ

บรรยากาศที่เคยอึดอัดหยั่งเชิงกันไปมาผ่อนคลายลง ท่านอ๋องเจ็ดที่ชื่นชมในตัวหยางกันหนี่ว์อยู่แต่แรก เกิดความเอ็นดูเพิ่มขึ้น

ในขณะที่ภาคินรู้สึกว่าท่านอ๋องเจ็ดมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด แม้จะเป็นชายที่น่าหมั่นไส้อยู่บ้างก็ตามที


โปรดติดตามตอนต่อไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น