หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 8: จอมดื้อมีคนเดียวก็พอแล้ว[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 8: จอมดื้อมีคนเดียวก็พอแล้ว[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2560 09:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 8: จอมดื้อมีคนเดียวก็พอแล้ว[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****8: จอมดื้อมีคนเดียวก็พอแล้ว

แผนที่วางไว้ในตอนแรกว่าจะให้ปั้นรักกลับเวียงจันทน์รถรอบแรกของวันเป็นอันล้มเหลว ผมเลยต้องกระเตงมันไปเที่ยวด้วย ซื้อทัวร์ไว้หนึ่งที่เมื่อวาน วันนี้ก็ต้องไปซื้อเพิ่มอีกที่ ซ้ำยังเป็นเงินผมที่ต้องจ่ายให้มันอีก ถึงมันจะบอกก็เถอะว่าเดี๋ยวแม่ให้เข้าบ้านเมื่อไหร่ มันจะใช้คืน แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะทวงอะไรมันหรอก ได้แต่บอกว่าถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มันมาเป็นไกด์ให้ผมต่อก็แล้วกัน แม้ว่าอันที่จริงแล้วทัวร์นี้จะมีไกด์คนอื่นนำทางไปก็เถอะ

ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นนะ ปั้นรักดูฟังผมมากขึ้นเพราะต้องพึ่งพาผม แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย ถึงจะไม่พูดมากอย่างเคย ทว่าความยียวนกลับไม่ได้น้อยลงไปสักนิด

ยียวนยังไงน่ะเหรอ? อันดับแรกเลย...การแต่งตัว

ผมจะไปพายเรือคายัคล่องแม่น้ำซอง หมายความว่าตัวต้องเปียกน้ำ ผมเลยใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสามส่วนเตรียมเปียกเต็มที่ แต่ไอ้ปั้นรัก...กางเกงยีนขาเดฟ เสื้อยืด แถมสวมแจ็กเก็ตหนังทับ

นี่มึงคิดว่าเป็นชาวนิวยอร์กเกอร์หรือไง?

ยังดีที่มันไม่เอากระเป๋ากระสอบอะไรของมันไปด้วย แต่แน่นอนว่าผมไล่มันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า สภาพอย่างนี้จะไปเล่นน้ำยังไง ทว่าพอมันตอบมาว่า...

“ไอมีเสื้อผ้าชุดเดียวปะ?”

เอ้า แล้วในกระเป๋าสายรุ้งมึงไม่ได้พกเสื้อผ้ามาเลยหรือไง

คำตอบคือใช่...

ผมล่ะอยากจะกุมขมับเหลือเกิน หากแต่ก็ได้แค่บอกมันว่าให้ยืมเสื้อผ้าผมไปใส่ก่อน มันปฏิเสธเสียงแข็งเลย สุดท้ายเลยมาด้วยชุดนั้น เดชะบุญที่หัวสมองอันน้อยนิดของมันคงบอกกับมันว่าอย่าใส่เสื้อแจ็กเก็ตหนังไปเลย มันเลยถอดทิ้งไว้ที่ห้อง แล้วไปเที่ยวในมาดหนุ่มร็อกแบบไม่ครบเครื่องแทน

ผมเหลือบมองมันตลอดการนั่งรถไปยังถ้ำน้ำ มองมันแล้วเปรียบเทียบกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

...มึงแม่งโคตรเหมือนไม่ได้อ่านแชทกลุ่มอะ ชาวบ้านเขาเตรี๊ยมกันมาแบบนี้ มึงไปอีกแบบนึง หาความเข้ากันได้จากที่ไหนบ้างเนี่ย

มองไปนานๆ เห็นมันไม่สะทกสะท้านต่อสายตาของคนรอบข้าง ผมก็เลิกสนใจ กระทั่งเรามาถึงยังที่หมาย ไกด์ทัวร์แนะนำให้เรารู้จักกับน้ำถ้ำซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติซึ่งเป็นที่นิยมแห่งหนึ่งในวังเวียง ก่อนจะอธิบายถึงวิธีการเข้าไปผจญภัยในนั้นด้วยการให้นักท่องเที่ยวนั่งลงบนห่วงยางที่ทางไกด์เตรียมมาแล้วล่องเข้าไปข้างในถ้ำ โดยมีไฟฉายติดที่หัวให้ความสว่างแค่นั้น หลังจากนั้นก็นัดแนะมากินมื้อเที่ยงหลังจากออกจากถ้ำน้ำเป็นที่เรียบร้อย

ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นกับอะไรแบบนี้นะ ยกเว้นปั้นรักที่ยืนกอดอกฟังพลางทำหน้าเหม็นเบื่อ ผมไม่อยากจะทักมันหรอก เดี๋ยวเสียอารมณ์เที่ยวเพราะรู้ว่าถ้าผมพูดอะไรออกไป มันจะต้องพูดอะไรก็ตามแต่ให้บรรยากาศกร่อยอย่างแน่นอน

เพราะคิดอย่างนั้น ผมก็ปลีกตัวจากมัน เดินไปรับห่วงยางมา พร้อมกับฝากกระเป๋าคาดอกให้กับไกด์ดูแล เดินกลับมาพร้อมกับห่วงยาง เตรียมตัวลงน้ำ ปั้นรักที่ยืนมองอยู่ก็โพล่งขึ้น

“แค่ล่องห่วงยาง ไม่ต้องดีใจขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

ผมหันไปมอง เห็นมันยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่ไปเอาห่วงยางกับชาวบ้านเขา ผมเลยถามกลับ

“แล้วปั้นไม่ล่อง?”

“หึ”

“แต่จ่ายเงินไปแล้วนะ มันรวมอยู่ในทัวร์”

“ไอยืมเงินยูจ่ายก่อนนี่ เดี๋ยวก็คืน เท่ากับว่าเป็นเงินไอ ไอจะเล่นหรือไม่เล่นก็ไม่เห็นเป็นไร อีกอย่าง ไอไม่ใช่เด็กด้วยที่จะมาเล่นอะไรแบบนี้”

ปากบอกไม่ใช่เด็ก แต่นิสัยมึงโคตรจะเด็กเลยเถอะ

ผมยักไหล่ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง หย่อนตัวลงน้ำตามการแนะนำของผู้ดูแล แล้วล่องห่วงยางเข้าไปในถ้ำโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้ปั้นรักเดินตามไกด์ไปรอยังร้านอาหารสำหรับทานมื้อเที่ยง

หลังจากล่องห่วงยางลอดถ้ำน้ำเสร็จ ผมก็ขึ้นมากินข้าว หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปยังถ้ำช้าง แค่แวะชมแวะดูแบบทัวร์ชะโงกเสร็จเรียบร้อย คราวนี้เป็นคิวไฮไลท์ของวันนี้ เราตรงไปยังน้ำซองเพื่อพายเรือคายัคเล่น พอมาถึง ไกด์ก็สาธิตขั้นตอนการพายเรือพร้อมกฎต่างๆ โดยระหว่างที่พายเรือเล่นนั้น เราสามารถลงเล่นน้ำหรือแวะร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมน้ำได้ จากนั้นก็ทยอยเอาเรือลงน้ำ

นักท่องเที่ยวที่มาทัวร์เดียวกับผมต่างพากันลงเรือเป็นคู่ ส่วนผม...ฉายเดี่ยว

ปั้นรักยังคงไม่หือไม่อือเช่นเคย ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจด้วย ผมเลยไม่ได้ถามมันว่าจะเล่นไหม ได้แต่สวมเสื้อชูชีพ แล้วเตรียมตัวจะลงเรือ ทว่าปั้นรักก็ขัดขึ้นอีก

“แค่นี้ต้องใส่เสื้อชูชีพ”

“เอ้า ก็เพื่อความปลอดภัย” ผมหันไปตอบ

“แล้วคนอื่นเขาใส่กันที่ไหน เห็นแต่ยูใส่เนี่ย”

หันไปมองนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่เป็นฝรั่ง พวกนั้นมาถึงได้ก็ถอดเสื้อ ลงเรือพายกันอย่างคล่องแคล่ว ไม่สนใจจะใส่เสื้อชูชีพแม้แต่คนเดียว ผมมองแล้วก็หันไปตอบปั้นรัก

“พวกนั้นเขาคล่องแล้ว พี่เพิ่งเคยพายครั้งแรก มันก็ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยกันหน่อย”

พอให้เหตุผลไปแบบนี้ ปั้นรักก็เบ้หน้าขึ้นมานิดนึง

“ป๊อดว่ะ”

คราวนี้คิ้วผมกระตุกเลย

“คนที่เอาแต่ยืนเต๊ะท่าหล่ออยู่ริมฝั่ง ไม่ยอมลงน้ำ ไม่มีสิทธิ์มาพูดหรอกนะ”

แขวะคืนไปบ้าง ปั้นรักก็ชักสีหน้า จ้องผมตาเขม็งอยู่ครู่ ก่อนโพล่งเสียงสูง

“ได้! ไอจะไปพายกับยูด้วย”

อยากจะบอกมันเหลือเกินว่ามึงไม่ต้องมา แต่มันเดินอาดๆ ไปลงเรือเป็นที่เรียบร้อย นั่งตรงหัวเรือด้วย จากนั้นก็หันมาบอกผมเร็วๆ

“เอ้าขึ้นมา ไอจะสอน”

“เคยพาย?” ผมเลิกคิ้ว

“เออ ตอนอยู่ที่โน่น สมัยเด็กๆ พ่อพาไปพายบ่อยๆ มัวถามจุ๊กจิ๊กอยู่ได้ ขึ้นมาเร็วๆ”

ผมเออออกับมัน ยอมขึ้นเรือโดยดี พอนั่งเป็นที่เรียบร้อย ปั้นรักก็จัดการพายเรือ ท่าทางกระฉับกระเฉงนั่นทำให้ผมพอจะเชื่อใจได้บ้างว่ามันอาจจะเคยพายมาก่อนอย่างที่บอกไว้จริงๆ

การพายเรือของผมกับปั้นรักก็ไม่ได้มีอะไรพิสดารหรอก ออกแนวเอื่อยๆ เรื่อยๆ กินลมชมวิวข้างทางมากกว่า พายไปได้สักพัก สายตาผมก็เหลือบเห็นร้านค้าอะไรบางอย่างบนฝั่ง ผมเลยรีบร้องบอก

“ปั้น เดี๋ยวแวะตรงนี้ให้พี่ก่อน”

“จะซื้ออะไร” มันถามกลับมาด้วยน้ำเสียงรำคาญทั้งที่ไม่มองหน้าผม

“แค่จะขึ้นไปดู”

พอผมบอกไปอย่างนั้น มันก็ทำเสียงฮึดฮัด

“เรื่องเยอะสุด”

แหม ก็กูมาเที่ยวไหม ให้กูได้ดูอะไรที่ไม่เคยดูหน่อยเถอะ

ถึงอย่างนั้นปั้นรักก็ยอมบังคับหัวเรือมาเทียบฝั่งแต่โดยดี ขึ้นท่าเรือได้ ผมก็เดินตรงไปยังจุดขายของ มองดูคล้ายๆ ตลาด แต่ไม่ใช่ เป็นจุดขายของที่ระลึก มีร้านอาหารและน้ำตั้งเรียงรายกันประปราย ผมไม่ได้หิว แต่จะมาเดินดูอะไรเพลินๆ น่ะ

ผมพุ่งตรงไปยังร้านขายของที่ระลึก กะว่าจะหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือกลับไปฝากพี่ชายน้องชายบ้าง ก่อนจะหยุดยืนดูร้านเครื่องประดับแฮนด์เมด หยิบอันนั้นจับอันนี้มาดูไปเรื่อย พลันสะดุดตาเข้ากับเครื่องประดับบางอย่างเข้าให้อย่างจัง

เพราะใช้เวลายืนดูนานไปหน่อย ปั้นรักที่ยืนรออยู่ยังท่าเรือจึงเดินมาตาม ...คาดว่าน่ะนะ ตอนแรกคงคิดจะมาตาม แต่พอเห็นผมยืนดูเครื่องประดับอันนั้นอย่างสนอกสนใจ มันก็ร้องถาม พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้

“ดูไรน่ะ”

ผมหันไปมองมันเล็กน้อยก่อนจะยื่นของในมือให้ดู

“สร้อยข้อเท้า”

มันมองแล้วย่นคิ้ว “สร้อยอะไร เชือกชัดๆ”

เออๆ เชือกก็เชือก ก็ถูกของมันแหละ เป็นเชือกรัดข้อเท้าแบบสานน่ะ

แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรมัน นอกจากจะหยิบเชือกสานพวกนั้นขึ้นมาดูหลายต่อหลายอันเพื่อเลือกลาย พลันสะดุดตาเข้ากับเชือกรัดข้อเท้าคู่หนึ่งที่เป็นเชือกถักสีดำและมีจี้เงินเล็กๆ ห้อย ผมหยิบขึ้นมาดู ปั้นรักก็ชะโงกหน้าเข้ามาทันใด

“ตัวอะไรห้อยอยู่น่ะ”

ผมพินิจอยู่ครู่ก่อนจะตอบ “นกเพนกวินมั้ง มีเป็นคู่ด้วย” หันไปเหลือบเห็นเชือกรัดข้อเท้าอีกอันที่มีลักษณะคล้ายกัน ผมก็หยิบขึ้นมา พลันหันไปถามปั้นรัก “น่ารักไหม”

เท่านั้นปั้นรักที่ชะเง้อชะแง้มองอยู่ก็ทำหน้าแหย ไม่พูดอะไรออกมา ปล่อยให้แม่ค้าเสนอขายสินค้าให้กับผมแทน

“ลายนี้มีคู่เดียว ใส่คู่กับแฟนน่ารักนะ นกเพนกวินเป็นสัตว์ที่มีคู่ครองตัวเดียวตลอดชีวิตด้วย เอาไปใส่กับแฟน จะได้รักกันตลอดไป”

พูดไทยชัดแจ๋วเลย ถึงจะห้วนๆ ไปหน่อยก็เถอะ แต่ผมไม่แปลกใจหรอกที่แม่ค้าพูดไทยกับผม เพราะนักท่องเที่ยวคนไทยที่มาเที่ยววังเวียงก็เยอะมากทีเดียว ไม่แปลกถ้าแม่ค้าพ่อค้าที่นี่จะพูดไทยเพื่อเอาใจลูกค้า แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผมได้ยินแล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้

ซื้ออันนี้ไปฝากแสงเหนือกับไอ้ธารใจดีไหมนะ เป็นของฝากจากลาว สองคนนั้นจะได้รักกันตลอดไป

คิดแล้วก็เจ็บจี๊ดในใจขึ้นมา จากตอนแรกที่หวังดีจะซื้อให้สองคนนั้น ผมก็พลันไม่เข้าใจตัวเอง

ทำไมผมจะต้องทำตัวเป็นพระเอก ยินดีกับความรักของสองคนนั้นด้วยนะ?

ทว่าก็ได้คำตอบในอีกไม่กี่วินาทีให้หลัง

ก็คนหนึ่งเป็นคนที่ผมรัก ส่วนอีกคนก็เป็นเสมือนน้องชายแท้ๆ นี่ แต่จะให้ซื้อเพื่อไปแสดงความยินดีกับความสัมพันธ์ของสองคนนั้นมันก็ดูจะมากไปหน่อย ผมเลยทำท่าจะวางมันลงที่เดิม หากแต่ปั้นรักที่ยืนมองอยู่นานก็โพล่งขึ้นมา

“โอ๊ย รักกันตลอดไปอะไรล่ะ สัญลักษณ์ของรักร่วมเพศล่ะสิไม่ว่า”

ผมหันขวับไปอย่างรวดเร็ว “ยังไง”

“เอ้า ก็นกเพนกวินมันเป็นสัตว์ที่มีการรักร่วมเพศนะ ยูไม่เคยดูสารคดีเหรอที่เขาค้นพบว่านกเพนกวินตัวผู้ครองคู่กับตัวผู้ด้วยกันอะ ยูจะซื้อก็เพราะอย่างนี้ใช่ไหมล่ะ”

มันว่ารัวๆ มา ผมนี่อยากจะยกมือขึ้นฟาดปากมันเลย ยิ่งเห็นแม่ค้ายิ้มแหยๆ ผมก็อยากจะดุไอ้ปั้นรักที่พูดอะไรไม่เข้าท่าออกมา แต่ผมกลับไม่พูดอะไร นอกจากยื่นเชือกรัดข้อเท้าสองอันนั้นให้กับแม่ค้า

“เอาสองอันนี้ครับ”

จ่ายเงินเสร็จก็รีบผลุบออกมาจากร้านนั้นทันที ขณะที่ปั้นรักซึ่งเดินตามมายังพูดไม่หยุด

“ซื้อสองอันแบบนี้ แสดงว่าอีกอันจะเอาไปให้คู่ขาล่ะสิ”

ผมชะงักฝีเท้า หยิบเชือกรัดข้อเท้าออกจากถุงพลาสติกแล้วส่งให้มันอันหนึ่ง มันทำหน้างุนงงฉับพลัน

“อะไร”

“เอาไปสิ”

“เอาไปทำไม”

“ก็อีกอันนึง พี่ซื้อให้คู่ขาไง”

พูดไปอย่างนั้น ความเงียบก็เข้าครอบงำเราทั้งคู่ทันที ก่อนที่ปั้นรักมันจะได้สติแล้วโวยวายขึ้นมา

“โว้ย! ไม่เอา ขนลุก!”

“อ๊ะๆ เล่นตัว” ผมว่าเย้า

ปั้นรักหน้าตึง รีบสวนมาอย่างรวดเร็ว

“เล่นตัวบ้าอะไร ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

“เมื่อคืนเราก็นอนด้วยกันขนาดนั้นแล้ว ยังจะปฏิเสธอีกหรือไง”

ผมแกล้งว่าไปอีก คราวนี้แกล้งพูดดังๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วย แต่ความหมายของคำว่า ‘นอน’ ของผม คือนอนจริงๆ ไม่ใช่ทำเรื่องอย่างว่า ทว่ากับคนอื่น พวกเขาไม่คิดอย่างนั้น ก่อนที่สายตาของคนรอบข้างจะมองมาทางพวกเรา บ้างก็ซุบซิบหัวเราะกัน ขณะที่ใบหน้าของปั้นรักย่นยู่มากกว่าเดิม

“เงียบไปเลยยูน่ะ พูดอย่างนั้น คนอื่นก็เข้าใจผิดกันพอดี!”

ก็ตั้งใจให้เข้าใจผิดนั่นแหละ เอาคืนที่มันปากมาก แต่ไม่ทันจะได้พูดอะไร ปั้นรักก็รีบก้าวหนีไปแล้ว ทิ้งให้ผมมองมันตามหลัง ก่อนจะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างจากร่างกายของคนตรงหน้า

หู...

หูของปั้นรักแดงแจ๋เลย...

ไอ้นี่... มันกำลังอายนี่หว่า

ผมหัวเราะในลำคอ คงดังพอให้มันได้ยิน ก่อนมันจะหันมามองผมตาขวาง

“หัวเราะบ้าอะไร”

“ไม่รู้สิ” ผมตอบยิ้มๆ

เดาได้เลยว่ามันคงจะดูกวนประสาทน่าดู เพราะทำให้ปั้นรักสบถศัพท์ภาษาอังกฤษอะไรออกมาสักอย่างซึ่งผมก็แปลไม่ได้ ก่อนจะรีบเดินอาดๆ ไปยังเรือคายัคที่จอดทิ้งไว้ ทว่าในจังหวะที่มันกำลังจะก้าวขึ้นเรือนั้นคงจะรีบร้อนไปหน่อย เพราะทันทีที่ก้าวขาข้างหนึ่งขึ้นเรือ เรือก็ถอยห่างออกไป ปั้นรักร้องเสียงดังทันควัน

“เหวอ!”

ขายาวๆ ทั้งสองข้างกางออกจากกัน ข้างหนึ่งพยายามเกี่ยวเรือให้เข้าฝั่ง อีกข้างพยายามรั้งตัวเองไว้บนฝั่ง ไม่ให้ตกลงไปในน้ำ

ท่าอุบาทว์มาก...

ถึงตอนนี้ ผมถึงกับหลุดหัวเราะเสียงดัง ไม่ไปช่วยมันด้วย เอาแต่ยืนกุมท้องเพราะหัวเราะจนปวดไปหมด

“โว้ย! มัวแต่หัวเราะอะไรเนี่ย รีบมาช่วยเร็ว เป้ากางเกงจะแตกแล้ว!”

เป้ากางเกงจะแตกมันไม่เท่าไหร่ แต่ขามันสั่นพั่บๆ ขนาดนี้ ผมว่ามันไม่กล้ามเนื้อขาฉีกก่อนก็ร่วงตกน้ำแน่นอน ส่วนผม พอถูกร้องขออย่างนั้นก็ได้ทีแกล้งมันเลย

“พูดเพราะๆ ก่อน”

“มันใช่เรื่องไหมวะ มาเร็วๆ เข้า!”

“ไม่พูดเพราะๆ ก็อยู่อย่างนั้นไปแหละ”

ผมว่าอย่างไม่ยี่หระ ถึงตอนนี้ก็คว้าเอาโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปมันไว้ด้วย

“ยิ้มหน่อยปั้น”

“อย่าถ่าย!”

ไม่สนอะ กดถ่ายแม่งรัวๆ เลย ปั้นรักก็โวยวายไม่หยุด ขณะที่ผมไม่สนใจสักนิด นอกจากรู้สึกว่าถ่ายรูปอย่างเดียวไม่สะใจ ถ่ายวิดีโอด้วยแล้วกัน

กดถ่ายเป็นที่เรียบร้อย ปั้นรักถึงกับโวยวายออกมา

“เลิกถ่ายแล้วมาช่วยสักที เกร็งจนไข่หดแล้วเนี่ย!”

ผมหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอีกระลอก ยิ่งมองขาสั่นๆ ของมัน กับท่าทางที่พยายามจะทรงตัวไว้ให้มั่นแล้วก็หัวเราะจนน้ำตาไหล แต่ก็ยอมเดินมาหาเพื่อจะช่วย

ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยง่ายๆ หรอกนะ มาหยุดยืนตรงหน้ามันได้ ก็บอกเสียงเรียบ

“พูดเพราะๆ ก่อน”

“โว้ย!” ปั้นรักร้องใส่ผม หน้าแดงไปหมด ดูท่าคงจะเหนื่อยจากการยืนเกร็งด้วยท่านั้น

“เอ้าเร็วๆ ไม่พูดก็ไม่ช่วยนะ” ผมก็ยังเล่นแง่

“ยูแม่ง! ขึ้นฝั่งไปได้เมื่อไหร่ โดนแน่!”

“ยูจะทำอะไรไอเหรอ” ผมแกล้งเรียกแทนตัวเองกับมันด้วยสรรพนามที่มันพูดประจำบ้าง ยื่นหน้าล้อเลียนไป

ปั้นรักคงจะรู้แหละว่าทำอะไรผมไม่ได้ เพราะมันไม่มีที่ไป แถมยังต้องให้ผมดูแล ก่อนมันจะยอมจำนน เพราะมันทำท่าฮึดฮัดได้ครู่หนึ่งก็ยอมเปิดปากแต่โดยดี

“ช่วยไอหน่อย”

แต่ผมไม่พอใจไง...

“หางเสียงล่ะ”

“ช่วยหน่อยครับ”

“คำว่าพี่ดื้อครับไปไหน”

ปั้นรักกลอกตา สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงแล้วพูดเร็วๆ

“พี่ดื้อครับ ช่วยด้วยครับ!”

เร็วไม่พอ กระแทกกระทั้นอีกต่างหาก แต่ผมแกล้งมันแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ ขามันจะกางถึงร้อยแปดสิบองศาอยู่แล้ว

“กว่าจะพูดได้ ดื้อนักนะเรา จอมดื้อน่ะ มีคนเดียวก็พอแล้ว” ผมว่า

ปั้นรักทำปากขมุบขมิบก่นด่าแบบไม่มีเสียงใส่ ผมไม่สนใจ ชูโทรศัพท์ในมือขึ้น

“เดี๋ยวเก็บโทรศัพท์แป๊บ”

อันนี้ไม่ได้เล่นแง่ แต่จะเก็บจริงๆ กดปิดการอัดวิดีโอ เก็บใส่กระเป๋าคาดหน้าอก ก่อนจะช่วยมัน ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังเก็บโทรศัพท์อยู่นั้น ขาทั้งสองข้างของปั้นรักก็เริ่มห่างจากกันมากขึ้น

“เร็วๆ! เก็บโทรศัพท์แค่นี้อย่าลีลา! เกร็งจนกล้ามตูดขึ้นแล้ว!”

ผมเหลือบมอง เห็นสภาพอุบาทว์ของมันแล้วก็รีบทำอย่างที่มันบอก หากแต่พอยื่นมือจะไปช่วยมันปุ๊บ หูทั้งสองข้างก็ได้ยืนเสียงประหลาด

แคว่ก!

ผมกับปั้นรักมองหน้ากันชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนสายตาของพวกเราจะมองต่ำลงไปแทบจะพร้อมกัน

เป้ากางเกงไอ้ปั้นรักแตก!

กางเกงบ็อกเซอร์สีชวนให้ควายวิ่งขวิดออกมาปะทะสายตา ผมแทบจะลงไปดิ้นกับพื้น หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหลอีกรอบ ขณะที่ใบหน้าของปั้นรักค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นมา

“หยุดได้แล้ว ช่วยสักที!”

เสียงดังมาอีก อันนี้ไม่รู้ว่าเพราะอายหรือโกรธ แต่ผมว่าทั้งสองอย่าง สุดท้ายผมก็ยอมเอื้อมมือไปคว้ามันแล้วออกแรงดึงให้ขึ้นมาบนฝั่ง ปั้นรักเดินขาถ่างๆ ไปหลบมุม เพราะยืนถ่างขาแล้วเกร็งนานไปหน่อย กล้ามเนื้อเลยตึง ผมหัวเราะไล่หลัง แล้วก็แทบจะตายเพราะหัวเราะอีกทีพอเห็นแนวตะเข็บกางเกงทางด้านหลังของมัน

แม่งแตกขึ้นไปยันก้นอะ!

ปั้นรักก็รู้ตัวในตอนนี้ เอี้ยวตัวมองบั้นท้ายตัวเองแล้วสบถอย่างหัวเสีย

“Damn it! (แม่งเอ๊ย!)” จากนั้นก็หันมาตะคอกผม “หยุดหัวเราะได้แล้ว เพราะยูนั่นแหละ!”

อะไร กูไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

“ถ้ายูไม่มัวแต่ถ่ายวิดีโอ ไอก็ไม่ต้องมาเปิดดากโชว์อย่างนี้หรอก!”

โอเค ชัดแล้วว่ามันโบ้ยความผิดให้ผม

ผมไม่เถียงอะไรหรอกนะ ตอนนี้ในหัวคิดว่าจะทำยังไงกับมันต่อไปมากกว่า ถ้ามันเอาเสื้อแจ็กเก็ตมาก็ยังจะพอเอามาผูกเอวบังได้เพราะเสื้อที่มันใส่ดันปิดไม่หมด ก่อนที่ผมจะนึกอะไรขึ้นมาได้ขณะที่มันบ่นพึมพำ

“เห็นแถวนั้นมีร้านค้า เดี๋ยวพี่มานะ”

ผมชี้ไปยังร้านค้าที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น ก่อนกลับมาพร้อมกับ...

“อะนี่ เข็มกับด้าย”

ใช่ ผมจะให้มันเย็บกางเกง

ปั้นรักมองหน้าผมแล้วทำหน้าเหยเก

“เย็บไม่เป็น”

ความเงียบเข้าครอบงำเราอยู่ชั่วขณะหนึ่ง อย่าบอกนะว่ากูจะต้อง...

“เย็บให้ไอหน่อย”

นั่นไง! กูต้องรับผิดชอบจริงๆ ด้วย!

แต่เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่เป็นไร ผมพยักหน้ารับ กำลังจะบอกให้มันถอดกางเกงแล้วส่งมา แต่ดันนึกขึ้นได้ว่าสีกางเกงบ็อกเซอร์มันล่อตาเกินไป ขืนมันถอด มีหวังได้เป็นที่สนใจจากคนที่พายเรือผ่านไปผ่านมาแถวนี้แน่ๆ ผมเลยบอกมันเร็วๆ

“ไม่ต้องถอด เดี๋ยวพี่เย็บให้เลย”

“เย็บยังไง”

“ยืนอยู่เฉยๆ แล้วกัน”

จากนั้นผมก็ร้อยเข็มกับด้าย เริ่มเย็บจากด้านหลังไปยังจุดสุดท้ายซึ่งอยู่...ใต้ไข่

ถึงจุดนี้แล้ว ต้องตัดด้ายแล้วล่ะ แต่ไอ้บ้าเอ๊ย! ไม่มีกรรไกร!

ผมที่นั่งคุกเข่ามองปั้นรักที่ยืนดูการกระทำของผมอยู่อย่างรู้กันว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ ขณะที่ปั้นรักส่ายหน้า

“ไม่... เลิกคิดไปเลย”

แต่มึงจะปล่อยให้ด้ายห้อยต่องแต่งอย่างนี้ไม่ได้

“รีบๆ ทำแล้วรีบไปต่อเถอะ”

ผมเลยไม่ฟังมัน ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วอ้าปากจะใช้ฟันกัดด้ายให้ขาด ทุกอย่างต้องรีบทำก่อนที่จะมีใครมาเห็น เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกเข้าใจผิดได้ว่าเราทั้งคู่ทำเรื่องอย่างว่ากัน

ทว่าโชคไม่เข้าข้างผมเพราะทันทีที่ผมงับเส้นด้าย ฝรั่งผู้หญิงสองคนก็ดันพายเรือคายักมาใกล้ จะเทียบท่าพอดี พอเห็นผมกับปั้นรักอยู่ในท่านั้นก็พากันร้องอย่างตกใจ

“Oh my God!”

ผมหันไปมอง ฝรั่งสองคนนั้นรีบขอโทษขอโพยแล้วแจวเรือหนีอย่างรวดเร็ว ส่วนปั้นรักก็ร้องเรียกเสียงดัง

“No no! It’s not what you think. Hey! Wait! (ไม่ ไม่! มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด เฮ้ย เดี๋ยว!)”

ไม่ทันแล้ว แจวไปโน่นแล้ว ปั้นรักเลยมามองหน้าผมอย่างเอาเรื่องแทน ขณะที่ผมใช้ปากกัดด้ายเรียบร้อย มัดปมให้มันเงียบๆ อย่างสำนึกผิด

“ยูนี่แม่ง! ถูกเข้าใจว่าเป็นพวกวิตถารแล้วเนี่ย!”

สำนึกผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดันหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของปั้นรักอีกแล้ว

อยู่กับไอ้นี่แล้วก็สนุกดีเหมือนกันแฮะ

-----------------------------------

หายไปพักใหญ่ๆ คิดถึงกันล่ะซี่ 555

เรื่องนี้ปิดจองสิ้นเดือนนี้แล้วนะคะ ติดต่อไปที่เพจรักคุณเพื่อจองได้เลย 

เดี๋ยวหนูแดงมาอัปเรื่อยๆ ค่ะ เริ่มว่างละ

ส่วนตอนนี้...พี่ดื้อคะ 5555555 หลอกทำอะไรน้องปะเนี่ย

มีหลายคนยังสับสนว่าพี่ดื้อคนไหน ปั้นรักคนไหน ใครเป็นเคะเป็นเมะ

พี่ดื้อเป็นเมะ มีหนวด ปั้นรักเป็นเคะนะคะ คนใส่เสื้อดำ 

ฝากฟีดแบ็กไว้ด้วยค่า พรุ่งนี้มาต่อนะ

ความคิดเห็น