Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP5 | รางวัลที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว

ชื่อตอน : EP5 | รางวัลที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2560 19:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP5 | รางวัลที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว
แบบอักษร

ดวงตาคมของท่านอ๋องเจ็ด ต้วนหานเฟิง จับจ้องดรุณีน้อยตั้งแต่นางเดินขึ้นมานั่งบนชั้นสองของภัตตาคาร เขาจดจำได้ทันทีว่านางคือดรุณีน้อยที่ทำให้เขารู้สึกระแคะระคายการฉ้อโกงงบหลวง

หากมิได้ยินนางกล่าวถึงผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามบันไดทางขึ้นวัด คงไม่ฉุกคิดเช่นกันว่าจะมีขุนนางชั่วบางคนกล้าปกปิดจำนวนผู้ยากไร้ แล้วนำเงินส่วนต่างเขากระเป๋าตัวเองอย่างไม่เกรงกลัวอาญา

“คุณหนูแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะ ที่เลือกใช้คนไร้บ้านไร้หัวนอนปลายเท้าทำงานให้” เสียงของหญิงมีอายุที่มากับนางเอ่ยถามขึ้น ส่งผลให้ท่านอ๋องยิ่งสนใจแอบฟัง

“ไยแม่นมถามเช่นนี้เล่า?”

“บ่าวเกรงว่าคนพวกนั้นจะไว้ใจมิได้?” แม่นมของนางเอ่ยราวกับไม่ต้องการให้นางว่าจ้างผู้ยากไร้

“แม่นมฟังข้าดูก่อนเถิด ข้าคิดว่ามิผู้ใดอยากเกิดมาเร่ร่อนไร้ที่ซุกหัวนอนแลหิวโหย ข้าเชื่อว่าหากมอบโอกาส มอบชีวิตใหม่ให้ คนเหล่านั้นก็อยากจะคว้ามันเอาไว้” คำพูดที่ดรุณีน้อยตอบออกมาทำให้ท่านอ๋องเจ็ดคลี่ยิ้ม   ดวงใจหยาบกระด้างรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แท้จริงแล้วในใต้หล้าที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ยังมีจุดที่งดงามหลงเหลืออยู่

“นมกลัวว่าจากผู้ยากไร้จะกลายเป็นโจรน่ะสิเจ้าคะ”

“แล้วอิ่งฉินกลายเป็นโจรหรือไม่?” นางตอบกลับติดขำขัน แต่นั่นกลับทำให้ผู้ที่แอบฟังอยู่รู้สึกตกใจ!

นางกล่าวเช่นนี้แสดงว่านางจ้างคนยากไร้แล้ว ซึ่งก็คืออิ่งฉินที่ถูกเอ่ยถึง! นางช่างกล้าในสิ่งที่คนอื่นมิกล้า

“นางเป็นบุตรีบ้านใดกัน?” เสียงทุ้มพึมพำเบาๆ

“กระหม่อมสืบให้ดีไหมพะย่ะค่ะ?”  องครักษ์หวังหลวนซานที่หูดีได้ยินเสียงพึมพำเอ่ยอาสาเบาๆ  เขาจึงส่งสายตาดุเป็นคำตอบ ผู้ทำตัวหวังดีจึงหดคอกลับไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

“อิ่งฉินไม่เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” สองนายบ่าวยังสนทนากันต่อ หารู้ตัวไม่ว่ามีบุคคลสามและสี่ร่วมวงนั่งฟังโดยมิได้รับเชิญ

“เช่นนั้นก็มีหลายคนที่เป็นดั่งอิ่งฉิน และอิ่งฉินเองก็รู้จักคนเหล่านั้นดี นางรู้ว่าควรเลือกใครมาช่วยงานข้า”

“ถ้าคุณหนูยืนกรานเช่นนี้ นมก็มิขัดอีกเจ้าค่ะ”

“แม่นมอย่าหวั่นไป เราจ้างงานคนเหล่านั้น นอกจากจะไม่กลายเป็นโจร ยังช่วยลดจำนวนโจรด้วย” พอได้ยินเช่นนี้คิ้วเข้มของท่านอ๋องก็ขมวดเข้าหากันเป็นเชิงสงสัย องครักษ์หวังก็เช่นเดียวกัน

“อยากถามพะย่ะค่ะ แต่กลัวนางรู้ว่าเราแอบฟัง” องครักษ์หวังกระซิบกระซาบ ทำเอาท่านอ๋องอยากจะเตะให้ออกไปไกลๆ

“นางจะรู้เพราะท่าทีของเจ้านี่แหละ เงียบไปซะ”

“อย่างไรเจ้าคะ? นมมิเห็นเข้าใจว่าจำนวนโจรจะลดลงได้อย่างไร”

“งั้นข้าขอถาม แม่นมว่าพวกโจรที่ชอบเที่ยวปล้นชิงทรัพย์ที่จับได้กันอยู่คือพวกใด”

“พวกคนยากไร้ที่คุณหนูจะจ้างงานนี่แหละเจ้าค่ะ คนพวกนี้สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว” แม่นมผู้นี้ตอบได้ตรงกับคำตอบในใจของเขายิ่งนัก

“ถูกต้อง” รู้ทั้งรู้นางก็ยังจะจ้าง?

“แล้วไยคุณหนู...”

“แต่คนพวกนั้นทำเพราะความยากไร้และความหิวโหย ถ้าเราเลือกจ้างงานคนเหล่านี้ นอกจากจะได้แรงงานไว้ใช้งาน ก็ยังส่งผลให้เกิดโจรน้อยลงด้วย”

“นมเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อคนเหล่านี้มีทางเลือกที่ดี ก็ย่อมไม่เดินในทางที่ผิด”

“แม่นมกล่าวได้ถูก การหาอาชีพให้คนเหล่านี้ถือเป็นการลดปัญหาที่ต้นเหตุ ต่างจากการบริจาคทาน ที่แม้จะเป็นการช่วยเหลือ แต่ก็ไม่จีรังยั่งยืน”

ท่านอ๋องเจ็ดมิอาจหุบยิ้มได้อีกต่อไป ดรุณีน้อยผู้นี้ ทำให้เขามองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้มากขึ้น นางแตกต่างจากคุณหนูในห้องหอทั่วไปๆ 

มิใช่แค่มุมมอง แต่รวมไปถึงการปฏิบัติ ดรุณีทั่วไปในวัยนี้ต้องเรียนเย็บปักถักร้อย เดินหมาก วาดภาพและดนตรี เตรียมตัวแต่งเข้าสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่นางกลับหลุดออกมาจากกรอบเหล่านั้น หาซื้อตึกเปิดกิจการได้อย่างหน้าตาเฉย

“หลวนซาน”

“พะย่ะค่ะ”

“ไปบอกเจ้าของตึก ว่าเปิ่นหวางจะช่วยนางออกครึ่งหนึ่ง ให้เจ้าของตึกบอกกับนางว่ายินดีลดราคาให้” องครักษ์ได้รับเสียงกระซิบสั่งเบิกตากว้าง มิคิดว่าอยู่ๆ ท่านอ๋องจะทุ่มเทเงินเพื่อดรุณีน้อยผู้นี้

“น...นี่”

“ทำตามที่เปิ่นหวางสั่ง” น้ำเสียงกระซิบเด็ดขาดส่งผลให้องครักษ์กระวีกระวาดลุกออกไป ในขณะที่ผู้สั่งนั่งดื่นน้ำชา ฟังเสียงนกน้อยต่อไป

“นี่ข้าได้ยินมิผิดใช่หรือไม่ ท่านบอกจะขายตึกนั้นให้ข้าด้วยราคาถูกแสนถูกเช่นนี้?” ภาคินเอ่ยถามนายหน้าอย่างมิอยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

ยามเจรจากันคราก่อนนายหน้าผู้นี้เอ่ยเสียงแข็งไม่ยอมลดราคาแม้อีแปะเดียว แต่นี่...อยู่ๆนายหน้าคนเดิมกลับตามเข้ามาบอกลดราคาตั้งครึ่งหนึ่งของราคาเต็ม!

“คุณหนูได้ยินมิผิด ข้าลดราคาให้ท่าน”

“ทำไมอยู่ๆท่านจึงลดราคา?” แทนที่ภาคินจะรีบคว้าโอกาสจ่ายเงินซื้อตึก เขากลับระแวงตั้งคำถามจับผิดนายหน้า มิใช่แค่ยอมลดราคานิดๆหน่อยๆ แต่เป็นการลดถึงครึ่ง จะเป็นไปได้อย่างไรว่ามิมีสิ่งใดแอบแฝง

“คือหลังจากที่เจรจากับคุณหนูเสร็จ มีซินแสมาทัก ดวงข้าจะถึงคาดถ้าไม่ผูกมิตรลดราคากับผู้ที่มาเจรจาซื้อขายคนล่าสุด ข้ากลัวยิ่งนัก...จึงรีบมาบอกกล่าวท่าน” นายหน้าคนเดิมดูหน้าซีดรนราน ราวกับคนที่กำลังกลัวบางอย่างอยู่จริงๆ

“นอกจากนี้แล้วท่านมิมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่จริงๆใช่หรือไม่?”

“น่ะ...แน่นอนขอรับ ข้าไม่มีสิ่งแอบแฝงใดๆที่ส่งผลร้ายต่อท่านเลย” เมื่อนายหน้ายืนยันเสียงแข็ง ภาคินก็ถอนหายใจเฮือกยาว มิตินี้ไม่มีวิทยาศาสตร์ ความเชื่อความที่จับต้องไม่ได้จึงมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างแรงกล้า

“ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ข้าจะซื้อตึกนั้น”

“ขอบคุณขอรับ นี่สัญญาคุณหนูลงชื่อได้เลยขอรับ”

“ข้าขออ่านก่อน” ว่าแล้วเขาก็ก้มอ่านสัญญา โดยมีแม่นมเหยาค่อยช่วยชี้แนะอย่างรัดกุม

“คุณหนูว่าอย่างขอรับ สัญญามีข้อใดที่คุณหนูไม่พอใจหรือไม่?”

“สัญญานี่ถือว่าส่งผลดีต่อข้าทั้งนั้น ข้ายินดีที่ได้ตกลงทำการซื้อขายกับท่าน” ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม จากนั้นมือเรียวเล็กก็ตวัดพู่กันลงชื่อหยางกันหนี่ว์ลงไป

“หยางกันหนี่ว์ อ่า...คุณหนูคือคนสกุลหยาง” พอได้เห็นชื่อแซ่ นายหน้าก็ตาโตมองดรุณีน้อยอย่างตะลึงงัน มิอยากเชื่อว่าบุตรีของสกุลใหญ่ผู้นี้จะสนใจซื้อตึกการค้า แทนเครื่องประดับเครื่องประทินโฉมเฉกเช่นคุณหนูทั่วๆไปชอบซื้อ

“ข้าหวังให้ท่านเก็บชื่อแซ่ของข้าเอาไว้เป็นความลับ จะไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าเป็นเจ้าของตึกนั้น” ทั้งแววตาและน้ำเสียงของนางเด็ดขาดจนน่าเกรงขาม นายหน้าผู้ขายตึกจึงรีบผงกหัวรับคำ

“ข้ามิเคยเจอท่าน มิมีทางที่ข้าจะเอ่ยชื่อท่านออกไป”

“นับว่าท่านมีปัญญาที่แหลมคม” ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มพอใจในคำตอบ

“ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าขอตัวแล้วขอรับ”

“อืม นี่ตั๋วเงินตามราคาที่ตกลง ขอบคุณท่านยิ่งนักที่ลดราคาให้ข้า ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ” ร่างระหงส่งตั๋วเงินให้ จากนั้นการประสานมือคำนับอำลาอย่างอ่อนช้อยงดงาม

“เช่นกันขอรับคุณหนู” นายหน้าประสานมือคำนับอำลากลับด้วยรอยยิ้ม

การกระทำไปมาลาไหว้อย่างคนไทยที่อยู่ในจิตสำนึกของภาคิน ส่งผลให้นายหน้ารู้สึกประทับใจแลชื่นชมจากใจ อย่าว่าแต่คุณหนูสกุลใหญ่ แค่คุณชายคุณหนูบุตรธิดาขุนขางปลายแถวยังยโสถือตัว ไม่มีทางก้มคำนับคนที่ด้อยชนชั้นกว่า อย่างนายหน้าเช่นตนเป็นแน่

พอนายหน้าจากไปได้ไม่กี่อึดใจ อิ่งฉินกับเสี่ยวฉิงก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าธุระที่ให้พวกนางไปจัดการให้จะผ่านพ้นไปด้วยดี

“มาแล้วก็นั่งสิ”

“จะให้พวกบ่าวนั่งร่วมโต๊ะคุณหนูเกรงว่า” อิ่งฉินมองหน้ากับเสี่ยวฉิงเลิกลั่ก ไม่กล้าหย่อนกายนั่งตามคำชวน

“อย่ามากพิธี อย่าปฏิเสธคำของข้า”

“บ่าวทั้งสองเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” อิ่งฉินกับเสี่ยวฉิงยอมนั่งร่วมโต๊ะ ในใจของนางทั้งสองชื่นชมเทิดทูนคุณหนูมากยิ่งขึ้น

“ได้คนถามที่คุณหนูต้องการเจ้าค่ะ บ่าวให้คนพวกนั้นย้ายไปที่บ้านร้างแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงรีบเอ่ยรายงาน

“ในเมื่อบ้านนั้นเป็นของคุณหนูแล้ว จะเรียกว่าบ้านร้างมิได้ ดูไม่เป็นสิริมงคล นมเห็นว่าควรตั้งชื่อไว้เรียกขานเจ้าค่ะ” แม่นมเหยาเอ่ยทักท้วง เมื่อทุกคนยังเรียกขานบ้านขนาดใหญ่ที่ซื้อเอาไว้เป็นสถานที่ผลิตสบู่ว่า “บ้านร้าง”

“นั่นสิ ข้าจะตั้งชื่อว่าอย่างไรดี”

“เอาเป็นชื่อคุณหนูดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“เสี่ยวฉิง กิจการเป็นความลับจะใช้ชื่อคุณหนูได้เยี่ยงไร” อิ่งฉินท้วงขึ้น ส่งผลให้เสี่ยวฉิงเขกหัวตัวเองที่เขลาจนลืมเรื่องสำคัญไป

“จริงด้วย...โง่จริงๆเลยข้าเนี่ย”

“เอาเถอะพอได้แล้ว ข้าว่าข้าคิดชื่อออกแล้ว” ภาคินเอ่ยขัดบ่าวทั้งสอง

“ชื่อว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

โรงงานต้ากันส่วนร้านใช้ชื่อว่า ร้านเสี่ยวกัน” ภาคินเอ่ยตอบแม่ยมเหยาด้วยรอยยิ้ม  

ทุกคนอาจเข้าใจว่า ‘กัน’ ที่ใช้ในชื่อโรงงานและร้านมาจากชื่อของ ‘กันหนี่ว์’  มีความหมายว่า ‘หอมหวาน’ แต่ทว่าแท้จริงแล้วคำว่า ‘กัน’ มาจาก GUN ภาษาอังกฤษจากชีวิตก่อนที่มีความหมายว่า ‘ปืน’

 ดังนั้นในความหมายของเขา ‘ต้ากัน’ แปลว่า  ปืนใหญ่  ส่วน ‘เสี่ยวกัน’ แปลว่า ปืนเล็กกิจการของเขาจะต้องรุ่งโรจน์ประดุจเสียงดังของปืน

“เป็นชื่อที่ดียิ่งเจ้าค่ะ”

“จำง่ายดีด้วยเจ้าค่ะ” อิ่งฉินกับเสี่ยวฉิงเอ่ยชม ภาคินจึงได้แต่ขำขันในใจ มิรู้ว่าถ้าพวกนางทราบความหมายแอบแฝงจะทำหน้าเช่นไร

“อาหารได้แล้วขอรับ” เสี่ยวเอ่อร์ยกอาหารที่ภาคินกับแม่นมเหยาสั่งไว้เข้ามาเสิร์ฟ ทำเอาบ่าวทั้งสองนางตาโต มิคิดว่านอกจากจะได้ดื่มน้ำชาร่วมโต๊ะแล้ว คุณหนูจะเลี้ยงอาหารเลิศรสถึงเพียงนี้

“ฮึก...” 

“ไยเจ้าถึงร้องไห้ออกมาเล่าอิ่งฉิน?” ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างตกใจที่อยู่ๆอิ่งฉินร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม

“อิ่งฉินตื้นตันเจ้าค่ะ มิกล้ามิกล้าฝันคิดมาก่อน ว่าจะมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศเช่นนี้”

“เจ้าน้ำตามิเข้าเรื่อง อีกหน่อยเจ้าได้เงินค่าแรงจากข้าเพิ่มขึ้น จะเข้าภัตตาคารเช่นนี้เมื่อใดก็ได้ มิใช่เรื่องเกินฝันสักนิด” เสียงหวานกล่าวตำหนิ โดยที่มือก็คีบอาหารใส่ถ้วยให้อิ่งฉินด้วย 

บนโต๊ะจึงมีแต่รอยยิ้มของหนึ่งคุณหนูกับสามบ่าว เป็นภาพงดงามจนท่านอ๋องเจ็ดที่ลอบชำเลืองมองคลี่ยิ้ม

“มิอยากเชื่อว่า เสนาบดีหยางจะเลี้ยงและอบรมบุตรีได้ดีถึงเพียงนี้” ท่านอ๋องเอ่ยขึ้นเมื่อดรุณีน้อย จ่ายเงินแล้วเดินออกไปจากภัตตาคารพร้อมกับบ่าวของนาง

“หย่งสือเคยกล่าวไว้ว่าน้องสาววัยสิบสี่หนาว มีจิตใจโอบอ้อมอารีแลอ่อนโยน ที่แท้ก็เป็นนางนี่เอง ส่งแม่สื่อไปสู่ขอนางมาเป็นพระชายาดีหรือไม่พะย่ะค่ะ?” องครักษ์เอ่ยถามขึ้น

“เหลวไหล นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น จะส่งแม่สื่อไปสู่ขอนางมาเป็นชายาได้อย่างไร” ท่านอ๋องกล่าวตำหนิองครักษ์

“ก็เจรจาหมั้นหมายเอาไว้ก่อนไงพะยะค่ะ ถึงวัยปักปิ่นเมื่อใด จะได้สมรสทันที”

“เจ้าเงียบเถอะ เปิ่นหวางหาได้คิดกับนางเช่นนั้นไม่”

“แต่ท่านอ๋องทุ่มเทเงินทองเพื่อนางไปไม่น้อยนะพะยะค่ะ” องครักษ์เอ่ยขึ้น เมื่อนึกถึงจำนวนเงินที่ท่านอ๋องช่วยจ่ายค่าตึกไป

“ค่าตึกครึ่งหนึ่งที่เปิ่นหวางช่วยออกให้นาง ถือเป็นรางวัลที่นางมีส่วนทำให้จับขุนนางฉ้อโกงได้ ผู้ทำดีสมควรได้รับรางวัลมิใช่หรือ ไยเจ้าจึงคิดว่าเปิ่นหวางอยากได้นางเป็นชายา?”

“พระองค์มิเคยสนใจหญิงใดเช่นนี้มาก่อน กระหม่อมจึงคิดว่า...”

“พอเถิด ที่เปิ่นหวางชื่นชมสนใจ เพราะนางมิเหมือนคุณหนูในห้องหอทั่วๆไป แต่มิได้ใคร่ครอบครอง” เมื่อท่านอ๋องกล่าวยืนยันเช่นนี้ องครักษ์หวังหลวนซานจึงสงบปากสงบคำลง หารู้ไม่ว่าในท่าทีที่สงบนิ่งของท่านอ่องนั้นเป็นเพียงเปลือกนอก แท้จริงแล้วในห้วงความคิดของท่านอ๋องยังคงมีเรื่องของดรุณีน้อยผู้นั้นวนเวียนอยู่ตลอดเวลา

ในวันที่เปิดร้านเสี่ยวกัน เป็นวันที่ผู้คนต้องจดจำไปอีกนาน ภาคินใช้ยุทธวิธีที่มิมีผู้ใดใช้ เขาสั่งให้มีการเชิดสิงโต ตีฆ้องร้องป่าว ให้หญิงสาวมาล้างหน้าล้างเครื่องประทินโฉมหน้าร้าน แสดงประสิทธิภาพของสินค้า ให้ประจักษ์ด้วยตาของผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมา มิหนำซ้ำยังมีการติดป้ายผ้าขนาดใหญ่กินพื้นที่ตั้งแต่ชายหลังคาเหนือชั้นสองจนถึงขอบประตูด้านบนของร้านในชั้นล่าง

ป้ายดังกล่าวเป็นภาพสตรีล้างหน้า ที่พิเศษคือมีการใช้สีเกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากภาพทั่วไปของจิตรกรในยุคนี้ที่มีการใช้เพียงหมึกสีดำเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ชื่อชอบในภาพเขียนเริ่มต้นสนใจป้ายและสนใจตัวสบู่ตามมาอีกที

สบู่ขนาดกว้างหกเซนติเมตร ยาวสิบสองเซนติเมตร ขายในราคาหกสิบอีแปะ หากเทียบกับเนื้อหมูแล้ว สบู่หนึ่งก้อนสามารถซื้อเนื้อหมูได้เกือบสามชั่ง ไม่ถูกแต่ก็ไม่แพงจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง

สบู่ประสิทธิภาพที่สูงส่ง อีกทั้งมีฟองหนานุ่มเกิดขึ้นได้อย่างน่ามหัศจรรย์ใจ ส่งผลให้ผู้คนเล่าขานกันอย่างปากต่อปาก เพียงเวลาไม่กี่วันสบู่ก็มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว แม้กระทั่งในวังหลวงยังรู้จัก หาซื้อใช้กันทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งนางสนมของฮ่องเต้

ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน สบู่ที่ถูกผลิตขึ้นในโรงงานต้ากัน ถูกขนส่งมาขายในร้านเสี่ยวกันอย่างลับๆ มิมีผู้ใดรู้ว่าสบู่ถูกผลิตขึ้นที่ใด และมีกรรมวิธีเช่นไรทำให้ภาคินผูกขาดตลาดแต่เพียงผู้เดียว ส่วนรายได้มิต้องพูดถึง เพียงระยะเวลาแค่นี้ ก็สามารถคืนทุนที่ลงไปได้ทั้งหมด ทั้งทุนที่ซื้อตึกซื้อและวัตถุดิบ

“เพียงเดือนเดียว เงินทุนก็ได้กลับคืนมาทั้งหมด อย่างนี้ไม่เรียกว่ารุ่งโรจน์ แล้วจะเรียกว่าอันใดได้” ภาคินพึมพำด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มสองมือดีดลูกคิดทบทวนด้วยใจเริงร่า

“คุณหนูเจ้าขา สบู่แบบใหม่ที่ให้ลูกค้าชั้นดีทดลองใช้ ได้รับความสนใจอย่างมากเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉิงรายงาน เมื่อผู้เป็นนายสั่งให้นำสบู่ที่ผสมไม้หอมและดอกไม้ ไปแจกให้ลูกค้าที่มียอดสั่งซื้อจำนวนมากทดลองใช้ แล้วได้ผลตอบรับกลับมาอย่างดีเยี่ยม

“สนใจกันมากหรือ?”

“มากเจ้าค่ะ พ่อค้าต่างแคว้น รวมไปถึงพ่อค้าผมทองจากแดนไกลขอสั่งสินค้าล่วงหน้า เจ้าละหลายพันก้อน แต่เสี่ยวฉิงเกรงว่าเราจะหาไม้หอมแลดอกไม้มาเป็นส่วนผสมมากขนาดนั้นมิได้ จึงจำกัดจำนวนลงเป็นเจ้าละพันก้อน นี่คือรายการสั่งซื้อเจ้าค่ะ”

“คนพวกนั้นมิเกี่ยงราคาเลยหรือ?” ภาคินถามพลางตรวจสอบรายการสั่งซื้อ

“ไม่เลยเจ้าค่ะ พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สบู่แบบใหม่นี้วิเศษกว่าเก่า หลังใช้มีกลิ่นหอมอ่อนๆติดกาย มิแรงมิฉุนจนเกินไปมีความเป็นธรรมชาติ ราวกับมิได้ปรุงแต่ง เป็นที่อัศจรรย์ใจยิ่งนัก พวกเขายินดีจ่ายเจ้าค่ะ”

“อืม ได้ยินเช่นนี้ ข้าก็ยินดียิ่งนัก”  ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม สบู่แบบใหม่ทำเพียงเพิ่มสีและกลิ่นเข้าไปกลับสามารถเพิ่มราคาได้อีกเป็นเท่าตัว จะไม่ให้รู้สึกยินดีได้อย่างไร

“ขออนุญาตเจ้าค่ะคุณหนู... อิ่งฉินกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

“เข้ามาสิ” เสียงหวานเอ่ยอนุญาตทำให้อิ่งฉินเปิดประตูเข้ามา

“เบี้ยค่าแรงประจำเดือน อิ่งฉินแจกจ่ายให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” นางรายงานเมื่อเข้ามายืนตรงหน้าผู้เป็นคุณหนู

“ทุกคนมีท่าทีอย่างไรบ้าง”

“ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งเจ้าค่ะ นอกจากคุณหนูจะให้ค่าแรงที่เป็นธรรมแล้ว ยังให้ที่อยู่ที่กินและที่นอนด้วย พวกเขาเหล่านั้น จึงรู้สึกมีความสุขยิ่งนักเจ้าค่ะ”

“เป็นเช่นนั้นก็ดี แล้วไขมันแพะที่ข้าให้เจ้าจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”

“อิ่งฉินรวบรวมได้ตามจำนวนนี้เจ้าค่ะ” นางส่งสมุดรายการ ให้ ภาคินรับมาแล้วนำสัดส่วนมาขีดเขียน คำนวณ อิ่งฉินกับเสี่ยวฉิงมิเข้าใจนักว่าคุณหนูเขียนภาษาใดแต่ทว่ามันออกมาอย่างถูกต้องทุกครา

“ดูเหมือนว่า ไขมันแพะจะหาได้ยากกว่าไขมันหมู คิดสัดส่วนแล้วคงผลิตได้เพียงเดือนละพันก้อน”

“เจ้าค่ะแพะมีราคาที่สูงกว่า อีกครั้งไขมันยังน้อยกว่าด้วย จึงหาได้ยากยิ่ง” อิ่งฉินตอบ

“เอาเถอะเริ่มต้นแค่นี้ก่อนก็ได้ ดีเหมือนกันสบู่จากไขมัน แพะจะได้ตั้งราคาได้สูงอย่างสมเหตุสมผล” ภาคินเอ่ยสรุป

ที่จริงหากกว้านซื้อไขมันแพะจากต่างเมืองหรือต่างแคว้นก็ย่อมทำได้ เพราะไขมันเหล่านี้มาในรูปแบบน้ำมัน มีใช่ไขมันเป็นก้อนๆ มิเน่ามิเสียอยู่แล้ว แต่การสั่งซื้อเช่นนั้น ก็ต้องสูญเสียทรัพยากรแรงงานในการเดินทา ไปรวบรวมมาเช่นกัน  ดังนั้นรอให้กิจการใหญ่โตกว่านี้เสียก่อน มีแรงงาน ให้มากกว่านี้เสียก่อนจึงจะคุ้มค่าที่จะทำ

“แล้วสบู่จากไขมันแพะดีกว่าไขมันหมูหรือไม่เจ้าคะคุณหนู?”

“ย่อมดีกว่าสบู่จากไขมันหมูอยู่แล้ว สบู่ที่ทำจากไขมันแพะ นอกจากจะได้สบู่เนื้อนุ่มกว่า ยังส่งผลให้ผิวกายของผู้ใช้ชุ่มชื้นนุ่มเนียนขึ้นด้วย” พอเป็นนายเอ่ยเช่นนี้ ทั้งสองสาวก็เบิกตากว้าง สรรพคุณช่างเย้ายวนใจเสียนี่กระไร

“บ่าวทั้งสองขอทดลองใช้ด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ” เป็นเสี่ยวฉิงเอ่ยขอขึ้นมา

“ข้าต้องให้พวกเจ้าสองคนลองใช้อยู่แล้ว มิต้องกังวลไป”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหนู” ทั้งสองยิ้มกว้างอย่างดีใจ สบู่แบบใหม่ที่ถูกผลิตออกมา ไม่ว่าจะมีราคาสูงเพียงใด นางทั้งสองมีไว้ใช้ไม่เคยขาดแคลน ดียิ่งกว่าคุณหนูบางสกุลที่มาเข้าแถวรอซื้อหน้าร้าน แล้วไม่ได้ติดมือกลับไปเสียอีก

“เอาเป็นว่าเดือนใหม่นี้ เราจะเริ่มผลิตสบู่หอม หลังจากสบู่หอมติดตลาด เราจะเริ่มผลิตสบู่จากไขมันแพะกัน” ได้ทุนคืนแล้วต่อจากนี้ก็เป็นการกอบโกยกำไร ในภายภาคหน้าสิ่งที่รออยู่คือเงินและทองเท่านั้น


โปรดติดตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น