Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

ชื่อตอน : EP3 | ไว้ลาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2560 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP3 | ไว้ลาย
แบบอักษร

จากวันนั้นอิ่งฉิน ก็มาอยู่ใต้ปีกของภาคินได้เกือบสิบวันแล้ว นางเข้ากับทุกคนได้ รวมไปถึงเสี่ยวฉิงที่ดูสนิทสนมกันราวกับว่าไม่เคยเกิดข้อพิพาทกันมาก่อน ทำเอาภาคินโล่งใจไม่น้อย

“คุณหนูเจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ”

“มีอันใดหรือเสี่ยวฉิง?”  ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเมื่อบ่าวกระหืดกระหอบถลาเข้ามาอย่างไร้มารยาท

“กะ...เกิดเรื้องแล้วเจ้าค่ะ!”

“เรื่องอะไร? แล้วอิ่งฉินล่ะนางไปกับเจ้ามิใช่หรือ?”

“ก็อิ่งฉินนั่นแหละเจ้าค่ะ คุณหนูสามมาเจอนางเข้า เลยถึกทักเอามานางเป็นขโมย ถูกคุมตัวไปที่เรือนใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”

“อะไรนะ! ข้าบอกให้เจ้ากับอิ่งฉิน อยู่ติดๆกันไว้ แล้วทำไมซูเม่ยยังเข้าใจเช่นนั้น!?” ร่างระหงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินว่าคนของตนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขโมย

“ตอนนั้นบ่าวปวดหนักเจ้าค่ะเลยแยกกับอิ่งฉิน  พอมารู้อีกทีนางก็ถูกคุมตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”

“แย่จริง! งั้นรีบไปเรือนใหญ่กัน!” เขาไม่รอช้า รีบสาวเท้าวิ่งไปที่เรือนใหญ่ทันที

“ข้าน้อยมิใช่โจรเจ้าค่ะ อย่าตีข้าน้อยเลย” เสียงสะอื้นของอิ่งฉิน ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถง ทำให้ภาคินใจกระตุกรีบถลาเข้าไปทันที

“พวกเจ้าทำอันใด!”

“คุณหนูรอง!” มือเล็กยื้อแย่งไม้สร้างความตกใจให้ทุกคนไม่น้อย อิ่งฉินเองก็รีบพาร่างช้ำๆของตนเข้ามากอดขาผู้เป็นนายด้วยความหวาดกลัว

“คุณหนูเจ้าคะ ทุกคนเข้าใจอิ่งฉินผิด”

“ข้ารู้ ไม่ต้องกลัว ส่วนพวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้กล้าลงไม้ลงมือกับคนของข้า!” น้ำเสียงหวานตวาดลั่น ทำเอาพวกบ่าวที่รับหน้าที่โบยอิ่งฉิน คุกเข่าลง

“มิได้เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่กับคุณหนูสามเป็นผู้สั่งเจ้าค่ะ”

“พวกเจ้าเป็นผู้สั่งงั้นหรือ?” ดวงตาแข็งกร้าวตวัดมองสองพี่น้องอย่างมิหวั่นเกรง ทำเอาซูเม่ยหลบสายตา ในขณะที่หย่งสือใจกระตุก มิคิดว่าน้องสาวผู้เก็บตัวจะแสดงท่าทีดุจนางพญาเช่นนี้

“นางลอบเข้ามา มิเป็นโจรแล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร?”

“มิได้สืบสวนอันใดเลยหรือ ถึงได้ตัดสินว่านางเป็นโจร” ภาคินย้อนถามกลับทำให้หย่งสือลุกขึ้นยืนประจันหน้า

“สืบสวนแล้ว นางบอกว่าเป็นคนของเจ้า แต่ข้ากับเม่ยเอ๋อร์ไม่เชื่อ อยู่ๆเจ้าจะกล้ารับคนเข้ามาในจวนโดนไม่ขอความเห็นชอบก่อนคงเป็นไปมิได้ ถูกหรือไม่” หย่งสือกระตุกยิ้มมุมปาก เขารู้สึกสนุกกับท่าทีของน้องสาวอย่างประหลาด ไม่คิดมาก่อนว่านางเองก็มีพิษสงเช่นนี้

ขณะเดียวกันภาคินที่เห็นรอยยิ้มหยันราวผู้ชนะของหย่งสือก็ของขึ้น

รอยยิ้มช่างกวนเบื้องล่างเหมือนไอ้ครรชิตเสียจริง!

“ข้ารับมาแล้วอย่างไร?  เจ้ากับนางคงมิเห็นข้าในสายตาเลยสินะ ถึงได้พิพากษานางโดยมิถามไถ่ข้า” ไม่พูดเปล่าดวงตาก็สู้กับดวงตา สองเท้าก็ย่างเข้าหาอย่างมิหวั่นเกรง

“ข้า...”

“แบบนี้ไงเล่า ถึงได้อยู่ตำแหน่งเดิมถึงสามปี ไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที จริงๆแล้วท่านมิมีคุณสมบัติของผู้นำเลยสักนิด”

“พี่กันหนี่ว์อย่าก้าวร้าวกับพี่ใหญ่เลยเจ้าค่ะ”

“หุบปากของเจ้าไปเสีย ลูกอนุมีสิทธิ์มาเสนอหน้าสั่งสอนข้างั้นหรือ?” ภาคินหันไปตวัดสายตามองซูเม่ยอย่างเอาเรื่องที่กล้าเข้ามาสอด

“พี่กันหนีว์”

“ยังกล้าเรียกข้าว่าพี่? จับคนของข้ามาเอาหน้า ไม่ส่งคนไปตามข้าสักคน ไม่เห็นข้าในสายตา ยังไม่อายปากเรียกข้าว่าพี่”

“กันหนี่ว์อย่ารังแกเม่ยเอ๋อร์” หย่งสือตำหนิปกป้องซูเม่ย

“รังแก? ถามจริงๆเถอะ รู้จักข้าดีแล้วหรือถึงได้กล้ากล่าวหาข้าเยี่ยงนี้ ข้าอยู่ในเรือนท้ายจวนเงียบๆมาตลอด ไม่เคยเรียกร้องอันใด พอข้าตำหนินางเพื่อปกป้องคนของข้า พวกเจ้ากลับกล่าวหาว่าข้ารังแกนาง ช่างเป็นพี่ชายที่รักน้องเท่าเทียมโดยแท้” ภาคินยิ้มหยันกล่าวเหน็บแนมหย่งสือถึงความอยุติธรรม  

ไม่เคยใส่ใจรู้เนื้อแท้ พอเริ่มมีปากมีเสียงก็หาว่าร้ายกาจรังแกผู้อื่น

ช่างน่าขัน…

“แต่เจ้ามิควรตอกย้ำชาติกำเนิดเม่ยเอ๋อร์”

“ข้าพูดความจริงเป็นการตอกย้ำงั้นหรือ ลูกอนุบ้านอื่น ต้องให้เกียรติลูกที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ก็มีแต่ลูกอนุบ้านนี่แหละ นอกจากจะไม่ให้เกียรติยังชอบทำความดีเอาหน้ากับคนใหญ่คนโต”

“พี่กันหนีว์ ข้ามิได้เอาหน้า ข้าแค่อยากปกป้องบ้านของเรา”

“มิได้เอาหน้า แต่จับคนของข้าได้รีบส่งเรือนใหญ่ ทั้งๆที่เจ้าควรจะเอ่ยถามข้าสักคำครึ่งคำ กลับไม่ถาม เจตนาของเจ้าจะตีความเป็นอื่นได้เยี่ยงไร”

“ก็ข้าคิดว่าพี่กันหนี่ว์คงมิรับคนเข้าจวนโดยไม่ขออนุญาตก่อน ข้าจึงคิดว่านางโกหกเจ้าค่ะ” ซูเม่ยก้มหน้าตอบใสซื่อ แต่ความหมายกลับตอกย้ำความผิดของพี่สาวต่างมารดา

“งั้นข้าขอถาม ตอนนี้คนที่มีอำนาจที่สุดในบ้านคือท่านพ่อใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ เป็นท่านพ่อ ดังนั้นหากกระทำการใดต้องขอท่านพ่อก่อน” ซูเม่ยยังคงจี้จุดเดิมๆ ภาคินจึงแสยะยิ้ม

“หลายวันมานี่ข้าทราบว่า ขุนนางน้อยใหญ่ถูกเรียกเข้าวังเรื่องผู้ยากไร้ ท่านพ่อจึงแทบไม่อยู่ติดบ้าน ไหนเจ้าตอบมาสิ ใครมีอำนาจรองจากท่านพ่อ”

“เป็นท่านแม่ใหญ่เจ้าค่ะ”

“หึ หลายวันมานี่ท่านแม่กับพี่หนิงฮวาเดินทางไปเยี่ยมท่านน้าที่เพิ่งคลอดบุตร มิอยู่เรือนเช่นกัน เจ้าตอบมาสิใครอีกที่มีอำนาจรองจากท่านแม่ คงไม่ตอบว่าพี่ใหญ่นะ เพราะพี่ใหญ่ยุ่งกับงานในกองทัพ จนมิเคยจัดการงานใดในบ้านอยู่แล้ว” ภาคินเอ่ยดักทาง เพราะเอาจริงๆหย่งสือไปเข้ากองทัพอยู่ชายแดนมาเป็นปีสองปี ไม่เคยจัดการงานในบ้าน อยู่ๆจะมาแผลงอำนาจนับว่าไม่ถูกต้อง

“เอ่อ...งั้นคงเป็นเป็นท่านแม่รองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยก้มหน้าตอบ

“หึ! แค่ลำดับอำนาจในจวนเจ้ายังมิใส่ใจ กล้าตอบชื่อฮูหยินรองที่เคยทำเสน่ห์จนถูกริบอำนาจ มองข้ามข้าที่เป็นบุตรีของฮูหยินใหญ่ เจ้านี่กล้ามากนะซูเม่ย”

“ข้ามิกล้าเจ้าค่ะ พี่กันหนี่ว์อย่าเข้าใจเม่ยเอ่อร์ผิด”

“ข้ามิเข้าใจผิดเลยสักนิด ข้าเข้าใจถูกมากเลยต่างหากเล่า มีนะคนที่คอยทำตัวน่าสงสาร เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากผู้อื่น จนได้รับสิทธิพิเศษ ข้าว่าเจ้าก็ไม่ต่างกัน” ทุกคนเบิกตากว้าง ที่คุณหนูกันหนี่ว์โจมตีไม่ไว้หน้าคุณชายใหญ่เช่นนี้ นางไม่เพียงพูด แต่นางมองคุณหนูสามผู้น่าสงสารตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังประเมินค่า

“ข้ามิเคยทำเยี่ยงนั้นเลยนะเจ้าคะ” ซูเม่ยน้ำตาร่วงเผาะ

“หึ กล้าพูดว่าไม่เคยทั้งที่กำลังทำอยู่ เจ้าทำตัวน่าสงสารเหมือนถูกรังแกต่อหน้าคนโน้นทีคนนี้ที ก็มิผิดที่ท่านแม่ พี่หนิงฮวา รวมไปถึงแม่รองและน้องเล็กจะเกลียดเจ้า” ภาคินปล่อยหมัดฮุคจนซูเม่ยชะงักอึ้งไป ในขณะที่หย่งสือเริ่มรู้สึกเอะใจ คล้อยตามคำพูดน้องสาวในไส้

คนส่วนมากเกลียดเป็นเพราะพร้อมใจกันริษยา หรือเห็นธาตุแท้บางอย่างกันแน่

“ข้าไม่...”

“พอเถอะ! ข้ามิอยากชมงิ้วของเจ้า และข้ามิได้รับใครมาโดยพละการ เพียงแต่ผู้กุมอำนาจในบ้านยังไม่ว่าง ข้าเองก็มีสิทธิ์ที่จะรับคนที่ถูกใจไว้ก่อนมิใช่หรือ?  เอ๊ะ!?...หรือเจ้าจะบอกว่าข้าไม่มีสิทธิ์รับคนเพิ่ม ทั้งที่ลูกอนุอย่างเจ้ายังมีบ่าวในเรือนถึงห้าคน” ภาคินหลี่ตามองซูเม่ยอย่างจับผิด ที่จริงนางมีบ่าวเท่ากับหยางกันหนี่ว์ แต่ไม่รู้ว่าไปทำตัวน่าสงสารแบบใดจึงไดเพิ่มมาอีกสอง

“เอาเถอะ ทั้งหมดนี่ข้าผิดเอง ข้าเพิ่งกลับมาไม่รู้งานในแต่ก้าวก่ายเช่นนี้ ขอโทษเจ้าด้วย” คุณชายใหญ่ยอมรับข้อผิดพลาด เสียหน้าไปบ้างแต่วันนี้ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อย

“หึ! หวังว่าคราหน้าจะไม่ทำการอันใดที่ข้ามหัวข้าเช่นนี้อีก”

“จะไม่เกิดเหตุเช่นนี้อีก” ผู้ที่เป็นพี่ชายคนโตรับปาก

“ดียิ่ง งั้นข้ากับคนของข้าขอตัว” ภาคินยอมให้เรื่องจบแค่นี้ แต่ไม่ลืมกวาดสายตามองหน้าทุกคน ตั้งแต่บ่าวที่รับหน้าที่โบยอิ่งฉิน  ซูเม่ย หย่งสือ เอาให้รู้กันไปเลยว่าหยางกันหนี่ว์คนปัจจุบันไม่ใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดเหยียบหัวไปมาเช่นกาลก่อน!

“พี่กันหนี่ว์ เม่ยเอ๋อร์ขออภัยที่ล่วงเกินท่าน” ซูเม่ยเอ่ยขอโทษขณะที่ร่างระหงกำลังหันหลังออกจากห้องโถง นางมีท่าทีเกรงกลัวไม่กล้าสบตา จนภาคินแค่นยิ้ม

“กระทั่งข้าปล่อยวางแล้ว เจ้าก็ยังพยายามยื้อไว้ร่วมเล่นงิ้ว”

“พี่กันหนี่ว์...”

“หึ...เสี่ยวฉิงมาช่วยข้าพยุงอิ่งฉิน ” ภาคินเมินเหมือนซูเม่ยมิได้อยู่ในสายตา จากนั้นเข้าพยุงอิ่งฉิน ที่โดนโบยจนบอบช้ำกลับเรือน

พอถึงเรือนแม่นมเหยาที่สอบถามจนรู้เรื่องรู้ราว ก็แทบลมจับ

“โธ่... คุณหนูมีเรื่องกับใครไม่มี มามีกับคุณหนูสาม”

“หนักใจอันใด หรือท่านพ่อรักนางมากจนมิฟังผู้ใดเลย?”

“นายท่านนมมิกลัวหรอกเจ้าค่ะ”

“งั้นแม่นมกลัวใครเล่า?” พอผู้ที่มีศักดิ์เป็นคุณหนูเอ่ยถามแม่นมเหย่ก็หลบตา

“ช่างเถิดเจ้าค่ะ เอาเป็นว่าอย่าไปยุ่งกับคุณหนูสามอีกก็พอเจ้าค่ะ” แม่นมตัดบท ทำเอาภาคินยิ่งสงสัย แต่ก็เลือกที่จะ ไม่บีบครั้นนางไปมากว่านี้

“เอาเถอะข้าจะพยายาม อ๊ะ!?...ท่านหมอ อิ่งฉิน นางอาการเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ?”

“บอบช้ำมากขอรับ แต่นางมีพลังยุทธ์อยู่ในกาย นางสามารถใช้โอสถของผู้ฝึกยุทธ์ได้ แม้โอสถจะมีราคาแพงกว่าโอสถธรรมดา แต่จะส่งผลดีกับนางมากกว่า มิทราบว่าคุณหนู...”

“จัดให้นางเถิด ข้าประสงค์ให้นางหายดีในเร็ววัน”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรีบจัดให้นางขอรับ” น้ำใจดุจแม่น้ำของคุณหนูผู้นี้ทำให้ท่านหมอนึกชื่นชมในใจ น้อยคนนักที่จะมีผู้ยอมจ่ายค่าโอสถแพงๆกับบ่าวไพร่ก้นเรือน

“รบกวนท่านหมอแล้ว” ร่างระหงก้มขอบคุณท่านหมออย่างมีมารยาท ทำให้ท่านหมอคลี่ยิ้มก้มรับแล้วเดินจากไป

“น่าแปลกนะเจ้าคะ ผู้ยากไร้ไม่น่าจะมีพลังยุทธ์หลงเหลือจนอายุป่านนี้” แม่นมเหยาเอ่ยเปิดประเด็น

โดยทั่วไปแล้วผู้มีพลังยุทธ์จะต้องได้รับโอสถ ในช่วงวัยสามถึงสี่หนาว หากไม่ได้รับพลังจะค่อยๆหดหายไปจนหมด

กล่าวถึงโอสถ ก็เป็นโอสถสำหรับผู้ฝึกยุทธ์เป็น จึงมีราคาแพง ผู้ยากไร้รวมไปชาวบ้านทั่วไปไม่มีเงินทองเพียงพอที่จะซื้อทำให้พวกเขาเหล่านั้นสูญเสียโอกาสเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปอย่างน่าเสียดาย

“นางเคยเล่าให้ฟังว่าพลัดพรากจากครอบครัวตอนอายุไม่ถึงห้าหนาว บางทีก่อนหน้านั้นนางอาจจะอยู่ในครอบครัวที่ฐานะดีก็ได้”

“อาจเป็นดั่งเช่นที่คุณหนูกล่าว ชะตาคนเราล้วนไม่แน่นอน”

“นั่นสิ อย่างไรก็ตาม นางมีพลังยุทธ์เช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ข้าจะส่งเสริมนาง”

“แต่คุณหนูเจ้าคะ จะส่งเสริมผู้ฝึกยุทธ์ต้องใช้เงินทองไม่น้อยนะเจ้าคะ แม้เบี้ยของคุณหนูที่สะสมไว้จะมีมาก แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะเจ้าคะ” แม่นมเหยากล่าวเตือน

“ข้ารู้ ข้าตรองไว้แล้วว่าจะทำงานหาเงินหาทองเอาไว้ใช้เอง” ภาคินคลี่ยิ้ม ตอนแรกได้แต่คิดๆเอาไว้ เห็นทีตอนนี้จะแค่คิดอย่างเดียวมิได้เสียแล้ว ต้องเริ่มลงมืออย่างจริงๆจังๆเสียที


โปรดติตตามตอนต่อไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น