akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 52 เรื่องบ้าๆ

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 52 เรื่องบ้าๆ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.3k

ความคิดเห็น : 190

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2560 22:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 52 เรื่องบ้าๆ
แบบอักษร

52

เรื่องบ้าๆ

            พลั่ก!

                มือทั้งสองออกแรงผลักพอลอย่างแรงเมื่อได้สติกลับคืนมา สิ่งที่พอลทำมันช่างน่ารังเกียจ เขาไม่ได้เป็นของเล่น เขาถูกทำเรื่องเลวร้ายต่อหน้าหยางจิน ความรู้สึกเหมือนโดนดูถูกทำให้เขารู้สึกแย่มากเหลือเกิน

                                “ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาเห็นอะไรแบบนี้ครับ”

                วิรุจน์ได้แต่กล่าวขอโทษหยางจิน  เขาอายเกินกว่าที่จะอยู่ตรงนี้ต่อไปได้

                “ผมขอตัวนะครับ”

                เอ่ยจบก็รีบหมุนกายเดินหนีทันที นี่เป็นครั้งแรกที่วิรุจน์รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้จนไม่อาจจะหาทางไหนมาสู้ได้ พอลทำกับเขาเกินไปแล้ว สิ่งที่ชายหนุ่มทำกับเขานั้นมันช่างเลวร้ายจนยากจะให้อภัย

                หลังจากที่ขึ้นมาอยู่บนห้องนอนของตัวเองแล้ว วิรุจน์ก็ทรุดกายนั่งลง           ปลายเตียง เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ทุกอย่างเหมือนรุมเร้าเขาจนไม่อาจจะหาทางออกได้

                “นายมันใจร้ายเกินไปแล้วพอล”

                ดวงตาของเขาร้อนผ่าวไปหมด เขาไม่คิดว่าพอลจะดูถูกเขามากขนาดนี้            เขาไม่รู้เหตุผลที่พอลทำลงไป แต่สมองของเขาบอกว่าอาจจะเป็นเพราะว่าพอลเห็นเขาเป็นเพียงของเล่นเท่านั้น เขากำลังกลายเป็นตัวตลกสำหรับอีกฝ่าย

                พอได้แล้วกับการลังเลใจที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ เขาต้องยุติทุกอย่างจริงๆจังๆ

ไม่ใช่มามัวลังเลคิดมากอยู่แบบนี้

                “เข้มแข็งหน่อยสิ”

                วิรุจน์กดทุกความรู้สึกเอาไว้ให้ลึกที่สุด เขาไม่อยากบอกกับตัวเองว่ามันคือความรัก นั่นไม่ใช่ความรัก มันก็เป็นเพียงเพราะพันธะวิญญาณเท่านั้น…เป็นเพราะ        แค่นั้นจริงๆ

                ทางด้านพอลและหยางจิน  ทั้งคู่ไม่ได้ตามวิรุจน์ไป หยางจินมองหน้าพอล  เขาพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด

                “นายสินะ ที่บอกว่าเป็นคนรักของคุณรุจน์”

                                หยางจินใช้สายตามองพอลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วจึงแสยะยิ้ม

                “ฉันไม่เห็นว่าคุณรุจน์จะยอมรับนายเป็นคนรักตรงไหน สิ่งที่ทำเมื่อกี้ ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกว่าควรเลิกยุ่งกับคุณรุจน์สักนิด…กลับกัน ฉันอยากจะช่วยให้เขาหลุดพ้นจากคนแย่ๆแบบนายมากกว่า”

                ดวงตาคมเต็มไปด้วยความไม่พอใจ หยางจินหัวเราะเบาๆในลำคอ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากหมุนกายหันหลังให้กับพอล

                “เอาสิ…ถ้าไม่พอใจแล้วอยากจะทำร้ายร่างกายฉันมันตรงนี้เลยก็ได้  แต่นายคงแย่มากที่จะทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างไม่มีเหตุผล”

                “นายน่ะเหรอ… คนบริสุทธิ์”

                พอลเหยียดยิ้ม หยางจินหยุดเดิน เขาหันมาคุยกับพอล

                “อย่างน้อย ฉันก็ไม่ได้คิดจะรับบทตัวร้ายแบบนาย”

                “หึ…”

                “ที่จริง…ฉันก็รอเจอนายอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะเจอเร็วขนาดนี้…ถ้านายไม่ใช่พวกลูกแมวขี้กลัวล่ะก็…จะมาเคลียร์กับฉันตัวต่อตัวก็ยังได้”

                ท่าทางที่ดูไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใดของหยางจินทำให้พอลหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

                “อย่าคิดว่าฉันไม่กล้าจะฆ่านายตอนนี้”

                “ก็เอาซี่…ฆ่าฉันเลย คุณรุจน์จะได้เกลียดไปตลอดชีวิต ที่กล้าฆ่าผู้ชาย           ที่หน้าเหมือนเพื่อนรักของเขา…เอ๊ะ…หรือว่ารักแรกนะ ฮ่าๆๆๆ”

                หยางจินปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ เขาหมุนกายเดินต่อ ทิ้งให้พอลยืนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เป็นจังหวะเดียวกับที่นาคินทร์เดินเข้ามา

                “นี่มันอะไรกัน”

                แม้เขาจะไม่ชอบหน้าพอล แต่เขาต้องคุยเรื่องพวกนี้ให้รู้เรื่อง พอลนิ่งไป        พักหนึ่ง เหมือนว่าเขากำลังคิดบางสิ่งและพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

                “ผู้ชายคนนั้น…หน้าเหมือนใคร”

                “นายไปรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”

                “รักแรกของหมอนั่นงั้นเหรอ”

                “พอล…”

                นาคินทร์ได้แต่อึ้งกับคำถาม พอลจ้องหน้านาคินทร์

                “ตอบฉันมา”

                ชายหนุ่มเค้นคำตอบจากปากของนาคินทร์  นาคินทร์ถอนหายใจเบาๆ

                                “ผู้ชายคนนั้นหน้าเหมือนพีรพัฒน์…เพื่อนที่เจ้ารุจน์มันรักมาก…แต่ว่าเพื่อนฉันตายไปแล้ว…บางทีที่หมอนั่นยังสับสนแบบนี้ ก็เพราะว่าหยางจินหน้าเหมือนพี         มากจริงๆ”

                เพราะหยางจินเหมือนจนน่าตกใจ ไม่ว่าจะน้ำเสียง หรือใบหน้า เพียงแต่ หยางจินสูงกว่าพีรพัฒน์ก็เท่านั้น              

                “หงุดหงิดงั้นเหรอ”

                พอเห็นพอลเงียบไป ไม่พูดไม่จา เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าพอลกำลังหงุดหงิดมาก

                “ฉันจะกลับแล้ว ฝากบอกทุกคนด้วย”

                พอบอกเสร็จ ชายหนุ่มก็หมุนตัวจะไปขึ้นรถของตัวเองทันที นาคินทร์            ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมาช้าๆ

                เขาเดินเข้าไปบอกทุกคนว่าพอลกลับแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่หยางจิน มาลาทุกคนพอดี

                นาคินทร์และหยางจินสบตากัน  ก่อนที่หยางจินจะเดินผ่านนาคินทร์

                “ฉันไม่ยอมให้นายมาทำอะไรเพื่อนฉันได้หรอก”

                “แล้วฉันจะรอดู”

                ตอบเพียงเท่านั้น แล้วชายหนุ่มก็เดินจากไป นาคินทร์ได้แต่รู้สึกเจ็บใจ            และไม่พอใจหยางจิน เขารู้แล้วว่าหยางจินไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นนอน อีกฝ่ายน่าจะรู้ด้วยว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็นอมนุษย์

                “ผมขอตัวไปหารุจน์ก่อนนะครับ”

                นาคินทร์เป็นห่วงเพื่อนตัวเองมาก เพราะถึงวิรุจน์จะดูเหมือนคนเจนจัดในเรื่องของความรัก แต่แท้จริงแล้ววิรุจน์แทบจะไม่รู้จักและไม่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้เลย            คนที่วิรุจน์รักจากใจจริงมีเพียงแค่พีรพัฒน์ที่นาคินทร์นึกออกเท่านั้น แล้ววิรุจน์ก็เป็นประเภทที่รักใครรักจริง และรักฝังใจเสียด้วย

                “รุจน์…เปิดประตูให้ฉันหน่อย”

                เขารู้มาจากแม่บ้านว่าเห็นวิรุจน์ขึ้นมาพักผ่อนแล้ว เขาจึงได้ตามขึ้นมา นาคินทร์เคาะประตูและเรียกเพื่อนรักเพียงไม่นาน วิรุจน์ก็เปิดประตูให้

                “เข้ามาก่อนสิ”

                “อืม”

                ทั้งสองอยู่ในห้องนอนของวิรุจน์ ประตูห้องปิดลงแล้ว  ชายหนุ่มมองเพื่อนรักที่หมดแรงจนต้องนั่งทรุดอยู่ปลายเตียง

                “ฉันตัดสินใจแล้ว”

                “ตัดสินใจ…นายหมายความว่ายังไง”

                “พรุ่งนี้ฉันจะไปหาพอล จะไปยกเลิกพันธะวิญญาณ และฉันก็จะไปให้คำตอบกับคุณหยางจิน”

                “อย่างนั้นเหรอ”

                “อืม…”

                แม้พอลจะเป็นคนที่เข้าใจยาก แต่นาคินทร์คิดว่าเขาน่าจะไม่ได้เข้าใจพอลผิด ชายหนุ่มน่าจะเริ่มมีความคิดเกินเลยกับเพื่อนรักของเขาไปแล้วแน่ๆ อยู่ที่ว่ามันเกิดขึ้นมานานแล้วหรือยัง เพราะตลอดเวลาเขาไม่ค่อยสนใจในตัวพอล จึงไม่รับรู้อะไร          มากนัก แต่ในวันนี้ค่อนข้างจะชัดเจนว่าพอลกำลังหึงหวงวิรุจน์จนแสดงท่าทางที่ผิดวิสัยของตนเองออกมามากขนาดนี้

                “นายจะไปยกเลิกพันธะวิญญาณ ฉันเข้าใจ แล้ว…ที่จะไปหาหยางจิน นายจะให้คำตอบหมอนั่นว่ายังไง”

                “ฉันจะคบกับเขา”

                นาคินทร์ตกใจไม่น้อยคำตอบที่ได้ยิน เขาจับแขนทั้งสองของเพื่อนรัก บีบเบาๆ เพื่อเรียกสติของวิรุจน์

                “นี่คิดดีแล้วเหรอวะ อยู่ๆก็จะคบกับเจ้านั่น”

                “แล้วฉันคิดไม่ดียังไงวะ”

                วิรุจน์เงยหน้ามองเพื่อนตัวสูง นาคินทร์อึ้งไปกับคำถามที่สวนกลับมา          เขาหายใจออกเบาๆ

                “ก็ไม่ใช่ไม่ดีหรอก แต่ว่ามันไม่เร็วเกินไปเหรอวะ เพิ่งเจอกันไม่นานเอง”

                “ต้องให้นานแค่ไหนวะ ถึงจะคบกันได้”

                ได้แต่ถามเหมือนไม่ได้จริงจังมากนัก แววตาตอนที่พูดถึงหยางจินไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด นาคินทร์เริ่มเป็นห่วงเพื่อนรัก

                “แล้วรักหมอนั่นเหรอ”

                พอสิ้นคำถาม วิรุจน์ก็เงยหน้ามองนาคินทร์ทันที

                “ไม่รู้สิ”

                “เฮ้ย ถ้าไม่รู้แล้วจะคบทำไมวะ”

                “ถ้าฉันไม่คบ เขาก็จะจากฉันไปอีก”

                “รุจน์! หมอนั่นไม่ใช่พีนะเว้ย”

                “แต่…แต่เขาเหมือนกับพีมากจริงๆ เหมือนว่าพีกลับมาหาฉัน”

                “ไอ้รุจน์ มีสติหน่อยสิวะ พีตายไปแล้ว แกก็รู้ดี หยุดหลอกตัวเองเถอะ             แล้วแกคิดว่าหมอนั่นจะดีใจเหรอ ที่นายเห็นมันเป็นตัวแทนของไอ้พี”

                การเตือนสติของนาคินทร์ ทำให้วิรุจน์ชะงักคิด เขาเอาแต่คิดอย่างเห็นแก่ตัว จนดูเหมือนว่าอีกไม่นานก็คงจะได้ทำร้ายจิตใจของหยางจิน

                “ฉัน…ฉันมันบ้าเอง ฉันมันเห็นแก่ตัว นี่มันแย่ที่สุดเลย”

                “ใจเย็นๆ ทุกอย่างมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น คิดมากไปแล้วเพื่อน”

                นาคินทร์ตบไหล่ของวิรุจน์เบาๆ เขาไม่อยากให้เพื่อนรักคิดมากขนาดนี้              เขาก็แค่ต้องการเตือนสติวิรุจน์เท่านั้น ไม่อยากให้อดีตของพีรพัฒน์มาทำให้วิรุจน์            ต้องคิดมากจนแยกแยะอะไรไม่ออก

                “ขอบใจนายมาก ที่เตือนสติฉัน”

                ดูเหมือนว่าตอนนี้วิรุจน์เริ่มกลับมาสู่ความเป็นจริง นาคินทร์บีบไหล่ของวิรุจน์เบาๆ

                “ดีแล้วล่ะ ที่นายเข้าใจ ส่วนเรื่องจะคบหรือไม่คบ มันคือการตัดสินใจ            ของนายเอง”

                พอเห็นว่าเพื่อนรักเริ่มสงบสติอารมณ์ของตัวเองได้ นาคินทร์ก็เริ่มหมดห่วง        วิรุจน์ก็แค่ต้องการที่ปรึกษาในเวลาที่ไม่อาจจะหาใครคุยเรื่องนี้ได้ มีเพียงแค่นาคินทร์            ที่เป็นเพื่อนสนิท และรู้เรื่องราวแทบทุกอย่าง เพราะเขาเองก็รู้จักพีรพัฒน์เป็นอย่างดี              แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าเขาจะรู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงของวิรุจน์ ว่าเพื่อนของเขานั้น             คิดกับพีรพัฒน์แบบคนรัก หรือเพียงแค่รักเพื่อนมากเกินไป

                “งั้นฉันกลับก่อนแล้วกันนะ”

                เมื่อหมดธุระแล้ว นาคินทร์จึงเอ่ยลา วิรุจน์พยักหน้าเบาๆ มองเพื่อนที่เดิน     ออกจากห้องไปแล้ว เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความไปหาพอลว่าพรุ่งนี้เขาจะเข้าไปที่บ้านอีกฝ่ายเพื่อยกเลิกพันธะวิญญาณ

                “ให้มันจบสิ้นกันจริงๆสักที”

-------+++++-------

                วิรุจน์ขับรถมาที่บ้านของพอลตั้งแต่เช้า วันนี้เขาจะมาจบปัญหาทุกอย่างเสียที ความรู้สึกที่สับสนนี้จะได้หายไป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะได้จบลงโดยที่ไม่มีอะไรต้องค้างคา ส่วนเรื่องของหยางจิน วิรุจน์เองก็ได้ตัดสินใจไว้แล้วเช่นกัน

                “พอลล่ะ”

                หลังจากที่เข้ามาในบ้านของพอลแล้ว เขาก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพอล วิรุจน์หันไปถามแม่บ้าน และดูเหมือนว่าพอลกำลังรอเขาอยู่ที่ห้องนอน

                “ห้องนอนเหรอ”

                เขาได้แต่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าพอลจะรอเขาอยู่ในห้องนอนแบบนี้          คงไม่ได้แปลว่าเจ้าตัวนอนเพลินจนไม่ยอมตื่นมารับแขกในยามเช้าหรอกนะ

                ก๊อกๆๆ

                เพียงไม่นานหลังจากที่เขาเคาะประตู ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับใดๆ วิรุจน์ลองดันประตูเข้าไปก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก

                ตอนนี้เขากำลังอยู่ใจกลางห้องนอนของพอล มองไปรอบๆก็ไม่พบร่างสูงใหญ่ หรือว่าแม่บ้านจะโกหกเขา แต่วิรุจน์ก็คิดว่าแม่บ้านไม่น่าจะโกหกเขาได้ เพราะเขาเอง          ก็ได้นัดพอลเอาไว้แล้ว

                เสียงสายน้ำที่ไหลตกกระทบกับพื้นทำให้เขาพอเข้าใจว่าพอลคงกำลังอาบน้ำอยู่ วิรุจน์นั่งรออย่างใจเย็น ทั้งๆที่จริงแล้วเขาไม่ได้ใจเย็นเลยสักนิดเดียว

                แกร็ก

                ประตูห้องน้ำเปิดขึ้น พร้อมกับร่างสูงที่เดินออกมาในสภาพที่แผ่นอกกว้างเปล่าเปลือย มีหยาดน้ำเกาะตามร่างกาย วิรุจน์พยายามไม่คิดอะไรที่เลยเถิด                 เพราะไม่บ่อยนักที่เขาจะได้เห็นร่างกายที่งดงามของพอล

                “มาแล้วสินะ”

                “นายเพิ่งตื่นหรือไง”

                พอลปรายตามองวิรุจน์เพียงครู่เท่านั้น ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่

                “นายจะทำตอนนี้เลยไหม”

                คำถามนั้นหมายถึงการยกเลิกพันธะวิญญาณ แต่พอลกลับเลิกคิ้วเพียงเล็กน้อย วิรุจน์พอจะเข้าใจสายตาว่าพอลกำลังคิดว่าเขาชวนขึ้นเตียง แก้มทั้งสองข้างเขาเห่อร้อนขึ้นมากะทันหัน

                “ฉันหมายถึงยกเลิกพันธะวิญญาณ!”

                “กินข้าวเช้าก่อนแล้วค่อยคุยกัน”

                พอลบอกเสียงเรียบ วิรุจน์อยากจะแย้ง แต่เขาก็ไม่อยากจะให้มันวุ่นวายไปมากกว่านี้ เพราะในเมื่อพอลดูเหมือนจะยอมทำตามสัญญา วิรุจน์ก็ไม่อยากจะโวยวาย     ชายหนุ่มเดินตามพอลลงไปยังห้องอาหาร แม้เขาจะไม่รู้สึกอยากอาหาร          สักเท่าไหร่นัก แต่พอลก็บอกให้เขาทานเข้าไปเยอะๆ เพราะต้องให้ร่างกายมีแรง ในขณะที่ทำพิธียกเลิกพันธะวิญญาณ วิรุจน์เองก็เชื่อในสิ่งที่พอลพูด เขาตักอาหารเช้าเข้าปากอย่างไม่อิดออด

                ทั้งที่คิดว่าตัวเองไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วเกี่ยวกับการยกเลิกพันธะวิญญาณ ในครั้งนี้ แต่ดูเหมือนว่าลึกๆแล้วเขาเองก็ยังแอบลังเล แต่วิรุจน์ก็ไล่ความคิดที่สับสนเหล่านั้นออกไปให้หมด นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมากังวลอะไรทั้งนั้น

                “ฉันอิ่มแล้ว”

                วิรุจน์รวบช้อนกับส้อม ก่อนจะยกน้ำดื่มปิดท้าย พอลยังคงทานอาหาร             อย่างไม่เร่งรีบ จนวิรุจน์รู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังถ่วงเวลา

                “นายกินช้าจังนะ”

                “นายกินเร็วเกินไปต่างหาก”

                ตอบกลับไปเสียงเรียบๆ แล้วหยิบผ้ามาเช็ดปาก แล้วลงมือทานต่ออย่างไม่คิดจะสนใจสายตาของวิรุจน์

                วิรุจน์นั่งมองพอลทานมื้อเช้าไปเรื่อยๆ ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันพร่าเลือนไปหมด เขารู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างประหลาด เพียงไม่นานเปลือกตาทั้งสองเขาก็ปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมกับสติสัมปชัญญะที่หายไป

                ชายหนุ่มเหลือบมองวิรุจน์ที่นั่งคอพับสลบไปแล้ว เขาเหลือบตามองแก้วน้ำ          ที่อยู่ตรงหน้าคนตรงข้าม แล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก

-------+++++-------

                “อื้อ”

                เสียงครางอื้ออึงในลำคอ พร้อมกับร่างกายสูงโปร่งที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงที่ไม่กว้าง ไม่แคบจนเกินไป เขาลืมตาขึ้นมาอย่างสะลืมสะลือ

                “อ่า…”

                วิรุจน์พลิกกายนอนหงายเมื่อเริ่มเมื่อย แต่ทว่าเมื่อเขาเริ่มมีสติ ดวงตาทั้งสอง           ก็ต้องเบิกกว้างอย่างตกใจ

                “เดี๋ยวนะ!”

                เขายันกายลุกขึ้นนั่งแล้วก็พบว่าข้อเท้าของเขาถูกล่ามโซ่เอาไว้ พอมองไปรอบๆห้องก็ไม่ต่างจากห้องปิดตาย ไม่มีทางหนีออกไปได้เลย วิรุจน์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ เขานึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แล้วก็จำได้ว่าเขากำลังทานมื้อเช้ากับพอล               แล้วอยู่ๆก็เหมือนว่าตัวเองวูบไป

                …พอลวางยานอนหลับเขา…

                “ไอ้คุณชายพอล!!!”

                วิรุจน์แผดเสียงลั่น เขาไม่คิดว่าพอลจะทำกับเขาแบบนี้ พอลโกหกเขาเรื่องจะยกเลิกพันธะวิญญาณ วิรุจน์ได้แต่ทุบตีเตียงที่นอนด้วยความโกรธเคือง

                “ฉันจะฆ่านาย! นายมัน…นายมัน!”

                ชายหนุ่มกรีดร้องอย่างไม่พอใจ เขาทุบเตียงที่นั่งอยู่ วิรุจน์ยกมือขยุ้มผมของตัวเอง

                เขาเหลือบมองไปทางประตูห้องทันที เมื่อประตูห้องเปิดขึ้น วิรุจน์หน้าบึ้งตึงทันทีเมื่อเห็นร่างสูง

                “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้! นายทำบ้าอะไร! นี่คงไม่ใช่วิธียกเลิกพันธะวิญญาณ             ของนายใช่ไหม!”

                พอลเดินเข้ามาหาวิรุจน์ เขาบีบเข้าที่คางสวย

                “จะโวยวายให้มันได้อะไร ในเมื่อนายจะต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะนายจะสำนึกกับความผิดของนาย”

                “ฉันไม่เข้าใจ”

                “ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกยุ่งกับหมอนั่น”

                “แต่นายทำแบบนี้กับฉันไม่ได้”

                “ทำไมจะทำไม่ได้”

                พอลเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้กับหน้าของวิรุจน์ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

                “จะทำอะไร”

                “ต้องให้ฉันบอกกี่ครั้ง ว่านายเป็นของฉัน”

                “เหอะ…หยุดพูดแบบนี้สักที”

                วิรุจน์ปัดมือพอลให้ออกห่าง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกเคืองพอลขึ้นมา              พอลชอบใช้คำพูดแบบนี้กับเขา ทั้งที่อีกฝ่ายก็เห็นเขาเป็นแค่ตัวตลก

                “ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีกแล้ว ฉันอยากให้นายออกไปจากชีวิตฉัน เพราะฉะนั้น ได้โปรดเถอะ ยุติเรื่องพวกนี้สักที อย่าทำให้ฉันสับสนและวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย”

                ความอดทนทั้งหมดของวิรุจน์พังทลาย  เขารู้สึกว่าเขาแบกรับมันมามากเกินพอแล้ว ดวงตาคู่สวยคลอไปด้วยน้ำตา

                “ปล่อยฉันไปเถอะ ปล่อยฉันไป”

                วิรุจน์ยกมือปิดหน้าตัวเอง เขาไม่อยากจะต่อสู้กับความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเขาและพอลอีกแล้ว

                “ปล่อยฉันไป…”

                “ถ้าฉันปล่อยนายไป นายก็จะไปหามันใช่ไหม”

                พอลถามเสียงเรียบ วิรุจน์ลดมือลงช้าๆ

                “จะใช่หรือไม่ใช่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วย อีกไม่นาน ฉันกับนายก็จะไม่เกี่ยวข้องกันอีก ฉันจะไปหาใคร มันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย!!!”

                ชายหนุ่มตะโกนใส่พอลอย่างคนที่ไม่คิดจะควบคุมตัวเองอีกต่อไป                 พอลกระชากวิรุจน์เข้ามากดจูบเพราะไม่อยากจะฟังเสียงต่อว่าจากปากของวิรุจน์อีก ก่อนที่พอลจะผละจูบอย่างเสียดาย จมูกโด่ง คลอเคลียกับแก้มนุ่ม  แล้วสานสบ         กับดวงตาคู่สวย เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับกระซิบ

                “อย่าพูดว่ามันไม่เกี่ยวอีก…ในเมื่อนายทำให้ฉันต้องทำเรื่องบ้าๆขนาดนี้”


100%


เปิดรีปริ้น Roya; tiger ภาค 2

รายละเอียดติดตามได้ที่หน้าบทความนิยาย หรือที่เพจเฟสบุคค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}