Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP2 | ภารกิจไถ่บาป

ชื่อตอน : EP2 | ภารกิจไถ่บาป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2560 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP2 | ภารกิจไถ่บาป
แบบอักษร

จากวันที่พี่ชายคนโตกลับจวนก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว แต่พอภาคินนึกย้อนกลับไปทีไรก็รู้สึกอยากเบะปากขึ้นมาทันที หยางหย่งสือสำหรับเขามันก็คือไอ้ครรชิตดีๆนี่เอง มองอย่างไรก็เหมือนคนเดียวกัน

ก็รู้ตัวนะว่าคนเลวไม่ตายดี ไม่ควรจะพาลหย่งสือในมิตินี้ที่มีหน้าตาเหมือนกัน แต่การนอนเจ็บปวดทรมานถึงเก้าวันเก้าคืนก่อนสิ้นใจเช่นนั้น ถ้าบอกว่าไม่เคืองเลยก็ดูเหมือนจะปลงสังขารจนเกินไป ตัวเขาหาได้หลุดพ้นถึงเพียงนั้นไม่

ยิ่งคุณชายใหญ่ผู้นี้ออกอาการเมินพี่น้องทุกคนยกเว้นซูเม่ยที่มีการลูบหัวลูบหางอย่างเอ็นดูและคิดถึง ยิ่งทำให้ภาคินในร่างของกันหนี่ว์รู้สึกขัดใจ

หยางหนิงฮวา หยางฟางเซียน ทั้งสองเป็นเด็กสาวที่ไม่น่ารัก คอยกลั่นแกล้งซูเม่ยก็เข้าใจที่พี่ชายคนโตจะมิเอ็นดู แต่หยางกันหนี่ว์มิเกี่ยวข้องดันถูกเหมารวมถูกเมินไปด้วยมันถูกแล้วหรือ?

คุณชายใหญ่เหมือนนายท่าน

น้ำคำที่แม่นมเหยาเคยกล่าวไว้ ภาคินได้ประจักษ์แจ้งแล้ว ว่าเหมือนจริง เหมือนกันแม้กระทั่งวิธีการมองคน

“ครานี้เหมือนว่าเกือบจะครบตัวละครแล้วสิ” เสียงหวานพึมพำ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มหยัน

มีบรรดานางร้าย นางเอก พรรคพวกฝ่ายนางเอก และตัวประกอบฉากมิมีความสำคัญเช่นหยางกันหนี่ว์

“อยากรู้จริงๆจะมีพระเอกออกมาให้แย่งกันหรือไม่ ฮิฮิ” ภาคินคิดอย่างขำขัน และแน่นอนว่าถ้ามี ตัวเขามิคิดเข้าไปรวมแย่งชิง นอกจากไม่นิยมชมชอบในชายชาตรีแล้ว ตัวเขายังอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ  คอยสร้างบุญกุศลมากกว่า

เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาทำให้เขาค่อนข้างเชื่อในเรื่องบาปกรรม ดังนั้นการสร้างกุศลถือเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าไม่ส่งผลในชาตินี้ก็ชาติหน้า เขาไม่อยากตายอย่างอนาจหรือต้องไปเกิดเป็นคนเลวที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานอีก

“ทางสะดวกแล้วค่ะคุณหนู” แม่นมเหยาเข้ามาเรียกทำให้ภาคินหลุดออกจากภวังค์

“อืม ขอบคุณมากนะแม่นม”

“จริงๆมันผิดที่ออกนอกจวนไม่เรียนนายท่านกับฮูหยินใหญ่ แต่ก็เอาเถอะค่ะ นมรู้ว่าไม่เรียนจะดีกว่า แต่คุณหนูจะไม่ให้นมไปด้วยจริงๆหรือเจ้าคะ?”

“แม่นมมีงานการต้องทำมิต้องตามข้าไปหรอก แค่เสี่ยวฉิงคนเดียวก็พอ” ภาคินเอ่ยขัด บ่าวที่นี่ก็มีแค่สาม นอกจากแม่นมเหยากับเสี่ยวฉิง ก็มีลุงคนสวนอีกคน ถ้าแม่นมเหยาไปด้วย นอกจากจะไม่มีหญิงรับใช้อยู่เฝ้าเรือนแล้ว ผู้มีอายุอย่างนางอาจจะเหนื่อยกับการเดินเท้าเป็นแน่

“ถ้าเช่นนั้นดูแลคุณหนูดีๆนะเสี่ยวฉิง”

“เจ้าค่ะ แม่นมไม่ต้องห่วง”

ต่อจากนั้นคุณหนูรองแห่งตระกูลหยางก็เดินทางออกจากจวนด้วยประตูเล็กที่เคยกล่าวถึงกับซูเม่ย 

บุตรธิดาคนอื่นๆคงมิใคร่เข้าออกประตูนี้ นอกจากจะติดป่าละเมาะดูเปลี่ยววังเวง ยังดูไร้หน้าไร้ตาราวกับต้องแอบหลบผู้อื่นเข้าออกจวน

แต่กับภาคินกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ 

นอกจากประตูจะติดเรือนเปรียบเป็นประตูส่วนตัวแล้ว เวลาเข้าออกก็มิต้องปั้นหน้ายิ้มให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา สบายใจทั้งขาเข้าขาออก

“เราซื้อหมั่นโถวมากมายไปทำอันใดหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวฉิงถามขึ้น เมื่อคุณหนูรองแวะซื้อหมั่นโถวที่ตลาดมากมายจนทั้งนางและคุณหนูต้องช่วยกันถือคนละสองตะกร้า

“ข้าจำได้ว่าตรงบันไดทางขึ้นวัด มีเหล่าผู้ยากไร้อยู่มาก ข้าอยากจึงจะซื้อไปแบ่งปันให้พวกเขา” ภาคินตอบ พลางทบทวนความทรงจำอันเลือนลางของกันหนี่ว์ที่หลงเหลืออยู่ในหัว

ไม่ว่าที่ใดหากมีชนชั้นวรรณะ มีผู้มากอำนาจ มีผู้ร่ำรวย ก็ย่อมมีผู้ยากไร้เร่ร่อนไร้ที่อาศัย

เขาเองก็ยังจำได้ดีถึงความลำบากและความหิวโหย ดังนั้นเมื่อเขาได้เป็นคุณหนู มีชีวิตสะดวกสะบายมีเงินมีทองพอจะแบ่งปันได้ ก็ไม่อยากจะนิ่งดูดาย และมองผ่านไปอย่างที่ผู้มากมีทั้งหลายในแคว้นนี้ทำ

“แต่มันเปลืองนะเจ้าคะ เอาเงินไปซื้อเครื่องประทินโฉมดีกว่านะเจ้าคะ”

“งั้นเจ้าว่ารูปโฉมกับคุณงามความดี อันใดมีความยั่งยืนกว่ากันเล่า?” พอคุณหนูเอ่ยถามเช่นนี้ คนเป็นบ่าวก็เงียบนิ่งคิด จากนั้นก็เงยหน้ายิ้มกว้างด้วยแววตาเทิดทูนผู้เป็นนาย

“คุณหนูรองช่างน้ำใจเปี่ยมล้นราวกับนางฟ้านางสวรรค์เลยเจ้าค่ะ”

“เจ้าก็เยินยอข้าเกินไป” ว่าแล้วร่างระหงก็ส่ายหัวแล้วสาวเท้าเดินนำหน้าเสี่ยวฉิงไป ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าชายสวมหมวกมีผ้าบางๆติดไว้บดบังใบหน้าได้ยินบทสนทนาแล้วเกิดสนใจขึ้นมา

“หลวนซาน”

“พะยะค่ะท่านอ๋อง”

“ไปสืบมาสิ ว่าขุนนางใดดูแลจัดการเรื่องผู้ยากไร้”

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” องครักษ์รับคำก่อนจะเร้นกายหายไป ดวงตาเหยี่ยวภายใต้ผ้าบางๆมองตามแผ่นหลังของดรุณีน้อย

“นับว่ายังไม่ไร้ซึ่งดรุณีที่งามด้วยจิตใจ” เสียงทุ้มพึมพำเบาๆ นึกชื่นชมแต่มิได้ใคร่สนใจไปมากกว่านี้

พอมาถึงบริเวณบันไดขึ้นวัดที่อยู่บนเนินเขา สองนายบ่าวช่วยกันแจกหมั่นโถว ทำให้คนยากไร้เข้ามารุมล้อมและกล่าวชื่นชมสรรเสริญกันมิขาดปาก พวกเขาพากันเรียกภาคินในร่างกันหนี่ว์ว่า “คุณหนูชุดขาว” ที่เรียกแบบนั้นเพราะภาคินไม่ยอมบอกชื่อให้ผู้ใดทราบ ไม่ได้ถือตัว แต่มิใคร่ทำตัวเป็นจุดเด่น

อะไรก็ไม่ลามรวดเร็วอย่างน้ำคำคน หากคนพวกนี้เยินยอจนเกิดเป็นชื่อเสียงในทางบวกขึ้นมา มิแน่ว่าคนบางประเภทจะเข้ามาหาประโยชน์ กันเอาไว้ดีกว่าแก้ไม่บอกกล่าวชื่อแซ่เป็นดีที่สุด

“โชคดีจริงๆที่วันนี้ข้าสวมใส่ชุดขาว หากเป็นสีเหลืองที่เจ้าช่วยเลือก ข้าคงอายที่ต้องถูกเรียกแม่นางชุดเหลืองเป็นแน่”

“แล้วชุดเหลืองมันมิดีอันใดเล่าเจ้าคะ?”

“ก็มิใช่มิดี เพียงแต่ชุดเมื่อเช้ามันเหลืองมากเกินไป มากจนเหมือน...”

“พอแล้วเจ้าค่ะ! เมื่อเช้ามิทราบว่าคุณหนูเปรียบชุดงามเป็นของแบบนั้นได้เยี่ยงไร ดีนะเจ้าคะที่มิมีใครอื่น” เสี่ยวฉิงทำหน้าทำตาหนักใจ คำพูดบางคำที่หญิงงามๆไม่กล้ายกขึ้นมาเปรียบกับผ้างามๆ คุณหนูของนางดันกล้าเสียนี่!

“ใครมาได้ยินแล้วอย่างไรเล่า? ข้ามิมีสิทธิ์ชอบหรือไม่ชอบงั้นหรือ?”

“โธ่คุณหนูเจ้าคะ ถ้าชุดนั้นมิใช่ชุดที่นายท่านส่งมาให้ บ่าวจะไม่หวั่นอันใดเลยเจ้าค่ะ”

“เหอะ...ก็แค่เสื้อผ้าแค่ชุดเดียว” ภาคินพึมพำเบาๆ ไม่ให้บ่าวได้ยิน

“คุณหนูพูดอะไรหรือเจ้าคะบ่าวได้ยินมิค่อยชัด?”

“เปล่าหรอก” เขาส่ายศีรษะเบาๆ ถึงเสี่ยวฉิงจะเป็นคนในเรือนของหยางกันหนี่ว์ เป็นบ่าวที่ไว้ใจได้ในระดับหนึ่งแต่เขาก็เลือกที่จะไม่แสดงท่าทีดูหมิ่นการกระทำของเสนาบดีหยางออกมาตรงๆ

พอนึกถึงแล้วก็อยากจะเบะปากมองบน เสนาบดีหยางคิดว่าจะซื้อใจบุตรีที่ตนเองเลือกที่จะเมินเฉยด้วยเสื้อผ้าเพียงชุดเดียว ในความเป็นจริงหากคนที่หายใจอยู่ยังเป็นกันหนี่ว์ นางก็อาจจะดีใจที่ได้ของขวัญจากบิดา

แต่โทษทีคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เนื้อในคือภาคิน

ภาคินคนที่มาจากอีกมิติหนึ่งที่เห็นคนดีและคนเลวมามาก มองคนออกได้อย่างทะลุปุโปรง

เสนาบดีหยางเมินเฉยต่อบุตรีคนนี้ ตั้งแต่นางยังเล็กนัก อยู่ๆจะมารักและเอ็นดูคงมิใช่เรื่องจริง

เป็นไปได้ว่าที่แสดงความโอบอ้อมอารีหลังจากที่เริ่มมีปากมีเสียงขึ้นมา เพื่อป้องกันมิให้บุตรีคนนี้ออกอาการแข็งข้อขึ้นมาจริงๆจนควบคุมไม่ได้เสียมากกว่า

วัฒนธรรมของที่นี่พวกขุนนางน้อยใหญ่มักใช้บุตรีแต่งงานกับคนมีอำนาจ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเอง ‘หยางกันหนี่ว์’ แม้ไม่มีพลังยุทธ์ ไม่งามล่มเมือง แต่ก็ยังเป็นบุตรีที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ มีเชื้อสายจากผู้รากมากดี แม้มีจุดด้อย แต่งเป็นภรรยาหลักไม่ได้เป็นภรรยารองก็ยังดี ถือว่ายังใช้ประโยชน์จาก ‘หยางกันหนี่ว์’ ได้

“โอ๊ะ!” / “โอ้ย!” ภาคินที่กำลังคิดเสนาบดีหยางเพลินๆถูกคนที่วิ่งสวนลงบันไดชนจนเกือบล้ม!

ร่างที่ซวนเซถูกเสี่ยวฉิงคว้าประคองเอาไว้ก่อนจะหันไปตวาดผู้ที่ไม่ระวังด้วยเสียงอันดัง!

“เจ้า! เจ้าเกือบชนคุณหนูของข้าตกบันไดไปแล้วนะ!”

“ข้าขอโทษจริงๆ ข้าเผลอรีบเกินไป”

“รีบ! เจ้าจะรีบไปตายที่ไหนกัน! ถ้าคุณหนูของข้าเจ็บ เจ้ามีปัญญารับผิดชอบไหม!?” เสี่ยวฉิงยังคงโมโหไม่ยอมลดรา นางผลักไหล่จนร่างผอมเซไปด้านหลัง เหตุการณ์อาจร้ายแรงขึ้นถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายยอมคุกเข่าเขกหัวขอโทษ

“ขอโทษข้ารีบจริงๆ ข้าได้ยินว่ามีผู้ใจบุญมาแจกหมั่นโถวจึงรีบวิ่งมา ขอท่านทั้งสองได้โปรดให้อภัยด้วย”

“ข้าไม่!”/ “เสี่ยวฉิง” ภาคินเห็นว่าเสี่ยวฉิงยังไม่ยอม ทั้งที่เด็กหนุ่มผู้ยากไร้ผู้นั้นขอโทษแล้ว เขาจึงดุบ่าวเสียงเข้มออกไป

“คุณหนูเจ้าคะ มัน...”

“พอได้แล้ว เขาขอโทษขนาดนี้ยังไม่พออีกหรือ?” ว่าแล้วก็เข้าไปพยุงร่างผอมโกรกนั่น

“ขอบคุณคุณหนูจริงๆ ท่านจิตใจดียิ่งนัก”

“ชมเกินปะ...พี่เย่วอิง!” ยังเอ่ยถ่อมตนไม่ทันจบ ภาคินก็ต้องตกใจกับใบหน้าของคนตรงหน้า!

นี่มันพี่เย่วอิง!

“เอ่อ...คุณหนูเรียกใครหรือขอรับ ข้าน้อยไม่เข้าใจ” คนตรงหน้าออกอาการงงงวย เมื่อคุณหนูตรงหน้าเรียกชื่อผู้ใดออกมาก็ไม่รู้

“เอ่อ...เปล่า เจ้าแค่เหมือนคนที่ข้ารู้จัก ข้าเลยตกใจ”

“เป็นเช่นนั้นเอง แต่ข้าน้อยไม่เคยพบคุณหนูมาก่อนเลย” เด็กหนุ่มผอมแห้งยืนยันเมื่อแอบเพ่งพิศใบหน้าของดรุณีน้อยแล้ว

“อืม เป็นข้าที่เข้าใจผิดไปเอง” ถึงจะพูดไปเช่นนั้นแต่ตอนนี้จิตใจของภาคินเริ่มรู้สึกปั่นป่วน คนๆนี้เหมือน “พี่เย่วอิง” มากจริงๆ

พี่เย่วอิง เป็นพี่ที่อายุมากกว่าประมาณสองปี เป็นคนที่คอยดูแลเขาตอนถูกส่งไปเข้าร่วมสาขาที่จีน เขารู้มาว่าพี่เย่วอิงเองก็ไม่ได้เต็มใจจะทำงานผิดกฎหมายแต่เพราะพ่อเลี้ยงเป็นคนของแก็งค์จึงเลี่ยงหนีไม่พ้น

ภายหลังแม่ของพี่เย่วอิงเสียชีวิตลง พี่เย่วอิงจึงพยายามออกจากวังวนนี้ แต่ก็อย่างที่เคยกล่าวไป  “หลังเสือขึ้นแล้วลงยาก” เขาเองที่ถูกบังคับให้ “ฆ่า” คนที่นับถือดั่งพี่น้องคนนั้น

“โธ่ คุณหนูอาจจะมึนๆงงๆจนตาเบลอไปก็ได้เจ้าค่ะ คุณหนูจะมารู้จักคนแบบนี้ได้อย่างไรกัน” เสี่ยวฉิงเป็นคนเข้ามาแยกภาคินกับเด็กหนุ่มร่างผอมให้ยืนห่างๆกัน

“เจ้ายังมิหยุดอีกหรือเสี่ยวฉิง”

“โธ่คุณหนู”

“ไม่ต้องมาทำหน้าเช่นนี้ ว่าแต่เจ้าจะรีบไปที่ใดนะ?” ภาคินไม่ใจอ่อนกับบ่าวของตน เมินใส่ไม่สนใจ ก่อนจะหันไปถามให้มั่นใจถึงจุดมุ่งหมายของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“เอ่อ ข้าจะรีบไปรับแจกหมั่นโถว คือข้าไม่สบายไปรับจ้างหาฟืนไม่ได้ เลยไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว พอดีได้ยินมาว่าผู้ใจบุญจึงรีบมิทันได้ระวัง ขอโทษคุณหนูอีกครั้งขอรับ”

“เลิกขอโทษเถอะ ข้ามิได้เคืองอันใด เพียงแต่หมั่นโถวนั้นเจ้าคงไม่ได้กินแล้ว”

“ห๊ะ?...หมายความว่า?”

“ข้าเป็นคนเอามาแจกเอง และมันก็หมดไปแล้ว” ภาคินแจงให้รู้ ทำให้ร่างผอมแห้งดูเศร้าหมองลงไปทันตาเห็น

“อ่า...เป็นเช่นนี้เอง” เสียงแหบแห้งพึมพำ ทว่าเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

“เจ้า!”/ “โครม!” ร่างผอมแห้งนั้นล้มลงกระแทกพื้นจนหัวแตก!

“เจ้าเป็นอะไรไป! ตายแล้วตัวร้อนจี๋เลยเสี่ยวฉิง!” ภาคินรีบเข้าไปช่วยจึงได้รู้ว่าคนๆนี้ป่วยหนักจนกายร้อนดั่งไฟ

“นั่นสิเจ้าคะ ทำไงดีเจ้าคะ?”

“เสี่ยวฉิง เจ้าไปตามหมอมาที”

“แต่คุณหนู”

“ไม่มีแต่ ถ้าวิ่งมันเหนื่อยก็หาจ้างรถม้าไป” น้ำเสียงเด็ดขาดของผู้เป็นนายทำให้เสี่ยวฉิงรีบทำตาม แม้ว่าจะไม่อยากปล่อยให้คุณหนูอยู่ตามลำพังกับคนแปลกหน้าก็ตาม

หลังจากหมอมาตรวจภาคินก็รู้จักคนๆนี้มากขึ้น  เด็กหนุ่มผอมแห้งคนนี้แท้จริงแล้วเป็นหญิงมีชื่อว่า อิ่งฉินนางมีวัยสิบห้าหนาว อาศัยอยู่ลำพังในกระท่อมผุพัง

แม้นางจะไม่ใช่ “พี่เย่วอิง” แน่ๆ แต่เวลามองใบหน้าของนางทีไร เขารู้สึกหดหู่และรู้สึกผิด

“เก็บข้าวของไปอยู่กับข้าเถอะ”

“คุณหนูกล่าวอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่เจ้าคะ!?” เสี่ยวฉิงตกใจโวยวายออกมา

“นั่นสิ ข้าน้อยมิบังอาจรบกวนเจ้าค่ะ”

“มิบังอาจรบกวน? เจ้ารู้ตัวดีว่าเจ้าเพศอะไร และการอยู่ตามลำพังแบบนี้สักวันหนึ่งมันอาจจะเกิดเรื่องบางเรื่องขึ้น เจ้ายังกล้าบอกปัดข้าอีกรึ?” ภาคินเอ่ยขึ้นมาอย่างเหลืออด

ส่วนหนึ่งที่เขาทำดีกับนางเหมือนเห็นนางเป็นตัวแทนพี่เย่วอิงในการไถ่บาป แต่อีกส่วนหนึ่งเขาไม่อาจนิ่งดูดาย ปล่อยให้หญิงที่ใกล้เป็นสาวเต็มตัวอยู่ตามลำพังท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยเช่นนี้

“แต่ข้าน้อย...” อิ่งฉิน  มองหน้าเขาสลับกับเสี่ยวฉิงอย่างลำบากใจ

“ข้าเป็นคนตัดสินใจให้เจ้าไปอยู่กับข้า ข้าเป็นผู้มีอำนาจมิใช่ผู้อื่น”

“คุณหนู...ข้าน้อย...เอ่อ...ข้า”

“ไม่ต้องอ้ำอึ้ง เจ้าอายุมากกว่าเพียงปีเดียวเท่านั้น ข้าคงกังวลหากปล่อยเจ้าไปตามเวรตามกรรม” พอคุณหนูจิตใจงามเอ่ยย้ำเจตนาอิ่งฉิน ก็ขยับกายคุกเข่าคำนับ

“ขอบพระคุณคุณหนู ชาตินี้อิ่งฉินก็ติดตามรับใช้คุณหนูจนวันตายเจ้าค่ะ” ชีวิตของนางไม่เคยได้รับสิ่งดีๆ  ทว่าวันนี้สวรรค์กลับมีตาส่งเทพธิดามาโปรด น้ำตาของนางจึงเอ่อไหลออกมาด้วยความตื้นตัน

“เอาเถอะมิต้องคำนับแล้ว” ภาคินประคองให้นางลุกขึ้น ขณะที่เสี่ยวฉิงส่ายหัวอย่างหนักใจ มิใช่ว่านางใจแคบ แต่เกรงว่าผู้มีอำนาจในจวนจะมาแหกอกคุณหนูของนางเอาได้ ที่รับคนเข้าจวนโดยไม่ขอความเห็นชอบแบบนี้


โปรดติดตามตอนต่อไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น