Aomjai

ขอบคุณทุกการสนับสนุน

EP1 | จากภาคินเป็นหยางกันหนี่ว์

ชื่อตอน : EP1 | จากภาคินเป็นหยางกันหนี่ว์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.8k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2560 20:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP1 | จากภาคินเป็นหยางกันหนี่ว์
แบบอักษร

ภาคินเหม่อมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกที่เลื่อนลอย ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าชะตาของคนเรานั้นไม่แน่นอนไร้ซึ่งทิศทางดุจลมพายุคลั่งได้ถึงเพียงนี้

คลั่งจนพัดพาตัวเขามาไกลถึงช่วงเวลาที่ระบุไม่ได้ ไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์โลก มันอาจจะเป็นโลกอื่น มิติอื่น  ที่มีวัฒนธรรมคล้ายจีนโบราณ เขาเองก็ไม่อาจสรุปได้ว่าที่นี่คือที่ใด

“คุณหนูเจ้าคะ เข้าเรือนเถอะเจ้าค่ะ ลมแรงเดี๋ยวจะไม่สบายนะเจ้าคะ” เสียงของหญิงในวัยกลางคนเอ่ยเรียกด้วยความเป็นห่วง

นางผู้นี้คือแม่นมเหยา ผู้ซึ่งคอยดูแลคุณหนูสาม หยางกันหนี่ว์ มาตั้งแต่อายุได้เพียงสิบห้าวัน

และถ้าถามว่า หยางกันหนี่ว์ คือใคร?

ภาคินก็ตอบได้เพียงว่า ตอนนี้หยางกันหนี่ว์ คือตัวเขาเอง

“ข้าขอนั่งตรงนี้อีกสักพักเถิดแม่นม”

“ก็ได้เจ้าค่ะ แต่ถ้าพวกบ่าวเตรียมน้ำอุ่นเสร็จคุณหนูต้องไม่อิดออดอีกนะเจ้าคะ”

“อืม” ภาคินพยักหน้าตอบ ก่อนจะหันกลับไปทอดสายตามองท้องฟ้ามองก้อนเมฆแล้วใครครวญถึงเรื่องที่น่าเหลือเชื่อนี่

เดิมทีเขาคือภาคินเด็กหนุ่มที่ไร้หัวนอนปลายเท้า ตั้งแต่จำความได้ก็ถูกบังคับให้นั่งขอทานตามสะพานลอยแถวกรุงเทพ เขาไม่เคยแยแสต่อสายตาดูถูกเหยียดหยามของผู้คน ขอเพียงได้อิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว

แต่ทว่าชีวิตของคนเราบางทีก็เลี่ยงคำว่าชะตาลิขิตไม่ได้

ภาคินยังจำได้ดีถึงวันที่ชีวิตไม่อาจเดินในเส้นทางของคนดีได้ วันนั้นฝนตกหนัก เขาวิ่งเข้าไปหลบฝนในบ้านร้าง แต่ดันไปเจอพวกค้ายาฆ่าคนตาย ตัวเขาเองก็เกือบถูกฆ่าปิดปาก ถ้าไม่ติดว่าหนึ่งในนั้นเลือกที่จะใช้ประโยชน์มากกว่าฆ่าให้เปลืองลูกกระสุน และจากวันนั้นเอง ภาคินก็ได้อาชีพใหม่ จากขอทานกลายเป็นเด็กส่งยา

ชีวิตไม่อาจมีครอบครัวอบอุ่น ไม่มีที่ซุกหัวนอน บางวันกินไม่อิ่มท้อง เรื่องพวกนั่นภาคินไม่เสียใจ คิดว่าเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต สิ่งเดียวที่เขาในยามก่อนตั้งมั่นก็คือจะไม่เป็นคนเลว จะไม่ฆ่า ไม่ข่มขืนใคร

แต่ก็นะ...บางทีแม้สิ่งที่หวังจะดูเล็กน้อยสักเพียงใด มันก็ยากที่จะเป็นจริงได้ ในเมื่อเขาไม่อาจลงจากหลังเสือ กลายเป็นคนเลวที่เป็นลูกสมุนของคนที่เลวกว่า

และผลกรรมแห่งการเป็นคนเลวก็คือเขาอายุสั้น!

ถูกตำรวจสากลตามไล่ล่า แต่คนๆนั้นไม่ได้เก่งพอที่จะปลิดชีพเขาได้!

คนที่ฆ่าเขาคือ ครรชิตต่างหาก!

ขณะที่เขากำลังขี่บิ๊กไบค์หนีนายตำรวจสุดระห่ำอยู่นั้น ไอ้ลูกคุณหนูจิตไม่ปกตินั่นดันคิดว่าเขาท้าท้ายความเร็วกับมันกลางถนน มันเลยเข้ามาร่วมแจมในวังวนการไล่ล่าที่ดุเดือด และท้ายที่สุดมันก็เบียดเขาจนเสียหลักไปกระแทกกับขอบสะพานจนบาดเจ็บสาหัส

“เฮ้อ...” ภาคินทอดถอนหายใจยาว เมื่อนึกถึงตอนที่ร่างกายตนเจ็บราวไปทั้งร่าง เข้าใจสุดซึ้งกับคำว่า ‘คนเลวไม่ตายดี’มันเป็นเช่นไร เขาทรมานจนได้แต่วิงวอนขอความตายอยู่เก้าวันเก้าคืนจึงสิ้นใจและลืมตาตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของ หยางกันหนี่ว์ วัยสิบสี่หนาว บุตรธิดาคนที่สามจากบรรดาบุตรธิดาทั้งห้าคนของตระกูลหยาง

“หญิงผู้นั้นเป็นใคร ไยนางมานั่งอยู่ตรงนั้นได้” เสียงหญิงรับใช้กระซิบกระซาบถามกัน ส่งผลให้ภาคินหลุดออกจากภวังค์ความคิด แม้จะยังทำตัวเหมือนเหม่อมองท้องฟ้าอยู่เช่นเดิม แต่ความจริงแล้วเขา แอบเงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกนาง

“โอ้...นั่นคือคุณหนูรอง”

“คุณหนูรองที่เจ้าว่าพลังยุทธ์แทบไม่มีติดกายนั่นน่ะหรือ?”

“เจ้ากล่าวได้ถูกแล้ว คุณหนูรองพลังยุทธ์แทบไม่มี หนำซ้ำหน้าตาก็มิงามล่มเมืองเหมือนคุณหนูใหญ่ ฮูหยินใหญ่จึงมิใคร่โปรดนางนัก” หญิงรับใช้อีกคนที่ดูเหมือนอยู่มานานกว่า รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางดีเอ่ยเล่า

“นางน่าสงสารจัง แม่แท้ๆมิรักใคร่เช่นนี้”

“ไม่หรอกคนที่น่าสงสารที่สุดในจวนเสนาบดีหยางคือคุณหนูสามต่างหาก  พออนุซูลี่เสียไปก็โดนฮูหยินใหญ่ คุณหนูใหญ่กลั่นแกล้งตลอด ไหนจะฮูหยินรอง กับคุณหนูสี่อีก นางช่างน่าเวทนาโดยแท้” ประโยคพวกนั้นทำให้ทำให้ภาคินหัวเราะเย้ยหยันในลำคอเบาๆ

ช่างน่าขัน...

จากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในหัวของดรุณีน้อยผู้นี้ ทำให้ภาคินรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ถ้าเปรียบฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง คุณหนูใหญ่ และคุณหนูสี่เป็นนางร้าย คุณหนูสามอย่างหยางซูเม่ยเป็นนางเอกหยางกันหนี่ว์ ก็เป็นเพียงตัวประกอบที่มีอยู่ในท้องเรื่องที่ถูกเอ่ยชื่อเพียงครั้งเดียวตอนแนะนำตัวละคร ไม่มีบทบาทใดๆทั้งสิ้น

ถ้าให้กล่าวตามตรงภาคินรู้สึกว่า กันหนี่ว์ ที่ตายไปน่าสงสารกว่าซูเม่ยด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้ว่าซูเม่ยจะถูกกลั่นแกล้ง แต่นางก็ได้รับความสงสารและความห่วงใยจากบิดา ได้รับความเห็นใจจากคุณชายใหญ่ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา

ผิดกับหยางกันหนี่ว์ที่ทุกคนตัดสินว่าไม่น่าสงสาร นางถูกมองข้ามอย่างสิ้นเชิง ราวกับไร้ตัวตนในสถานที่แห่งนี้ ขนาดวันที่นางจมน้ำตายไป ยังไม่มีพ่อแม่พี่น้องคนใดรู้เรื่องรู้ราวเลยสักคน

“ก็เฉพาะกับกันหนี่ว์เท่านั้นแหละที่น่าสงสาร” เพราะจิตวิญญาณของภาคินในร่างนี้ ไม่ได้ผูกพันอันใดกับคนเหล่านั้น เขาจึงไม่ทุกข์ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าตนโชคดี ได้เป็นคุณหนูแม้ไม่มีใครสนใจ แต่ก็มิใช่ชั่ว มีเรือนหลังงามอยู่ห่างไกลสมาชิกคนอื่น แลดูมีความส่วนตัวท่ามกลางต้นไม้ที่บดบังเรือน  มีข้ารับใช้ถึงสามคน กินดีอยู่ดี มีเบี้ยเลี้ยงทุกเดือน เช่นนี้ไม่เรียกว่าบุญหล่นทับแล้วเรียกว่าอะไร?

“พวกเจ้ามาเพ่นพ่านอะไรที่เรือนไม้หอม?” เสียงดุของแม่นมเหยาทำให้สองหญิงรับใช้สะดุ้ง พากันก้มหน้าอย่างหวั่นเกรง

แม่นมเหยาเป็นน้องสาวของท่านพ่อบ้าน ผู้ที่เป็นหัวหน้าบ่าวทั้งจวน ดังนั้นพวกนางจึงยำเกรงในอำนาจของแม่นมเหยา

“พวกข้าน้อยเดินมาเก็บดอกไม้ให้คุณหนูสี่เจ้าค่ะ”

“ก็เก็บไปสิ ไยต้องเที่ยวเพ่นพ่านส่งกลิ่นปากเน่าเหม็นไปทั่วเช่นนี้” วาจาร้ายเหลือของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ทำให้ภาคินแอบลอบยิ้ม ที่แม่นมเหยาร้ายเช่นนี้ก็เพื่อข่มบ่าวคนอื่นมิให้มาเทียบมาล่วงเกินคุณหนูของนาง

“พวกข้าน้อยต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ” ทั้งสองมีท่าทางละอายอย่างเห็นได้ชัด

“รู้ตัวว่าทำสิ่งไม่ควรก็ดีแล้ว พวกเจ้าไปทำหน้าที่ของพวกเจ้าเถิด”

“เจ้าค่ะ”​ สองหญิงรับใช้รับคำ ก่อนจะรีบแยกจากไป

“แม่นมไม่น่าเข้ามาเลย ข้ายังอยากฟังพวกนางนินทาข้าและครอบครัวอีก” ภาคินหันมาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทำเอาแม่นมเหยาคลี่ยิ้มแล้วส่ายหัวอย่างจนใจ

ตั้งแต่คุณหนูรองฟื้นจากการจมน้ำ ก็ดูเปลี่ยนไปมาก  เก็บตัวอยู่ในเรือนน้อยลง ยิ้มแย้มดูใจดี มีเหตุผล เข้าหาผู้อื่นมากขึ้น แต่ทว่าบางทีก็ทำตัวแสบซนจนคาดไม่ถึง

“คุณหนูไม่ควรเอาเวลาไปแอบฟังคำนินทานะเจ้าคะ เอาเวลาไปพอกผิวอบสมุนไพร เรียนเดินหมาก วาดภาพ ดนตรี หรือไม่ก็เย็บปักถักร้อยดีกว่าเจ้าค่ะ”

“แม่นมท่านไม่รักข้าหรือ?” พอแม่นมเหยาร่ายยาวออกมาเช่นนั้น ภาคินก็ปากคว่ำ เอ่ยวาจาถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

“โธ่ ไยคุณหนูกล่าวเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”

“ก็แม่นมให้ข้าเรียนเรื่องพวกนั้น ข้ามิได้ชื่นชอบสักนิด” มิใช่แค่ภาคินเท่านั้น กันหนี่ว์คนก่อนก็เช่นกัน

หากมีการวัดระดับความชำนาญเป็น ปรับปรุง พอใช้ ปานกลาง ดี ดีมาก กันหนี่ว์ก็อยู่ในระดับพอใช้ทุกอย่าง นางไม่สนใจสิ่งใด เฉยชากับทุกสิ่งราวกับตัดขาดจากทุกอย่าง

ภาคินจึงรู้สึกว่ากันหนี่ว์น่าสงสาร  เพราะทั้งที่อายุแค่สิบสี่หนาว แต่นางกับเย็นชาละทิ้งความรู้สึกดั่งเช่นดรุณีน้อยทั่วไปพึงมีเสียหมด

“นมรู้เจ้าค่ะ ว่าคุณหนูมิชอบ แต่อย่างไรเสียคุณหนูก็ต้องฝึกไว้ ยามใดออกเรือนไปฝ่ายสามีจะได้ไม่ดูถูก”

“ข้าอายุเพียงแค่นี้ไยต้องคิดเรื่องนั้น” ภาคินเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ถึงแม้ในอนาคตจะถึงวัยออกเรือน คิดหรือว่าเขาจะยอม?

ยามนี้แม้ร่างกายเป็นหญิงก็จริง แต่ทว่าใจและวิญญาณนั้นก็ยังเป็นชายชาตรีอยู่ดั่งภพก่อน ไม่มีทางที่เขาจะยอมแต่งไปเล่นกีฬาฟันดาบเด็ดขาด

“ต้องคิดเจ้าค่ะ เรื่องแบบนี้ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอจึงจะชำนาญ”

“เลิกพูดถึงเรื้องนี้ดีกว่า แม่นมคงเตรียมน้ำเรียบร้อยแล้วกระมัง?”

“เปลี่ยนเรื่องเชียวนะเจ้าคะ”

“อ่า...ข้าอยากอาบน้ำแล้ว” เจ้าตัวไม่ใส่ใจใบหน้าระอาของอีกคน ลุกขึ้นเดินเข้าเรือนหน้าตาเฉย ทิ้งให้แม่นมเหยาส่ายหัวอย่างจนใจอีกครา

อีกหนึ่งปีก็จะถึงวัยปักปิ่น จากนั้นก็แต่งงานออกเรือน แต่คุณหนูของนางไม่สนใจงานบ้านงานเรือนเลยแม้แต่น้อย นางหวั่นใจเหลือเกินว่าจะไม่มีผู้ใดมาสู่ขอคุณหนูจนต้องกลายเป็นหญิงแก่ขึ้นคาน

“จ๋อม...” เสียงร่างกายเปลือยเปล่าทิ้งตัวในถังไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำอุ่น กลีบดอกไม้ น้ำหอม

“อืม... ดีจริงๆ” ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้ม เมื่อรู้สึกผ่อนคลายสบายไปทั่วร่าง ขนาดอาบน้ำยังมีคนยกถัง ตักมาให้อาบถึงห้องนอน

ชีวิตลูกคุณหนูนี่มันดีจริงๆ

“ให้เสี่ยวฉิงนวดให้ไหมเจ้าคะคุณหนู” เสียงหญิงรับใช้อายุอานามประมาณสิบเจ็ดเอ่ยถามขึ้น

“เอาสิ”

“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” พอสิ้นเสียงเสี่ยวฉิงที่อยู่นอกฉากกั้นก็เดินเข้ามานวดแขนและไหล่ให้ผู้เป็นเจ้านายด้วยน้ำหนักมือที่พอดี

“ทำได้ดียิ่ง”

“คุณหนูชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”

“มิเกินจริงเลยสักนิด เจ้านวดก็เก่งหน้าตาก็งาม มารยาทก็ดีเยี่ยม ข้าว่าเจ้าจะต้องได้คู่ครองที่ดีแน่” แม้ดูท่าทางแล้วเสี่ยวฉิงคงไม่อาจเป็นบ่าวที่ตายแทนเจ้านายได้เหมือนในหนังจีน แต่นิสัยโดยรวมของนางก็จัดอยู่ในเกณฑ์ดี ภาคินจึงรู้สึกพอใจนางในระดับหนึ่ง

“บ่าวก็คิดว่าคุณหนูต้องได้คู่ครองที่วิเศษเช่นกันค่ะ”

“หึ...ข้ามิกล้าฝันหรอกเสี่ยวฉิง เจ้าก็รู้ว่าข้าแทบมิมีพลังยุทธ์ หนำซ้ำยังมิงามเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ ดูท่าจะหาคู่ครองได้ยาก”

“แต่บ่าวคิดว่าคุณหนูงามมากนะเจ้าคะ งามแบบเย้ายวน น่าหลงใหล” เสี่ยวฉิงเอ่ยค้านขึ้น ทำให้ภาคินก้มมองเงาตัวเองในน้ำ

ใบหน้าของกันหนี่ว์จริงๆแล้วดูคล้ายกับใบหน้าเดิมของเขาในโลกก่อนไม่น้อย เพียงแต่นางมีใบหน้ารูปไข่มนสวย จมูกและปากกระจุ๋มกระจิ๋มดูเป็นหญิงมากกว่า

และถึงแม้ใบหน้าในโลกเดิมจะดูหน้าหวานสักเพียงใด แต้ก็ยังดูออกว่าเป็นเป็นผู้ชาย ต่างจากกันหนี่ว์ที่ดูอย่างไรก็เป็นหญิง

ซึ่งในความคิดของเขา โดยรวมแล้วดรุณีน้อยนางนี้ก็งามไม่ใช่เล่น หากไม่มีจุดบอดเป็นสีผิวน้ำผึ้งขัดกับคุณลักษณะหญิงงามล่มบ้านล่มเมืองที่ว่า “ ผิวกายขาวนวลดุจน้ำนม” คงงามที่สุดในบรรดาพี่น้อง

“เจ้าก็รู้สีผิวเช่นข้าไม่เป็นที่ชมชอบในชนชั้นสูง แค่เห็นสีผิวไกลๆก็เปรียบข้าเป็นชนชั้นแรงงาน ไม่มารอพิจารณาใบหน้าของข้าเช่นเจ้าหรอก”

“น่าเสียดายคนพวกนั้นมีตาหามีแววไม่” เสี่ยวฉิงสรุปส่งผลให้ภาคินหัวเราะในลำคอ

นั่นสิ

คนพวกนั้นตัดสินความงามของหญิงสาวด้วยคุณลักษณะแค่ไม่กี่ข้อ หารู้ไม่ว่าหญิงสาวแต่ละนางมีความงามในแบบของตนเอง และในแบบกันหนี่ว์นี้ถ้าอยู่ในโลกเดิมของเขาล่ะก็ เมื่อโตเป็นสาวเต็มตัวนางสามารถกลายเป็นสาวเซ็กซี่ระดับท็อปได้ไม่ยากเลย

วันต่อมา

ภาคินถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้ามืด ถูกแม่นมเหยาจับอาบน้ำแต่งกายทำผมจนรู้สึกหงุดหงิด

“แค่พี่ใหญ่จะกลับมาจากชายแดน ข้าต้องขนาดนี้ ถ้าถูกจับดูตัวไม่ต้องแต่งข้ามวันเลยหรือแม่นม?”

“คุณหนูกล่าวเช่นนั้นก็มิผิดเจ้าค่ะ”

“เหอะ” อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงในลำคอ งานนี้รู้สึกว่าอารมณ์จะเสียจริงๆเสียแล้ว

“โธ่คุณหนูเจ้าคะ คุณชายใหญ่กลับมาทั้งที่ ทุกคนในบ้านต้องให้ความสำคัญสิเจ้าคะ”

“ให้ความสำคัญอันนี้เข้าใจ แต่ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ นั่นพี่ชายนะมิใช่ชายอื่นที่ข้าต้องอวดโฉม”

“นมรู้เจ้าค่ะ แต่ที่นมให้แต่งให้คุณหนูขนาดนี้ ก็เพราะคนในจวนไม่เห็นคุณหนูบ่อยนัก นมอยากให้คนอื่นได้เห็นว่าคุณหนูของนมก็งามไม่แพ้ใคร” คำพูดของนมเหยาทำให้ภาคินใจเย็นลง แท้จริงแล้วกันหนี่ว์ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง แม่นมคนนี้รักนางด้วยใจจริง

“ข้าไม่ใคร่สนใจ ว่าผู้ใดจะมองว่าข้างามหรือไม่ แค่ข้ามีชีวิตที่ดี มีแม่นมที่รักเอ็นดู ข้าก็พอใจแล้ว”

“โธ่คุณหนูของนม” แม่นมเหยาโผกอดร่างแน่งน้อยด้วยความสงสาร หลังจากจมน้ำคุณหนูของนางดูราวกับว่า ตัดใจไม่หวังความรักความสนใจจากคนในครอบครัวอีก จะว่าดีก็ดี ที่จะไม่ต้องทนเห็นคุณหนูเห่มอมองไปทางเรือนใหญ่ที่นายท่านฮูหยินใหญ่อาศัยอยู่อีก

แต่ทว่าก็รู้สึกใจหายเช่นเดียวกัน

ดรุณีน้อยที่ตัดใจจากความรักของครอบครัวได้หัวใจดวงนั้นต้องด้านชาเพียงใด

ด้านหน้าจวนคนในครอบครัวออกมายืนรอต้อนรับหยางหย่งสือคุณชายใหญ่กันแล้ว และภาคินก็มาเกือบคนสุดสุดท้าย เพราะอยู่เรือนท้ายจวนมีระยะทางไกลที่สุด

“หนี่ว์เอ๋อร์ คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ แม่รอง พี่หนิงฮวาเจ้าค่ะ” เสียงหวานเอ่ยเคารพผู้ที่มีศักดิ์อาวุโสกว่า

“มาช้านะหนี่ว์เอ๋อร์”

“เรือนลูกอยู่ท้ายจวนกว่าจะเดินมาถึงต้องใช้เวลาเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยตอบผู้เป็นบิดาด้วยใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีความรู้สึกผิดที่ถูกตำหนิเลยสักนิดทำให้เสนาบดีหยางหวงลู่รู้สึกตงิดในใจ

ลูกคนนี้ดูปีกกล้าขาแข็งและยโสขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแทบมิเปล่งเสียงสนทนากับผู้ใด ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเสียงของนางยังออกจะเหน็บแนมตำแหน่งที่ตั้งของเรือนด้วย

“พี่กันหนี่ว์อยู่ไกลต้องมาช้าเป็นเรื่องธรรมดา เอาอย่างนี้ดีไหมเจ้าคะให้ลูกย้ายไปอยู่เรือนของพี่กันหนี่ว์แทน และให้พี่กันหนี่ว์ย้ายมาอยู่เรือนของลูก” ซูเม่ยผู้ที่น่าสงสารเปรียบเหมือนนางเอก เอ่ยเสียสละขึ้นทำให้ภาคินนึกหมันไส้ในใจ

นางมิทำสิ่งใดผิด

แต่นางเหมือนนางเอกละครหลังข่าวที่เขามองว่า ใสซื่อ เหมือนพวกสร้างภาพ

“ขอบใจเจ้ามากนะซูเม่ย แต่เรือนพี่ใครๆก็รู้ว่ามีประตูเล็กติดกับป่าละเมาะ หญิงงามล่มเมืองอย่างเจ้าไปอยู่ท่านพ่อเกรงเองก็ว่าจะมิปลอดภัย ให้พี่อยู่ดีแล้ว หญิงที่เหมือนชนชั้นแรงงานอย่างพี่คงมิมีใครใคร่สน อย่างไรก็ปลอดภัยอยู่แล้ว” ภาคินบอกปัดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลใบหน้าประดับรอยยิ้ม แต่ความหมายแฝงนั้นเปรียบประดังน้ำเย็นสาดหน้าคนบางคน เขาไม่ได้อยากจะออกตัวเปิดศึกกับผู้ใด ทว่าแต่ละคนนั้นน่าหมันไส้ยิ่งนัก!

และนั่นสงผลให้เสนาบดีหยางถึงขั้นหน้าชา ดวงตาทรงอำนาจจ้องมองบุตรีคนรองเขม็ง นางลอยหน้าลอยตาเหมือนกับไม่มีเจตนาอันใด แต่คนผ่านโลกมาเยอะย่อมรู้ว่านางกำลังตำหนิบิดาเช่นตนอย่างแรง ตอกย้ำความอยุติธรรม ความลำเอียงได้อย่างเจ็บแสบ!

ส่วนฮูหยินใหญ่ก็รู้สึกได้ถึงความเปรียบแปลงของบุตรีคนเล็กที่นางให้กำเนิด รู้สึกแสบๆคันๆอยู่บ้างที่ความหมายก็เหมือนจะจิกกัดที่นางไม่ได้ให้ความสนใจดั่งบุตรธิดาคนอื่นๆ

“อ่ะ...เอ่อ...ขบวนของคุณชายใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” แม่นมเหยาที่รีบเอ่ยขัดบรรยากาศอึมครึมทำให้ทุกคนละสายตาจากภาคิน

หยางหย่งสือคุณชายใหญ่บังคับม้าให้หยุดหน้าประตูจวน จากนั้นกระโดดลงม้าก้มคุกเข่าต่อหน้าเสบาดีหยางผู้เป็นบิดาด้วยความเคารพและคิดถึง

“ไม่เอาน่าหย่งสือ เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆจะมาคุกเข่าอะไรเช่นนี้ มิดีๆ” ประมุขของบ้านรีบประคองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ลุกขึ้น

หย่งสือบุตรชายคนโตที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ถือเป็นคนที่เสบาดีหยางรักที่สุด อายุเพียงสิบหกหนาวดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพแห่งกองทัพมังกรฟ้าภายใต้การนำของท่านอ๋องต้วนหานเฟิง จนบัดนี้อายุสิบเก้าหนาวแล้วก็ยังคงทำความดีความชอบให้ราชสำนักไม่หยุดหย่อน

อีกทั้งหย่งสือยังมีแนวความคิดที่เป็นไปในทางเดียวกับเขาผู้เป็นบิดาด้วย คือไม่ถือหางฮูหยินใหญ่ แม้นางจะเป็นมารดาบังเกิดเกล้าแต่บุตรชายคนนี้ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก หนำซ้ำยังมีเมตตาต่อซูเม่ยน้องสาวต่างมารดาที่ชะตาอาภัพด้วย

บรรยากาศก็กำลังอบอุ่น ถ้าไม่ติดว่า!

“ไอ้เหี้ยครรชิต...”น้ำเสียงตกใจคุณหนูรองดังขึ้น เมื่อดวงตาสวยคมได้เพ่งพิศใบหน้าของพี่ชายคนโตดีๆ แล้วพบว่าช่างเหมือนกับลูกคุณหนูโรคจิตผู้เป็นสาเหตุการตายอย่างน่าอนาจของเขาในมิติก่อนยิ่งนัก!

“เมื่อเจ้ากล่าวว่าเช่นไรนะ?...ไอ เห้ ชิด ชิด? มันหมายความว่าอย่างไรรึ?” ฮูหยินรองถามเมื่อกันหนี่ว์เอ่ยภาษาแปลกๆออกมา

ทำเอาภาคินต้องรีบตั้งสติ! โชคดีที่ทุกคนที่นี่ไม่รู้ภาษาไทย ไม่อย่างนั้นเขาต้องซวยแน่ๆ

“เอ่อ...คือ...เป็นภาษาที่หนี่ว์เอ๋อร์เรียนมาจากตำรา เป็นภาษาจากเมืองที่ห่างไกลเจ้าค่ะ”

“งั้นมันแปลว่าอะไรล่ะหนี่เอ๋อ?” หนิงฮวาผู้เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเอ่ยถามขึ้น

“แปลว่าพี่ใหญ่ช่างสง่างามเจ้าค่ะ”

“อืม...ที่แท้ความหมายช่างดี เจ้ารอบรู้ด้วยตนเองเช่นนี้นับว่าน่าชื่นชม” แม้ว่ากันหนี่ว์จะจัดว่าเป็นบุตรีที่ฮูหยินใหญ่มิใยดี แต่พอมีเรื่องที่ทำให้นางได้หน้าในฐานะมารดาก็รีบออกหน้าชม 

แน่นอนว่าภาคินแอบยิ้มเยาะในใจ ถ้ารู้ว่าจริงๆแล้วคุณชายใหญ่ผู้ถูกยกย่องเหนือคนอื่นๆถูกเปรียบเป็นสัตว์เลื้อยคลานชอบลากไก่ไปกินในน้ำไม่รู้ว่าจะทำหน้าทำตากันเยี่ยงไร!



โปรดติดตามตอนต่อไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น