Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 4 ไร้เดียงสาหรือมารยากันแน่? NC-15

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 4 ไร้เดียงสาหรือมารยากันแน่? NC-15

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.1k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2560 19:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 4 ไร้เดียงสาหรือมารยากันแน่? NC-15
แบบอักษร

#






Part 4# Tawan ไร้เดียงสาหรือมารยากันแน่? NC-15

                หลังจากนั้นคุณภูผาก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน จนกระทั่งตอนเย็นถึงออกมาทานข้าวกับทุกคนด้วยหน้าตาบอกบุญไม่รับ เสร็จแล้วก็ขึ้นห้องไปนอนแบบยาวๆ โดยกำชับว่าจะนอนถึงเช้าห้ามใครไปรบกวนเด็ดขาด

                ส่วนผม หลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันหมดแล้วก็ทำความสะอาดโต๊ะอาหาร ตามด้วยการเอาจานชามไปล้างโดยมีพฤกษ์อาสามาช่วย ตอนแรกผมก็ยืนยันจะทำคนเดียวเพราะมันเป็นหน้าที่ของผม แต่พฤกษ์ก็ไม่ยอมยังดึงดันจะช่วยเหมือนเดิม ผมเลยต้องเลยตามเลยเพราะเถียงใครไม่ค่อยเป็นซะด้วย

                “พรุ่งนี้ตะวันมีเรียนเช้ากับบ่ายเหมือนเรารึเปล่า?” พฤกษ์ถามในระหว่างที่กำลังช่วยผมล้างจาน โดยผมเป็นคนล้างน้ำยา ส่วนพฤกษ์เป็นคนล้างน้ำสะอาด

                ถึงแม้เราสองคนจะเรียนเอกเดียวกันแต่ก็ไม่ได้ลงเรียนเหมือนกันซะทีเดียว เพราะว่าผมต้องปรับตารางเรียนให้เป็นคนละเวลากับการทำงานพิเศษ ส่วนพฤกษ์ที่เรียนอย่างเดียวจึงลงเรียนตามตารางที่มหา’ลัยกำหนดมาให้ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเหมือนผม

                “ใช่ ทำไมหรอพฤกษ์?”

                “ก็ถ้าเรียนเหมือนกันตะวันจะได้นั่งรถไปพร้อมเราเลยไง จะได้ไม่เสียค่ารถแล้วก็สะดวกดีด้วย”

                “อ๋อ ถ้างั้นเราก็ขอรบกวนด้วยนะ”

                “รบกวนอะไรกันเล่า เรื่องแค่นี้เอง งั้นเดี๋ยวพอล้างจานเสร็จเราขอดูตารางเรียนของตะวันหน่อยนะว่ามีวันไหนตรงกับเราบ้าง”

                “โอเค”

                แล้วหลังจากที่ล้างจานเสร็จ พฤกษ์ก็ตามผมเข้าไปในห้องเพื่อดูตารางเรียนที่ผมพับใส่กระเป๋าตังเอาไว้ ซึ่งก็มีวันที่ตรงกันอยู่ 2 วันนั่นก็คือจันทร์และพฤหัส ส่วนวันอังคารและพุธตอนเช้าพฤกษ์ไม่มีเรียนเหมือนผม ในขณะที่วันศุกร์พฤกษ์มีเรียนทั้งวันแต่ผมไม่มี

                “เราเห็นมีตารางที่ด้านหลังด้วย มันคือตารางทำงานพิเศษหรอตะวัน”

                “อืม เราทำงานพิเศษ 2 ที่น่ะ แถมวันศุกร์ก็ต้องทำทั้งคู่เราเลยจดไว้เพราะกลัวสับสน”

                “หา! เยอะขนาดนี้ทำไหวหรอตะวัน?” สีหน้าของพฤกษ์ดูตกใจและเป็นห่วงผมมาก ถึงแม้แต่ละวันผมจะรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด แต่ผมก็ต้องโกหกออกไปเพราะไม่อยากให้พฤกษ์เป็นกังวล

                “ไหวสิ พอขึ้นปี 4 วิชาเรียนก็เหลือนิดเดียว ไม่ได้เรียนหนักเหมือนปีก่อนๆ นี่นา”

                “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ว่าทำงานแบบไม่มีวันพักแบบนี้มันไม่หนักเกินไปหรอตะวัน แถมตอนนี้ตะวันยังรับงานเป็นแม่บ้านของที่นี่ ที่ต้องดูแลคนในบ้าน 5 คนทุกวันอีกต่างหาก เราว่าตะวันลาออกจากงานพิเศษหรือไม่ก็ลดลงเหลือแค่งานเดียวจะดีกว่ามั้ย”

                เรื่องที่พฤกษ์พูดมาผมก็กำลังคิดอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ที่ผมต้องทำงาน 2 ที่ก็เพราะต้องแบกค่าใช้จ่ายทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเทอม แล้วก็ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ แต่ในเมื่อตอนนี้ค่าใช้จ่ายของผมไม่ได้มีเท่าเมื่อก่อน แถมยังต้องมีเวลาทำงานบ้านด้วยอีก บางทีผมอาจจะต้องลาออกจากงานพิเศษจริงๆ นั่นแหละมั้ง

                งานพิเศษที่ผมทำอยู่มี 2 ที่คือร้านอาหารและร้านกาแฟ โดยร้านอาหารผมจะทำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็น – 5 ทุ่ม ส่วนร้านกาแฟผมจะทำทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า – 4 โมงเย็น ซึ่งวันนี้จริงๆ ผมต้องไปทำงานที่ร้านกาแฟ แต่ว่าผมขอลาหยุดโดยให้เหตุผลว่าย้ายที่อยู่เลยไม่สะดวกไปทำงาน

                “ไว้เดี๋ยวเราจะไปคุยกับเจ้าของร้านแล้วกันนะว่ายังไง ถ้าออกกะทันหันแบบนี้จะมีคนมาทำแทนรึเปล่า” เจ้าของร้านทั้ง 2 ที่ก็ใจดีและช่วยเหลือผมเอาไว้เยอะเหมือนกัน ผมไม่ใช่คนที่จะถีบหัวส่งเจ้าของร้านเมื่อได้งานที่ดีกว่าหรอกนะ

                หลังจากที่คุยกับพฤกษ์เสร็จแล้ว ผมก็กลับเข้าครัวอีกครั้งเพื่อทำแกงกะหรี่สำหรับเย็นวันพรุ่งนี้ เพราะกว่าที่ผมจะกลับถึงบ้านก็คงสักเที่ยงคืนเพราะต้องทำงานพิเศษ ถ้าหากให้ทุกคนต้องมารอผม หรือว่าซื้อกับข้าวมาทานเองมันก็ไม่ใช่ เพราะในส่วนนี้มันคือหน้าที่ของผมที่ต้องรับผิดชอบ

                วันต่อมาผมจึงตื่นตอน 6 โมงครึ่งเพื่อทำอาหารเช้าให้ทุกคนทาน ซึ่งก็เป็นอาหารที่ทำง่ายๆ อย่างข้าวผัด ไข่ดาว ไส้กรอก และเบคอน ยกเว้นคุณธารที่เป็นสลัดแซลมอน ส่วนคุณภูผาก็เป็นกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล

                “อาหารถูกปากกันมั้ยครับ?” ผมถามทุกคนที่ลงมาทานอาหารเช้าพร้อมกันตอน 7 โมงตรง หลังจากที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว

                “สลัดอร่อยมาก” คุณธารเอ่ยชม ส่วนคนอื่นๆ ก็ตอบว่าอร่อยเหมือนคุณธารเช่นกัน ผมจึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจที่ทำอาหารได้ถูกปากทุกคน

                “ถ้างั้นผมขอตัวไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปเรียนก่อนนะครับ” ผมพูดจบก็ว่าจะถอดผ้ากันเปื้อนที่ใส่อยู่ออกไป แต่คุณภูผาก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน

                “เดี๋ยว นายยังไปไหนไม่ได้” คุณภูผาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งๆ แถมยังใช้สายตาดุๆ ตวัดมองมาทางผมอีกต่างหาก

                “ทะ...ทำไมหรอครับคุณภูผา” ผมถามอย่างตะกุกตะกัก พลางคิดในใจว่าได้ไปทำอะไรให้คุณภูผาไม่พอใจอีกรึเปล่า ถ้าจะเป็นเรื่องกาแฟ ผมก็มั่นใจว่าชงกาแฟดำเพียวๆ ไม่ใส่น้ำตาลตามที่คุณภูผาบอกมาแล้วนะ

                 “นายกินข้าวแล้วรึยัง” คำถามนั้นอยู่นอกเหนือความคาดหมายไปไกลมาก จนผมถึงกับยืนอึ้งไปไม่เป็นเลยทีเดียว

                 “ว่ายังไง ที่ฉันถามไม่ได้ยินหรอ”

                 “เอ่อ...ได้ยินครับ”

                 “ถ้าได้ยินก็ตอบมาสิ มัวยืนนิ่งอยู่ทำไม” ก็ผมไม่คิดว่าคุณภูผาจะถามอะไรแบบนี้น่ะสิถึงได้ยืนอึ้งเพราะว่าไม่ชิน ปกติก็เห็นชอบหาเรื่องติ ด่า แล้วก็ต่อว่าผมอย่างเดียวแท้ๆ

                “ขอโทษครับ ส่วนเรื่องข้าวผมยังไม่ได้กินครับ”

                “ถ้างั้นก็ไปทำส่วนของตัวเองแล้วมากินซะ เสร็จแล้วค่อยไปอาบน้ำแต่งตัวไปเรียน”

                “เอ่อ...แต่ถ้าทำแบบนั้นผมกลัวพฤกษ์จะสาย...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจนจบประโยค พฤกษ์ก็ชิงพูดขัดขึ้นมาซะก่อน

                “ไม่สายหรอก มหา’ลัยมันไม่ได้ไกลเท่าไหร่ ตะวันไปทำกับข้าวมากินเถอะ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเลยนะ”

                “เอ่อ...ก็ถ้าพฤกษ์บอกว่าไม่สาย งั้นเดี๋ยวเราไปทำมากินก็ได้” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์ก็ส่งยิ้มอันอบอุ่นมาให้ผมทันที ผิดกับคุณภูผาที่ทำหน้ารำคาญ แถมยังพูดเบาๆ ในขณะที่ผมกำลังเดินเข้าครัวด้วยว่า...

                “ถ้าจะสายก็เป็นเพราะนายมัวแต่พิรี้พิไรอยู่นั่นแหละ”

                หลังจากนั้นผมก็ไปทอดไข่เจียวมากิน เพราะมันทำง่ายกินง่ายจะได้ประหยัดเวลา เสร็จแล้วก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกมาจากห้องโดยใช้เวลาเพียงแค่สิบกว่านาที

                “อ้าว ทุกคนล่ะพฤกษ์” ผมถามเพราะตอนนี้ในบ้านเหลือเพียงแค่ผมกับพฤกษ์เพียงแค่ 2 คน

                “ไอ้เพลิงไปเรียน พี่ธารไปทำงาน ส่วนพี่ภูไปส่งวาที่โรงเรียน”

                “อ่อ น้องวานี่ม.6 แล้วสินะ ปีหน้าจะเข้ามหา’ลัยที่ไหนได้มาปรึกษาพฤกษ์บ้างรึเปล่า” ผมคิดว่าคนเก่งๆ อย่างพฤกษ์น่าจะเป็นที่ปรึกษาไม่ก็เป็นติวเตอร์ให้น้องวาได้อย่างดีเลยล่ะ

                แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น พฤกษ์กลับตอบผมมาว่า...

                “ตอนนี้วาเรียนอยู่ม.5 ยังไม่ขึ้นม.6 เลย”

                “เอ๊ะ? แต่ว่าน้องวาอายุ 18 ปีแล้วไม่ใช่หรอ หรือว่าน้องวาจะเข้าเรียนช้า”

                “เปล่าหรอก วาก็เรียนตามเกณฑ์นั่นแหละ แต่ตอนม.4 มีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย เลยต้องลาออกแล้วก็ดรอปเรียนเอาไว้ พอปีถัดไปค่อยเข้าโรงเรียนที่ใหม่น่ะตะวัน”

                 “หา! ลาออกแล้วก็ดรอปเรียน! มันเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรอพฤกษ์?” ผมไม่คิดว่าเด็กที่ร่าเริงสดใสอย่างน้องวาจะเกเรจนต้องลาออกแล้วก็ดรอปเรียนหรอกนะ จริงอยู่ว่าน้องวาอาจจะมีมุมเจ้าเล่ห์นิดๆ แต่ผมก็มั่นใจว่าน้องวาไม่ได้เลวร้ายหรือว่าร้ายกาจขนาดนั้นแน่ๆ

                “จะว่ายังไงดีล่ะ หลังจากเกิดเรื่องวาก็เอาแต่เก็บตัวเงียบไม่ยอมไปไหน ขนาดกว่าจะออกจากห้องได้ก็ต้องกล่อมแล้วกล่อมอีกตั้งหลายวัน แต่ถึงจะออกมาแล้ววาก็ยืนกรานจะไม่ไปเรียนเด็ดขาด พี่ภูเลยต้องไปทำเรื่องลาออกให้วาพักรักษาจิตใจน่ะ”

                “เอ่อ...เราถามได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องวา?” หวังว่าพฤกษ์คงจะไม่คิดว่าผมไม่มีมารยาท หรือว่าเป็นคนสอดรู้สอดเห็นหรอกนะ เพราะพอได้ฟังเรื่องราวมาถึงขนาดนี้ มันก็เป็นธรรมดาที่อยากจะรู้เรื่องราวทั้งหมด

                 “เราก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดทั้งหมดหรอก ไว้โอกาสเหมาะๆ ตะวันค่อยไปถามวาเองดีกว่าว่าเรื่องมันเป็นมายังไง ส่วนตอนนี้เรารีบไปเรียนกันดีกว่า ออกช้ากว่านี้มีหวังเข้าเรียนสายแน่ๆ” พฤกษ์พูดจบก็จูงมือผมออกจากบ้านไปขึ้นรถ โดยที่ผมก็พยายามเดาสาเหตุเรื่องที่น้องวาต้องลาออกแล้วดรอปเรียนเอาไว้ไปตลอดทาง แต่ไม่ว่ายังไงผมก็เดาสาเหตุไม่ออก เพราะงั้นก็คงต้องรอโอกาสเหมาะๆ แล้วค่อยถามน้องวาอย่างที่พฤกษ์ว่านั่นแหละนะ

                 ซึ่งโอกาสเหมาะๆ ที่ว่า แน่นอนว่ามันก็ต้องไม่ใช่วันนี้ เพราะหลังจากที่ผมเรียนเสร็จในคาบบ่าย ผมก็ต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารจนถึง 5 ทุ่ม กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาเที่ยงคืนนิดๆ ที่ทุกคนนอนกันหมดแล้ว แถมผมยังต้องล้างจานและทำกับข้าวสำหรับเย็นวันพรุ่งนี้ ดังนั้นผมจึงไม่มีเวลาไปถามน้องวา เอาจริงๆ แค่เวลาจะนึกถึงเรื่องนี้ยังแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ

                 หลังจากที่ทำอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ ด้วยความรีบร้อนเลยทำให้ผมลืมเอาเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนข้างในเหมือนกับทุกที แต่ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะตี 2 แล้ว คงไม่มีใครมาใช้ห้องน้ำต่อหรือว่าเดินผ่านห้องน้ำไปมา เพราะงั้นถ้าหากผมจะนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกไปก็คงไม่มีใครคิดว่าผมทำตัวไม่สุภาพหรอกมั้ง

                 แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น หลังจากที่ผมอาบน้ำเสร็จแล้วก็ว่าจะเปิดประตูออกไป แต่ประตูกลับถูกเปิดออกก่อนโดยใครคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็น...

                “คุณภูผา!”

                “อ้าว ตะวัน”

                “อ๊ะ! เหวออออออออออ” ด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าคุณภูผาจะเปิดประตูเข้ามาในเวลานี้ ผมเลยผงะจนเสียหลักเซไปทางด้านหลัง

                 “ตะวัน! ระวัง!” คุณภูผาอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ แล้วรีบขยับเข้ามาประคองแผ่นหลังของผมเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่ผมจะล้มลงไปที่พื้น

                 เฮ้อออออออ ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่สินะ

                 พอคิดได้อย่างนั้นผมก็ว่าจะกล่าวขอบคุณคุณภูผาที่อุตส่าห์ช่วยผมเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร ผ้าเช็ดตัวไม่รักดีมันก็ดันเลื่อนหลุดลงจากเอวลงไปที่พื้น ทั้งๆ ที่ผมขยับตัวเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง!


Phupha

               “อ๊ะ! วะ...ว้ากกกกกกกกกกกก!” ตะวันร้องลั่นด้วยความตกใจ เมื่อผ้าเช็ดตัวที่พันเอาไว้รอบเอวเลื่อนหลุดลงไปที่พื้น ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมเห็นส่วนนั้นของตะวันอย่างชัดเจน แม้เจ้าตัวพยายามลดมือข้างหนึ่งลงไปปิดไว้ก็ตาม

               “กะอีแค่ผ้าเช็ดตัวหลุดนายจะแหกปากทำไม ทำเหนียมอายเป็นผู้หญิงไปได้” ผมพูดโดยที่ยังไม่ยอมปล่อยวงแขนที่กำลังประคองแผ่นหลังของตะวันออกไป แถมยังรัดให้แน่นขึ้นเมื่อตะวันออกแรงดิ้นอีกต่างหาก

               ชักอยากรู้แล้วสิว่า ปฏิกิริยาแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงๆ หรือตะวันแค่แกล้งทำกันแน่

               “ถึงผมจะเป็นผู้ชาย แต่ผมก็อายเป็นนะครับคุณภูผา เพราะงั้นช่วยปล่อย...อ๊ะ!” แต่ยังไม่ทันจะได้พูดให้จบประโยค ตะวันก็ต้องสะดุ้งขึ้นมาซะก่อน เพราะว่าผมใช้นิ้วจากมือข้างหนึ่งจิ้มไปที่ยอดอกสีชมพูที่เด่นสะดุดตาอยู่ตรงหน้า

               “ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านายเป็นผู้ชาย ฉันคงจะนึกว่านายเป็นผู้หญิงที่มีหน้าอกแบนไปแล้ว โดยเฉพาะน้ำเสียงของนายที่ร้องครางออกมา” ผมก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างหูของตะวัน เท่านั้นแหละใบหน้าที่แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงจัดมากขึ้น ส่วนร่างกายก็สั่นสะท้าน แถมเสียงพูดก็ยังกระเส่าและขาดห้วงอีกต่างหาก

               “อา...พะ...พอเถอะครับ...ปล่อยผมเถอะคุณภูผา...”

ให้ตายสิ เล่นพูดเสียงกระเส่าแบบนี้ใครมันจะเชื่อว่านายอยากให้ฉันปล่อยจริงๆ!

                “ฉันไม่ปล่อย ถ้าหากไม่ชอบจริงๆ นายก็ออกแรงดิ้นให้มันมากกว่านี้สิ” สีหน้า ท่าทาง แล้วก็มารยาแบบนี้ ไม่แปลกหรอกที่คนทั้งบ้านจะพากันหลงตะวันซะจนหัวปักหัวปำ แต่เสียใจด้วยนะ เพราะคนอย่างฉันไม่มีทางหลงนายเหมือนกับไอ้น้องพวกนั้นแน่นอน!

               “ผะ...ผมจะไปมีแรงได้ยังไง ในเมื่อคุณภูผา...อ๊ะ...อย่าครับ...อา...” ทำเป็นบอกว่าอย่า แต่พอผมงับที่ใบหูและบีบที่ยอดอกก็ครางเสียงหวานออกมาซะแล้ว

               “แน่ใจหรอว่านายไม่อยากให้ฉันทำต่อจริงๆ?”

               “นะ...แน่ใจสิครับ”

               “แต่ว่าตรงนั้นของนายมันแข็งขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรอ?” ผมถามยิ้มๆ ถึงแม้ว่าตะวันจะพยายามใช้มือปิด แต่มันก็หลุดรอดสายตาของผมไปไม่ได้หรอก

               “นะ...นั่นมัน...ก็เพราะคุณภูผาทำแบบนั้น...” ตะวันหน้าร้อนฉ่าแล้วก้มหน้างุด

               หึ! ทำเป็นไร้เดียงสา แต่จริงๆ แล้วมันคือมารยาที่กำลังล่อลวงผมอยู่สินะ

               ก็ได้...ไหนๆ ก็ลงทุนทำถึงขนาดนี้ ถ้างั้นผมก็จะยอมเล่นตามเกมของตะวันให้ก็แล้วกัน

               “ถ้านายจะโทษว่าเป็นความผิดของฉัน งั้นเดี๋ยวฉันจะรับผิดชอบร่างกายของนายให้เอง” พูดจบผมก็ก้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากของตะวันทันที

               “อึ่ก!” ปฏิกิริยาของตะวันไม่เหมือนกับที่ผมคิด เพราะไม่ได้โวยวายทำเป็นผลักไส แต่กลับเบิกตากว้างแล้วตัวแข็งทื่อเป็นขอนไม้ แถมยังไม่ยอมหายใจอีกต่างหาก

               “นี่ กลั้นหายใจนานๆ เข้าเดี๋ยวก็ตายจริงๆ หรอก ทำเป็นตกใจอย่างกับไม่เคยจูบไปได้”

              “กะ...ก็ไม่เคยน่ะสิครับ!” คำตอบที่ได้ยินทำให้ผมอดที่จะต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจไม่ได้

               “หืม? ถ้างั้นฉันขอพิสูจน์หน่อยก็แล้วกัน” แล้วผมก็ก้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากของตะวันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้ผมได้สอดลิ้นเข้าไปข้างในด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ปากแตะปากอย่างคราวแรก

               “อื้อ! อื้อ! อื้ม!” ตะวันใช้มือดันที่แผ่นอกของผมแล้วพยายามหันหน้าหนี แต่พอผมใช้มือข้างหนึ่งลงไปกอบกุมส่วนนั้นของตะวันเอาไว้ จากแรงต่อต้านก็กลายเป็นสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

               “อ๊ะ! อึ่ก...อื้อ...อื้ม...” ตะวันส่งเสียงครางในลำคอ สองมือกำเสื้อตรงไหล่ของผมเอาไว้แน่น ส่วนริมฝีปากและปลายลิ้นก็ตอบสนองรสจูบของผมอย่างไร้เดียงสา ในขณะที่ร่างกายก็ยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก

               บอกตามตรง ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิว่านี่ยังเป็นการแสดงของตะวันอยู่รึเปล่า

               “ยะ...อย่าครับ...คุณภูผา...มะ...ไม่เอา...อะ...อา...” ตะวันส่งเสียงห้ามเมื่อผมถอนจูบออกมา แล้วก้มหน้าลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องแทน ความร้อนจากปลายลิ้นและริมฝีปากของผม ทำให้แรงต่อต้านของตะวันลดน้อยลงเรื่อยๆ แล้วยิ่งเมื่อผมใช้มือที่กอบกุมส่วนนั้นของตะวันอยู่รูดขึ้นลงไปพร้อมกันด้วยอีก เสียงครางหวิวที่ชวนให้ใจสั่นก็ดังระงมขึ้นมาอีกครั้ง

               “คะ...คุณภูผา...ยะ...อ๊ะ...อา...อืม...อา...” สีหน้าของตะวันตอนนี้นั้นเร้าอารมณ์สุดๆ เพราะแก้มขาวเนียนได้แดงซ่าน ดวงตาก็หรี่ปรือ ส่วนริมฝีปากที่บวมเจ่อนิดๆ ก็เป็นสีแดงสด เล่นเอาผมอดใจไม่ไหวจึงได้ก้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากของตะวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

               “อื้อ...อื้ม...อืม...” ในขณะที่กำลังจูบและตวัดลิ้นเกี่ยวพันกับลิ้นที่ไม่ประสีประสาของตะวันอยู่นั้น มือของผมก็ยังคงขยับส่วนนั้นของตะวันขึ้นลงเหมือนเดิม โดยที่เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก

               “อื้ม...อา...คะ...คุณภูผา...ผมจะ...ยืนไม่ไหว...ยะ...หยุดเถอะ...อา...ครับ...” ตะวันพูดแทบไม่เป็นภาษา ส่วนขาก็สั่นสะท้านจนแทบจะยืนไม่ไหวจริงๆ ถ้าผมไม่ได้ใช้วงแขนประคองเอาไว้ก็คงจะทรุดลงไปกองที่พื้นตั้งนานแล้ว

               ด้วยเหตุนี้ผมเลยขยับไปนั่งที่ขอบอ่างอาบน้ำ โดยให้ตะวันนั่งคร่อมที่ตัวของผมเอาไว้ ก่อนที่ผมจะโอบรอบเอวบางให้แน่นขึ้นเพื่อไม่ให้หนี แล้วจึงก้มหน้าลงไปครอบครองยอดอกสีหวาน ที่ช่างยั่วยวนจนผมอดใจไม่ไหวที่จะลองชิม

               “อ๊ะ...ยะ...อ๊า...” ตะวันหวีดร้องเสียงสูง แถมยังสะดุ้งเฮือกเมื่อผมออกแรงดูดยอดอกที่อยู่ในปาก ก่อนที่ผมจะใช้ลิ้นตวัดเลียขึ้นลง ทั้งยังดูดดุนแรงขึ้นจนแผ่นอกของตะวันถึงกับแอ่นโค้งงอด้วยความเสียวซ่าน

               “อ๊า...คุณภูผา...อ๊ะ...อ๊า...” ในขณะที่กำลังดูดเลียที่ยอดอกของตะวัน มือของผมก็ไม่ได้อยู่เฉยเพราะยังคงรูดรั้งส่วนนั้นของตะวันขึ้นลงเช่นเดิม แถมยังเอานิ้วหัวแม่มือไปหมุนวนตรงส่วนปลายเพื่อเพิ่มความเสียว จนตอนนี้ได้มีน้ำใสๆ ไหลซึมออกมาแล้ว

               “อ๊า...อ๊ะ...อ๊า...ไม่นะ...คุณภูผา...ยะ...อ๊า...” ตะวันหวีดร้องลั่นแทบไม่เป็นภาษา ส่วนร่างกายก็บิดเร่าไปมา เพราะถูกผมมอบความสุขสมจากทั้งยอดอกและส่วนนั้นพร้อมกัน เสียงครางที่ได้ยินนั้นทำเอาผมต้องเร่งจังหวะริมฝีปากและปลายลิ้น รวมทั้งข้อมือให้ขยับอย่างรวดเร็วมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

               “ยะ...อ๊ะ...หยุดก่อนครับ! ผะ...ผมจะ...อ๊า...คุณภูผา...”

                ตอนนี้ส่วนนั้นของตะวันที่อยู่ในกำมือของผมได้ขยายใหญ่ขึ้นไปอีก ผมจึงรู้ว่าในไม่ช้านี้ตะวันก็คงจะเสร็จแล้ว เพราะงั้นผมจึงได้เลื่อนฝ่ามือที่โอบเอวของตะวันมาบีบขยี้ยอดอกที่กำลังแข็งเป็นไต ส่วนยอดอกอีกข้างแน่นอนว่าผมก็ยังคงดูดเลียอย่างไม่หยุดยั้ง เช่นเดียวกับฝ่ามือที่กำลังรูดรั้งท่อนเนื้อสีอ่อนขึ้นลงด้วยความรวดเร็ว

               “อ๊ะ...ยะ...อ๊า...อ๊ะ...อ๊า...” การถูกปลุกเร้าจากทั้ง 3 ที่ทำให้ตะวันเสียวซี้ดจนหวีดร้องลั่น จากนั้นก็จิกทึ้งที่แผ่นหลังของผมพร้อมกับบิดกายเร่าด้วยความเสียวซ่าน

               “อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า...คุณภูผา! ผมจะ...อ๊ะ...ทนไม่ไหวแล้ว!...ยะ...อ๊ะ...อ๊าาาาาาาา!” ตะวันกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็แอ่นอกขึ้นจนโค้งงอ ก่อนที่จะปลดปล่อยความสุขสมทั้งหมดออกมา จนเลอะเต็มฝ่ามือรวมทั้งเสื้อที่ผมสวมอยู่บางส่วนอีกด้วย

               “อา...” หลังจากเสร็จแล้วตะวันก็อ่อนแรงทรุดลงซบที่ไหล่ของผม แต่ยังไม่ทันไรตะวันก็ดีดตัวขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนที่จะใช้แรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นแล้ววิ่งไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่กองอยู่บนพื้น

               “คุณภูผาใจร้ายที่สุด! ผมรู้ว่าคุณเกลียดผม แต่ก็ไม่เห็นต้องทำเรื่องโหดร้ายขนาดนี้เลย!” ตะวันพูดตัดพ้ออย่างน้ำตาคลอ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วออกตัววิ่ง แต่ก็ต้องทรุดลงซะก่อนเพราะขาอ่อนเปลี้ยไม่มีเรี่ยวแรง

                “ตะวัน!” ผมพูดขึ้นด้วยความตกใจแล้วจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ก็ถูกใบหน้าหวานๆ หันมาทำตาเขียวปั๊ดใส่ จนผมไม่กล้าขยับตัวไปไหนเลยได้แต่นั่งอยู่ที่เดิม

               “คุณภูผาไม่ต้องมายุ่งกับผมเลย!” พูดจบตะวันก็รวบรวมแรงที่มีทั้งหมดชันตัวลุกขึ้น จากนั้นก็ตรงดิ่งออกจากห้องน้ำเข้าไปในห้องนอน แถมยังมีการปิดประตูดังปั้งอย่างแรงใส่ผมอีกต่างหาก

               ก็ถ้าตะวันเข้าไปในห้องได้แล้วคงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะนะ เพราะงั้น...ก็เหลือแต่ตัวผมเองนี่แหละที่น่าเป็นห่วงมากกว่า  

               ทำไมน่ะหรอ?

               ก็เพราะตอนนี้ท่อนล่างของผมมันกำลังแข็งสุดๆ เพราะมีอารมณ์ ทั้งที่คิดว่าตั้งใจจะแกล้งตะวันเท่านั้นน่ะสิ!

               “บ้าเอ๊ย!”

               2BC

ฮัลโหลววววสวัสดีค่าาาาา ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เฉลยพระเอกของเรื่องแล้วนะคะ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ภูผา” พี่ใหญ่สายซึนนั่นเอง อิอิ  พระเอกคนนี้มาพร้อมกับ NC ครั้งแรกของเรื่องซะด้วย ก็ไม่ได้พลิกโผจากที่เชียร์กันนะคะ (ก็นะ เดาง้ายง่าย อิอิ)  ว่าแต่...อ่านจบแล้วชอบหรือฟินกันมั้ยเอ่ย? NC เบาๆแบบนี้คงไม่ถึงกับเสียเลือดจนตายเนอะ เชื่อว่าสายหื่นทั้งหลายน่าจะมีภูมิคุ้มกันจากเรื่องก่อนๆของเค้ากันแล้ว ส่วน NC เต็มๆจะมาตอนไหนนั้น...รอให้พี่ภูผาแกปากตรงกับใจเลิกซึนก่อนดีกว่าค่ะ ทำเป็นบอกว่าอยากจะแกล้งตะวัน แต่แหม มีอารมณ์เต็มเลยนะนั่น ส่วนหลังจากนั้นพี่แกจะทำยังไง จะปล่อยค้างหรือว่ารีดพิษออกก็ต้องจิ้นต่อแล้วล่ะจ้า ​สำหรับทีมพฤกษ์ที่ต้องกินแห้วก็ไม่ต้องเสียใจไปน้า ยังไงหนุ่มแว่นแสนดีคนนี้ก็มีคู่อยู่แล้วค่า แต่จะเป็นใครและจะมาเป็นเรื่องที่เท่าไหร่ก็รอลุ้นกันต่อไปนะคะที่ร้าก แล้วมาลุ้นเรื่องราวหลังจากนี้ และมาเอาใจช่วยให้ตะวันคนน่ารักลงเอยกับพี่ภูผาคนซึนด้วยนะคะ __/\__ ขอบคุณทุกคนมากๆเลยค่ะที่เป็นกำลังใจให้โดยการเม้นหรือว่าเม้ามอยกับเราที่แฟนเพจ รักทุกคนมากๆเลยค่า 

​ (7 ก.ค. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}