ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 6

คำค้น : คำทำนาย , ราชัยน์พ่ายรัก , NC

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6
แบบอักษร

บทที่ 6

แสงอาทิตย์สาดส่องสร้างความสว่างยามเช้า ดวงตาหวานปรือตาตื่นอย่างงัวเงีย ร่างกายรู้สึกหนักๆราวกับว่ามีอะไรบางอย่างมาพาดทับไว้ อิงฮวารู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดข้างแก้มจึงหันใบหน้าไปมองตามทิศทางด้วยความตกใจ ด้วยความไม่ทันระวังทำให้ริมฝีปากบางไปแตะริมฝีปากหยักของอีกคนอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“อ๊ะ!” เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย จิ้นหยางก็รู้สึกตัวตื่นจากฝันหวานที่มีร่างบางอยู่ในฝัน ในใจนึกยินดียิ่งนักที่เมื่อตื่นมาก็ได้พบหน้านางเช่นนี้ แทนที่เขาจะลุกขึ้น จิ้นหยางกลับใช้อ้อมแขนแกร่งของตนที่พาดทับเอวบางอยู่กอดดึงนางให้แนบชิดกับร่างของตนมากขึ้น

“เจ้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ บังอาจเกินไปแล้ว!” อิงฮวาตะคอกเสียงแข็ง พยายามดิ้นรนให้ร่างกายหลุดออกจากการโอบรัดของบุรุษตรงหน้า

จิ้นหยางยกยิ้ม ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ปล่อย เขายังโน้มใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอขาว จงใจจุมพิตที่บริเวณนั้นอย่างยอกเย้า ร่างบางเกร็งตัวขึ้นด้วยความตกใจ ไฉนเลยนางจะต่อสู้แรงของบุรุษตรงหน้าผู้นี้ได้ อารามตกใจ ทำให้อิงฮวาไม่ทันรู้ตัวว่ามือหนากำลังไล้ไปตามเรือนกายและกำลังจะกระตุกปมเชือกที่ผูกมัดไว้เพียงหลอมๆออก

“เจ้ากำลังมอมเมาข้าหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยราวกับกำลังเพลิดเพลินไปกับกลิ่นหอมจากร่างบางและสัมผัสอ่อนนุ่มในอ้อมกอด อิงฮวาได้สติจึงผลักร่างใหญ่เต็มแรง ครานี้ได้ผลร่างหนานั่นถูกผลักจะกระเด็นตกจากเตียงไปนอนอยู่กับพื้น

“เจ้าโจรราคะ เจ้าบังอาจนัก ข้าจะตัดหัวเจ้า!” อิงฮวาฉวยเอาผ้านวมผืนหนามาพันตัวไว้ นิ้วเรียวชี้ไปยังจิ้นหยางที่ลุกขึ้นยืนอยู่ตรงหน้าอย่างเดือดดาล

“เจ้าจะตัดหัวสามีตนเองลงคอเลยหรือ” ความเจ้าเล่ห์ฉายชัดบนใบหน้าคม เขาปรายตามองร่างบางที่อยู่บนเตียง ใช้สายตาประหนึ่งว่ามองทะลุอาภรณ์ที่ปกปิดนางไว้ได้ ร่างเล็กได้แต่รู้สึกร้อนๆหนาวๆจับตนชนปลายไม่ถูก จำได้แค่เมื่อวานหลังจากเจอท่านแม่เฒ่าก็ตรงกลับมายังบ้านพักหลังนี้ ด้วยความมึนจากสุราที่กินเข้าไปนิดหน่อยทำให้นางหลับไป แล้วชายผู้นี้เข้ามาตั้งแต่ตอนไหนกัน ประตูก็ลงกลอนแล้วนี่นา อิงฮวาครุ่นคิด มือบางกำผ้านวมแน่น

“เจ้าคงไม่ลืมเรื่องเมื่อคืนของเรากระมัง” เห็นท่าทางครุ่นคิดของหญิงสาวจิ้นหยางก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีกห่าใหญ่ และได้ผล ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วเบิกกว้างทันทีที่ได้ยิน ร่างบางตัวสั่นเทาพยายามสังเกตร่างกายตน

“นี่เจ้า!!!” อิงฮวาสำรวจร่างกายตนก็พบรอยแดงช้ำไปทั่วเนินอก นางไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่จะไม่รู้ว่ารอยพวกนี้คืออะไร แต่จะให้นางยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน นางจะบอกเสด็จพ่อเสด็จแม่ได้อย่างไร หากพวกเสด็จพี่รู้ชายผู้นี้คงมิได้ตายดีเป็นแน่

“เจ้าโจรฉวยโอกาส! เจ้าอาศัยตอนที่ข้าหลับย่ำยีข้างั้นหรือ!!” ร่างบางจ้องไปยังร่างสูงอย่างเกลียดชัง สายตาที่บ่งบอกว่ารังเกียจเขาเหลือคณานับทำให้จิ้นหยางถึงกับชะงักไปชั่วครู่ การที่นางเป็นผู้หญิงของเขามันน่ารังเกียจถึงเพียงนั้นเลยหรือ ชายหนุ่มอดคิดในใจเสียมิได้

“ไม่ผิด เป็นข้าที่ย่ำยีเจ้า ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นของข้าไปแล้ว ข้าย่อมไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”   จิ้นหยางไม่คิดจะปฏิเสธ ปล่อยให้นางคิดไปตามแต่นางจะคิด เพราะไม่ว่ายังไงสักวันนางก็ต้องเป็นของเขาอยู่ดี จะช้าเร็วนางก็ต้องเข้าใจสถานะตัวเองสักวัน จิ้นหยางมองท่าทางชะงักค้างราวกับต้องมนต์สะกดของหญิงสาวก็รู้ว่าตนควรให้เวลากับนางบ้าง เขาจึงเดินออกจากห้องไปหวังให้หญิงสาวได้ใช้เวลาอยู่กับตนเองสักพัก

ในห้องร่างบางค่อยๆปลดชุดคลุมของตนออก แม้ในใจจะไม่อยากเชื่อเพียงไรก็ตามแต่ภาพตรงหน้าก็ตอกย้ำให้นางไม่สามารถคิดเป็นอื่นไปได้ ตามเนื้อตัวที่ปรากฏรอยแดงเป็นจ้ำๆที่แล้วที่เล่าทำให้นางอดใจหายไม่ได้ มือบางพยายามทั้งเช็ดทั้งถูหวังให้ร่องรอยเหล่านั้นหายไป แต่ยิ่งถูรอยนั่นก็ยิ่งแดง นี่ไม่ใช่เพราะนางทำตัวเองหรือ หากนางไม่หนีออกมานางจะมาเจอโชคร้ายเช่นนี้หรือ ศักดิ์ศรีองค์หญิงของนางไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย ซ้ำยังลากพี่จิงหลานมาลำบากกับนางอีก อีกทั้งไม่รู้ว่าจากนี้นางจะทำอย่างไรต่อไปดี ความเจ็บใจทำให้ร่างบางถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

“นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่” หญิงสาวมองตนเองผ่านบานคันฉ่องทองเหลือง ใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ร่างกายเปลือยเปล่าที่มีเพียงเอี๊ยมสีไข่มุกปกปิดเรือนกาย นางจะมัวมาร้องไห้เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด นางต้องรีบตามหาจิงหลานให้เจอ จากนั้นก็ลืมเรื่องพวกนี้ซะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพียงเท่านั้นเอง....ก็เพียงเท่านั้น

อิงฮวาให้สภาพเหม่อลอยเดินออกมาจากห้องนอนในเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ปกปิดร่องรอยต่างๆมิดชิด ร่างบางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นจิ้นหยางที่นั่งดื่มชาอยู่บนโต๊ะ นางทอดกายนั่งลงบนเก้าอี้ มือเรียวหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารที่อยู่บนโต๊ะเข้าปากไม่เจรจาหรือเอ่ยคำใดออกมา

“เจ้ายอมรับได้แล้วหรือ” จิ้นหยางเห็นท่าทางเช่นนั้นของหญิงสาวก็สงสัย เดิมที่เขาคิดว่านางจะอาละวาดขว้างปาข้าวของและไม่ยอมกินอาหาร แต่ที่ไหนได้นอกจากนางจะไม่ทำเช่นนั้นแล้ว นางยังกินข้าวประหนึ่งว่าเรื่องเมื่อครู่ไม่มีผลอะไรกับนาง หรือว่านางจับได้ว่าที่จริงเขาโกหก ชายหนุ่มจึงได้แต่ถามลองเชิงและคอยสังเกตท่าทางของหญิงสาว

อิงฮวาชะงักตะเกียบไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินบุรุษตรงหน้ากล่าว นางได้แต่บอกใจตัวเองว่าให้อดทน บังคับมือตัวเองไม่ให้สั่น ช้อนสายตาจากอาหารสบตาคมของชายหนุ่ม

“ยอมรับอะไรกัน ข้าไม่คิดว่ามันเคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ” ริมฝีบางบางเอ่ยราวกับไม่สะทกสะท้าน สายตาเย็นชาจ้องมองใบหน้าชายหนุ่ม แต่ก็ยังไม่สามารถปกปิดหยาดน้ำใส่ๆที่เอ่ออยู่ในดวงตาได้ จิ้นหยางเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

‘นางเชื่อเขาเสียสนิทใจ’ เช่นนี้นับว่าดีกับเขามากทีเดียว ภายใต้ท่าทางเข้มแข็งนั่น เขาอยากรู้เสียจริงมาจะปกปิดความอ่อนแอของนางไปได้อีกนานแค่ไหน

“อย่าห่วงเลย ข้าจะไม่ทิ้งขว้างเจ้าแน่” จิ้นหยางเอ่ย คีบอาหารตรงหน้าใส่จานหญิงสาวราวกับกำลังเอาอกเอาใจ อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็วางถ้วยข้าวลงกับโต๊ะอย่างแรงแสดงออกชัดเจนว่านางรังเกียจเขา

“เจ้าไม่ชอบไก่ต้มน้ำแดงงั้นหรือ งั้นกินอย่างอื่นก็ได้ยังมีอีกเยอะ” จิ้นหยางแสร้งทำเป็นไม่สนใจท่าทีของหญิงสาวยังคงทำหน้าเป็นปกติ อิงฮวาที่ใกล้จะหมดความอดทนได้แต่กำหมัดของตัวเองเพื่อสกัดกั้นความโกรธเกรี้ยวของตน

“ข้ารังเกียจทุกอย่างที่เจ้าหยิบยื่นให้ข้า ยังไม่เข้าใจอีกหรือ” ร่างบางเอ่ยเสียงเย็นชา นางนึกอยากจะจับคนตรงหน้ามาสับเป็นหมื่นๆชิ้นนัก หากตอนนี้นางยังอยู่ในแคว้นเฉิงคนผู้นี้คงไม่ได้ตายดีเป็นแน่

“ข้าไม่คิดว่าฮูหยินของข้าจะวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้ แต่เอาเถอะ ข้าจะไม่ถือสาเจ้า เอาเป็นว่ากินเสร็จเมื่อไหร่ เราจะออกเดินทางกัน” เห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวของหญิงสาว หากเขายังนั่งอยู่ตรงนี้นางคงไม่ยอมกินอะไรเป็นแน่ จิ้นหยางมองใบหน้าหวานที่ฉายแววเย็นชาใส่เขาก็ทำได้เพียงพ่นลมหายใจ ก่อนจะลุกออกไป

ผ่านไปราว 2 เค่อ อิงฮวาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าจึงออกมาดูนอกบ้าน ก็พบกับเสี่ยวจวิ้นที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ เขายื่นมือมายังนาง อิงฮวามองอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ามือแกร่ง ชั่ววินาทีร่างบางก็ถูกดึงให้ลอยขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้า โดยด้านหลังเป็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว แม้ร่างบางจะไม่พอใจมากและรังเกียจที่จะใกล้ชิดกับคนฉวยโอกาสเช่นคนผู้นี้ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่จะนำนางไปพบกับพี่จิงหลานได้ เมื่อถึงเวลานั้น นางจะให้พี่จิ้งหลานสังหารคนผู้นี้ซะ ไม่ใช่เขาได้ปรากฏตัวต่อหน้านางอีกเป็นครั้งที่สอง

“ได้เวลาเดินทางแล้ว” เสียงเข้มกระซิบที่ข้างหู มือหนาเอื้อมผ่านรอบเอวของนางมากุมบังเหียนม้า ทำให้แผ่นหลังของเล็กแนบชิดกับหน้าอกกว้างของชายหนุ่ม และดูเหมือนเขาจะพึงพอใจอย่างมากที่เป็นเช่นนั้น บังเหียนม้าถูกกระตุกเบาๆ ม้าตัวใหญ่จึงเริ่มเคลื่อนตัวไปตามทาง

“ไม่ไปลาทุกคนก่อนหรือ” อิงฮวานั่งตัวเกร็งอยู่บนหลังม้า เอ่ยทักท้วงการกระทำของชายหนุ่ม คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไปเช่นนี้ดูไม่เป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่ ไหนจะเรื่องม้านี่อีก ไม่ใช่ว่าไปขโมยคนในหมู่บ้านมาหรอกนะ เวลานี้จิ้นหยางในสายตานางกลายเป็นคนเลวร้ายไปเสียแล้ว ร่างบางอดที่จะส่งสายตาตำหนิไปที่ร่างสูงที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังเสียไม่ได้

“ตะวันขึ้นจะตรงหัวเช่นนี้ คนในหมู่บ้านไปทำงานกันหมดแล้ว ข้าเองไปขอซื้อม้าตัวนี้มา และได้บอกกล่าวพวกเขาเรียบร้อย เจ้าอย่าได้กังวล” จิ้นหยางกล่าวเสียงเรียบ อันที่จริงเหล่าองครักษ์เงาของเขาได้ตามรอยมาจนถึงหมู่บ้าน เขาเกรงว่าอิงฮวาจะรู้ฐานะที่แท้จริงเข้าซะก่อน จึงสั่งให้เหล่าองครักษ์ช่วยเหลือคนในหมู่บ้านตอบแทนที่คนพวกนั้นดูแลเขากับอิงฮวาอย่างดี แล้วค่อยตามกลับวัง ม้าตัวนี้ก็เป็นม้าของเหล่าองครักษ์นั่นเอง

“เจ้าจะพาข้าไปหาพี่หลินหมินใช่หรือไม่”อิงฮวาถามอย่างตื่นเต้น ในใจรู้สึกยินดียิ่งที่จะได้พบกับจิงหลาน ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ป่านนี้คงเป็นห่วงนางอยู่ไม่น้อย

“ไฉนเจ้าจึงเอาแต่พร่ำเพ้อหาชายผู้นั้น เขาสำคัญกับเจ้ามากนักหรือ” จิ้นหยางได้ยินอิงฮวาเอ่ยชื่อคนผู้นั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก็ข่มโทสะและบังคับม้าให้เดินช้าลง อิงฮวาเห็นเช่นนั้นจึงเอี่ยวตัวมองคนด้านหลังที่ทำสีหน้าเย็นชานิ่ง

“ข้าไม่เคยบอกเจ้าหรือว่าพี่หลินหมินสำคัญกับข้ามากเพียงใด ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำให้ข้าเลิกให้ความสำคัญกับเขาได้” หญิงสาวสะบัดหน้าใส่คนข้างหลังด้วยอาการขุ่นมัว นางไม่เข้าใจว่าเขาต้องทำท่าโกรธเคืองนางด้วยเรื่องอันใด อันที่จริงเขากับนางเป็นเพียงคนร่วมทางเท่านั้น ถึงแม้นางกับเขาจะเคย...จะเคย... ช่างปะไร มันก็เป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น อย่าได้เก็บมาใส่ใจ

อิงฮวาเผลอหน้าแดงเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แม้นางจะจำอะไรไม่ได้แต่สัมผัสที่โอบรัดนางก็ไม่อาจลืม ก้อนเนื้อในหน้าอกข้างซ้ายเต้นระรัวเหมือนจะเป็นการตอบรับความคิดของร่างบาง มือเรียวผละขึ้นจับที่หน้าอกตนเหมือนเป็นการปรามไม่ให้มันเต้นแรงเกินไปนัก ด้วยกลัวว่าคนเบื้องหลังจะได้ยิน

“หึ ! เช่นนั้นเจ้าก็เตรียมใจไว้ได้เลย จากนี้คนที่เจ้าจะคิดถึงได้มีเพียงข้าเท่านั้น” ดวงตาคมฉายแววมุ่งมาดอย่างที่สุด เส้นความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดของเขาใกล้ขาดเต็มที นางกล้าดียังไงว่าพูดว่าเห็นชายอื่นสำคัญต่อหน้าเขาเช่นนี้

“เจ้าจะทำอะไร!” อิงฮวาสัมผัสได้ถึงอารมณ์คุกรุ่นของชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะแผดเผานางได้ทั้งร่างก็ให้นึกหวั่นใจยิ่งนัก จิ้นหยางใช้เพียงมือเดียวจับบังเหียนม้า ส่วนอีกข้างโอบรัดเอวบางของอิงฮวาแน่น ไม่ทันตั้งตัวม้าก็ถูกบังคับให้วิ่งไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว

อิงฮวาได้แต่หลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว นางเคยขี่ม้ากับพี่ๆของนางมาบ้างก็จริง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ม้าวิ่งเร็วประหนึ่งคลื่นลมแรงเช่นนี้ ร่างบางเกร็งตัวขึ้นไม่กล้าขยับตัวไปไหนเพราะกลัวว่าหากขยับเพียงนิดร่างทั้งร่างคงตกลงไปกระแทกพื้นตายอนาถเป็นแน่ ด้วยความเร็วเช่นนี้นางคงไม่มีทางรอด

“หากกลัวก็จับแขนข้าไว้แน่นๆ” จิ้นหยางเห็นท่าทางเกร็งๆของหญิงสาวก็กระซิบที่ข้างหูเล็ก ทันทีที่เขาพูดจบ มือนุ่มๆของหญิงสาวก็คว้าเข้าที่แขนแกร่งของตน ชายหนุ่มได้แต่ลอบยิ้มอย่าง   พึงพอใจแล้วเร่งควบม้ามุ่งหน้าไปตามเส้นทาง

ผ่านไปราว 1 ชั่วยาม ม้าก็วิ่งชะลอลงมามากกว่าครึ่งเหลือเพียงเดินเหยาะๆเท่านั้น รอบข้างก็จอแจไปด้วยเสียงของผู้คน อิงฮวาลืมตาขึ้นมองก็พบว่าตนเองอยู่ในตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ตลอดสองฝั่งข้างทาง ตึกรามบ้านช่องดูใหญ่โตตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เมื่อมองไปตามทางก็พบแผงขายของนานาชนิดวางเรียงรายให้ผู้คนจับจ่ายเลือกซื้อเลือกหา

จิ้นหยางเห็นใบหน้างามดูตื่นตาตื่นใจก็บังคับม้าให้ค่อยๆเดินไปตามทาง แม้จะมีหลายสายตาจับจ้องมาที่คนทั้งสองด้วยความแปลกใจระคนชื่นชมแต่ก็หาได้อยู่ในสายตาของคนทั้งสองไม่ เมื่ออิงฮวาเอาแต่จ้องมองแผงขายของด้านข้าง ส่วนจิ้นหยางนั้นก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าของหญิงสาวราวกับต้องมนต์สะกด

“เราจะไปที่ใดกัน” อิงฮวาที่เริ่มรู้สึกว่าถูกจ้องมองก็แก้เก้อด้วยการเอ่ยถามขึ้น แล้วมองตรงไปข้างหน้าแทน

“ไปบ้านของข้า” จิ้นหยางเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าฉายแววพึงพอใจอย่างมาก ผิดกับหญิงสาวเมื่อได้ยินคำตอบก็ได้แต่ชักสีหน้าขึ้นทันที

“นี่ไม่ใช่ที่เราตกลงกันไว้ ข้าจ้างให้เจ้าพาข้าไปหาพี่หลินหมิน ไม่ใช่จะไปบ้านเจ้า!” อิงฮวาชักเริ่มโมโห โวยวายขึ้นทันที แต่ก็ต้องรีบเก็บปากเก็บคำเมื่อคนทั่วบริเวณเริ่มหันมามองนางเป็นตาเดียว และนั่นก็ทำให้จิ้นหยางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“นั่นมันข้อตกลงก่อนที่เจ้าจะเป็นของข้า ตอนนี้เจ้าเป็นฮูหยินของข้าแล้ว สามีที่ไหนจะพาภรรยาตนเองไปส่งให้คนรักเก่ากันบ้างเล่า” จิ้นหยางยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างเคยไม่สนใจท่าทางฮึดฮัดของหญิงสาวในอ้อมกอด

“ปล่อยข้า ข้าจะลง!” อิงฮวาที่เริ่มดิ้นไปมา ได้แต่กัดฟันออกคำสั่ง ชายผู้นี้เจ่เล่ห์น่าตายนัก    นางไม่น่าเชื่อใจเขาเช่นนี้เลย

“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ข้าจะปล่อยเจ้าลงไปแน่” จิ้นหยางก้มลงมาจนริมฝีปากแตะที่ใบหูเล็กของหญิงสาว ทำให้นางต้องย่นคอเพื่อหนีสัมผัสเหล่านั้นของเขาอย่างขัดใจ

ไม่นานนัก ม้าตัวใหญ่ก็มาหยุดอยู่หน้าประตูขนาดยักษ์ที่สร้างอย่างวิจิตร ด้านข้างมีทหารถืออาวุธเฝ้าอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบนาย ทันทีที่ม้าหยุดอยู่ด้านหน้าประตู ทหารวัยกลางคนผู้มีใบหน้าโหดเหี้ยมก็เดินมาหยุดที่คนทั้งสองทันที

“พวกเจ้าเป็นผู้ใด ไม่รู้หรือว่าที่นี่ที่ไหน รีบออกไปเสีย” น้ำเสียงห้าวกรรโชกด้วยความดุดัน จ้องมองมายังร่างทั้งสองที่อยู่บนหลังม้านิ่ง

จิ้นหยางที่มีสีหน้าเรียบตึง ดูน่าเกรงขาม เพียงปรายสายตาลงไปมอง เพียงเท่านั้นนายทหารผู้นั้นก็ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวลงไปหมอบกับพื้นทันที

“เขาเป็นอะไรไปน่ะ” อิงฮวาได้แต่ทำสีหน้าตกใจระคนสงสัย ชายหนุ่มไม่ตอบเขาเพียงบังคับม้าให้เดินเข้ามาในประตูใหญ่ที่เปิดอ้ากว้างตอนรับเขาอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ม้าตัวใหญ่ผ่านบานประตูเข้ามาด้านใน ก็พบผู้คนมากมายในชุดขันทีและนางกำนันตั้งแถวเรียงรายต้อนรับอยู่ ทุกคนต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม บัดนี้อิงฮวาตัวชาไปทั้งร่าง   นางได้แต่นิ่งงัน สมองกำลังประมวลผลด้วยความยากเย็น

“เจ้าอยากลงมิใช่หรือ ถึงบ้านของเราแล้ว เจ้าลงได้แล้วล่ะ” ใบหน้าคมเข้มก้มลงมาชิดใบหน้าเล็ก มือทั้งสองข้างคว้าที่เอวคอดยกตัวขึ้นแล้วส่งลงไปยืนด้านล่างที่มีนางกำนันจำนวนมากรอรับใช้อยู่

“อ๊ะ!” ร่างบางสะดุ้งตกใจเผลออุทานออกมาทันทีที่ถูกยกจนตัวลอย เขาทำราวกับว่านางเป็นตุ๊กตาก็ไม่ปาน

ในจังหวะที่อิงฮวากำลังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มก็กระโดดลงมาจากหลังม้า แล้วตรงมายังนางพลางยกยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์อย่างที่เขาชอบทำเป็นประจำให้นาง และดูเหมือนเขาจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องเงียบไป เนื่องจากได้ยินเสียงโวยวายมาแต่ไกล

“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท! เสด็จไปไหนมาพะยะค่ะ กระหม่อมตกใจแทบแย่” เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกล ก่อนจะพบขันทีอาวุโสในชุดสีเทาวิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความร้อนใจ

“ฟูเจิน เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยวิตกกังวลเกินกว่าเหตุสักทีนะ ข้าควรสั่งลงโทษเจ้าดีหรือไม่”น้ำเสียงแข็งกร้าวคล้ายหงุดหงิดที่ตนถูกขัดจังหวะ ใบหน้าเรียบตึงหันไปมองยังผู้มาใหม่

“โธ่! ฝ่าบาท! พระองค์เล่นหายตัวออกไปจากวังเช่นนี้ ไม่ให้กระหม่อมตกใจได้อย่างไร   พะยะค่ะ ไม่ทราบหรือพะยะค่ะว่าองค์หญิงแคว้นเฉิงกำลังจะเสด็จมาถึงแล้ว เอ๊ะ! สตรีนางนี้เป็นผู้ใดกัน ทำไมถึงมาอยู่กับพระองค์ได้” ขันทีวัยชราซึ่งคอยดูแลชายหนุ่มมาตั้งแต่สมัยยังเป็นไทจื่อ กล่าวไม่หยุดด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะมาชะงักเข้ากับใบหน้าหวานที่แสนจะงดงามของสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้างฮ่องเต้

“นางก็คือ องค์หญิงอิงฮวาแห่งแคว้นเฉิงที่เจ้าพูดถึงยังไงล่ะ ข้าขี้เกียจจะพูดกับเจ้าแล้ว  จัดนางกำนันกับขันทีรับใช้ให้นาง พาไปตำหนักอิงฮวา ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่” จิ้นหยางกล่าวเสียงเฉียบขาด ก่อนจะหันมามองใบหน้าตื่นตะลึงของหญิงสาวอีกครั้งแล้วเดินจากไป

“ฮ่องเต้งั้นหรือ” อิงฮวาได้แต่พึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหวานซีดเผือกกับความจริงที่ได้รู้ตรงหน้า ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาผู้นั้นคือ ฮ่องเต้แคว้นชางที่นางต้องการจะหนีหรอกหรือ สวรรค์ช่างเล่นตลกโดยแท้

หญิงสาวเดินตามคำเชิญของเหล่านางกำนันอย่างเหม่อลอยราวกับสติได้ปลิวหายไปเรียบร้อยหลังจากรู้ความจริง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ตำหนักแห่งหนึ่งที่ก่อสร้างขึ้นมาอย่างประณีต รอบข้างของตำหนักถูกตกแต่งอย่างเป็นธรรมชาติแต่ยังคงความหรูหราและงดงาม ดอกอิงฮวาผลิบานไปทั่วบริเวณ กลีบดอกปลิวไสวไปมาตามสายลม หญิงสาวจึงอดหยุดยืนมองบรรยากาศตรงหน้าเสียไม่ได้

“ถวายพระพรองค์หญิง หม่อมฉัน เสี่ยวจู/เสี่ยวผิง เป็นนางกำนันรับใช้ของพระองค์เพคะ”ก่อนจะก้าวเข้าสู้ประตูตำหนักก็พบร่างบอบบางของสตรีสองนางหมอบอยู่กับพื้น อิงฮวาจึงหยุดมอง ถัดกันนั้นยังมีขันทีอีกสองคนที่หมอบอยู่กับพื้นเช่นเดียวกันและกำลังเกี่ยงกันอยู่ว่าใครจะเป็นฝ่ายพูดก่อน นี่นางน่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ

“พวกเจ้าทั้งสองเล่า ชื่ออะไร” แม้ร่างบางจะไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้หวาดกลัวอะไร       “กระหม่อม ...กระหม่อม” ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของอิงฮวา แล้วจึงก้มหน้าลงไปอีกครั้ง ท่าทางกล้าๆกลัวๆ

“ข้ามีเขี้ยวงอกออกมาหรือไร เจ้าถึงได้กลัวกันจนลนลานเช่นนั้น”

“เปล่าพะยะค่ะ!!! เปล่า!...กระหม่อมเสี่ยวซู่ / กระหม่อมเสี่ยวซุ่น พะยะค่ะ” เห็นใบหน้างดงามคลี่ยิ้มให้ ทั้งสองก็ใจชื่นขึ้นมามากโข อันที่จริงเหล่าสาวใช้และขันทีต่างได้ยินข่าวลือมากันมาว่าองค์หญิงอิงฮวาชอบปลอมตัวเป็นชายเสเพล มีรสนิยมชอบการใช้กำลัง ไม่ว่าใครก็กลัวกันทั้งนั้น จะไม่ให้พวกเขากลัวได้อย่างไร แต่พอมาใกล้ชิดตัวจริงเช่นนี้ก็พอให้หายใจทั่วท้องขึ้นมาหน่อย ท่าทางงดงามเช่นนี้จะเป็นอย่างที่ข่าวลือได้อย่างไรกัน ขันทีน้อยเพิ่งมาใหม่ทั้งสองได้แต่ลอบถอนหายใจ

“พาข้าไปอาบน้ำที ข้าเหนื่อยจะแย่แล้ว” อิงฮวาที่เริ่มปลงตกกับชีวิต ไหนๆก็จะต้องตายในเร็ววันเช่นนี้ อย่างน้อยๆก็อยากอยู่อย่างสบายสักหน่อย

“เพคะ” เสี่ยวจู และเสี่ยวผิง รับคำก่อนจะย่อกายทำความเคารพแล้วพาเดินนำเข้าไปในตำหนัก ปล่อยให้สองขันทียืนเฝ้าอยู่หน้าประตูรอรับคำสั่ง

ร่างบอบบางเดินมาตามทางของตำหนัก เข้าสู่มุมหนึ่งของตำหนักที่มีฉากกั้นลายวิจิตร ด้านหลังเป็นถังอาบน้ำที่สร้างจากไม้อย่างดี ไอความร้อนจากน้ำอุ่นลอยขึ้นทั่วอ่างอาบน้ำ ทำให้    อิงฮวานึกผ่อนคลาย สาวใช้ทั้งสองจึงเข้ามาปลดเปลื้องอาภรณ์ให้ร่างบางและพาลงไปในอ่างอาบน้ำ

เพียงแค่ร่างเปลือยเปล่าได้แช่ลงในน้ำอุ่นๆ ความหนักอึ้งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะสลายหายไปชั่วคราว อิงฮวาได้แต่ถอนหายใจกับชะตาชีวิตของตนที่เล่นตลกเช่นนี้ แผนการหนีการอภิเษกหากจับได้คงไม่พ้นอาญาแผ่นดิน การกระทำเช่นนี้ของนางย่อมถือเป็นการหยามเกียรติแคว้นชางเป็นอย่างมาก มีหรือที่ฮ่องเต้จะละเว้นโทษให้  อีกทั้งนางกำลังทำให้แคว้นเฉิงเสื่อมเสียและอับอาย จะมีหน้าที่ไหนกลับไปได้อีก เรื่องราวเป็นเช่นนี้คงไม่แคล้วบุรุษหน้าตายผู้นั้นคงรู้ฐานะที่แท้จริงของนางอยู่ก่อนแล้วกระมังถึงได้ทำกับนางเช่นนี้ คงหวังจะให้นางกลับมารับโทษตายในวังเป็นแน่

ใบหน้าหวานนวลเคร่งเครียดขึ้นมาทันที สายตาฉายแววกังวลจนนางกำนันทั้งสองสัมผัสได้ แม้ทั้งสองจะจับความผิดปกติของผู้เป็นนายได้ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามสิ่งใดออกไป ได้แต่ขัดถูอาบน้ำให้หญิงสาวรู้สึกดีขึ้น

“รอยพวกนี้” เสี่ยวจูค่อยๆขัดถูอย่างเบามือไปตามร่างกายขาวผ่อง ก่อนจะอุทานขึ้นเมื่อเห็นรอยช้ำทั่วบริเวณเนินอกขาวละเอียด อิงฮวามองตามสายตาของนางกำนันทั้งสองมายังรอยช้ำก็ได้แต่ถอนหายใจ

“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอาบเอง” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้น นางไม่อยากตอบคำถามและยิ่งไม่ต้องการให้ใครมาถามที่มาของร่องรอยเหล่านี้นัก

แววตาขุ่นมัวเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายผู้นั้น ใบหน้าคมเข้ม ท่าทางองอาจเหนือใคร มีหรือหญิงใดจะไม่ปรารถนา แม้แต่นางยังแอบเผลอคิดไปว่าหากได้ท่องไปทั่วกับเขาก็คงดีไม่น้อย ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นคนๆเดียวกับคนที่นางพยายามจะหลีกหนี เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว นางจะยังมีทางเลือกอื่นใดอีกกัน หากไม่โดนโทษตาย ก็ต้องติดอยู่ที่แห่งนี้ปราศจากอิสระไปชั่วชีวิต แล้วนางจะทนได้หรือ เบื้องบนช่างโหดร้ายกับนางนัก

อิงฮวาได้แต่คิดน้อยใจในชะตาของตน เผลอปล่อยให้น้ำใสๆไหลเอ่อล้นดวงตาคู่สวย ไม่ทันสังเกตว่าภายในห้องไม่ได้มีเพียงนางอยู่ลำพังอีกแล้ว ร่างหนาในชุดสีดำปักเลื่อมสีทองรูปมังกรเดินตรงมายังอ่างอาบน้ำด้วยใจที่เต้นระส่ำ ดวงตาเรียวคมจ้องมองผิวขาวละเอียดที่โผล่พ้นน้ำด้วยความหลงใหล กลิ่นเทียนหอมและดอกไม้นานาชนิดในแจกันกำลังสร้างบรรยากาศแสนอ่อนหวานให้หัวใจแกร่งวูบไหวได้ไม่ยากนัก เพียงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้วแน่น เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นไห้จากร่างบาง นี่นางกำลังเสียใจด้วยเรื่องอะไรกัน หรือว่าเป็นเพราะชายผู้นั้น เพียงแค่คิด จิ้นหยางก็เหมือนตกลงไปในบ่อน้ำส้มสายชู เขาปราดตัวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าของอิงฮวาที่เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้

ร่างบางที่สะดุดตากับชายผ้าสีดำก็แปลกใจ ด้วยรู้ว่าต้องไม่ใช่นางกำนันของตนเป็นแน่ก็เงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคาย ที่กำลังจ้องมองมายังนางด้วยแววตาไม่สบอารมณ์นัก อิงฮวาตกใจรีบขดตัวเองลงในน้ำ มีเพียงดวงหน้างามสล้างเท่านั้นที่โผล่พ้นผิวน้ำ แขนทั้งสองข้างกอดตัวเองแน่นเพื่อปกปิดไม่ให้สิ่งใดเล็ดรอดให้ชายหนุ่มเห็น มีหรือที่น้ำใสๆจะปกปิดความงดงามของผิวกายละเอียดพ้นจากสายตาคม ยิ่งเห็นท่าทางหวงเนื้อหวงตัวของหญิงสาว จิ้นหยางยิ่งไม่พอใจ ในใจเขามีเพียงภาพที่คนทั้งสองกอดกันครานั้น ทั้งคำพูดว่าชายผู้นั้นสำคัญกับนางมากเพียงใด ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก ทำท่าจะเดินเข้าไปช้อนร่างบางขึ้นจากน้ำ

อิงฮวาเห็นท่าทางเกรี้ยวกราดเช่นนั้นก็ตกใจตาแทบถล่นรีบถอยร่างของตนจนชิดกับขอบของอ่างอาบน้ำอีกด้านทันที

“หากฝ่าบาทจะฆ่าหม่อมฉันก็ได้โปรดรอสักครู่มิได้หรือเพคะ ให้หม่อมฉันได้แต่งตัวให้สุภาพเสียก่อน” ร่างบางเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงกล่าวขัดการกระทำของร่างสูงทันท่วงที ไม่เปิดโอกาสให้จิ้นหยางได้เข้าถึงตัวได้โดยง่าย

“ฆ่าเจ้างั้นหรือ” จิ้นหยางได้ยินสิ่งที่อิงฮวาพูดก็ชะงักไป จ้องมองใบหน้างดงามที่ไม่แสดงอาการใดๆจากที่ทีแรกดูเหมือนจะตกใจเอาการ เพียงชั่วพริบตากลับเผยท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเช่นนี้หมายความว่านางเต็มใจจะตายแทนที่จะอยู่ข้างกายเขางั้นหรือ

“ที่ฝ่าบาทพาหม่อมฉันมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อยื่นโทษประหารให้หม่อมฉันหรือเพคะ” แม้ร่างบางจะรู้ว่าสถานการณ์ของตัวเองในยามนี้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ก็ยังทำทีเป็นเข้มแข็ง ยอมหักไม่ยอมงอ แม้นางจะตายก็ไม่ก้มหัวให้คนเจ้าเล่ห์ผู้นี้เป็นอันขาด อย่างน้อยนางก็ยังพอจะหลงเหลือศักดิ์ศรีขององค์หญิงอยู่บ้าง

“เจ้าคงกำลังเข้าใจอะไรผิดกระมัง ข้าบอกเจ้าไปแล้วนี่ว่าเจ้าเป็นฮูหยินของข้า ข้าเพียงพาเจ้ากลับบ้านด้วยตนเองก็เท่านั้น” จิ้นหยางพยายามอธิบายอย่างใจเย็น เขาค้นพบว่าเมื่อใดก็ตามที่เป็นเรื่องของอิงฮวาเขาไม่อาจไม่ผ่อนปรนให้สักเก้าส่วน ด้วยเพราะไม่ต้องการให้นางเกลียดชังตนไปมากกว่านี้

อิงฮวาสบสายตาคมที่มองมายังตนนิ่ง พยายามค้นหาความจริงจากดวงตาคู่นั้น “แต่หม่อมฉันต้องการจะหนีการอภิเษก”

“ข้าก็จะถือว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น” จิ้นหยางเห็นใบหน้าขาวขึ้นสีแดงระเรื่อไม่เพียงใบหน้าเท่านั้น แต่ผิวกายละเอียดแสนเย้ายวนก็ดูเหมือนจะแดงระเรื่อตามไปด้วย สายตาคมกวาดมองไปทั่วอย่างถือวิสาสะ

เห็นสายตาที่ชายหนุ่มทอดมองมาก็พาหัวใจดวงน้อยๆสั่นไหวรุนแรงแต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้แล้วกลั้นใจพูดต่อไป “หมายความว่าฝ่าบาทจะไม่เอาผิดหม่อมฉันกับพี่หลินหมินใช่ไหมเพคะ”

“หึ! ข้าก็ไม่ใช่คนมีเมตตาเช่นนั้น” สิ้นเสียงหวาน อารมณ์พิศวาสที่เพิ่งตั้งเค้าขึ้นมาก็เหมือนถูกสาดน้ำเย็นถังใหญ่เข้าใส่สาดซัดอย่างจังจนดับมอดลง ใบหน้าที่พยายามปั้นให้ยกยิ้มกลับกลายเป็นเรียบตึงขึ้นทันใด จิ้นหยางตวัดสายตาคมจ้องใบหน้าหวานด้วยอารมณ์คุกรุ่น กี่ครั้งแล้วที่นางกล้าพูดชื่อชายผู้นั้นต่อหน้าเขาเช่นนี้

เห็นท่าทางโกรธขึงของร่างสูง อิงฮวาก็รีบคิดหาวิถีทางทันที นางไม่อาจให้จิงหลานมารับโทษเพราะนางได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผลที่จะตามมาอีกมากมายภายหลัง หากฝ่าบาทลงมือกับนาง    จิงหลานเป็นถึงลูกสาวแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเฉิง หากนางหายตัวไปหรือเป็นอะไรไปเรื่องคงไม่จบง่ายๆ อีกทั้งนางไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด ต่อให้จิงหลานเป็นเพียงสามัญชนธรรมดาก็ตาม

“ฝ่าบาทเพคะ ได้โปรด หม่อมฉันขอร้องพระองค์ ไว้ชีวิตพี่หลินหมินได้หรือไม่ เป็นหม่อมฉันเองที่อ้อนวอนให้เขาพาหม่อมฉันหนี หากจะทรงลงอาญา ได้โปรด...ได้โปรด ให้หม่อมฉันเป็นคนรับเถอะเพคะ” อิงฮวาจำต้องวางศักดิ์ศรีทั้งหมดของตนลง กัดฟันขอร้องคนตรงหน้าด้วยสีหน้าอ้อนวอนกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนวล

“เจ้า!” จิ้นหยางกำมือแน่น ที่ผ่านมานางไม่เคยแสดงท่าทางแบบนี้กับเขาเลยสักครั้ง แม้แต่ตอนที่นางคิดว่าเขากับนางมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน นางก็ไม่หลั่งน้ำตาให้เขาเห็นสักหยด แต่บัดนี้เพื่อชายผู้นั้น นางถึงกับอ้อนวอนเขาและเสียน้ำตา ทำไมกันหัวใจของเขาถึงได้เจ็บแปลบๆ เหมือนกำลังมีคมมีดกรีดลงไปช้าๆ เช่นนี้

“หม่อมฉันจะไม่ขออะไรพระองค์อีก หม่อมฉันยินดียอมรับผิดทุกอย่าง ขอเพียงฝ่าบาททรงเมตตาปล่อยเขาเท่านั้น” อิงฮวาเห็นท่าทางนิ่งงันของคนตรงหน้าก็ขยับตัวเข้ามาใกล้จับที่มือแกร่ง นางไม่สนว่าเขาจะเห็นเรือนร่างของนางหรือไม่ ตอนนี้ชีวิตของจิงหลานสำคัญกว่า

“ทุกอย่าง!...เจ้ายอมทำทุกอย่างเพื่อเขาหรือ” น้ำเสียงทุ้มเฉียบคมและแสนจะเย็นชาดังขึ้น จิ้นหยางมองอิงฮวาด้วยสายตายากเกินกว่าจะคาดเดา เขาเอื้อมมืออีกข้างเช็ดน้ำตาที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มใสออกอย่างแผ่วเบา

“เพคะ!”

“ดี!” สิ้นเสียงตอบรับจากร่างบาง จิ้นหยางยกยิ้มขึ้น หากแต่รอยยิ้มเช่นนี้ช่างดู  น่ากลัวและน่าหวาดหวั่นเหลือเกินสำหรับอิงฮวา นางจึงได้แต่นิ่งงันปล่อยให้มือแกร่งลูบไล้ไปตามแก้มของตน ก่อนที่เขาจะหยุดชะงักการกระทำแล้วตะคอกด้วยเสียงเย็นชา

“ดีมาก! งั้นคืนนี้เจ้าก็มาปรนนิบัติข้า ดูสิว่าเจ้าจะทำให้ข้ามีเมตตาต่อเขาได้หรือไม่” พูดจบจิ้นหยางก็สะบัดเสื้อคลุมแล้วเดินออกไปอย่างโกรธเกี้ยว

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง นางกำนันรับใช้ทั้งสองรีบวิ่งเข้ามาหานายของตน ต่างกุรีกุจอหยิบเสื้อคลุมมาคลุมร่างเปลือยเปล่าเอาไว้ อิงฮวาได้แต่นิ่งงัน ในสมองมีเพียงคำพูดของชายหนุ่มที่ทิ้งท้ายเอาไว้ ในใจรู้สึกเหมือนถูกบีบอย่างแรง ไม่ว่าอย่างไร นางก็จะไม่ยอมให้ชายผู้นั้นทำร้ายจิงหลานเป็นแน่ ต้องแลกมาด้วยอะไรนางก็จะทำ

.....เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือ โชคชะตาที่แสนจะโหดร้ายของนาง.......

ความคิดเห็น