ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 5

คำค้น : เครื่องพันธนาการที่ไม่สามารถมองเห็น,ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5
แบบอักษร

บทที่ 5

เวลาล่วงเลยผ่านไปท้องฟ้าเริ่มมืด บ่งบอกว่าล่วงเลยเวลาพระอาทิตย์ตกมานานพอสมควร บริเวณลานกว้างกลางหมู่บ้านถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟใหญ่น้อยที่ส่งแสงให้ความสว่าง มีดนตรีพื้นบ้านบรรเลงให้บรรยากาศดูคึกคักขึ้นมาเป็นกอง อีกทั้งยังมีหญิงสาววัยแรกรุ่นคล้องแขนกันเต้นรำ รอบๆกองไฟขนาดใหญ่ที่ถูกจุดขึ้นตรงกึ่งกลางลานกว้างช่างดูมีชีวิตชีวา อิงฮวาสังเกตว่ามีโต๊ะมากมายรายล้อมอยู่รอบกองไฟ บนโต๊ะมีสำหรับอาหารวางอยู่หลากหลายทั้งที่นางรู้จักและไม่รู้จัก มองสูงขึ้นไปเพียงนิดยังมีโต๊ะอีกตัวหนึ่งที่ตัวใหญ่กว่าโต๊ะตัวอื่นทั้งยังประดับประดาด้วยผ้าหลากสีเป็นฉากหลังดูโดดเด่นยิ่งนัก นางเดาได้ไม่ยากเลยว่าคงจะเป็นที่นั่งของเจ้าของงานเป็นแน่

“เจี่ยเจีย เชิญทางนี้” เด็กน้อยหนิงชิวกระตุกมือบางให้เดินตามไปนั่งยังโต๊ะตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับโต๊ะประธาน

“จะดีหรือ ให้ข้านั่งตรงนี้” อิงฮวาเห็นว่าทุกคนในบริเวณนั้นเริ่มมองมาที่นาง แล้วก้มลงซุบซิบกัน ก็วางตัวไม่ถูกได้แต่เอ่ยถามเด็กน้อยด้วยความวิตก

“ตรงนี้แหละเจ้าคะ ท่านแม่เฒ่าให้ท่านนั่งตรงนี้กับเก๊อเกอ” หนิงชิวตอบเสียงใส เห็นเช่นนั้นหญิงสาวก็ขยับตัวนั่งลงบนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ สายตามองหาเสี่ยวจวิ้นที่เดินตามมาติดๆ อย่างน้อยๆ มีเขาอยู่ใกล้ๆ นางก็รู้สึกดีกว่าอยู่คนเดียวเช่นนี้

และดูเหมือนร่างสูงจะสังเกตเห็นท่าทางกระสับกระสายของหญิงสาว เขากระตุกยิ้มด้วยความขบขัน เมื่อรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะพาร่างของตนไปนั่งอยู่ข้างๆร่างบางทันที

“ไม่มีข้าอยู่ใกล้ๆเพียงครู่เดียวเจ้าก็คิดถึงข้าแล้วหรือ”

“เพ้อเจ้อ ! ข้าแค่ไม่คุ้นชินกับงานเช่นนี้หรอก”

อิงฮวาเบือนหน้าหนีไปอีกทางทันที เพื่อกลบเกลื่อนใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความเขินอายเมื่อถูกบุรุษข้างๆจับได้ของตน

แสงจากกองไฟสาดส่องไปทั่วบริเวณ ทันทีที่ชายหญิงทั้งสองปรากฏตัว ชาวบ้านทั้งหลายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา บ้างก็ว่าทั้งสองเป็นเทพเซียนที่มาร่วมยินดีในงานวันเกิดของท่านแม่เฒ่า บ้างก็บอกว่าเป็นปีศาจที่แปลงร่างมาร่วมสนุกด้วยตามตำนานของหมู่บ้านที่เล่าต่อกันมาถึงจิ้งจอกเก้าหางผัวเมียที่ชอบเรื่องสนุกๆของมนุษย์จึงปลอมตัวมาร่วมงานเลี้ยงเสมอๆ หากใครทำให้ไม่พอใจ ปีศาจทั้งสองจะสาปให้ทั้งหมู่บ้านหายไป ต่างคนก็ต่างกลัวไปตามๆกัน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่จ้องมองทั้งสองด้วยสายตาชื่นชมระคนเสียดาย ชายหนุ่มที่ยังโสดของหมู่บ้านก็ถึงกับวาดฝันให้อิงฮวาเป็นนางในฝัน ส่วนสตรีในหมู่บ้านเองก็จ้องมาที่จิ้นหยางด้วยความลุ่มหลง

“ท่านพ่อ ท่านแม่!” เสียงฝาแฝดทั้งสองตะโกนด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะวิ่งไปยังเป้าหมายที่ตาแป๋วๆของทั้งคู่จ้องอยู่ อิงฮวาและจิ้นหยางมองตามไปก็พบชายเก็บฟืนผู้น่ากลัวผู้นั้นอุ้มหนิงชิงไว้ในอ้อมกอด ข้างๆกันเป็นหญิงสาวในชุดชาวบ้านสีเขียวหม่นๆ กำลังลูบผมหนิงชิวอย่างอ่อนโยน

“ที่แท้เป็นลูกของเขาผู้นั้น” อิงฮวาเผลอพูดออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

“เขาโชคดีนักที่มีลูกน่าเอ็นดูเช่นนั้น” จิ้นหยางเองก็มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาอบอุ่น เขาวาดฝันจะมีความสุขเช่นนั้นเช่นกัน

อิงฮวาได้ยินชายหนุ่มข้างๆพูดเช่นนั้นก็หันไปมองด้วยความแปลกใจ ทันได้เห็นแววตาอบอุ่นจากแววตาคู่นั้นที่กำลังทอดมองไปยังครอบครัวของหนิงชิงและหนิงชิว จู่ๆ อิงฮวาก็เกิดรู้สึกกระตุกเบาๆในใจของตน คล้ายๆกับว่ามันจะเต้นถี่ขึ้นมาจนนางอดที่จะเอามือบางกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองไม่ได้ นี่นางใจเต้นแรงเช่นนี้เพราะเหตุใดกัน

“จ้องหน้าข้าเช่นนี้ หลงเสน่ห์ข้าแล้วหรือไร” จิ้นหยางที่เพิ่งรู้ตัวว่าโดนร่างบางจ้องไม่วางตาก็หันหน้ามาสบตากลมโตนั่นดวงสายตาเจ้าเล่ห์ แต่ที่เขานึกไม่ถึงก็คือ การได้เห็นแววตาหวานของนางสั่นระริกคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ใบหน้าแดงก่ำของนางที่ฉายชัดอยู่ตรงหน้า ช่างงดงามและเย้ายวนสำหรับเขายิ่งนัก จิ้นหยางนึกอยากฉกฉวยครองครอบริมฝีปากสวยที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงแต่ตอนนี้คงไม่เหมาะนัก

ไม่นานชาวบ้านทั้งหลายก็เริ่มมานั่งประจำที่ของตน รอคอยการปรากฏตัวของเจ้าของวันเกิด เสียงดนตรีที่เคยประสานกันเป็นบทเพลงเปลี่ยนไปเหลือเพียงเสียงกลองที่เคาะเป็นจังหวะ พลันม่านผ้าก็ถูกเปิดออก หญิงชราในชุดผ้าไหมสีฟ้าขริบเงินก็ปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้า แววตามีความอารี ข้างๆกันเป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจดกำลังประคองให้หญิงชราไปนั่งประจำตำแหน่ง

“หญิงชราผู้นั้น คือคนที่เราพบเมื่อช่วงเย็นใช่หรือไม่” อิงฮวากระซิบถามชายหนุ่มเสียงเบา จิ้นหยางจึงพยักหน้าตอบ มือแกร่งเอื้อมไปด้านหลังของคนตัวเล็กข้างๆ รวบเอวบางให้ขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น ถึงจะได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความไม่พอใจของหญิงสาวก็ตาม

จิ้นหยางรู้สึกได้ถึงสายตาของบรรดาชายหนุ่มในหมู่บ้านที่จ้องมองมายังร่างบางที่อยู่ข้างๆตน ยิ่งเห็นแววตาที่คนพวกนั้นมองมายังหญิงสาว เขายิ่งรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะควักลูกตาพวกนั้นออกมาเสียให้ได้

“ฮ่า ๆ ๆ ยินดีนัก ช่างน่ายินดียิ่งนัก วันเกิดครบ 80 ปีของข้าปีนี้ มีแขกคนพิเศษมาร่วมฉลองด้วย เห็นทีข้าคงจะไม่ไร้บุญวาสนาเสียแล้ว” หญิงชราที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักบนโต๊ะตัวใหญ่ เอ่ยอย่างอารมณ์ดี

“หามิได้ ข้าทั้งสองเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา กลับได้รับการต้อนรับที่ดีเช่นนี้ ต้องขอบคุณท่านแม่เฒ่าแล้ว” จิ้นหยางเอ่ยอย่างนอบน้อม พลางก้มศีรษะเล็กน้อย หญิงชราได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ

“วันเกิดปีนี้ข้าขอให้ท่านแม่เฒ่าร่างกายแข็งแรง และมีความสุขในทุกๆวันนะเจ้าคะ พวกข้าทั้งสองเดินทางมาไกล ไม่มีสิ่งของมีค่าอื่นใดติดตัวมา เช่นนั้นข้าน้อยขออวยพรท่านแม่เฒ่าเป็นบทเพลงได้หรือไม่” อิงฮวาเอ่ยด้วยความนอบน้อมเช่นกัน นางยิ้มอ่อนหวานส่งให้กับหญิงชรา เมื่อเห็นนางพยักหน้าด้วยความยินดี ร่างบางจึงเดินไปยังโต๊ะของนักดนตรี ขอยืมผีผาของนักดนตรีและเริ่มดีดเป็นทำนองเพลงหวาน เนื้อร้องและทำนองแต่งขึ้นเพื่ออวยพรวันเกิดแก่หญิงชรา

เสียงหวานขับขานบทเพลงขับกล่อมผู้คนในงานเลี้ยงจนเคลิบเคลิ้มไปกับดนตรีที่ไพเราะ ไม่เว้นแม้แต่จิ้งหยางที่ทอดสายตามองมายังร่างบางด้วยสายตาที่ชื่นชม เขาอยู่ในวังหลวงมานานนัก ได้ยินดนตรีมาก็มากทั้งที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี แต่กับเทียบไม่ได้เลยกับดนตรีของอิงฮวาตรงหน้า เสียงหวานใสดังกังวานท่วงทำนองสนุกสนานจนหลายคนอดที่จะออกมาเต้นรำไม่ได้ ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

เมื่อร้องจนจบบทเพลง อิงฮวาจึงยืนขึ้นและคำนับหญิงชราด้วยการย่อตัวลงเล็กน้อย เสียงปรบมือดังขึ้นจากรอบข้าง พร้อมๆกับเสียงหัวเราะจากแม่เฒ่าเจ้าของงาน

“อิงฮวาฝีมือยังด้อยนัก หากไม่ไพเราะขอทุกท่านโปรดอภัย” ร่างบางเอ่ยเพื่อเป็นการถ่อมตัวแล้วคืนเครื่องดนตรีให้นักดนตรีผู้เป็นเจ้าของ จากนั้นจึงเดินกลับมานั่งยังที่เดิม

“ฮ่า ๆๆ ช่างเปี่ยมไปด้วยความงดงาม ทั้งยังเฉลียวฉลาดและอ่อนน้อมถ่อมตน ยายแก่อย่างข้าช่างโชคดีนัก นับว่าไม่เสียชาติเกิดโดยแท้” หญิงชรากล่าวด้วยความยินดี

“ท่านแม่เฒ่าชมเกินไปแล้ว” อิงฮวาส่งยิ้มกว้าง นางรู้สึกมีความสุขที่ได้ตอบแทนความมีน้ำใจของทุกคนที่ให้ที่พักพิงกับนางทั้งยังหาอาหารอร่อยๆมาให้ทานแบบนี้อีก ยิ่งได้เห็นทุกคนยิ้มและหัวเราะนางก็ยิ่งรู้สึกยินดี

“หยุดยิ้มได้แล้วกระมัง” จิ้นหยางกระซิบที่ข้างหูนางเบาๆ เห็นท่าทางมีความสุข ดวงตาเป็นประกาย และรอยยิ้มกว้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าหวานของอิงฮวาก็รู้สึกว่านางช่างงดงามนัก เสียอย่างเดียวที่ที่แห่งนี้ไม่ใช่มีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ชื่นชมนาง

“ข้ายิ้มแล้วมันหนักส่วนไหนของเจ้ากัน” ได้ยินเช่นนั้นอิงฮวาก็หันมามองใบหน้าคมด้วยใบหน้าบึ้งตึงทันที

“หนักสิ ข้าหนักใจยิ่งนัก” ตาคมตวัดมองใบหน้าหวานด้วยสายตาดุๆ ประหนึ่งว่าจะปรามท่าทางน่ารักของนางที่ทำให้เขาใจเต้นแรงเช่นนี้

“หนักใจงั้นหรือ” อิงฮวาทวนคำพูดของชายหนุ่มด้วยความไม่เข้าใจ เขาจะมาหนักใจทำไมกัน นางยิ้มของนางเฉยๆนี่นา

“ช่างเถอะ! เอาเป็นว่าหากเจ้าจะยิ้มเช่นนั้นอีก ต้องยิ้มกับข้าเท่านั้น เข้าใจหรือไม่” จิ้นหยางกล่าวอย่างเอาแต่ใจ แล้วเสมองไปทางอื่น เป็นจังหวะกับที่มีชายวัยกลางคนยกจอกเหล้ามาส่งให้เขาพอดี เขาจึงรับไว้แล้วยกขึ้นดื่มเป็นมารยาท

อิงฮวาที่ทำท่าจะเถียงก็ต้องรีบเก็บปากเก็บคำ มือเรียวหยิบตะเกียบคีบอาหารใส่ปากด้วยใบหน้างอง้ำ ก่อนจะพบว่ารสชาติของอาหารนั้นเลิศรสยิ่งนัก ไม่ทันไรเสียงหนิงชิงก็ดังมาแต่ไกล ข้างๆกันนั้นคือน้องสาวฝาแฝดหนิงชิว เด็กน้อยทั้งสองเข้ามากอดขาของหญิงสาวทำสายตาออดอ้อน

“เจี่ยเจีย ไปเต้นรำกันไหมเจ้าคะ” หนิงชิงกล่าว แววตาใสๆระริกด้วยความตื่นเต้น

“เต้นรำหรือ” อิงฮวามองหน้าเด็กน้อย ก่อนจะหันไปมองบุรุษหน้าตายที่ยังคงรับจอกเหล้าจอกแล้วจอกเล่าเข้าปาก เอาเถอะ แค่ไปเต้นรำเท่านั้นเขาคงไม่ห้ามกระมัง เอ๊ะ! แล้วทำไมนางต้องขออนุญาตเขาด้วยเล่า คิดขึ้นมาได้ก็รู้สึกขัดใจตนเองยิ่งนัก นางจึงหันไปยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับสองแฝดเปฌ็นการตอบรับคำชวนของเด็กน้อย

“งั้นไปสิ ข้าอยากเต้นรำเช่นกัน” อิงฮวาสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวแล้วลุกตามสองฝาแฝดไปยังบริเวณที่สาวๆประจำหมู่บ้านกำลังร่ายรำกันอยู่ ดนตรีบรรเลงเพลงสนุกสนานอิงฮวาจึงขยับท่าทางด้วยความสง่างามและเต้นรำตามไปกับจังหวะเพลง แรกเริ่มผู้คนก็ยังเต้นรำกันอย่างหนาแน่น แต่เมื่อเห็นอิงฮวาเริ่มโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง หลายคนถึงกับหยุดชมความงดงามตรงหน้า จนในที่สุดมีเพียงร่างบางเท่านั้นที่ยังคงขยับร่างกายตามจังหวะของบทเพลง

ขณะที่กำลังสนุกสนานอยู่นั้น เอวบางก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากเข้าไปกระแทกกับอกแกร่งของใครบางคน อิงฮวาจึงเงยหน้ามองตามความสูงก็พบว่าเป็นเสี่ยวจวิ้น เขาจ้องมาที่นางด้วยสายตาคาดโทษ และก้มลงมากระซิบที่ใบหูเล็กเสียงเบา แต่กลับสั่นหัวใจดวงน้อยๆของนางได้ไม่ยาก

“เจ้าจงใจยั่วข้างั้นหรือ”

“เจ้า!”

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะหายตกใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาก็หมุนตัวนางออกจากอ้อมกอดและเริ่มเป็นฝ่ายนำนางเต้นรำอย่างชำนาญ ทั้งคู่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นจังหวะตามทำนองเพลงอย่างสอดประสานกัน ชวนมองยิ่งนัก หญิงสาวชายหนุ่มหลายคู่จึงเริ่มชักชวนกันมาตรงลานกว้างเพื่อจะได้เต้นรำไปพร้อมๆกับคู่รักที่สง่างามเช่นทั้งสอง

“เจ้าคิดจะทำอะไร ปล่อยข้านะ” จังหวะที่อิงฮวาถูกดึงเข้ามาใกล้นางจึงอดที่จะขึ้นเสียงใส่ร่างสูงไม่ได้ จิ้นหยางได้ยินเช่นนั้นก็โอบเอวบางแน่นขึ้น พลางโน้มใบหน้าของตนให้เข้าใกล้ใบหน้าหวานที่แดงระเรื่อ ลมหายใจอุ่นๆของคนตัวสูงเป่ารดใบหน้าเล็กที่เงยขึ้นเพื่อสบตาเขาอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งผ่านมายังร่างบาง และเป็นอีกครั้งที่อิงฮวาต้องเบือนหน้าหนีใบหน้าคมคายด้วยหัวใจที่สั่นรัว

“เจ้าอยากเต้นรำไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงกรุ่มกริ่ม ใบหน้าฉายแววเจ้าเล่ห์ อีกทั้งชายหนุ่มยังขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นจนจมูกโด่งๆของเขาสัมผัสกับปลายจมูกของนาง ใกล้มากจนอิงฮวาได้กลิ่นของสุราบางๆที่มาจากริมฝีปากของเขา แต่ก็ไม่อาจเบือนหน้าหลบไปมากกว่านี้ได้ นางเกรงว่าหากนางขยับตัวริมฝีปากนั่นจะต้องมาสัมผัสโดนริมฝีปากของนางเป็นแน่

“ข้า..ข้าเหนื่อยแล้ว” อิงฮวาเอ่ยขึ้นด้วยไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร ทั้งสายตาของเขาเช่นนี้ก็ทำให้นางหน้าร้อนผ่าวได้ไม่ยากนัก

“หึ! งั้นหรือ” ชายหนุ่มยกยิ้ม เขายอมคลายอ้อมแขนแกร่งออกจากเอวบางด้วยใบหน้าเสียดาย ก่อนจะกุมมือนางให้ออกจากบริเวณที่ชาวบ้านกำลังเต้นรำแล้วกลับมานั่งที่เดิม อิงฮวาจึงได้แต่เดินตามมาเงียบๆ

เวลาล่วงเลยไปเกือบ 2 ชั่วยาม เลยเวลาเข้านอนมามากโขบรรยากาศก็หาได้เงียบลงไม่ ทุกคนยังคงสนุกสนานไปกับความรื่นเริงของงานเลี้ยง ชายหนุ่มหลายคนยังคงดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน มีเพียงหญิงสาวที่เป็นแม่บ้านเท่านั้นที่ต่างพากันนำลูกๆของตนกลับไปนอนพักผ่อน

“ดื่มอีกหน่อยสิ ข้ารินให้” หญิงสาวใบหน้างดงามในชุดผ้าแพรสีเหลืองอ่อนเดินมาพร้อมกับสุราหนึ่งไห บรรจงเทน้ำสีใสใส่จอกเหล้าของจิ้นหยางที่บัดนี้เพิ่งว่างเปล่าจากสุราได้ไม่นาน อิงฮวาลอบมองใบหน้าขาวใสที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มก็รู้สึกขัดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรทำเพียงคีบเนื้อไก่อบใส่ปากแต่ยังคงเหลือบมองคนข้างๆอยู่เป็นระยะๆ

จิ้นหยางเห็นสายตาที่หญิงสาวส่งมาก็คิดจะปฏิเสธ แต่ก็ขัดใจที่ร่างบางข้างๆมิได้สนใจตนสักนิด เขาจึงส่งยิ้มให้หญิงสาวนางนั้นจงใจตอบรับไมตรี ร่างอรชรจึงย่างกายมานั่งข้างๆชายหนุ่ม อีกทั้งยังจงใจบดเบียนตนเองให้แนบชิดกับกายแกร่งของเขาอีกด้วย

อิงฮวาขมวดคิ้วแน่น นางเม้มปากตนเองจนเป็นเส้นตรง มองไปที่ชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็มัวแต่รับจอกเหล้าจากสาวงามเข้าปาก ช่างน่าตายนัก อิงฮวาที่รู้สึกขุ่นเคืองจึงลุกจากโต๊ะแล้วเดินออกมาจากงาน เมื่อครู่ท่านแม่เฒ่าก็กลับไปแล้ว คงไม่เป็นการเสียมารยาทนักถ้านางจะขอกลับไปก่อนเช่นนี้

ระหว่างที่ร่างบอบบางกำลังย่างกายไปตามทางเพื่อกลับไปบ้านพัก ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างเดินตามมาข้างหลัง นางจึงหันกลับไปมอง ผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงนวลของพระจันทร์นั่นคือ ท่านแม่เฒ่าของหมู่บ้าน หญิงชราผู้นี้ตามนางมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“ท่านแม่เฒ่า” อิงฮวาย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความนอบน้อมต่อหญิงชราตรงหน้า

“ท่านผู้สูงศักดิ์ ข้าน้อยต่างหากที่ต้องคารวะท่าน” นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม พลางก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“อย่าทำเช่นนี้เลยท่านแม่เฒ่า” อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปพยุงร่างของหญิงชราทันที

“ข้าเห็นโชคชะตาของท่าน” หญิงชรากล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นส่งมายังร่างบาง

“โชคชะตาของข้า?” หญิงสาวทำหน้าแปลกใจ

“หากท่านต้องการเป็นหงส์ท่านจะได้เป็นหงส์เหนือหงส์ แต่หากท่านต้องการเป็นเพียงนกน้อย ท่านก็จะได้เป็นนกน้อยที่บินล่องลอยอย่างอิสระ”

... ร่างบางเพียงฟังเงียบๆ ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แต่ก็อดแปลกใจในคำพูดของหญิงชราไม่ได้

“ท่านประสงค์จะอยู่เคียงข้างเขาหรือไม่”

“เขาที่ท่านพูดถึงเป็นใครกัน” แม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ไม่อาจไม่ยอมรับ ในเมื่อหญิงชราผู้นี้สามารถรู้ฐานนะที่แท้จริงของนางได้ย่อมต้องไม่ธรรมดา อิงฮวาจึงอดถามขึ้นเสียไม่ได้

“เอาเถอะ ลิขิตสวรรค์เปิดเผยไม่ได้ ข้าเป็นเพียงหญิงชราธรรมดาๆ กลับได้รับการอวยพรที่มีค่าจากท่านนับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก”แทนที่นางจะตอบคำถามกลับเบี่ยงประเด็น อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าไม่ควรถามอีกจึงได้แต่ครุ่นคิดในใจ

“ท่านแม่เฒ่าอย่าได้เกรงใจ ในเมื่อท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร ก็ขอท่านเก็บไว้เป็นความลับได้หรือไม่” ดูจากท่าทีของหญิงชราอิงฮวาก็พอเดาได้ว่านางรู้ฐานะที่แท้จริงของตนแล้ว จึงกล่าวขอร้องให้นางเก็บเป็นความลับ หากใครมาได้ยินเข้า อย่าว่าแต่อิสระที่นางใฝ่หาเลย แม้กระทั่งชีวิตนางก็จะไม่เหลือด้วยซ้ำ

“ย่อมได้ๆ ข้าขอเตือนท่านอีกสักหน่อย ชายผู้นั้นไม่ธรรมดา ข้าเห็นด้ายแดงของพวกท่านทั้งสองผูกโยงกันและกันไว้แล้ว”

คำพูดของหญิงชราที่จู่ๆก็พูดขึ้น ทำให้ตากลมโตของอิงฮวาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“ด้ายแดง... ข้ากับเสี่ยวจวิ้นนั่นหรือ”

“ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก เมื่อถึงเวลาอันควรท่านจะให้กำเนิดวีรบุรุษที่เกรียงไกร เอาล่ะๆ ท่านไปพักผ่อนเถอะ ข้าก็จะไปพักแล้วเช่นกัน”

กล่าวจบหญิงชราก็เดินถือไม้เท้าจากไปตามทาง ปล่อยให้อิงฮวายืนนิ่งทบทวนคำพูดของนางต่อไป

“คนผู้นั้นกับข้า แม้แต่คำว่าชอบพอยังไม่เฉียดใกล้ จะเป็นอย่างที่ท่านแม่เฒ่ากล่าวได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้เสียหรอก” ร่างบางถอนหายใจกับตนเอง นางไม่ควรนำคำทำนายเช่นนั้นมาใส่ใจ ใช่ว่าคำทำนายจะถูกเสมอเสียเมื่อไหร่

ร่างบางเดินทอดน่องมาจนถึงหน้าเรือนพัก มือบางผลักประตูให้เปิดออก มองซ้ายขวาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น นางจึงเดินไปจุดเทียนเพื่อให้ทั้งห้องมีแสงสว่างแล้วจึงเดินเข้ามาทางห้องนอน

“คงจะสำราญอยู่กับสาวงามผู้นั้นล่ะสิ จึงยังไม่กลับมาเช่นนี้ น่าตายนัก” ร่างบางพ่นลมหายใจหนักๆด้วยอารมณ์หงุดหงิด วางตะเกียงเทียนไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอน ถอดเสื้อคลุมของตนออกเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางๆเท่านั้น ก่อนจะซุกตัวเข้าไปในผ้านวมหนาทันที

“ไม่กลับก็ดี ข้าจะได้นอนหลับอย่างสบายใจ” เสียงหวานบ่นอุบ แอบค่อนขอดอีกฝ่ายทั้งๆที่รู้ว่าเขาคงไม่ได้ยิน เพียงไม่นานด้วยความเพลียมาทั้งวัน ร่างบางก็หลับไป

ทางด้านจิ้นหยางเมื่อหันมาไม่เห็นอิงฮวา คิ้วเข้มก็ขมวดกันเป็นปม ปฏิเสธเหล้าจากหญิงสาวที่จ้องจะกลืนกินเขาทั้งตัว แล้วเดินตามหาหญิงสาวจนทั่วงาน

“ท่านลุงเห็นฮูหยินข้าบ้างหรือไม่”

“ฮูหยินเจ้าน่ะหรือ ข้าเห็นเดินกลับไปที่เรือนพักแล้วล่ะ ผู้หญิงก็อย่างนี้ มาดื่มกันต่อเถอะ มาๆๆ”

“ไม่ดีกว่า ข้าต้องขอตัวก่อน”

ชายหนุ่มรีบปฏิเสธทันที ในใจนึกอยากจะใช้วิชาตัวเบารีบไปหานางเสียตอนนี้ ช่างเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจและไม่ระวัดระวังตัวเอาเสียเลย หากห่างจากเขาแล้วเกิดอะไรขึ้นมา จะทำเช่นไร คอยดูเถอะเขาจะลงโทษนางเสียให้เข็ด

ไม่นานนักร่างสูงใหญ่ก็มาหยุดยืนที่หน้าประตู เขาผลักประตูเข้าไปก็พบว่ามันถูกลงกลอนจากด้านใน นี่นางจงใจไม่ให้เขาเข้าไปใช่หรือไม่ จิ้นหยางหรี่ตาลงคิดวิธีแก้เผ็ดคนตัวเล็กที่หนีเขากลับมาก่อนซ้ำยัง ล็อกประตูไม่ให้เขาเข้าไปอีกเช่นนี้

มองอยู่สักพัก จิ้นหยางจึงใช้วิชาตัวเบาของตนกระโดดขึ้นไปบนหลังคา และมุ่งไปยังประตูหลังบ้านซึ่งเป็นห้องครัว เขาค่อยๆกระโดดลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบ เป็นอย่างที่เขาคิด นางไม่ได้ลงกลอนประตูครัวเอาไว้ ยิ่งเห็นแบบนี้เขาก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นมา หากไม่ใช่เขาแล้วมีคนอื่นที่ทำแบบนี้ นางจะไม่เป็นอันตรายหรือ ใบหน้าเรียบตึงพาสองเท้าก้าวเข้าไปยังห้องนอนซึ่งมีอยู่ห้องเดียว ร่างบอบบางนอนนิ่งอยู่บนเตียงเล็กๆ นางหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่านางหลับสนิทไปเสียแล้ว

“ชิงหลับไปแบบนี้ คิดว่าข้าไม่มีวิธีลงโทษเจ้าหรือ” จิ้นหยางเอ่ยเบาๆพลางเดินเข้าไปใกล้ร่างบางโดยไร้เสียงฝีเท้า ใบหน้ายามหลับสนิทของหญิงสาวที่หลับตาพริ้มอยู่ตรงหน้าทำให้เลือดในกายร้อนระอุอย่างห้ามไม่อยู่

“อย่างไงเจ้าก็ต้องเป็นของข้า จะช้าจะเร็วก็เหมือนกัน” อาจเป็นเพราะสุราที่ดื่มไปหลายไหทำให้สติการยับยั้งชั่งใจของเขาน้อยลง จิ้นหยางถอดเสื้อคลุมของตนออก เผยกล้ามท้องเป็นลอนสมชาย เขาค่อยๆสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับร่างบาง โอบดึงร่างเล็กๆของอิงฮวาเข้ามาในอ้อมกอด กลิ่นหอมจากกายละเอียดลอยมาแตะจมูก ก็นึกอยากลองลิ้มชิมรสดูสักครั้ง ร่างสูงใหญ่จึงพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างเล็กเอาไว้ ก้มใบหน้าลงสูดกลิ่นหอมเย้ายวนจากเรือนกายของร่างบาง

ริมฝีปากหยักกดลงที่ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มเบาๆราวกับจะหยอกล้อ ค่อยๆไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆ มือหนาเอื้อมไปดึงปมผ้าที่ผูกเสื้อตัวในของหญิงสาวให้หลุดออก เผยให้เห็นเอี๊ยมสีขาวไข่มุกและเนินเนื้อที่แม้แต่เอี๊ยมตัวงามก็ปกปิดไม่มิด

จิ้นหยางค่อยๆแตะริมฝีปากของตนไล้ไปตามเนินเนื้ออวบอิ่มที่โผล่พ้นเอี๊ยมตัวเล็กนั่น ความรัญจวนทำให้อิงฮวาที่หลับสนิทเผลอครางออกมาเสียงหวาน คล้ายๆกับกำลังฝันดีเสียเต็มประดา เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็เหมือนจะยิ่งได้ใจ ขบเม้มไปตามเนื้อตัวขาวผ่องประหนึ่งว่าได้กินอาหารรสเลิศและไม่อาจละไปจากมันได้

กายแกร่งเบื้องล่างที่เริ่มเกร็งตัวแข็งขืนเริ่มประท้วงให้จิ้นหยางรู้สึกปวดหนึบ ชายหนุ่มหยุดการกระทำของตน มองร่างบางที่บิดไปมาด้วยความรัญจวน บัดนี้ตามเนื้อตัวของอิงฮวาเต็มไปด้วยรอยตีตราสีกลีบเหมยกุ้ยที่เกิดจากการกระทำของเขา ฉับพลันจิ้นหยางก็นึกขึ้นมาได้ว่าหากเขาทำอะไรลงไปโดยที่นางไม่ยินยอมพร้อมใจเช่นนี้ มีแต่จะทำให้นางเกลียดเขามากขึ้น สู้อดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่ดีกว่าหรือ ราวกับเทพตัวน้อยกำลังต่อสู่กับจอมมารในหัวของเขา จิ้นหยางได้แต่สะบัดหัวที่ปวดตุบๆของตนเพื่อเรียกสติอีกครั้ง

เมื่อได้สติดีแล้วจิ้นหยางก็ผูกเสื้อตัวในของนางไว้ดังเดิม ถึงจะห้ามใจตัวเองได้ แต่กายแกร่งด้านล่างกลับไม่คล้อยตามเขาสักนิด มันยังคงประท้วงให้เขาทรมานอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกแม้แต่น้อย

“ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้า แต่เห็นทีครั้งนี้ เจ้าคงต้องช่วยข้าเสียแล้ว” จิ้นหยางกล่าว ส่งแววตาเว้าวอนไปยังร่างบางที่หลับสนิท เขาเอื้อมมือไปจับมือบางมายังจุดกึ่งกลางกาย ปลดเปลือยสิ่งนั้นออกมาด้านนอก แล้วให้มือบางกอบกุมสิ่งนั้นไว้ในมือนุ่มนิ่มแม้ว่ามันจะไม่หมดก็ตาม

“เจ้าทำให้ข้ากลายเป็นพวกบ้ากามเช่นนี้ไปเสียได้นะ” จิ้นหยางขบกรามของตนแน่นเมื่อบังคับมือบางให้เคลื่อนตัวไปตามความยาวของแก่นกายจนสุด ขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง อิงฮวาที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวและกำลังฝันหวานก็ขยับกายตะแคงข้างหันมาทางชายหนุ่ม สาบเสื้อที่บางเบาจึงแยกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นอกอวบอิ่มขนาดกำลังพอดีอยู่ไรๆ ภาพตอนที่แอบมองหญิงสาวอาบน้ำฉายชัดในความทรงจำ มือแกร่งจับมือนุ่มนิ่มขึ้นลงเร็วขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงในที่สุดก็ปลดปล่อยความต้องการออกมาจนหมดสิ้น

จิ้นหยางหอบหายใจจ้องมองใบหน้าหญิงสาวที่หลับสนิท ก็นึกเอ็นดูยิ่งนัก เขาจะถนอมนางไว้ก่อน รอจนถึงเวลาที่เหมาะสม เวลาที่เขาจะได้ทำตามใจปรารถนาของตน ร่างสูงโน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากมนก่อนจะแต่งกายของตนให้เรียบร้อย หาผ้ามาเช็ดคราบน้ำรักที่เขาเป็นคนทำเปรอะเปื้อนจนเสร็จสิ้น แล้วจึงสอดกายเข้าไปนอนกอดร่างบางเอาไว้แน่น นอนหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนของร่างกาย

ความคิดเห็น