Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 3 ผู้ชายอบอุ่น?

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 3 ผู้ชายอบอุ่น?

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.4k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2560 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 3 ผู้ชายอบอุ่น?
แบบอักษร

#




Part 3# Tawan ผู้ชายอบอุ่น?

               “นอนรึยัง?” คุณภูผาถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกกลัวจนมือไม้เกิดสั่นขึ้นมา แถมยังตอบคำถามแบบตะกุกตะกักไปอีกต่างหาก

               “เอ่อ...กำลังจะนอนครับ คุณภูผามีธุระอะไรกับผมรึเปล่า?”

               “พรุ่งนี้ฉันจะพานายออกไปข้างนอก”

               “หา!” ข้างนอกที่ว่า คงไม่ได้หมายถึงจะไล่ผมออกจากบ้านนี้หรอกนะ!

               “ตกใจอะไรนักหนา คิดว่าฉันจะไล่นายออกจากบ้านรึไง” คุณภูผาพูดขึ้นด้วยท่าทีรำคาญราวกับว่าอ่านใจผมได้ แถมพอผมก้มหน้าหลบสายตาไม่ตอบอะไร คุณภูผาก็ทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที

               “พรุ่งนี้ฉันจะพานายออกไปซื้อของเข้าบ้าน โดยเฉพาะของกินนายก็เห็นแล้วนี่ว่าในตู้เย็นมันแทบไม่มีอะไรเหลือเลย”

               “อ๋อ ครับ” เฮ้ออออ โล่งอกไปที นึกว่าผมจะโดนคุณภูผาไล่ออกจากบ้านซะแล้ว

               “พรุ่งนี้เจอกัน 6 โมงตรง ทำอะไรเสร็จก็เข้าไปเรียกฉันในห้องทำงานด้วยแล้วกัน” ห้องทำงานของคุณภูผาก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ตรงข้ามห้องนอนของผมนี่เอง

               “ได้ครับ ว่าแต่คุณภูผาไม่ขึ้นไปนอนบนห้องล่ะครับ”

               “มีงานด่วนเข้ามา ฉันเลยต้องทำจนถึงเช้า”

               “ถ้างั้นคุณภูผาจะเอากาแฟมั้ยครับ เดี๋ยวผมไปชงมาให้” พูดจบผมก็ว่าจะเดินไปที่ห้องครัว แต่ก็ถูกคุณภูผากางแขนข้างหนึ่งกั้นเอาไว้ก่อน

               “ไม่ต้อง เรื่องแค่นี้ฉันทำเองได้ นี่มันก็ดึกมากแล้วนายรีบไปนอนซะ ถ้าพรุ่งนี้ตื่นสายฉันไล่นายออกจากบ้านจริงๆ แน่” คุณภูผาใช้น้ำเสียงและสายตาดุๆ มองมาที่ผม ก่อนจะหันหลังแล้วกลับเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่สนใจผมอีกเลย

               คนอะไรดุชะมัด เมื่อกี้ผมทำตัวลีบจนแทบจะติดกำแพงอยู่แล้วนะ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณภูผามีความคิดจะไล่ผมออกจากบ้านจริงๆ รึเปล่า ผมรู้แต่ว่าถ้าพรุ่งนี้ผมตื่นสายคุณภูผาต้องใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการไล่ผมออกไปแน่ๆ เพราะงั้นผมเลยรีบกลับเข้าไปในห้องแล้วตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 5 ถึงแม้ว่าผมจะอาบน้ำทำอะไรไม่นาน แต่ตื่นมาก่อนเวลามันก็อุ่นใจกว่าตื่นอย่างกระชั้นชิดมากกว่าล่ะนะ

...................................................... .................................... ..................

               กรี๊งงงงงงงงงงงง กรี๊งงงงงงงงงงงง

               เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น จึงได้รีบลุกขึ้นจากที่นอนไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวรวมกันประมาณ 20 นาที พอมีเวลาเหลือเลยไปทำความสะอาดตู้เย็นและจัดห้องครัวรอ

จนกระทั่งใกล้ถึงเวลานัดผมถึงได้วางมือจากงานที่ทำอยู่ แล้วเดินไปยังห้องทำงานของคุณภูผาพลางเคาะประตูเรียก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“คุณภูผาครับ ผมตะวันเองนะครับ” ผมรออยู่สักพักแต่ก็เงียบไร้เสียงตอบรับ ดังนั้นผมเลยลองจับลูกบิดประตูแล้วหมุนดู ซึ่งก็ปรากฏว่าประตูเปิดได้เพราะไม่ได้ล็อกเอาไว้ ผมเลยถือวิสาสะเดินเข้าไปข้างใน หวังว่าคุณภูผาคงจะไม่ว่าอะไรผมหรอกนะ

ห้องนี้เป็นห้องที่มี 2 ห้องเชื่อมต่อกัน โดยเจาะผนังตรงกลางให้โค้งเป็นช่องว่างเพื่อที่จะสามารถเดินไปยังอีกห้องหนึ่งได้ ห้องที่ผมยืนอยู่ตรงนี้มีแต่ชั้นหนังสือและโมเดลบ้านเยอะแยะมากมาย เพราะงั้นคุณภูผาก็น่าจะอยู่ห้องข้างๆ ถึงว่าล่ะเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกและเคาะประตูจากผม

ผมเดินไปยังช่องว่างแล้วชะโงกมองไปยังห้องข้างๆ จึงเห็นว่าคุณภูผาที่นั่งหันหลังอยู่กำลังออกแบบบ้านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่แล้วสักพักคุณภูผาก็หาวออกมาด้วยความง่วง ดูท่าคงจะอดนอนมานานหลายชั่วโมงแล้วสินะ เผลอๆ อาจจะเป็นวันเลยก็ได้

ไปชงกาแฟให้คุณภูผาสักแก้วดีกว่า

เมื่อคิดได้แบบนั้นผมก็เดินกลับออกไปจากห้อง แล้วตรงไปยังครัวเพื่อชงกาแฟให้คุณภูผาทันที ผมไม่รู้ว่าปกติคุณภูผาดื่มสูตรไหน แต่ถ้าให้เดาก็คงไม่น่าชอบหวานล่ะมั้ง เพราะงั้นผมจึงได้ใส่น้ำตาลเพียงแค่ช้อนเดียวเท่านั้น จากนั้นจึงได้เอาไปให้คุณภูผาที่ห้องทำงาน

“กาแฟครับคุณภูผา” ผมพูดขึ้นเมื่อเข้าไปใกล้ๆ คุณภูผาจึงรีบลุกขึ้นแล้วหันขวับมาด้วยความตกใจ ก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความหัวเสียใส่ผม

“ใครใช้ให้นายเข้ามาในนี้ แล้วฉันสั่งให้นายไปชงกาแฟตั้งแต่เมื่อไหร่”

นั่นไง กะแล้วเชียวว่าต้องถูกดุแน่ๆ ถึงผมจะเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้วที่ทำลงไปโดยพละการ แต่ว่าผมก็อดที่จะก้มหน้าลงและรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้

“ผมเคาะประตูกับส่งเสียงเรียกแล้วนะครับ แต่คุณภูผาไม่ได้ยิน ส่วนกาแฟผมชงมาให้เองเพราะคิดว่าคุณภูผาอาจจะง่วง แต่ถ้าผมทำให้คุณภูผาโกรธผมก็ต้องขอโทษ...”

“พอๆๆ ไม่ต้องสาธยายด้วยใบหน้าแบบนั้นได้แล้วฉันรำคาญ” คุณภูผาพูดจบก็ยื่นมือมาหยิบแก้วกาแฟจากมือของผมไปดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็วาง (กระแทก) ลงบนจานรองที่อยู่ในมือของผม

“คราวหน้าไม่ต้องใส่น้ำตาลมานะ ฉันดื่มแต่กาแฟดำ”

“ครับ ผมจะจำเอาไว้” คิดอยู่แล้วว่าคุณภูผาไม่น่าจะชอบหวาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะชอบขมๆ เข้มๆ ขนาดนี้

“นายออกไปรอข้างนอกซะ เดี๋ยวฉันเก็บของเสร็จแล้วจะเดินตามออกไป” คุณภูผาพูดจบก็หันหลังจะเดินไปเก็บของ แต่ก็ต้องชะงักซะก่อนเพราะถูกผมเรียกเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนครับ เอ่อ...คือ...ผมว่า...คุณภูผาไปงีบสักหน่อยน่าจะดีกว่านะครับ” พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาก็รีบหันหน้ากลับมาทันที

“หา? งีบเนี่ยนะ? พูดบ้าอะไรของนาย”

“ผมไม่ได้บ้านะครับ แต่ว่าคุณภูผาดูง่วงแล้วก็ล้ามากเลย ถ้าขับรถออกไปข้างนอกตอนนี้ผมกลัวว่าจะไม่ไหวเอาน่ะครับ”

“ไหวไม่ไหวฉันรู้ตัวดีนายไม่ต้องมายุ่ง หน้าที่ของแม่บ้านอย่างนายคือทำตามคำสั่งของฉันก็พอเข้าใจมั้ย!”

“ก็เข้าใจอยู่หรอกครับ แต่เรื่องนี้ผมไม่ยุ่งไม่ได้จริงๆ ผมคิดว่าหน้าที่แม่บ้านนอกจากทำงานภายในบ้านแล้ว ก็ต้องดูแลทุกคนที่อยู่ในบ้านด้วยนะครับ”

“นายนี่มันดื้อกว่าที่ฉันคิดอีกนะ!”

“ครับ ผมยอมรับว่าดื้อก็ได้ แต่คุณภูผาก็ต้องยอมไปงีบสักหน่อยตามที่ผมบอกนะครับ เชื่อผมสิว่าหลังจากดื่มกาแฟแล้วได้งีบสัก 15 นาที ตื่นขึ้นมาคุณภูผาจะรู้สึกสดชื่นแน่นอน เพราะคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟจะออกฤทธิ์พอดีเลยครับ”

ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่ผมพูดนั้นมันจริงมั้ย แต่เท่าที่ผมสังเกตดู ถ้าผมดื่มกาแฟแล้วนอนงีบสัก 15 นาทีก่อนออกไปทำงานกะดึกหรือออกไปเรียนตอนเช้า ผมจะรู้สึกสดชื่นแล้วก็ไม่รู้สึกง่วงเลย

“แล้วถ้าฉันไม่รู้สึกสดชื่นแต่ยิ่งง่วงมากกว่าเดิมล่ะ?” ผมรู้สึกไปเองรึเปล่านะว่าสีหน้าของคุณภูผาเปลี่ยนไป จากกำลังหัวเสียกลายเป็นเจ้าเล่ห์ซะงั้น

“เอ่อ...ระ...เรื่องนั้น...”

“ถ้าฉันรู้สึกง่วงมากกว่าเดิม นายต้องรับผิดชอบโดยการเก็บข้าวของแล้วออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ” นั่นไง! ผมกะแล้วเชียวว่ามันต้องมีอะไรแปลกๆ แน่นอน

“ตะ...แต่ว่าคุณภูผา...อ๊ะ!” แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรออกไป ผมก็ถูกคุณภูผาคว้าที่ข้อมือแล้วลากให้เดินตามไปซะก่อน

“คุณภูผาจะพาผมไปไหนน่ะครับ!” ผมถามด้วยความตกใจ แต่จะขืนตัวเอาไว้ก็ไม่ได้เพราะแรงคุณภูผานั้นเยอะกว่าผม

“ฉันก็จะไปนอนตามที่นายบอกน่ะสิ แล้วจานกับแก้วก็วางเอาไว้ที่โต๊ะซะ ถือเอาไว้อย่างนั้นเดี๋ยวก็เมื่อยตายกันพอดี”

“คะ...ครับ แต่ว่า...คุณภูผาจะไปนอนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับ” ผมวางจานรองกับแก้วกาแฟเอาไว้บนโต๊ะตามที่คุณภูผาบอก ก่อนจะถูกคุณภูผาลากไปยังโซฟาตัวยาวที่อยู่ติดกับกำแพงภายในห้อง

“ทำไมจะไม่เกี่ยว ห้องนี้ไม่มีหมอน เพราะงั้นนายก็ต้องเป็นหมอนให้ฉัน”

“หา?” ผมงงกับสิ่งที่คุณภูผาพูด ก่อนที่จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเมื่อคุณภูผาดันผมให้ลงไปนั่งที่โซฟา จากนั้นก็ทิ้งตัวลงมาเหยียดขาหนุนนอนที่ตักของผม!

“อีก 15 นาทีปลุกฉันด้วยล่ะ” คุณภูผาพูดจบก็ปิดเปลือกตาลง ส่วนผมก็ได้แต่นั่งตัวเกร็งและแข็งทื่อไม่กล้าเคลื่อนไหว เพราะกำลังอึ้งและทำตัวไม่ถูกที่มีคนมานอนหนุนตักเป็นครั้งแรกแบบนี้

ตอนแรกผมก็คิดว่าคุณภูผาอาจจะพูดเล่นไม่ได้กะนอนจริงจัง แต่พอผ่านไปสักพักลมหายใจของคุณภูผาก็สม่ำเสมอ ซึ่งนั่นก็แปลว่าคุณภูผาได้หลับไปจริงๆ เล่นหลับเร็วขนาดนี้แสดงว่าต้องอดนอนมานานมากเลยสินะ

ถ้างั้น...ผมจะยอมเป็นหมอนให้คุณภูผาสัก 15 นาทีก็ได้

ในระหว่างที่รอผมก็ฆ่าเวลาโดยการมองสำรวจห้องนี้ จนกระทั่งไม่มีอะไรที่จะมองแล้วจึงได้เบนสายตาลงมายังเจ้าของห้องที่กำลังนอนหลับหนุนตักของผมอยู่

ถ้าเป็นปกติผมคงกลัวจนไม่กล้ามองหน้าของคุณภูผานานขนาดนี้ แต่ตอนนี้คุณภูผากำลังหลับอยู่ เพราะงั้นผมก็จะมองจนกว่าจะพอใจเลยล่ะนะ

จะว่าไปพอได้มองใกล้ๆ ผมก็รู้สึกว่าคุณภูผานั้นดูหล่อดีแล้วก็หน้าเด็กกว่าที่คิด ปกติเห็นชอบทำแต่หน้าโหดๆ ตาดุๆ แต่พออยู่นิ่งๆ แบบนี้ ผมกลับรู้สึกว่าคุณภูผานั้นดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่นแล้วก็ใจดียังไงไม่รู้

ถ้าตื่นมาแล้วเลิกตีหน้ายักษ์ใส่ผมก็ดีสินะ แต่ว่ามันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณภูผาเกลียดผมอย่างกับอะไรดี

ผมมองพิจารณาใบหน้าของคุณภูผาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งครบ 15 นาที ก่อนที่ผมจะทำใจอยู่หลาย 10 วินาทีจึงจะกล้าส่งเสียงเรียกคุณภูผาออกไป

“ตื่นได้แล้วครับคุณภูผา ครบ 15 นาทีแล้วนะครับ”

หลังจากที่ผมพูดจบเปลือกตาของคุณภูผาก็ขยับเคลื่อนไหว ก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมสบตากับคุณภูผาเข้าอย่างจัง

ก็ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่สามารถเบนสายตาออกไปจากคุณภูผาได้เลย หรือบางทีผมอาจจะกลัวคนคนนี้มากก็ได้ เพราะทันทีที่ตื่นมาใบหน้าที่ผมเคยมองว่าอบอุ่นและใจดี ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นดุราวกับยักษ์ไปซะแล้ว

เราสองคนต่างจ้องเข้าไปในดวงตาของกันและกันอยู่นาน คุณภูผาจึงได้พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า...

“นายน่ะชอบใช้สายตาไร้เดียงสายั่วคนอื่นเขาไปทั่วเลยรึไง”

“เอ๊ะ?” ผมไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่คุณภูผาพูด เลยได้แต่ขมวดคิ้วทำหน้างุนงง ไม่ได้ตอบปฏิเสธออกไปแต่อย่างใด

“เถียงไม่ได้เพราะฉันพูดแทงใจดำสินะ” คุณภูผาเหยียดยิ้มออกมาที่มุมปาก ก่อนที่จะลุกขึ้นจากตักของผมไปหยิบกุญแจรถกับกระเป๋าตังที่วางเอาไว้บนโต๊ะ แล้วจึงหันมองมาทางผมที่ยังคงนั่งเอ๋ออยู่ตรงโซฟาที่เดิม

“ถึงนายจะใช้สายตานั้นยั่วคนทั้งบ้านได้ แต่สำหรับฉันจำเอาไว้ว่ามันไม่มีทางได้ผลแน่นอน” พูดจบคุณภูผาก็เดินออกจากห้องไปเลย ส่วนผมก็ได้แต่นั่งอย่างงุนงงอยู่นานสองนาน พลางคิดในใจว่า ผมได้ไปใช้สายตายั่วคุณภูผากับทุกคนในบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่?

แต่บางทีคุณภูผาอาจจะกำลังมึนเพราะพึ่งตื่นก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่พูดอะไรแปลกๆ แบบนั้นออกมาหรอก...คงจะเป็นเพราะนอนไม่พอจริงๆ นั่นแหละ

หลังจากที่สรุปได้แล้ว ผมก็รีบลุกขึ้นแล้วตามคุณภูผาออกไปจากห้อง ซึ่งตอนนี้กำลังเดินตรงไปทางประตูหน้าบ้าน ก่อนที่จะไปยังโรงจอดรถที่มีรถจอดเรียงอยู่ 4 คัน แต่ละคันนั้นมีคนละสีและเป็นคนละยี่ห้อ

ถ้าให้เดาทุกคนในบ้านยกเว้นน้องวาน่าจะมีรถส่วนตัวใช้กันหมด ส่วนใครจะเป็นเจ้าของรถคันไหนก็เดาได้ไม่ยาก เพราะรถของพฤกษ์ที่ผมนั่งมาเมื่อวานเป็นสีน้ำเงินเข้ม สีแดงก็น่าจะเป็นของเพลิง สีขาวก็น่าจะเป็นของคุณธาร ส่วนสีดำก็น่าจะต้องเป็นของคุณภูผาอย่างไม่ต้องสงสัย

แล้วความคิดของผมก็ถูกต้องจริงๆ เมื่อคุณภูผาเปิดประตูรถคันสีดำแล้วเข้าไปนั่งข้างใน พอเห็นแบบนี้ผมก็ว่าจะตามเข้าไปอยู่หรอก แต่มันก็ติดอยู่ที่ผมไม่รู้จะเข้าไปนั่งตรงไหนระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลัง

หากผมเลือกเบาะหน้าคุณภูผาอาจคิดว่าผมทำตัวตีเสมอเจ้านาย แต่ถ้าผมเลือกเบาะหลังคุณภูผาก็จะกลายเป็นคนขับรถของผมไปน่ะสิ

โธ่เอ๊ย ทำไมเรื่องแค่นี้มันถึงได้ตัดสินใจลำบากนักนะ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงไม่ต้องคิดมากถึงขนาดนี้ แต่นี่เป็นคุณภูผาที่ดูท่าจะไม่ชอบผมเอามากๆ ถ้าหากผมทำอะไรไม่ถูกใจคงจะหาเรื่องต่อว่าไม่ก็ตีหน้ายักษ์ใส่ผมแน่นอน

ซึ่งขณะที่กำลังคิดไม่ตกอยู่นั่นเอง คุณภูผาก็เลื่อนกระจกรถลง จากนั้นก็ใช้สายตาดุๆ มองมาทางผมอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก

“นี่! จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย! รีบขึ้นมาสักที!” ไม่พูดเปล่าคุณภูผายังเอื้อมมือมาเปิดประตูเบาะหน้าให้ผมอีกต่างหาก ถึงแม้ว่าคุณภูผาจะกำลังทำหน้าอารมณ์เสีย แต่ผมกลับยิ้มออกมาด้วยท่าทางดีใจและโล่งใจ เพราะในที่สุดผมก็ไม่ต้องเครียดแล้วว่าจะเลือกนั่งตรงไหนระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลัง

“โดนด่าแล้วยิ้มเนี่ยนะ? นายเป็นบ้ารึไง” ผมไม่ได้ตอบอะไรทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้เท่านั้น คุณภูผาเลยทำหน้างง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรก่อนจะหันหน้ามองตรงแล้วเริ่มต้นขับรถออกไปจากตัวบ้าน

ตอนแรกผมก็คิดว่าคุณภูผาจะพาผมไปตลาดเช้า แต่เปล่าเลยเพราะคุณภูผากลับพาผมเข้าแม็กซ์แวลูที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ผมเคยมาซื้อของสดที่แม็กซ์แวลูอยู่เหมือนกัน ถึงจะไม่ใช่สาขานี้แต่ว่าของก็มีคุณภาพดีใช้ได้ ส่วนราคานี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะแพงกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไปอย่างบิ๊กซีหรือว่าโลตัสพอดู ยกเว้นก็แต่วันพุธหรือว่าช่วงดึกๆ ที่จะมีของลดราคาให้ซื้อเพียบ

“คุณภูผาจะซื้ออะไรเข้าบ้านบ้างหรอครับ?” ผมถามขึ้นหลังจากที่เราสองคนเข้าไปข้างใน ก่อนที่คุณภูผาจะไปเอารถเข็นออกมา

“หลักๆ เลยก็คือของไว้ทำอาหารสำหรับ 1 อาทิตย์ กับของใช้ทั่วไปภายในบ้าน แล้วถ้านายอยากได้อะไรเพิ่มเติม ไม่ว่าของส่วนตัวหรือส่วนรวมก็หยิบได้เลยเดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง”

“อุ้ย ถ้าเป็นของของผมไม่ต้องหรอกครับ ผมเกรงใจ” ผมรีบปฏิเสธ เพราะแค่ให้งานทำและที่อยู่อาศัยมันก็มากเกินพอแล้ว

“จะมาเกรงใจทำไมกับเรื่องแค่นี้” คุณภูผาพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วเข็นรถเข็นเดินหนี

“เดี๋ยวสิครับคุณภูผา” ผมวิ่งตามไป แต่คุณภูผาก็พูดตัดบทและเปลี่ยนไปเรื่องอื่นซะก่อน

“ถ้าจะมาพูดเรื่องที่ฉันตัดสินใจแล้วก็ไม่ต้อง หน้าที่ของนายตอนนี้คือหยิบของเข้ารถเข็นอย่างเดียวเข้าใจมั้ย”

“ขะ...เข้าใจก็ได้ครับ” ความจริงผมก็อยากตอบไปว่าไม่เข้าใจอยู่หรอก แต่เดี๋ยวผมจะถูกคุณภูผาทำตาดุใส่มากกว่านี้ ถ้าทำตัวดีๆ คุณภูผาอาจจะลดความไม่ชอบผมลงกว่านี้ก็ได้ล่ะมั้ง

“ถ้างั้นก็ดี แล้วนี่นายจะซื้ออะไรเข้าบ้านบ้าง”

“เอ่อ...แป๊บนึงนะครับ” ผมพูดจบก็หยิบสมุดโน้ตเล็กๆ ออกจากกระเป๋ากางเกงมาเปิดดู คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยถามพลางขมวดคิ้วทำหน้างุนงง

“นั่นอะไรน่ะ?”

“สมุดโน้ตน่ะครับ ผมจดเอาไว้เมื่อคืนว่าใครในบ้านชอบหรือไม่ชอบทานอะไรบ้าง”

“หืม? งั้นไหนลองไล่มาให้ฉันฟังซิ” คุณภูผาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ผมเลยหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะอ่านสิ่งที่จดไว้ให้คุณภูผาฟัง

“คุณธารชอบทานผักและผลไม้ อาหารเช้าและเย็นกำหนดว่าให้เป็นสลัดทุกวัน แต่ตอนเช้าให้ใส่ทูน่าหรือว่าแซลมอนลงไปด้วย ส่วนเพลิงทานอะไรก็ได้แต่เน้นเนื้อเป็นหลัก อาหารเย็นถ้าเป็นสเต็กจะดีมาก ส่วนพฤกษ์กับน้องวาบอกว่าทานอะไรก็ได้ แต่น้องวาจะไม่ทานเผ็ดและไม่ชอบทานผักทุกชนิดครับ”

ผมอ่านจบก็เลื่อนสมุดโน้ตลงแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองคุณภูผา ตอนแรกผมก็ว่าจะยืดอกนิดหน่อยเพราะผมจดมาจริงๆ ไม่ได้โม้อย่างที่คุณภูผาคิด แต่ผมก็ต้องชะงักไปซะก่อนเพราะเห็นว่าตอนนี้คุณภูผากำลังส่งยิ้มมาให้ผม

กะ...โกหกใช่มั้ยเนี่ย หวังว่าผมคงไม่ได้ตาฝาดไปหรอกนะ ถึงแม้ว่ารอยยิ้มนั้นมันจะแค่บางๆ แต่ว่านั่นมันก็เป็นรอยยิ้มครั้งแรกเลยที่คุณภูผาส่งมาให้

“นายนี่เป็นคนละเอียดใช้ได้เลยนะ” ยิ้มให้ไม่พอคุณภูผายังชมผมอีกต่างหาก ตอนนี้ผมดีใจมากจนตัวแทบจะลอยทะลุเพดานอยู่แล้ว

“ขะ...ขอบคุณครับ” ผมอมยิ้มน้อยๆ รู้สึกทำตัวไม่ถูกยังไงไม่รู้ที่จู่ๆ คุณภูผาก็ชมผมแบบนี้

“แล้วข้อมูลเกี่ยวกับฉันนายไม่ได้จดเอาไว้บ้างหรอ?”

“เอ่อ...คือเมื่อคืนแต่ละคนบอกข้อมูลของตัวเองอย่างเดียว ไม่มีใครบอกเรื่องของคุณภูผาเลยน่ะครับ” ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะกลัวว่าคุณภูผาจะไม่พอใจ แต่ผมก็คิดมากไปเพราะคุณภูผาไม่ได้ชักสีหน้าใส่ผมอย่างที่คิด

“ถ้าไม่มีใครบอกงั้นฉันบอกเองก็ได้ นายเอาปากกามารึเปล่า?”

“เอามาครับ” ผมพูดจบก็หยิบปากกาออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“ดี ถ้างั้นก็เริ่มจากกาแฟ...”

“กาแฟดำไม่ได้ใส่น้ำตาล เรื่องนี้ผมจำได้ครับ” ผมรีบพูดขัดขึ้นก่อนที่คุณภูผาจะได้พูดอะไร เพราะผมไม่อยากให้คุณภูผารู้สึกว่าผมลำเอียงหรือแบ่งแยกคุณภูผาออกจากคนอื่นๆ ในบ้าน ถึงแม้คุณภูผาจะทำเหมือนไม่ชอบผม แต่ว่าผมก็จะปฏิบัติต่อคุณภูผาเหมือนกับที่ปฏิบัติกับคนอื่นๆ เช่นกัน

“ดีมาก แล้วก็จดลงไปด้วยล่ะว่าตอนเช้าฉันดื่มแต่กาแฟดำ”

“ครับ” ผมคิดไปเองรึเปล่านะว่าน้ำเสียงของคุณภูผาดูอ่อนโยนขึ้น ขอให้ผมไม่ได้คิดไปเองด้วยเถอะเพี้ยง

“แล้วตอนเที่ยงกับตอนเย็นล่ะครับคุณภูผา?”

“อะไรก็ได้ ฉันกินได้ทุกอย่าง แต่ว่าตอนเย็นอย่าเป็นของทอดก็พอ กินของมันๆ แล้วฉันปวดหัวคิดงานไม่ค่อยออกน่ะ”

“โอเคครับ” ผมจดทุกคำพูดของคุณภูผาลงในสมุดอย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อจดเสร็จแล้วผมจึงได้เงยหน้าขึ้นมา...

“อ๊ะ!” แต่ว่าผมก็ต้องสะดุ้งด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าคุณภูผาจะก้มหน้าลงมาจนอยู่ใกล้ผมเพียงไม่กี่เซนติเมตร!

“โทษที ฉันแค่อยากรู้ว่านายจดตามที่ฉันบอกถูกต้องรึเปล่า” คุณภูผายืดตัวขึ้นแล้วถอยห่างออกไปก้าวหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“อ๋อ ครับ” ผมพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่คุณภูผาจะชวนผมไปซื้อของเข้าบ้านทั้งของกินและของใช้ ปริมาณทั้งอาทิตย์สำหรับ 6 คนรวมผมด้วย ทำให้ข้าวของมีเยอะแยะมากมายจนเกือบเต็มรถเข็นเลยล่ะ

ขากลับบรรยากาศของการนั่งอยู่ด้วยกันกับคุณภูผาภายในรถไม่ได้อึดอัดเหมือนอย่างขามา ถึงแม้ว่าเราสองคนจะไม่ได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้นั่งตัวเกร็ง ส่วนคุณภูผาก็ไม่ได้นั่งตีหน้ายักษ์ใส่เหมือนกัน

จนกระทั่งถึงบ้าน ผมกับคุณภูผาก็ช่วยกันหอบถุงพลาสติกเต็มสองไม้สองมือลงมาจากรถ สีหน้าตอนนี้ของคุณภูผาถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยิ้มแต่ก็ไม่ได้บูดบึ้งแต่อย่างใด แต่พอเปิดประตูเข้าไปในบ้านเท่านั้นแหละ สีหน้าของคุณภูผากลับกลายเป็นไม่สบอารมณ์ขึ้นมาซะงั้น

“ทุกคนครับ! พี่ภูกับพี่ตะวันกลับมาแล้ว!” เสียงใสๆ ของน้องวาตะโกนขึ้นที่หน้าประตู คุณธาร พฤกษ์ และเพลิงจึงได้รีบตามมาสมทบ ก่อนที่พฤกษ์และเพลิงจะรีบอาสาช่วยถือถุงพลาสติกจากมือของผมไปคนละข้าง

“ขอบใจนะทั้งสองคน” ผมยิ้มให้กับความมีน้ำใจของพฤกษ์และเพลิง

“ไม่เป็นไร เราจะให้ตะวันถือของหนักๆ ได้ยังไงกันล่ะ” พฤกษ์ตอบ แต่ว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร คุณภูผาก็ชิงพูดขัดขึ้นอย่างหัวเสียซะก่อน

“แล้วพี่ที่เป็นพี่ชายของพวกแกล่ะ นี่ไม่คิดจะมาช่วยกันถือเลยรึไง”

“ไม่ล่ะ ก็พี่ภูตัวใหญ่ไม่เหมือนตะวันที่ตัวเล็กนี่นา” ประโยคกวนๆ แบบนี้แน่นอนว่าเพลิงต้องเป็นคนพูด

“ไอ้น้องทรพี” คุณภูผาถลึงตาใส่ แต่เพลิงก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแถมยังทำลอยหน้าลอยตาใส่อีกต่างหาก คุณภูผาที่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเลยเปลี่ยนเรื่องแล้วหันไปทางน้องวาแทน

“แล้วนี่ทำไมถึงได้มารวมกันอยู่ที่นี่ ปกติเวลานี้ยังไม่ตื่นกันเลยไม่ใช่รึไง”

“ผมตื่นเต้นน่ะสิครับเลยนอนไม่ค่อยหลับ พอถึงเวลาที่คิดว่าพี่ตะวันจะตื่นแล้วเลยลงมาหา แต่พอไม่เห็นอยู่ในห้องนอนหรือในบ้าน แถมพี่ภูยังไม่อยู่ด้วยอีกต่างหาก ผมก็ไปปลุกทุกคนเพราะนึกว่าพี่ภูจะไล่พี่ตะวันออกแล้วพาไปส่งที่ไหนน่ะสิ” เอาจริงๆ มันก็ไม่แปลกหรอกที่น้องวาจะคิดแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ผมก็คิดแบบเดียวกันกับน้องวาเหมือนกัน

“ไร้สาระ ถ้าพี่จะไล่ตะวันออกแล้วพี่จะเสียเวลาไปส่งทำไม”

“ไม่รู้แหละ ก็ผมโทรหาเท่าไหร่พี่ภูก็ไม่รับสายนี่นา แถมเบอร์มือถือของพี่ตะวันก็ไม่มีใครรู้อีกต่างหาก ว่าแล้วก็บอกเบอร์พวกผมมาเดี๋ยวนี้เลยครับพี่ตะวัน” ประโยคหลังน้องวาหันมาพูดกับผม ผมเลยบอกเบอร์มือถือของตัวเองไป ซึ่งคนที่เม็มเอาไว้ก็ไม่ได้มีเพียงน้องวาคนเดียว เพราะคุณธาร พฤกษ์ และเพลิงก็เม็มเอาไว้เช่นกัน

“ก็พี่ลืมเอาโทรศัพท์ไปจะกดรับสายได้ยังไงล่ะวา”

“ไม่ต้องมาอ้างเลยครับ พี่ภูอยากเดทกับพี่ตะวันสองต่อสองไม่อยากให้พวกผมไปเป็นก้างขวางคอล่ะสิ ฮึ่ย...ตอนแรกผมก็อุตส่าห์ตัดพี่ภูออกจากรายชื่อคู่แข่งไปแล้ว แต่นี่ผมต้องใส่ชื่อพี่ภูลงไปใหม่งั้นหรอเนี่ย เซ็งจริงๆ” น้องวาทำแก้มป่องแล้วกอดอกอย่างขัดใจ ส่วนคุณภูผาก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์หนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม

“พี่ว่าแกเข้าใจพี่ผิดไปใหญ่แล้วนะวา พี่แค่พาตะวันไปซื้อของเข้าบ้าน ไม่ได้ไปเดทหรือว่าคิดจะเป็นคู่แข่งของพวกแกเลยสักนิด เพราะงั้น...แกลบชื่อของพี่ออกไปจากคู่แข่งของพวกแกแบบถาวรได้เลย” คุณภูผาพูดจบก็ตีหน้ายักษ์แล้วทำตาดุใส่ผมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ จากนั้นก็วางถุงข้าวของที่ซื้อมาลงพื้น แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานโดยไม่สนใจอะไรอีกเลย

นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมก็นึกว่าคุณภูผาจะเลิกอคติและญาติดีกับผมแล้ว แต่ไหงตอนนี้กลับยิ่งดูหนักข้อมากขึ้นไปอีกได้ล่ะ

เฮ้อออออออออออ

2BC

สวัสดีค่ะทุกคน H.Hanger หัวใจชิงรักตอนที่ 3 ก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วน้า ตอนนี้แทบจะเป็นตอนของตะวันและภูผาล้วนๆเลย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าพออ่านจบแล้วความนิยมของพี่แกจะเพิ่มมากขึ้นมั้ย (แต่มีแววจะลดลงนะเนี่ย)​  ไหนใครเชียร์ภูผาให้เป็นพระเอกขอเสียงหน่อยค่า > < ส่วนทีมอื่นอย่างพฤกษ์ เพลิง ธาร วา ก็อย่าพึ่งถอดใจไปน้า บางทีตอนหน้าอาจจะมีโมเมนท์กับตะวันก็ได้ใครจะไปรู้ ยังไงก็มาลุ้นกันต่อไปและส่งใจเชียร์ทีมตัวเองด้วยน้า แล้วเจอกันตอนหน้าในอีก 2-3 วันนะคะ ขอขอบคุณทุกคนมากๆเลยค่ะที่เข้ามาอ่านและเม้นให้นิยายเรื่องนี้ _/\_ ทุกคนคือกำลังใจของเค้าจริงๆ รักทุกคนม้ากกกกมาก จุ๊บบบบบบ ​ (30 มิ.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}