by.. ฟาง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

23/ คนนอกสายตา (แก้คำผิด)

ชื่อตอน : 23/ คนนอกสายตา (แก้คำผิด)

คำค้น : ตอนที่ 23

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.8k

ความคิดเห็น : 479

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2560 23:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
23/ คนนอกสายตา (แก้คำผิด)
แบบอักษร

​​ปอรักP...

ผมนิ่งมองพี่โปรดที่ยืนสูบบุหรี่สายตาก็เหลือบมองพีอยู่บ่อยครั้งขนาดผมมองพี่โปรดอย่างนี้พี่เขายังไม่รู้สึกตัวเลย ตอนที่แนะนำให้เขาทั้งคู่รู้จักกันที่ร้านกาแฟตอนนั้นผมยังไม่ทันเอะใจอะไร แต่ตอนนี้มันกลับชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตาที่พี่โปรดใช้มองพีมันเต็มไปด้วยความชอบใจ ถูกใจ และอาจจะรู้สึกมากกว่านั้นก็ได้ ผมพยายามข่มความรู้สึกหึงหวงของตัวเองที่จะเข้ามาทำลายสถานภาพในตอนนี้ ผมพยายามเก็บความรู้สึกไว้แม้กระทั่งตอนที่พี่โปรดคว้าตัวพีที่กำลังเดินสะดุดตรงหน้าประตูทางเข้า มันเหมือนว่าพี่เขาไม่อยากปล่อยอ้อมแขนนั้นออกไปจากตัวพี หรือแม้กระทั่งตอนที่นั่งดื่มสายตาพี่โปรดก็มองมาบ่อยครั้งเพราะผมนั่งติดกับพีทำให้ผมสัมผัสได้ว่าคนที่พี่โปรดมอง คนที่อยู่ในสายตาของพี่เขามันไม่ใช่ผม และคนที่พี่โปรดให้ความสนใจมันก็ไม่ใช่ผม 

ความรู้สึกจุก น้อยใจ เข้ามาโจมตีอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งที่พ้นเที่ยงคืนวันนี้จะเป็นวันเกิดของพี่โปรด ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่ผมแอบนัดแนะกับพี่ๆเขาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ทั้งที่เค้กก้อนนี้ผมเป็นคนใช้เวลาที่พอจะแอบพี่โปรดได้ไปให้พี่ไทช่วยสอนทำ แต่เค้กก้อนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่น่าสนใจเสียแล้ว ในเมื่อเจ้าของวันเกิดเขาให้ความสนใจกับสิ่งอื่นมากกว่า

"ปอเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ" ผมบอกพี่ยิ้มก่อนจะหันมาบอกพีอีกคน ผมพูดกับพีทั้งที่ใจของผมมันมีแต่ความอิจฉาริษยา

"พีไปด้วยนะปอรักจ๋า" ผมฝืนยิ้มพยักหน้าแล้วเอื้อมมือไปจับพีคนที่ผมไว้วางใจให้เป็นเพื่อนอีกคน ตั้งแต่รู้จักที่โรงเรียนกวดวิชาผมกับพีก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น แต่ตอนนี้ความมืดมิดในจิตใต้สำนึกของผมมันกลับยุแยงให้ผมทำตัวห่างเหินกับพีด้วยเหตุผลเพราะพีอาจจะก้าวเข้ามาเป็นคนในความรู้สึกของพี่โปรดและถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆเวลาของผมคงจบลง 

แต่อีกใจผมก็ต้องยอมรับความจริงเรื่องที่พี่โปรดย้ำให้ฟังบ่อยๆว่าคนไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ และตอนนี้ถ้าพี่เขาจะเจอคนที่ใช่มันก็ไม่ได้เป็นความผิดของพี่โปรดหรือของพีทั้งนั้น

"ปอรักเป็นอะไรหน้าเครียดจัง เดี๋ยวก็แก่ก่อนวัยหรอก"

เพี๊ยะ! อาการเงียบและความอึดอัดเกิดขึ้นทันทีที่พีเอานิ้วมาจิ้มคิ้วผม และเป็นผมเองที่ปัดมือของพีออกไปอย่างแรงจนมันเกิดสีแดงเถือกที่หลังมือของพี

"เอ่อ ขอโทษนะเราไม่ได้ตั้งใจ แค่ตกใจน่ะ" ผมเป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบในห้องน้ำนั้น ภาพสะท้อนที่กระจกมันก็ทำให้ผมเห็นพี่โปรดยืนกอดอกดูอยู่ตรงหน้าประตู ไม่รู้ว่าพี่โปรดมาตอนไหนและเห็นอะไรบ้างแต่มันคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผมแน่เพราะสายตาพี่โปรดมันแสดงความตำหนิผมอย่างชัดเจน

"ไม่เป็นไร ปอรักคงไม่ค่อยสบายเนอะ แหะๆ" พีพูดเสียงเบาลง หน้าตาที่สดใสมาตลอดเริ่มจ๋อยทำให้ผมอดรู้สึกผิดไม่ได้

"มีอะไรกันรึเปล่า" พี่โปรดส่งเสียงทักจนพีสะดุ้งรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นยิ่งทำให้พี่โปรดจ้องหลังมือของพีที่ยังมีรอยแดงเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้

"อืม ไม่มีอะไรก็ดีเสร็จรึยังล่ะ ถ้าเสร็จแล้วก็ออกไปกันเถอะ" พี่โปรดไม่ได้เจาะจงว่าพูดกับใครแต่สายตากลับพุ่งไปที่พีเต็มเปา

"ไปกันเถอะปอรัก" พีเดินมาจูงมือผม ช่วงอึดใจนั้นผมอยากสะบัดมือพีออกแรงๆไม่อยากให้พีมาอยู่ใกล้อีกแล้ว นี่ผมกำลังปล่อยให้ความริษยามาบ่อนทำลายมิตรภาพใช่ไหม

และตั้งแต่ออกมาจากห้องน้ำพี่โปรดก็ยิ่งจ้องพีอย่างเจตนา แม้ว่าจะโดนพี่โยกับพี่ยิ้มแขวะเอาก็ตาม นั่นมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกถึงคำว่าไร้ตัวตนได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งที่พี่โปรดเองก็รู้ว่าผมมองพี่โปรดอยู่แต่พี่เขาก็ยังเลือกที่จะเมินการมีตัวตนของผม มันยิ่งตอกย้ำเข้าไปใหญ่ว่าพี่โปรดไม่ได้แคร์ผมเหมือนที่คิดไว้เลย เพราะถ้าพี่โปรดแคร์สักนิดพี่โปรดจะทำให้ผมมีตัวตนในโลกของเขาเองไม่ใช่ไร้ตัวตนอยู่แบบนี้ แต่ผมก็ต้องเงียบเพื่อปกปิดความเจ็บปวดเอาไว้

"ลูกปอคะก่อนกลับคุณแม่จะเตือนอะไรซักอย่างนะคะ ก่อนที่หนูจะไว้ใจใครหนูต้องดูให้ดีๆก่อน เพราะไม่งั้นแทนที่หนูจะได้มิตรแต่หนูอาจเจองูพิษเต็มๆนะคะ" พี่ยิ้มเดินมาคล้องแขนพูดกับผมเสียงดังพอที่ทุกคนที่ยืนอยู่หน้าร้านจะได้ยินอย่างทั่วถึง อีกทั้งสายตาพี่ยิ้มมันก็จ้องเขม็งไปที่พีอย่างไม่ชอบใจ

"เฮ้ยยิ้มไม่เอาน่ะ เอาความจริงมาดักคอกันแบบนี้เดี๋ยวมึงก็ดูเป็นนางมารหรอก แอ๊บแบ๊วน่ะหัดทำซะบ้างคนโง่ๆมักจะแพ้อะไรแบ๊วๆใสๆฮ่าๆๆ" พี่โยพูดจบก็แปะมือกับพี่ยิ้มทันที 

ผมเหลือบตามองพี เห็นพีหน้าจ๋อยไปก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนชวนและถึงแม้ว่าพีจะเป็นคนขอตามมาเที่ยวเองแต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือพีมากับผม พอมีเรื่องแบบนี้มันทำให้รู้สึกว่าพีโดนรุมรังแกอยู่ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แม้ลึกๆแล้วผมเองก็อยากเมินหน้าหนีพีเหมือนกัน

"พี่โปรด!!"

"พี่โปรดระวังฮะ โอ๊ย!" เพล้ง! โดยไม่มีใครคาดคิดเพราะเราต่างมั่นใจว่าไม่น่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในถิ่นที่เป็นหน้าร้านพี่โปรด ช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจผมกับพีต่างก็ถลาเข้าหาพี่โปรดพร้อมๆกัน เพียงแต่เป็นพีที่ยืนเลือดอาบหัวอยู่เมื่อเสียงเพล้งพร้อมกับเสียงมอเตอร์ไซค์ขับซิ่งออกไป

"พีเป็นไงมั่ง" ผมยังนั่งนิ่งจากแรงปะทะกับพีโดยไม่ได้ตั้งตัวเมื่อกี้จนทำให้ตัวเองล้มก่อนถึงตัวพี่โปรด ภาพพีอยู่ในอ้อมแขนของพี่โปรดโดยที่หัวของพีมีเลือดไหลและพี่โปรดมีท่าทางร้อนรนมันทำให้ความรู้สึกดีชั่วของผมตีกันมั่วไปหมด

"โปรดพาน้องไปโรงพยาบาลเถอะ"

"อืม" พี่โปรดกำลังจะอุ้มพี แต่ความมืดมิดความร้อนรุ่มความริษยาทำให้ผมรีบเท้ามือกับพื้นยันตัวเองลุกเพื่อจะไปรั้งพี่โปรดอย่างสิ้นคิด

"พี่โปรดเดี๋ยวอย่าเพิ่งไป ตัวเองเป็นอะไรมากมั้ยเจ็บตรงไหนรึเปล่าให้เค้าดูตัวเองชัดๆก่อนเค้าเป็นห่วง"

"ไอ้ปอกูรีบ! มึงเห็นมั้ยเนี่ยเพื่อนมึงเลือดไหลนองแทนกูขนาดนี้มึงคิดว่ากูเป็นอะไรมั้ย อย่าให้มันเกินไปนะไอ้ปอ กูรู้ว่ามึงคิดอะไรอยู่อย่าลืมสิว่ามึงเป็นใครอยู่ในฐานะไหนแม่งสัสเอ้ย! พี่บัญชามาก็ดีแล้วเข้าไปดูกล้องวงจรปิดให้ผมหน่อยนะพี่เอาทุกจุด ตามให้ได้ว่าไอ้สัสตัวไหนมันกล้ามาหยามผมถึงที่นี่" พี่โปรดตวาดพร้อมกับสะบัดตัวออกจากมือผมที่พยายามเอื้อมไปคว้ามือพี่โปรดไว้ แรงสะบัดมันมากพอที่จะทำให้ผมล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นตรงนั้นอีกรอบ จากนั้นก็รีบอุ้มพีขึ้นรถไปโดยไม่หันกลับมาอีกเลย ผมได้แต่กำมือแน่นความร้อนในใจมันกำลังเผาไหม้ตัวเองขึ้นทุกที

"น้องปอเอามือมาดูซิ" พี่ตุลย์คว้ามือทั้งสองข้างของผมไปดู เสียงพี่ยิ้มอุทานอย่างตกใจพี่ๆที่เหลือต่างก็เข้ามามุงผมใหญ่

"เจ็บมากมั้ยปอ" ผมเงยหน้าส่งสายตาถามพี่ชินอย่างแปลกใจ เจ็บอะไรของพี่ชินนะ? จนพี่นัทเอาผ้าเช็ดหน้ามารองน้ำขวดจากมือพี่เดียร์และพี่ตุลย์ก็ค่อยๆใช้น้ำราดฝ่ามือผม เอาผ้าเช็ดหน้าจากพี่นัทค่อยๆซับไปตามฝ่ามือหยาบๆของผม นั่นแหละผมถึงรู้สึกถึงความเจ็บ เจ็บจนน้ำตาไหล

"ผมว่าพาลาบไปคลินิกเถอะ" พี่ดิวพูดสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ผมเดินตามพี่ตุลย์ที่จูงมือไปยืนใต้แสงไฟกดไหล่ผมนั่งบนม้านั่ง ส่วนตัวพี่ตุลย์ก็นั่งยองๆก้มหน้าค่อยๆดึงเศษแก้ว น่าจะเป็นเศษจากขวดเมื่อกี้ที่มีผู้ชายใส่หมวกกันน็อคสองคนขับมอเตอร์ไซค์โฉบมาพร้อมกับพยายามเขวี้ยงขวดใส่พี่โปรด

ฟุบ! จู่ๆโลกของผมก็มืดด้วยเสื้อหนังสีเข้มที่คลุมมาทั้งหัวผม กลิ่นหอมเย็นสบายของน้ำหอมผู้ชายติดมามันทำให้ผมอดสูดลมหายใจลึกๆไม่ได้

"เดี๋ยวกูพาปอไปเอง" ผมจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของพี่ชิน มีแต่ความเงียบเกิดขึ้นก่อนที่พี่ตุลย์จะเอ่ยอนุญาตออกมา ผมไม่เห็นสีหน้าท่าทางของทุกคนว่าภายใต้ความเงียบตอนนี้พวกเขากำลังคิดหรือทำอะไรกัน

ฟึ่บ! โลกผมสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อพี่ชินดึงเสื้อที่คุลมหัวออกแล้วถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองมาห่อมือทั้งสองข้างของผมไว้ จากนั้นก็จับข้อมือผมให้เดินตามไปที่รถ แต่ก่อนจะก้าวขาขึ้นรถหางตาแว่บหนึ่งมันเห็นเหมือนพี่ที่เคยจูบกับพี่โปรดที่ห้องทำงานจนผมต้องเนรเทศตัวเองออกมายืนอยู่ข้างรถเก๋งสีขาว พอผมหันไปมองพี่เขาก็จ้องตอบก่อนจะก้าวขึ้นรถและขับออกไป

"จะร้องไห้ก็ได้นะ ขับรถอยู่มองไม่เห็นหรอก" พี่ชินพูดลอยๆแล้วพี่แกก็ดันเปิดเพลงใจนักเลงบิ้วผมอีก สายลมจากกระจกรถที่พี่ชินเปิดอยู่ เสียงเพลงร็อคหนักๆดังออกมา ทำให้ผมต้องน้ำตาไหลพึมพำร้องคลอไปด้วย

ให้เธอได้กับเขาและจงโชคดีอย่ามีอะไรต้องเสียใจ ส่วนตัวฉันจะลืมว่าเคยร้องไห้ ลืมว่าเคยต้องเป็นใครที่เธอไม่เอา

​ผมทำได้แค่ร้องตามเพลงเหมือนคนบ้า ทั้งที่ในใจมันหนักหน่วงพลุ่งพล่านจวนเจียนระเบิดสุดจะทนแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรหรือพูดอะไรได้ ถ้าปากมันพูดตามที่รู้สึกได้จริงๆผมก็คงไม่อึดอัดอยู่แบบนี้

"กินซะ" พี่ชินเลื่อนชามข้าวต้มมาให้ ผมยังนั่งเหม่อมองนาฬิกาอยู่ ตั้งแต่ออกจากหน้าร้านพี่โปรดตอนตีสองไปคลินิกจนนี่ก็กลับมาถึงห้องได้สักพักเวลามันตีห้ากว่าแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แววพี่โปรดจะกลับมาสักที

"กินซะไอ้ปอจะได้กินยาแล้วนอน มีไข้ด้วยรึเปล่าเนี่ยหมอบอกกินยาดักไว้เผื่อมีไข้ด้วยยังไงวันนี้ก็ไม่ต้องไปเรียนแล้วกัน" พี่ชินเอามือใหญ่ๆวางไว้บนหัวผมแล้วจับหมุนให้หันหน้ามาคุยกัน ผมได้แต่จับช้อนด้วยมือสั่นๆเกลียดไอ้ผ้าก๊อซพันแผลเต็มฝ่ามือทั้งสองจริง ทำให้ผมสั่นจะร้องไห้อยู่แล้วเนี่ย

"มานี่กูป้อน ไม่เคยป้อนข้าวให้ใครมาก่อนเลยนะเว้ยเป็นบุญปากของมึงแล้วกินซะ" ผมเงยหน้ามองพี่ชินทันควันอะไรจะอัพเลเวลความสนิทได้เร็วขนาดนี้ครับพี่ ผมวัดระดับความสนิทที่คำพูดนะ ก่อนหน้านี้ยังพี่ๆปอๆอยู่เลย ณ.ตอนนี้มึงกูซะละ แต่มันก็สนิทใจและน่าเข้าใกล้มากกว่าตอนแรกซะอีก

"อีกสามคำถ้าไม่กินกูจะจับกรอกปากจริงๆ" ผมกลั้นใจกินอีกสามคำตามคำสั่งคนป้อน

"เถื่อนกว่านี้มีอีกมั้ย ขู่คนเจ็บคนป่วยเนี่ย" ปากผมนี่ก็นะอดขมุบขมิบบ่นพี่ชินไม่ได้จนพี่เขายัดข้าวต้มใส่ปากให้อีกเกือบสิบคำแล้วมั้ง ท่านั่งไขว่ห้างป้อนข้าวนี่บอกได้เลยถ้าพี่โปรดมาเห็นคงจะมีถีบกันบ้างล่ะ แต่..เมื่อไหร่พี่โปรดจะกลับมานะ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้พี่โปรดอยู่ที่ไหนเพราะพี่เขาก็ไม่ได้กลับมานอนที่นี่ทุกวันจะโทรไปก็ไม่กล้ากลัวเจอความจริงที่ตัวเองยังเตรียมใจตั้งรับไม่ทัน

"เช็ดตัวแล้วกินยานอน"

" ปอกินยานอนเลยได้มั้ยอ่ะ" ผมถามพี่ชินเสียงอ่อย กลัวโดนว้ากอะไรอีกก็พี่โอบอกว่าพี่ชินนี่แหละอดีตเฮดว้าก

"มึงนอนได้รึไง ทั้งกลิ่นบุหรี่ กลิ่นเหงื่อ ไหนจะกลิ่นเลือดอีก" พี่ชินทำหน้ายุ่งก่อนจะถือวิสาสะเข้าไปในห้องนอนทำอะไรกุกกัก พักหนึ่งก็ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กและเสื้อเชิ้ตพี่โปรดกับกางเกงขาสั้นแถมมีบ๊อกเซอร์ผมอีก รู้มากเนอะ

"อยู่เฉยๆเดี๋ยวกูเช็ดตัวให้ มือมึงเป็นแบบนี้คงถือผ้าขนหนูแฉะๆได้หรอกนะ" พี่ชินไม่รอฟังคำท้วงติงอะไรจากผม เอื้อมมือมาแกะกระดุมเสื้อให้และลงมือเช็ดทันที

แกรก มีเสียงเปิดประตูห้องเข้ามาในตอนที่พี่ชินกำลังเช็ดหลังให้อยู่ ผมหันไปหาก็เห็นพี่โปรดยืนพิงประตูกอดอกมองมา เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ผมเป็นคนเลือกให้ใส่เมื่อคืนตอนนี้มันมีเลือดเปรอะอยู่ที่แขนกับหน้าอกคงเป็นเลือดของพี

"ไปส่งคนที่เจ็บตัวแทนมึงมาแล้วเหรอหมอว่าไงบ้างล่ะ อ่ะชูแขนขึ้นทาแป้ง" เราสามคนเงียบ ก่อนที่พี่ชินจะเป็นคนทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยถามพี่โปรดและเช็ดตัวทาแป้งให้ผมต่อ

"อืม เย็บที่หน้าผากแปดเข็ม" พี่โปรดเดินผ่านผมกับพี่ชินที่นั่งโซฟากลางห้องเข้าไปในห้องนอน ไม่มีคำทักถามใดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องมือของผมซึ่งผมมั่นใจว่าพี่โปรดต้องเห็นหรือจะเป็นเรื่องที่พี่ชินเช็ดตัวให้

"กินยาแล้วเอากางเกงไปเปลี่ยนในห้อง เดี๋ยวกูกลับละ" พี่ชินเอายามายัดปากพร้อมกับเอาหลอดน้ำเสียบแก้วมาจ่อปากให้ ผมก็ทำตามคำสั่งทุกอย่างไม่อยากให้ตัวเองป่วยเป็นภาระใครเหมือนกัน

"วันนี้มีเรียนบ่าย มึงนอนค้างที่นี่ก็ได้นะชิน" เสียงพี่โปรดพูดดังมาจากทางห้องนอนผมก็ยังไม่หันไปมอง ความรู้สึกมันสับสนไปหมดมีทั้งความกังวลว่าพี่โปรดจะโกรธอะไรไหม ทั้งความน้อยใจเรื่องวันนี้และที่สำคัญกลัวว่าจะเห็นสายตาที่เปลี่ยนไปของพี่โปรด จากที่เฉยชามันจะกลายเป็นว่างเปล่า

"กูกลับไปนอนห้องดีกว่า ปอมึงก็ไปนอนซะมีเพื่อนคนอื่นที่พอจะลาอาจารย์ให้ได้มั้ยถ้าไม่มีเดี๋ยวเที่ยงกูไปลาให้เองมีใบรับรองแพทย์อยู่"

"มีครับเดี๋ยวปอโทรไปบอกเอง ขอบคุณครับพี่ชิน" มือใหญ่จับหัวผมแล้วโยกไปมาอีกครั้ง ก่อนจะคว้าเสื้อเชิ้ตเปื้อนเลือดของตัวเองที่พี่เขาถอดมาห่อมือให้ผมกลับไปด้วย 

ผมมองตามผู้ชายตัวสูงใหญ่ไม่แพ้พี่โปรดใส่เพียงเสื้อกล้ามสีดำเพราะต้องถอดเสื้อตัวเองมาห่อมือให้ผมตั้งแต่หน้าร้านกำลังก้าวออกไปและปิดประตูห้องให้ ในตอนที่คนอื่นดูแลผมพี่โปรดก็ไปดูแลคนที่เขาเอาตัวมาปกป้องพี่โปรดมันก็เป็นเรื่องสมควรแล้วนี่ ไอ้ปอมึงจะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยทำไม

"ตัวเองหิวมั้ย กินอะไรรองท้องก่อนรึเปล่าจะได้นอนหลับสบาย" ผมหันไปยิ้มแฉ่งให้ก่อนจะลุกไปเอานมในตู้เย็นมาเวฟ มันทุลักทุเลมากแต่สุดท้ายแล้วผมก็ประคองนมอุ่นๆแก้วนั้นยื่นให้พี่โปรดจนได้สิน่า พี่โปรดก้มมองไม่รู้ว่าพี่เขามองที่แก้วนมหรือมือผมกันแน่แต่ไม่ว่าจะมองไปที่อะไรมันก็ไม่ได้มีความห่วงใยปะปนมาด้วยเลย

"มึงกินเองเถอะ กูเพลียจะนอนแล้ว" พี่โปรดหันหลังกลับเข้าไปล้มตัวนอนบนเตียงเหลือเพียงผมยืนมองแก้วนมที่ตัวเองใช้สองมือประคองไว้เพียงลำพัง อืม..สิ่งที่ผมหวาดกลัวมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้นแล้วสินะ


ติ๊ง {กำลังมีความรัก : ปอรักจ๋า พีขอโทษจริงๆนะวันนี้ต้องรบกวนพี่โปรดมาดูแลพีอีกแล้ว พีบอกให้พี่โปรดกลับไปดูแลปอรักแล้ว แต่พี่โปรดก็ไม่ยอมไปเห็นบอกว่าให้เพื่อนมาดูแลปอรักแทนแล้วนี่ พีขอตัวก่อนไว้เราไปคุยกันที่มหาลัยเนอะ พี่โปรดจะพาไปทานข้าวข้างนอกน่ะ บ๊ายบายปอรัก} 

ผมก้มอ่านไลน์กับรูปที่พีกำลังเอาคางเกยไหล่พี่โปรดที่พีส่งมาให้ ตั้งแต่วันเกิดเรื่องคือวันที่9กย.มันเป็นวันเกิดของพี่โปรดจนนี่ก็ผ่านมาได้ห้าวันแล้ว แผลที่มือผมมันเริ่มตกสะเก็ดแตกต่างจากแผลที่เกิดขึ้นในความรู้สึกมันกำลังเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ตรู๊ดๆๆ "สวัสดีเบียร์" สายที่โทรมาทำให้ผมรีบรับด้วยความรู้สึกไม่อยากเป็นคนบ้านั่งฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวแบบนี้

"ทำอะไรอยู่วะปอ"

"ดูทีวีน่ะ มึงล่ะสบายดีมั้ยไอ้คิทเป็นยังไงบ้างกูไม่ได้โทรหามันเลย" ผมพูดด้วยความรู้สึกผิดในใจที่พักนี้ไม่ได้โทรติดต่อเพื่อนทั้งสอง คงตั้งแต่ที่ผมมีพีเข้ามาเป็นเพื่อนใหม่อีกคนประกอบกับอยู่ในช่วงนี้ที่มีกิจกรรมให้ทำมากมาย แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยิบยกมาอ้างได้เพื่อนก็คือเพื่อน ตราบใดที่เราให้ความสำคัญเพียงเพราะคำว่าไม่มีเวลามันใช้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้หรอก ผมเคยได้ยินคำว่า เพื่อนใหม่คือของขวัญที่ดี แต่เพื่อนเก่าคืออัญมณีที่นับวันจะยิ่งมีค่า และมันก็คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ

"ก็สบายดีมั้งพักนี้กูไม่ค่อยได้เจอมันด้วยว่ะ มึงล่ะเมื่อไหร่จะว่างเจอกัน"

"วันนี้มั้ย วันนี้กูก็ว่าง" ด้วยความเบื่อ ความเซ็ง ไม่อยากอยู่คนเดียวและอะไรหลายอย่างทำให้ผมตัดสินใจออกไปเจอกับไอ้เบียร์ที่ห้าง มันคงเป็นการตัดสินใจที่ถูกแหละดีกว่ามานั่งเครียดอยู่คนเดียวเพราะมาเจอกับไอ้เบียร์ก็ทำให้ผมผ่อนคลายขึ้นจริงๆ

"ปอมึงไปโดนอะไรมาวะ" ไอ้เบียร์ดึงฝ่ามือผมไปดูทั้งสองข้างมันยังมีรอยตกสะเก็ดจากแผลให้เห็นบ้างประปราย น่าดีใจอย่างหนึ่งที่ผมทำงานมาตั้งแต่เด็กทำให้มือผมมันหยาบและสากจนไม่ค่อยรู้สึกเจ็บมากเท่าไหร่

"อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ" ไอ้เบียร์พยักหน้ารับ แต่แววตามันดูก็รู้ว่ายังคาใจกับที่มาที่ไป

"ดูหนังมั้ยวะ กูไม่ได้เข้าโรงหนังนานแล้ว" ไอ้เบียร์ชวนมาผมก็พยักหน้าตอบ ไม่ได้รีบอะไรนี่ไม่มีคนที่รอให้ต้องรีบกลับไปหาอยู่แล้ว

"ปอกูว่าไปดูที่ห้างอื่นเถอะว่ะ ที่นี่ตั๋วคงแพง" อยู่ๆไอ้เบียร์ก็ดึงแขนผมแถมจะลากออกจากหน้าโรงหนังอย่างรวดเร็ว แต่มันก็คงเร็วไม่พอเพราะสายตาผมดันหันไปสบตากับพี่โปรดที่มีพียืนกอดแขนอยู่ข้างๆ

"เบียร์ กูไม่เป็นไร ดูที่นี่แหละเดี๋ยวกูเลี้ยงเอง" ผมหยุดเดินปากพูดกับไอ้เบียร์แต่ตาก็ยังจ้องกับพี่โปรดอยู่

"อ่าวปอรักจะมาดูหนังเหรอบังเอิญจังเลยเนอะ ปอรักจะดูเรื่องอะไรอ่ะพีกำลังเถียงกับพี่โปรดเหมือนกันว่าจะดูเรื่องอะไรดี" พีรั้งแขนพี่โปรดให้เดินเข้ามาหาแรงบีบของมือไอ้เบียร์ที่ส่งมาทำให้ผมรู้สึกตัว

"อืม เรามาดูหนังน่ะแต่ยังเลือกไม่ได้เหมือนกันว่าจะดูเรื่องอะไรดี เราไม่ได้เข้าโรงหนังมานานแล้วเลยไม่รู้ว่ามีหนังใหม่ๆอะไรบ้าง ส่วนมากจะดูหนังเก่าๆอ้อ มีอยู่เรื่องนึงที่จำได้ติดใจเพราะประเทศเพื่อนบ้านเราเอาไปฉายด้วย ที่จำได้เพราะชื่อเรื่องนี่แหละฟังแล้วสะดุดหูดีไม่รู้ว่านายเคยดูมั้ย เอ๊ะ เราว่านายน่าจะเคยดูนะเผลอๆคงเป็นแนวของนายด้วย" ผมยิ้มๆเอ่ยถามออกไป พีทำหน้างงสุดติ่งแต่พี่โปรดน่ะยืนนิ่งมือล้วงกระเป๋ากางเกงเหมือนเคย

"เรื่องอะไรอ่ะ"

"อ๋อ เรื่องชู้รักเรือล่มน่ะ เรามาขัดใจตอนสุดท้ายที่แจ็คตายแต่โรสกลับรอด ความจริงแม่งน่าจะตายทั้งคู่เลยเนอะ หึหึ ยังไงก็ตามสบายแล้วกันนะดูหนังประเภทชู้รัก เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด อะไรพวกนี้แล้วเราจิตตกนะมันขุ่นมัวไม่มีอะไรดีต่อใจ เบียร์กูว่าเอาค่าตั๋วหนังแพงๆไปทำบุญที่วัดไถ่ชีวิตวัวควายดีกว่าว่ะได้บุญกว่ากันเยอะ เราไปนะพี ไปนะครับพี่สวัสดีครับ" ผมยิ้มแฉ่งให้พีที่หน้าเจื่อนลงแล้วยกมือไหว้พี่โปรดโดยไม่ได้สบตากับพี่เขาตั้งแต่ผมพูดถึงหนังเรื่องไททานิคแล้ว 

อาจจะผิดประเด็นไปนิดตรงที่ผมไม่ใช่เจ้าของพี่โปรดแล้วดันหยิบยกเรื่องชู้รักกับเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมาใช้ แต่สำหรับผมนะ ถ้าผมรู้ว่าเพื่อนรักหรือชอบใครสักคนไม่ว่าจะแอบรักหรือเปิดเผยก็ตาม ผมก็จะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเพราะถึงเขาจะไม่ใช่แฟนกันหรือคบกัน แต่อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกันและมันก็ไม่สมควรจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับมิตรภาพของคำว่าเพื่อน ไม่สมควรเลยสักนิด

ไอ้เบียร์หัวเราะเสียงดังจนหลายคนหันมามองแล้วกอดคอผมพาเดินออกมาจากที่ตรงนั้น ตรงที่ผมอยากหายตัวไปให้ไกล ไกลจากความรู้สึกเจ็บปวดที่กำลังเผชิญตอนนี้เหลือเกิน ผมให้ราคาคำว่าเพื่อนเต็มร้อยกับมันเสมอ แต่ไม่รู้เป็นอะไรพอผมให้ราคาเต็มร้อยกับใครไปเมื่อไหร่ สิ่งที่ได้รับกลับมามักจะติดลบทุกที

"มึงกับพี่แกยังอยู่ด้วยกันเหรอวะ" ผมกับไอ้เบียร์นั่งห้อยขาอยู่ที่ศาลาริมน้ำวัดบางนานอก ข้างๆวัดมีท่าเรือข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่งไอ้เบียร์บอกว่าฝั่งนู้นมีตลาดน้ำชื่อว่าตลาดน้ำบางน้ำผึ้งด้วยนะครับ

"ไม่รู้สิ จะเรียกว่าอยู่ด้วยกันเต็มปากเต็มคำก็คงไม่ได้มั้ง มึงก็รู้ว่ากูอยู่ในฐานะไหน"

"แต่มึงก็อยู่กับพี่แกมาสองปีแล้วปะวะ เวลาไม่ใช่น้อยๆมันจะไม่มีความรู้สึกพิเศษเกิดขึ้นเลยเหรอ"

"กูอ่ะมีแต่เค้าน่ะไม่มี เมื่อกี้มึงก็เห็นอยู่ไม่น่าถามฮ่าๆๆ" ผมหัวเราะเบาๆเมื่อนึกถึงเรื่องหน้าโรงหนัง ความรู้สึกของคนเราเมื่อมาถึงที่สุดแล้วผมเพิ่งรู้บางทีมันอาจจะไม่มีน้ำตาออกมาให้เห็นเลยสักหยด

"มึงอยากร้องไห้มั้ยปอ ไหล่กูยังว่างอยู่นะกูให้ยืม"

"เสี่ยวว่ะ เก็บเอาไว้ให้สาวซบเถอะฮ่าๆๆ"

"กูจะเก็บเอาไว้ให้มึง เพราะกูเก็บเอาไว้ให้มึงตั้งแต่ป.หกแล้ว" ผมส่งยิ้มให้ไอ้เบียร์ถึงฉากหลังมันจะไม่ได้เป็นทะเลเหมือนที่ผมชอบ ถึงคนตรงหน้าจะไม่ใช่ความสุขเหมือนที่ผมต้องการ แต่ตอนนี้ผมก็ยังอยากยิ้มเอาไว้เยอะๆยิ้มเผื่อวันข้างหน้าถ้าผมต้องมีน้ำตา หวังว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวันนี้มันคงจะพอชดเชยกันได้บ้างไม่มากก็น้อย


แกรก เสียงเปิดประตูห้องนอนตอนดึกของอีกเกือบสองอาทิตย์ต่อมาทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น แต่ก็ไม่ได้หันไปสนใจมองเจ้าของห้องที่เดินเข้าห้องน้ำสงสัยจะไปอาบน้ำมั้ง มีเสียงดังกุกกักเสียงบ่นและสบถอะไรสักอย่างลอดออกมา ผมนอนตะแคงหันหลังให้ที่นอนว่างเปล่าข้างตัวแล้วควานหาโทรศัพท์เสียบหูฟังเปิดเดอะช็อคเร่งเสียงให้ดังที่สุดเพื่อกลบเสียงที่ดังมาจากห้องน้ำ สักพักใหญ่พี่โปรดก็มาล้มตัวนอนที่เดิม

"กูหนวกหู ถ้าจะฟังก็เบาเสียงลงหน่อยหรือไม่ก็ไปนอนอีกห้องไป" พี่โปรดดึงหูฟังผมออกแล้วบอกด้วยน้ำเสียงรำคาญ ผมลุกเดินไปนอนอีกห้องโดยไม่ต้องรอให้เขาบอกเป็นรอบที่สอง 

ผมยังโกรธทั้งที่ไม่มีสิทธิ์โกรธ ยังโมโหทั้งที่ไม่ควรทำ และยังน้อยใจทั้งที่ไม่ควรมีความรู้สึกนี้ สงสัยผมต้องจัดระบบความคิดตัวเองใหม่แล้วมั้ง เวลามันไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรอกแต่เวลามันทำให้อะไรๆชัดเจนขึ้นต่างหาก เหมือนเรื่องพีกับพี่โปรดที่เริ่มชัดเจนขึ้นทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย แตกต่างจากเรื่องผมกับพี่โปรดที่กำลังเลือนรางลงไปทุกที


"ไปเรียนก่อนนะครับ สวัสดีครับ" รุ่งเช้าพี่โปรดเปิดประตูห้องนอนออกมาในตอนที่ผมกำลังจะก้าวออกจากห้องพอดีทำให้ผมต้องหันไปบอกและสวัสดีพี่เขา อย่างน้อยผมก็เป็นแค่ผู้อาศัยจะไปจะมาก็ควรบอกเจ้าของห้องเขาก่อน ผมรีบก้าวขาออกจากห้องแล้ววิ่งลงบันไดหนีไฟจากชั้นสิบเก้าลงมาถึงชั้นหนึ่งจนหน้าและตัวผมคงเต็มไปด้วยเหงื่อจริงๆ เพราะเดินผ่านล็อบบี้พี่แก้วใจถึงเรียกไว้แล้วยื่นกระดาษทิชชู่ให้เป็นกำ ถ้าเอามาเช็ดน้ำตาด้วยคงไม่พอแฮะ

"ปอรัก พีนั่งด้วยคนนะ" ผมเงยหน้าจากหนังสือก็เห็นพีกำลังทรุดตัวนั่งตรงข้าม งี้จะถามทำไมวะ

"เมื่อคืนพี่โปรดถึงห้องตีอะไรอ่ะ ไลน์มาบอกพีว่าถึงห้องตีสามแต่พีต้องถามปอรักดูก่อนกลัวพี่โปรดโกหก" ผมเลิกคิ้วใส่พี สงสัยครับว่ามาถามแบบนี้คือต้องการอะไรจะบอกผมทางอ้อมเรื่องตัวเองกับพี่โปรดงั้นเหรอ? ตลกดีครับ น่ากลัวกว่าพี่เปาก็พีนี่แหละ ที่บอกว่าน่ากลัวเพราะผมเห็นสายตาที่พีส่งมาให้ มันเปิดเผยทุกอย่างจนผมอยากวิ่งไปส่องกระจกในห้องน้ำดูว่าที่หัวมีเขาไหมทำไมรู้สึกว่าตัวเองโง่งี้วะไอ้ปอ

ตรู๊ดๆๆ "ปอรักพี่โปรดโทรมาอ่ะ แหมน่ารักจังโทรมารายงานตัววันละสามเวลาเลย ฮาโหลฮะพี่" พีวางโทรศัพท์บนโต๊ะแถมเปิดลำโพงด้วยนะ

"กินข้าวเช้ารึยัง" เสียงทุ้มๆของพี่โปรดดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องหรูแล้วเขาทั้งสองคนสนทนากันด้วยภาษาดอกไม้ อืม..แตกต่างกับตอนที่พี่โปรดคุยกับผมราวฟ้ากับเหวแฮะ ก็เวลาคุยกับผมน่ะพี่โปรดใช้ภาษาพ่อขุนรามล้วนๆ นี่สินะอภิสิทธิ์ของคนที่ใช่มันดีแบบนี้นี่เอง 

ถึงพี่โปรดยังไม่ได้บอกว่าเจอคนที่ใช่ก็เถอะแต่ผมเคยบอกแล้วว่าผมไม่ได้ดูพี่โปรดที่คำพูดแต่ผมดูจากการกระทำ และการกระทำของพี่เขาชัดเจนว่าใครคือคนที่ใช่ในเวลานี้ ไอ้ผมก็เนอะอึดเป็นพี่ควายอดทนนั่งฟังเขาพูดจาอ้อร้อกันได้ตั้งนานสองนาน ทั้งที่ใจจริงอยากกระทืบโทรศัพท์ของพีให้เละคาเท้าผมตรงนี้ ให้มันเละให้มันพังเหมือนความรู้สึกของผมแต่ผมก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา เอาแต่หมุนปากกาในมือเล่นไปด้วยฟังคุณแฟนคู่ใหม่ใสกิ๊งเขาพลอดรักกันไปด้วยจนดูเหมือนไม่รู้สึกอะไร

"ฮะ คุณแฟนก็ขับรถดีๆนะพีเป็นห่วง"

"ครับผม เดี๋ยวเย็นนี้พี่ไปรับนะแล้วเจอกันครับ"

"ฮะมาไวๆนะพีคิดถึงคุณแฟน จุ๊บๆๆ" พี่โปรดหัวเราะออกมาก่อนจะตัดสายไป พียิ้มแฉ่งให้ผมรอยยิ้มเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน รอยยิ้มที่ผมคิดว่าสดใสและน่าคบหาแต่ทำไมตอนนี้ผมถึงคิดว่ารอยยิ้มนั้นมันน่าขยะแขยงและน่ากลัวจังเลยนะ หรือมันจะเป็นเพราะอคติบวกความริษยาในใจถึงทำให้ผมมองพีแบบนี้

"พีไปเข้าห้องน้ำก่อนนะปอรัก คุยกับพี่โปรดทีไรตื่นเต้นทุกที" พีฮัมเพลงเบาๆลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ผมล้วงเอาโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดูและภาวนาขอให้มีสายโทรเข้ามาจากความสุขของผมบ้าง แต่ทุกอย่างก็ยังคงเงียบเหมือนเดิมนั่นคงเป็นที่มาของคำว่า

บางคนรอเพราะรู้ว่าเขารัก แต่บางคนรู้ว่าเขาไม่รักก็ยังจะรอ...



***"หากใครคนหนึ่งรักเราน้อยลง สิ่งที่ควรทำคือเราควรรักตัวเองให้มากขึ้น" ด้านล่างยาวนะคะท่านไหนไม่สะดวกอ่านกดข้ามเลยจ้าว เพราะฟางชี้แจงเรื่องวันหยุดอัพนิยายกับสปอยล์ล่วงหน้าพร้อมตอบเม้น

หน่วงระดับที่2 ตอบเม้นที่ต่อฟางแบบต่อดุดันมากขออีก2ตอนให้จบหน่วงงี้อ่าา มันไม่ได้จริงๆ เอางี้นะคะนับตามฟาง 24โปรด /25ปอรัก /26โปรด /27ปอรัก(มาม่าชามใหญ่ชามเดียวจบตัดกรรมปอรักทันที) /28-29โปรด /30-31ลูกหลง... นับตามนี้เน้อโดยสรุปม่ามาน้องปอจะจบแค่ตอนที่27นี่ฟางลดๆตัดๆไปเยอะแล้วหนาจ้าว 

จากเม้นถามถึงการทำเป็นเล่มของคุณsiri123 เรื่องนี้จะทำเป็นเล่มจ้าว ส่วนราคากับจำนวนหน้า ฟางกะไม่ถูกอ่ะยังไม่ถึงครึ่งทางเลยเดี๋ยวเป็นแบบ ก็แค่ตัวแทน เรื่องนั้นฟางดันเปิดจองราคา670(ไม่รวมค่าส่ง)ความตั้งใจแรกจะมี700หน้า(รวมตอนพิเศษ6ตอนแล้ว) แต่เขียนไปเขียนมาหลังๆปรากฏว่าฟางเพลินมือปาไป760หน้านู่นหน้าเกินมา60หน้า นี่แหละนิสัยนังฟางควบคุมสติไม่อยู่ งั้นคร่าวๆนะคะ ราคาอยู่ที่740-770บาท(ไม่รวมค่าส่ง)จำนวนหน้า 760-800หน้า(รวมตอนพิเศษในเล่มที่ไม่มีในเว็บยังไม่ระบุจำนวนตอนพิเศษ) อันนี้โดยคร่าวๆเน้อจ้าวจะได้หยอดไว้ถูกตอนที่40โดยประมาณฟางจะแจ้งอีกครั้งเน้อ

ตัวเองงงงง ฟางมีอะไรมาสารภาพเรื่องการอัพน้องหลง คือตั้งแต่วันที่1-6กค. ฟางไม่ได้มาลงนิยายเน้อ คือฟางจะไปเชียงใหม่อ่ะอันนี้ไม่ได้ตั้งใจเกเรเพราะฟางไปซื้อตั๋วเครื่องบินกับโรงแรมตั้งแต่วันที่5มีนา งานไทยเที่ยวไทยที่ศูนย์ประชุมสิริกิตแล้วเน้อ กลับวันที่4มืดเลย วันที่5พักร่างวันที่6ทำงานบ้านบวกส่งตอนพิเศษให้เจ้าของหนังสือ ก็แค่ตัวแทน วันที่7ถึงจะได้มาอัพนิยายเน้อ แล้วๆเข้าพรรษาอีกขอลา2วันเดี๋ยวได้วันจะมาบอกอีกทีฟางต้องไปทำบุญกับที่บ้านและต้องไปซื้อกล่อง กันกระแทกและอุปกรณ์เตรียมส่งหนังสือ ก็แค่ตัวแทน เพราะรับเงินเขามาแล้วเลยต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุดสงสารเจ้าของเงินเขา อุปกรณ์พวกนี้ฟางเลยต้องไปซื้อเองไม่อยากรอให้มาส่งที่บ้านกลัวความผิดพลาดทุกอย่างเน้อ

ขอบคุณกำลังใจ ขอบคุณที่จะอดทนรอด้วยกัน ขอบคุณที่ด่าไก่จ๋ากับท่านโปรด แต่ไม่ด่าฟางอันนี้ขอบคุณมากก แล้วพบกันกับหน่วงปนน้ำตาไหลในกรณีหัวใจบางๆในวันศุกร์เน้อ อันนี้หน่วงจริงๆเข้าขั้นเกือบมาม่าเตือนแล้วเน้อจ้าว 

ปล.พบคำผิดแจ้งด้วยนะคะเดี๋ยวฟางมาแก้ให้เน้อ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น