Vixious

อยากกินหมูกระทะ

ชื่อตอน : Chapter 6

คำค้น : ArtsMen, Yaoi, BL, อักษร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.2k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2560 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 6
แบบอักษร

6


ไอโจ๋กับผมนั่ง ๆ นอน ๆ ฟังอาจารย์สอนไปเล่นโทรศัพท์ไปอยู่หลังห้อง พอเป็นห้องเรียนรวมแล้วไม่ค่อยมีคนตั้งใจฟังอาจารย์กันสักเท่าไหร่ ยิ่งเป็น 5 นาทีสุดท้ายก่อนเลิกเรียนนี่ลองนับหัวคนเรียนได้เลยครับ ไม่เกิน 1 ใน 5 หรอก ส่วนไอผมที่อยู่ฝั่งกลุ่ม 4 ใน 5 ก็เก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋ารอเรียบร้อยคอยอาจารย์วางไมค์แล้วบอกเลิกคลาส

" กูว่าเขาต้องสอนเกินเวลาแน่เลย " ไอโจ๋ที่ก่อนหน้านี้นอนฟุบอยู่ลุกขึ้นมาถอนหายใจเบา ๆ " กูเบื่อจะตายห่าแล้ว "

ปกติผมก็เห็นมันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับวิชานี้เท่าไหร่นะ แต่พอเป็นคาบนี้แม่งเล่นบ่นมันทุก 15 นาที ผมว่าสงสัยเป็นเพราะคนสอนคนนี้เสียงชวนง่วงไม่เหมือนคนที่แล้ว ๆ ล่ะมั้ง คนสอนนี่มีผลกับการเรียนมากเลยนะครับผมบอกเลย ทำเป็นเล่นไป

" มึงก็เดินออกดิ เขาไม่ว่าหรอก " นี่พูดจริงนะครับไม่ได้ล้อเล่น

" มันก็จะเด่นเกิ๊น ไม่อยากให้คนมองอะ "

" ไปกับกูปะล่ะ กูหิว "

" มึงเอาจริงดิ " มันหันมาถามผมขมวดคิ้วหน่อย ๆ แต่ในมือนี่หยิบกระเป๋าตัวเองขึ้นมาถือแล้วครับ เห็นอย่างนั้นผมก็เลยยักไหล่แล้วเอากระเป๋าตัวเองขึ้นมาถือบ้าง

" ปะ "

ผมสะพายกระเป๋าตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินมุ่งไปที่ประตูทางออกโดยไม่ได้หันหน้าไปมองใครทั้งนั้น ส่วนไอโจ๋ก็เดินตามมาติด ๆ อีกนิดก็จะแซงผมไปแล้ว

เอาจริง ๆ มันก็อายอยู่นะครับ ไหนจะเสียวโดนอาจารย์ด่า ไหนจะสายตาเพื่อนเป็นร้อยที่มองมา แม่งกดดันยิ่งกว่าไปเดินแบบบนเวที Victoria’s Secret อีก แต่ถ้าอายแล้วได้ลงไปหาอะไรกินผมยอมอายก็ได้อะ            

พอก้าวขาผ่านประตูออกมาจากคลาสได้ก็รู้สึกโล่งใจไประดับนึงจนเผลอถอนหายใจออกมาเบา ๆ

" ง่วงฉิบหาย เขาแอบรมยานอนหลับพวกเราปะวะ " ไอโจ๋ทำหน้าง่วง ๆ แล้วขยี้ตาตัวเอง

" เพื่อ "

" เด็กจะได้เบลอ ๆ แล้วเกรดจะได้ไม่เฟ้อ "

" ถุย! มึงก็มโนเกินไปละ " ผมส่ายหน้าให้ไอโจ๋พลางเดินลงบันไดไปด้วยกัน

" แล้วนี่มึงจะไปไหน โรงอาหาร? "

" อ่าฮะ มึงอะ " ผมพยักหน้า

" เซม กินไรดีวะ "

" ข้าวเหนี.. "

" หยุด ไอสัตว์ ห้ามพูดว่าข้าวเหนียวไก่ " ไม่ทันที่ผมจะพูดจบ ไอโจ๋ก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อน

" งั้นมึงก็ไม่ควรถามกูตั้งแต่แรกแล้วมะ "

" กูก็ยังมีหวังอยู่บ้างไงว่าในสมองน้อย ๆ ของมึงจะมีอย่างอื่นนอกจากข้าวเหนียวไก่ " แล้วทำไมต้องมาด่ากูว่าสมองน้อยแถมไปด้วยอะครับเพื่อนโจ๋

ผมเงียบไปสักพักเพราะไม่รู้จะตอบมันว่ายังไงดี ไอเมนูที่ผมกินในโรงอาหารก็ไม่ได้หลากหลายอะไรมากมาย

" กะเพราไก่ "

" สิ้นคิดพอกันเลย "

" ไม่ต้องแดก " ผมตอบไอโจ๋ไป มันก็เบ้ปากกลับมาให้แต่ไม่ได้พูดอะไร

พอผมกับไอโจ๋เดินมาถึงโรงอาหารก็หาที่นั่งแล้ววางของจองให้เรียบร้อยก่อนจะแยกย้ายไปซื้อข้าวร้านที่ตัวเองอยากกิน แน่นอนว่าไอผมมันก็ต้องข้าวเหนียวไก่ทอดเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือน้ำจิ้ม

แต่แล้วข้าวเหนียวไก่ของผมก็สลายลงในพริบตา เพราะ..

" วันนี้ไก่หมดจ้า เอาข้าวเหนียวหมูแทนมั้ย " คุณป้าเจ้าของร้านบอกผมยิ้ม ๆ

ผมยืนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่หน้าร้านก่อนจะส่ายหัวให้ป้าเขาแล้วเดินออกมาจากแถว

เชี่ย.. แล้วกูจะกินอะไรดี            

ผมเหลือบไปเห็นร้านถัด ๆ ไปซึ่งเป็นร้านที่พี่ดราฟท์มันเคยแนะนำเอาไว้ว่ากะเพราอร่อยสุด ๆ ไหน ๆ วันนี้ผมก็นกข้าวเหนียวไก่แล้วก็ลองกินกะเพราร้านนี้ไปแทนก่อนแล้วกัน            

" เอากะเพราหมูสับไข่ดาวครับ " ผมเดินเข้าไปสั่งกับพี่ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าร้าน หวังว่าจะไม่นกอีกรอบนะครับ

พี่เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วขำหน้าเจื่อน ๆ ตอบผมมา

" เอ่อ.. ร้านอิสลามอะครับ กะเพราไก่ได้มั้ย "

อ้าว ไอฉิบหาย เสือกไปสั่งกะเพราหมูร้านอิสลามอีก ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับพี่ ไม่ทันมองป้ายอะไรก่อนจริง ๆ ฮือออ

" ด.. ได้ครับ โทษทีครับไม่ทันมอง "

" ไม่เป็นไร พี่เจอบ่อย " พี่เขาตอบพลางวางจานข้าวลงตรงหน้าผม " เอาน้ำซุปมั้ย "

กะเพราเหี้ยไรกินกับน้ำซุปวะ แต่ผมก็..

" เอาครับ "

พี่เขาเอาน้ำซุปในถ้วยเล็กมาวางข้าง ๆ จานใหญ่อีกที ผมก็จ่ายเงินให้พี่เขาแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะซึ่งไอโจ๋กับข้าวผัดของมันก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

ข้าวผัดนี่ก็สิ้นคิดพอ ๆ กันปะวะครับไอโจ๋

" เฮ้ย! สมองมึงมีอย่างอื่นนอกจากข้าวเหนียวไก่จริงดิ " ไอโจ๋เงยหน้าขึ้นมามองผมอย่างตกใจ

" ไก่หมด " ผมตอบมันไปเรียบ ๆ

" อ่อ ก็ว่ามาแปลก "

" กี่โมงละวะ " ผมถามไอโจ๋พลางตักข้าวเข้าปาก จริง ๆ จะเอาโทรศัพท์ออกมาดูก็ได้แต่ถามไอโจ๋ที่มีนาฬิกาข้อมือน่าจะไวกว่า

เอ้อ.. กะเพราไก่ก็อร่อยดี

" 4 โมงจะครึ่ง ทำไมวะ เดี๋ยวนี้มีนัดสาวเหรอครับ "

" สาวเหี้ยไรล่ะ ถ้ามีก็ดีดิ "

" เออ กูสงสัย มึงก็หล่อกว่ากูอีกทำไมไม่เห็นมีผู้หญิงมาคุยด้วยเลย "

" กูเหม็นบุหรี่มั้ง " ผมตอบ " แล้วกูก็หน้าไม่เป็นมิตรจิตเบิกบานแบบมึงด้วย "

" กูก็ไม่ได้แจ่มใสเฟรนลี่บอยขนาดนั้นปะวะ "

" ไม่รู้ มึงก็ไปหาผู้หญิงสักคนมาถามดิ ถามกูแล้วมันจะได้คำตอบมั้ย "

" เออ พรุ่งนี้กูถามเพื่อนกูดูดีกว่า "

" มึงเอาจริงดิ " เหมือนชีวิตมึงจะว่างไปหน่อยมั้ยครับถ้ามีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้

" จริง " มันพยักหน้าท่าทางจะพูดจริง

" … "

" ไม่ได้เหรอ "

" ได้ บอกกูด้วย กูอยากรู้ " เผื่อว่าผมจะได้คุยกับผู้หญิงอย่างคนอื่นบ้าง ทำไมรอบตัวผมมันมีแต่ผู้ชายวะครับ นี่อยู่อักษรนะเว้ยไม่ใช่วิศวะ

หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็แยกกับไอโจ๋ไปห้องชมรมตามที่พี่ดราฟท์นัด ถึงจะเกิน 4 โมงครึ่งมานิดหน่อยแต่ก็ยังไม่มีใครไลน์มาตามผม เพราะงั้นผมจะถือว่าไม่ได้ไปสายก็แล้วกัน

พอผมมาถึงห้องชมรมก็เจอพี่ดราฟท์กับพี่ตาร์มาเปิดแอร์นอนรอก่อนแล้ว ฝั่งไอพี่ดราฟท์มันคุยโทรศัพท์อยู่ผมก็เลยเดินไปคุยกับพี่ตาร์แทน

" พี่ตาร์ ดีครับ " ผมยกมือไหว้ลวก ๆ พี่มันก็รับไหว้ลวก ๆ ตอบ " ให้ผมขนของอะไรเหรอ "

" อ๋อ มันใช้น้องมาขนเหรอ " พี่ตาร์ถามผมพลางเหล่ตาไปมองพี่ดราฟท์ที่นอนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างหลัง

" ทำนองนั้นอะครับ " 

" เค เดี๋ยวมีคนเอาคีย์บอร์ดมาให้อะ ไอดราฟท์กำลังโทรคุยอยู่ แล้วก็.. มีพวกเครื่องดนตรีที่ยังไม่ได้เอาลงมาจากห้องประชุมด้วย "

" ก็คือต้องขนลงมา? "

" อือ "

" จากชั้น 9? "

" ใช้ลิฟต์สิครับน้อง "

" อ่อ เออว่ะ " ผมพยักหน้าแล้วถามต่อ " แล้วมีอะไรอีกมั้ยครับ "

พี่เขาทำท่านึกอยู่สักพักแล้วส่ายหน้าให้ผม

" ไม่น่ามีแล้วนะ "

" มีแพ็คน้ำอีกสองสามแพ็ค " พี่ดราฟท์ที่มายืนข้างผมตอนไหนไม่รู้พูดขึ้นมา " คีย์บอร์ดมาแล้ว ไปเอาเลยปะ รถจอดอยู่แถวป้ายเมล์ข้าง ๆ ประตูตรงโรงอาหาร "

" ใครเอามาให้ " พี่ตาร์ถามกลับ

" หลิน "

" เดี๋ยวกูไปเอาเอง มึงไปขนของบนห้องประชุมไป "

" แหมมม ไอสัตว์ ทีงี้รีบเลยนะ " พี่ดราฟท์ฉีกยิ้มที่ผมไม่คุ้นออกมาแล้วเอาศอกกระทุ้งเอวพี่ตาร์สองรอบ

" เงียบไปเลยไปมึงอะ " พี่ตาร์ทำเสียงเข้ม แต่ผมว่าพี่เขาแค่ทำเพื่อแก้เขินมากกว่า " ทำไมกูไม่โดนหลินเกาะแกะแบบมึงบ้างวะ "

" ก็มึงไม่ได้เป็นเกย์ไง เห็นหลินมันดูบ้าผู้ชายแบบนั้นแต่มันก็ไม่เคยไปจับตัวผู้ชายมั่ว ๆ ซั่ว ๆ นะเว้ย "

" สรุปพลิกล็อค หลินชอบเกย์ ไอเชี่ย "

" ก็เหี้ยละ " พี่ดราฟท์ขำออกมาก่อนจะโบกมือไล่พี่ตาร์ " ไปหาหลินได้แล้วไป "

" เออ ๆ " พี่ตาร์พยักเพยิดหน้าแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องชมรมทันที

เหลือก็แต่ผมที่ยืนมองไอพี่ดราฟท์ฉีกยิ้มส่ายหัวให้พี่ตาร์ตาปริบ ๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นพี่ดราฟท์ยิ้มมาก่อนหรอกครับ แต่พอยืนมองพี่มันแบบนี้แล้วรู้สึกว่ามันก็ยังมีอีกมุมนึงที่ผมไม่ได้เห็นบ่อย ๆ แล้วพี่มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ล่ะมั้ง..

" มองไร ไปขนของดิ " พี่มันหุบยิ้มเปลี่ยนมาทำหน้าดุทันทีที่มองมาทางผมอย่างกับว่ามีสวิตช์เปิดปิดโหมดหน้าโหดยังไงอย่างงั้น " แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อนิสิตวะ "

อ๋อ วันนี้ผมใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาเดฟมาน่ะครับ คนอื่นเขาก็ใส่กันมาเรียนเยอะแยะ พอดีคณะผมไม่ค่อยเคร่งเรื่องเครื่องแต่งกายเท่าคณะอื่น จะว่าไงดีล่ะ เรียกว่าอาจารย์เขาให้เสรีภาพอยู่พอควรล่ะมั้งครับ โดยเฉพาะอาจารย์หมวดปรัชญาที่ชอบยกเรื่องนี้มาเถียงกันทุกคาบ

" มันร้อนอะ แล้วก็ขี้เกียจรีด " การรีดเสื้อคือหายนะอย่างนึงที่ผมสามารถก่อขึ้นมาได้ง่าย ๆ

พี่ดราฟท์ก็พยักเพยิดหน้าให้ผม ไม่ได้มีทีท่าจะว่าจะด่าหรืออะไร

" ระวังแจ็คพ็อตแตกนะ " พี่มันพูด

" คือ..? "

" เวลาเดิน ๆ อยู่นอกคณะละมีคนมาตรวจมึงไง ถ้าอยู่แค่ในคณะก็รอดอยู่หรอก "

" บ้า ผมไม่เห็นเคยเจอ " ผมนี่ใส่เสื้อยืดมาเรียนบ่อยกว่าใส่เสื้อนิสิตอีก ซื้อมาทำไมไม่รู้ตอนแรกตั้งสี่ห้าตัว ไหนจะกางเกงสแล็คที่ไม่คิดจะหยิบมาใส่ เริ่มเสียดายขึ้นมานิด ๆ ละ เสียดายตังค์นะครับไม่ไช่เสียดายที่ไม่ได้ใส่

" ก็ถึงเรียกว่าแจ็คพ็อตไงไอสัตว์ แต่จะใส่ก็ใส่ไปเหอะ แค่บอกไว้เฉย ๆ "

" อ่อ ครับ ขอบคุณที่เตือนนะพี่ "

" เออ เดินไปขนของเร็ว ๆ " พี่ดราฟท์เอามือผลักหลังผมเบา ๆ ให้เดินออกไปจากห้องชมรม

" แล้วพี่อะ "

" ก็ไปด้วยนี่ไง " พี่มันตอบก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินตามหลังผมมา


เราต้องเดินลงไปที่ชั้น 1 ก่อนถึงจะขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 9 ได้ ทำไมน่ะเหรอครับ ก็ไอชั้นที่ห้องชมรมอยู่คือชั้นลอยระหว่างชั้น 1 กับชั้น 2 ซึ่งทุกคนเรียกมันว่าชั้น M1 แล้วก็ไม่รู้วิศวกรหน้าไหนเขาออกแบบมายังไงแต่ลิฟต์มันไม่ยอมหยุดที่ชั้นนั้นเลยสักตัว

แบบนี้ตอนขากลับก็คงต้องไปชั้น 1 แล้วเดินขึ้น หรือไม่ก็ไปชั้น 2 แล้วเดินลงแหง ๆ ยุ่งยากชะมัด          

พอขึ้นมาถึงห้องประชุมแล้วพี่ดราฟท์ก็เอากุญแจมาไขประตูออกแล้วเปิดประตูอ้าค้างไว้ก่อนจะเดินนำเข้าไปข้างใน ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิมเหมือนวันออดิชั่นไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ทั้งเครื่องดนตรีกับไมค์ที่อยู่บนเวที โต๊ะกรรมการ หรือแม้แต่ขวดเปล่าที่มีคนวางทิ้งไว้ข้าง ๆ เก้าอี้ นี่แสดงว่าตอนออดิชั่นเสร็จพวกพี่ไม่คิดจะเก็บอะไรกันเลยใช่มั้ยครับ

" อย่างที่เห็นอะ เก็บหมดนี่เลย " พี่ดราฟท์ชี้นิ้วโป้งไปบนเวทีที่มีทั้งกีตาร์ 2 ตัว กลอง เบส ไมโครโฟน และคาฮอง ทำเอาผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

หมดนี่เลยจริงดิ.. หลายรอบแน่ ๆ

" เยอะโคตร นี่พวกพี่ตั้งใจดองไว้รอให้น้องช่วยเก็บใช่ปะเนี่ย "

" จริง ๆ ก็ใช่ " พี่มันพยักหน้ารับแล้วเดินไปอีกทาง

" โห.. "

" มึงขนอันนี้ไปก่อน " จู่ ๆ พี่มันเดินมาหาผมพร้อมวางแพ็คน้ำดื่ม 2 แพ็คลงในมือผม " ไหวปะ "

" ก็พอได้ " แต่ถ้าให้ยืนอย่างนี้สิบนาทีก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ

" ถ้าสะพายกีตาร์เพิ่มอีกตัวจะไหวปะ "

" ม.. ไม่เอาดีกว่า " ผมส่ายหน้า พี่มันเลยเอากีตาร์ไฟฟ้ามาใส่กระเป๋าแล้วสะพายเอง ส่วนอีกตัวนึงที่เป็นกีตาร์โปร่งพี่มันก็ถือไป

" งั้นก็ไปก่อน ค่อยขึ้นมาอีกรอบละกัน "

" อีกหลายรอบต่างหาก " ผมมองไปยังเครื่องดนตรีบนเวทีที่ยังเหลืออยู่ตั้งเยอะแยะ กว่าจะขนหมดคงปวดหลังไปก่อนแน่ ๆ

" แต่ถ้าพูดว่าอีกรอบไปเรื่อย ๆ มันดูมีกำลังใจขนกว่าอะ อีกแค่รอบเดียวจะเสร็จแล้วไรเงี้ย "

" ครับ เอาที่สบายใจ " ยังไงความจริงพี่ก็ต้องขึ้นมาหลายรอบอยู่ดี

ผมเดินอุ้มแพ็คน้ำดื่มไปรอหน้าลิฟต์พร้อมกับพี่ดราฟท์ที่ทั้งถือกีตาร์ในมือและสะพายอีกตัวเอาไว้ที่ไหล่ กว่าลิฟต์จะค่อย ๆ คลานขึ้นมาทีละชั้นก็ทำเอาผมเมื่อยแขนไปหมด นี่ถ้าเกิดมีกระดองด้วยผมคงสับสนว่าอันไหนลิฟต์อันไหนเต่า

พอลิฟต์มาผมก็รีบเข้าไปแล้ววางแพ็คน้ำลงบนพื้นเพื่อพักแขน ไอพี่ดราฟท์ก็ตามเข้ามาแล้ววางกีตาร์โปร่งในมือพิงกระจกลิฟต์เช่นกัน

" งั้น.. ลงชั้น 2 ปะ เดินลงน่าจะเหนื่อยน้อยกว่าเดินขึ้น " ผมที่ยืนติดปุ่มลิฟต์เอ่ยปากถาม

" อยากกดเบอร์ไหนก็กดเลย "

" อยากกด M1 แต่มันไม่ยอมให้กด " ผมพูดพลางกดปุ่มชั้น 2

" เออ ว่าง ๆ ก็ไปถามคนสร้างให้หน่อยว่าสร้างปุ่ม M1 มาทำไม "

" ให้รู้ไงว่ามีชั้นนี้ด้วย " ก็ลงไม่ได้นะ แต่จะสร้างอะ มีปัญหาอะไรมั้ย

" แค่ติดกระดาษบอกชั้นก็พอละมั้ง "

" มันไม่ไฮเทค "

พอผมพูดจบลิฟต์ก็เปิดออกทำเอาผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเลขชั้นให้แน่ใจ

ทำไมมันถึงเร็วจังวะครับ ไอผมก็ลืมยกแพ็คน้ำขึ้นมาเลย

" แล้วไอปุ่มที่มันใช้ไม่ได้มันไฮเทคตรงไหนวะ " พี่ดราฟท์พูดพลางเดินมากดปุ่มลิฟต์ค้างไว้ไม่ให้ประตูปิดเพื่อรอให้ผมยกแพ็คน้ำเสร็จแล้วออกไปจากลิฟต์ก่อน จากนั้นพี่มันก็ออกจากลิฟต์แล้วเดินลงบันไดตามผมมาติด ๆ

" อย่างน้อยก็ดูไม่ง่อยเท่ากระดาษมั้ง "

" มึงก็พูดมาเหมือนรู้จริง ๆ อะว่าเขาทำปุ่มไว้ทำไม " พี่มันส่ายหัวยิ้ม ๆ ให้ผม

" หึ คนเรามันต้องมีจินตนาการไงพี่ " ผมหันไปขำตอบ

ก่อนที่เท้าผมจะทรยศไปสะดุดขอบบันไดเสียหลักโง่ ๆ ..


เชี่ย..


ตึง!


ผมหลับตาปี๋ ปล่อยมือจากแพ็คน้ำในมือแล้วยกแขนขึ้นมากันหัวตัวเอง เตรียมตัวเตรียมใจกับแรงกระแทกที่จะต้องทำผมเจ็บตัวอย่างแน่นอน บันไดสูงขนาดนี้ น้ำหนักตัวผมขนาดนี้ แรงโน้มถ่วงขนาดนี้ โอ้โห ไม่ต้องคำนวนดูก็รู้ว่าเละ

แต่จู่ ๆ ก็มีอะไรบางอย่างมารั้งเอวผมไว้ไม่ให้กลิ้งตกบันไดตายเป็นผีเฝ้าคณะ ไอสิ่งนั้นฉุดผมกลับขึ้นไปจนหลังของผมไปกระทบและแนบติดกับ..

กับเชี่ยอะไรวะอุ่น ๆ ไม่รู้โว้ย! ไม่ได้มอง ไม่สนด้วย ตอนนี้กูรอดแล้วรึยังบอกกูที

พอผมไม่ได้รู้สึกว่ามีของแข็งมากระแทกหัวผมหรือส่วนไหน ๆ ผมก็ลืมตาขึ้นขึ้นที ไอการที่บันไดตรงหน้าผมยังเป็นบันไดสะอาด ๆ ไม่เปื้อนเลือด รวมถึงไม่มีร่างของผมนอนตายแอ้งแม้งอยู่ก็ทำให้ผมโล่งใจได้ว่าผมไม่ได้ตายแล้ววิญญาณหลุดออกจากร่างเลยไม่เจ็บ แต่ผมไม่ได้ล้มลงไปจริง ๆ และยังปลอดภัยครบ 32

ส่วนไอแพ็คน้ำมันก็ล้มเละเทะของมันไปอะนะ ช่างมันเถอะ มันไม่เจ็บหรอก

" เดินเหี้ยอะไรของมึงเนี่ยไอกาย แล้วก็ยืนดี ๆ ได้แล้วเว้ย " เสียงพี่ดราฟท์ดังขึ้นข้าง ๆ หูผมทำเอาผมต้องก้มลงมองสภาพตัวเองในทันที

ผมยืนแบบพร้อมจะล้มทุกเมื่ออย่างที่พี่มันบอกนั่นแหละครับ ขาผมยันพื้นเอาไว้แค่ข้างเดียว ส่วนหลังผมก็เอนไปข้างหลังแล้วพิงกับอะไรบางอย่างที่.. โอเค ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคือแผ่นอกของพี่ดราฟท์ พี่มันคงจะเอาแขนมาเกี่ยวเอวผมไว้ได้ทันตอนที่ผมจะตกบันได แล้วผมก็เลยเอนมาชนกับพี่มัน ..งั้นมั้ง

ละ.. ทำไมหัวใจกูแม่งต้องเต้นแรงอะไรขนาดนี้วะเฮ้ย!

อ้อ.. ก็กูเพิ่งสะดุดจนจะตกบันไดนี่หว่า เออ ใช่แหละ เพราะเรื่องตกบันไดนั่นแหละ มันจะเป็นเพราะอะไรอย่างอื่นได้วะ

ผมค่อย ๆ ทรงตัวลุกขึ้นมายืนดี ๆ ไม่ต้องให้พี่ดราฟท์คอยพยุง พอพี่มันเห็นแบบนั้นก็ลดแขนที่เกี่ยวเอวผมลง แต่พอผมทิ้งน้ำหนักลงไปที่ขาอีกข้างหนึ่งผมก็ทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นทันที

โว้ย! เจ็บ!

" เฮ้ย! " พี่ดราฟท์พยายามจะคว้าผมไว้แต่มันไม่ทันแล้วล่ะครับ ก้นผมลงไปจูบกับพื้นแข็ง ๆ เรียบร้อย

แล้วกีตาร์โปร่งที่พี่มันถือหายไปไหนวะ

อ้อ.. นอนตายอยู่กับแพ็คน้ำของผมข้างล่างนั่นเอง

" ไอเชี่ยเอ๊ย.. "

" เป็นไรวะ " พี่มันย่อตัวลงนั่งข้าง ๆ ผมแล้วถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

" ไม่เป็นไร " ผมส่ายหัวให้พี่ดราฟท์ก่อนจะลองลุกขึ้นมายืนใหม่

แต่ทันทีที่ผมใช้ขาซ้ายยันตัวเองเพื่อลุกขึ้น ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมล้มลงอีกรอบ

แม่งเป็นเหี้ยอะไรอีกวะเนี่ย!

" มึงเจ็บขาใช่ปะไอกาย " พี่มันถอดกีตาร์ที่สะพายอยู่ออกแล้วลงไปนั่งตรงบันไดขั้นที่ต่ำกว่า ก่อนจะเอามือจับเท้าทั้งสองข้างของผมเบา ๆ " ข้างไหน "

" ผมโอเคพี่ ไม่ได้เจ็.. โอ๊ย!! ไอเหี้ย! " บีบเท้ากูหาเตี่ยมึงเหรอไอเชี่ยพี่ดราฟท์!!

" อ่อ ข้างซ้าย " นี่จะช่วยหรือจะทำให้แย่ลงอะครับไอพี่เหี้ย! " เดินไปนั่งห้องชมรมไหวปะ "

ห้องชมรมเหรอ.. ลงบันไดไปอีกครึ่งชั้นแล้วเดินต่อไม่ถึงสิบเมตร ไม่น่าจะมีปัญหานะ

" สบายมาก " ผมยักคิ้วคู่ให้รัว ๆ " พี่ไปเก็บของที่หล่นก่อนไป กีตาร์แม่งพังยังเหอะ ตกลงมาขนาดนั้น "

" เออว่ะ " พี่ดราฟท์เลิกยุ่งกับเท้าผมแล้วไปเก็บแพ็คน้ำที่กระจัดกระจายมาวางซ้อนกันก่อนจะลุกไปหยิบกีตาร์ขึ้นมาตรวจดู

" ..เป็นไงมั่งอะ " ผมถามพลางเกาะราวบันไดดึงตัวเองขึ้นมายืนขาเดียว

..แล้วจะลงบันไดด้วยขาข้างเดียวยังไงวะเนี่ย

" มีแค่รอยนิดหน่อย เอาเหอะ "

" โดนด่าแน่ "

" กีตาร์กูเอง โยนเอง เก็บเอง ใครจะมาด่าวะ " พี่มันหันมาเลิกคิ้วให้ผม " แล้ว.. จะยืนทำไมอะ "

" เอ๊า ก็จะเดินไปห้องชมรมไง "

" แล้วมึงเดินได้เหรอ "

" ได้ดิ " ผมเอามือเกาะราวบันไดไว้แน่น ๆ พลางก้าวขาซ้ายลงไปที่บันไดขั้นต่อไป


ตุบ!


..แล้วขาแม่งก็พับเองทำผมล้มลงไปนั่งเหมือนเดิมนั่นแหละครับ

พอลงน้ำหนักตัวไปขาซ้ายแล้วแม่งเจ็บจี๊ดขึ้นมาเลย ไอฉิบหาย

" เก่งจังครับ " พี่มันขำเบา ๆ แล้วปรบมือเปาะแปะให้ผม

" เออ เดินไม่ได้ก็เดินไม่ได้ " ผมทำหน้าเหวี่ยงตอบพี่มันไป " แล้วไงต่อ "

" จะให้ช่วยพยุงหรือจะให้ลากไป "

" แหม เลือกยากจัง แต่แค่ช่วยพยุงก็พอครับ "

พี่ดราฟท์ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปวางกีตาร์พิงกำแพงแล้วเดินมาข้าง ๆ ผม ส่วนผมก็พยายามจับราวบันไดเพื่อลุกขึ้นยืนแล้วเอามือเกาะไหล่พี่มันไว้ก่อนจะก้าวขาซ้ายลงบันไดอีกรอบ แน่นอนว่าข้อเท้าของผมก็แผลงฤทธิ์ปวดจี๊ดขึ้นมาจนเข่าอ่อนอีกเช่นเคย แต่คราวนี้ผมไม่ได้ลงไปทักทายพื้นเหมือนคราวก่อน ๆ แล้วครับเพราะมีทั้งไหล่พี่ดราฟท์ให้ยึด มีทั้งราวบันได แล้วไหนจะแขนพี่ดราฟท์ที่มาเกาะเอวผมทันทีที่ผมทรุดอีก

ถ้าล้มอีกทีนี่ผมจะกลิ้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงห้องชมรม ไม่เดินแม่งแล้ว

แต่สปีดมันก็.. นะ ผ่านไป 5 วิก็ยังไม่ได้สักขั้น

" ไอกาย " จู่ ๆ พี่ดราฟท์ก็พูดขึ้นมา ผมเลยเงยหน้าขึ้นไปเลิกคิ้วให้

" ฮะ "

" มึงผอมไปปะ "

ไอเชี่ย! จะเกาะเอวผมก็เกาะไปแต่อย่ามาวิจารณ์หุ่นกู๊!

" อย่าเรียกว่าผอม ให้เรียกว่าลีนเว้ย "

" ไม่อะ มันผอมแบบขี้ก้าง "

" เวอร์ละ ไม่ถึงขนาดนั้นปะครับ กล้ามผมก็มีจาง ๆ นะเว้ย " ผมเถียงพี่มันกลับแล้วใช้มือข้างที่เกาะราวมาเลิกเสื้อยืดขึ้นเล็กน้อยให้เห็นกล้ามที่ผมอุตส่าห์ฟิตมา แต่ไม่ทันไรพี่ดราฟท์ก็มาดึงเสื้อผมลงซะงั้น

" มึงจะเปิดทำเหี้ยไรเนี่ย " พี่มันหันมามองหน้าผมแปลก ๆ เหมือนผมไปฆ่าหมาพี่มันตายด้วยอาหารแมว

" ก็จะให้ดูไงว่าไม่ได้ก้าง " บังอาจมาดูหมิ่นกล้ามหน้าท้องผมเชียว

" ไม่ต้องเลยไอสัตว์ " พี่ดราฟท์พูด " มึงรู้ปะว่ามันดูอ่อยฉิบหาย " 

อ.. อ่อย?

เดี๋ยว อ่อยอะไร อ่อยใคร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

" ฮ.. ฮะ "

" ขอบใจที่ไม่ระแวงกู แต่มึงมีเส้นกั้นบาง ๆ บ้างก็ได้เว้ย "

" ก็ผมไม่ถืออะ "

" งั้นถือเหอะ "

" ทีพี่ยังกอดผมได้เลย ทั้งตอนที่ผมจะตกบันไดแล้วก็.. เนี่ย " ผมชี้ไปยังแขนพี่ดราฟท์ตอนนี้ที่เกี่ยวเอวผมแน่นยิ่งกว่าเงื่อนพิรอด

พอพูดแบบนี้แล้วแม่งรู้สึกเขินขึ้นมาแปลก ๆ แต่ช่างแม่งเหอะ

" มันเรียกว่ากอดได้เหรอวะ " พี่มันขมวดคิ้วถาม

" ก็กอดเอวไง ตอนตกบันไดพี่ก็กอดจากด้านหลังผมอีก เห็นมะ กับไอแค่โชว์กล้ามหน้าท้องอันเพอร์เฟคเหนือชายใดในโลกของผมมันจะทำไมนักหนา "

" อะ งั้นกูไม่กอดก็ได้ แฟร์ ๆ " พอพูดจบพี่ดราฟท์ก็ปล่อยมือออกจากเอวผมทันที

ผลลัพธ์น่ะเหรอครับ..


ตุบ!


" โอ๊ย! ไอเชี่ย! "

มึงทำอะไรของมึงไอเหี้ยดราฟท์!! คิดจะปล่อยก็ปล่อยงี้เลยเหรอ!

" อ้าว นั่งไมอะ " พี่มันเลิกคิ้วถามผมกวน ๆ ถ้าผมลุกไปตบหัวได้นี่จะดีมากเลยครับ

" อ๋อ พอดีเมื่อยนิดหน่อยอะครับ ถุย! ทำเหี้ยอะไรของพี่เนี่ย! "

" อ้าว ก็ไม่กอดไง "

" โว้ย! ไอสัตว์ "

" เห็นกูไม่ว่านี่ก็ด่ากูใหญ่เลยนะ "

" มันเจ็บ! "

" อะ ๆ ขอโทษ ๆ " ไอเหี้ยพี่ดราฟท์ก้มลงมาช่วยพยุงผมยืนขึ้นใหม่ หน้าไม่ได้มีความสำนึกผิดเลยสักนิดนึงนะพ่อคุณ

" อันเนี้ยต่างหากที่ไม่ควรทำ ไม่ใช่ไอที่ผมเปิดเสื้อขึ้นมาสามเซ็นต์ คิดเล็กคิดน้อยแต่ไม่คิดเรื่องใหญ่อย่างกระดูกก้นกบผมจะแหลกเป็นเม็ดทรายมั้ยอะไรมั้ย "

" เออ ขอโทษครับ หยุดบ่นได้แล้ว "

" ผมจะบ่นไปจนถึงห้องชมรมนั่นแหละ เจ็บจะตายห่า " ผมพูดคิ้วขมวด แต่ไม่นานก็เปลี่ยนมาทำหน้ากวนตีนต่อ " แล้วเห็นมั้ย สุดท้ายพี่ก็ต้องกอดผมอยู่ดี จะถือตัวอะไรนักหนา "

พี่มันไม่ได้ตอบอะไรแต่กลับหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผมไม่รู้เลยว่าพี่มันคิดอะไรอยู่ ไม่ใช่ว่าจะปล่อยผมล้มเป็นรอบที่พันแปดใช่มั้ยครับ

" มึงเกาะราวบันไดดี ๆ นะ กูจะปล่อยมือ "

" อ.. อ่าว อะไร เฮ้ย ผมล้อเล่นเฉย ๆ "

" เออ เกาะไปก่อน " พี่มันพยักพเยิดหน้าให้ผมเปลี่ยนไปเกาะราวบันไดให้ได้

ถึงผมจะไม่รู้ว่าพี่มันให้ผมเกาะราวทำไมแต่ผมก็ทำตามแต่โดยดี เพราะถ้าพี่มันปล่อยมือมาผมก็คงลงไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นอีกรอบแน่ ๆ

พอผมเปลี่ยนไปจับราวบันไดกับทิ้งน้ำหนักลงขาขวาแล้วพี่มันก็ปล่อยมือออกช้า ๆ

" มึงอย่าดิ้นนะ " พี่ดราฟท์พูด

" ฮะ ดิ้นอะไร "

พี่มันไม่ได้ตอบคำถามผมแต่กลับใช้แขนทั้งสองข้างช้อนตัวผมลอยขึ้นไปอยู่บนอ้อมแขนพี่มันในทันที

ซึ่งเหี้ย! เหี้ยมาก!!

" ไอเหี้ยยย!! ทำอะไรของมึงงง! จะตกแล้ววว!! " ผมจับไหล่พี่ดราฟท์เอาไว้แน่นจนเสื้อพี่มันยับยู่ยี่ไปหมด

พี่แม่ง.. ตัวอุ่นฉิบหาย

แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรสนใจมั้ยล่ะไอกาย! กูยังไม่อยากโดนพี่มันอุ้มพาตกบันไดตายนะเว้ยยย!

" อุ้มไหวจริงด้วยแฮะ " พี่มันเดินลงบันไดอย่างใจเย็น ต่างจากผมที่สติจะแตกเป็นผุยผง

" จะตกแล้ววว!!! "

แล้วใจมึงจะเต้นแรงทำไมอีกเนี่ยไอสัตว์!

เพราะกลัวตกไง ใช่ เพราะกลัวตก มึงกลัวตกเฉย ๆ ไอกาย จะเป็นเพราะอะไรอย่างอื่นได้ล่ะโว้ย!

" ไม่ตก มึงจะบ้าเหรอ "

" มึงรู้ได้ไงมึงอยู่บนนี้เหรอ!! วางกู๊!! ไอเชี่ยเดินช้า ๆ หน่อย!! "

" รำคาญไอสัตว์ กูบอกว่ามันไม่ตกไง " รำคาญก็วางกูลงสิครับบบ!! " แต่ถ้ามึงดิ้นมันก็ไม่แน่ "

พอพี่ดราฟท์พูดแบบนั้นผมก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที

" ว.. วางกูเถอะ กูไหว้ล่ะ " ผมจะเอามือที่เกาะไหล่พี่ดราฟท์อยู่ออกมาไหว้ แต่พอปล่อยมือออกเท่านั้นแหละไอความรู้สึกจะร่วงก็หนักหน่วงขึ้นมาทันที ไม่ไหว้ก็ได้โว้ย!

" วางอะไร จะถึงแล้วเนี่ย "

" นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต.. "

" โอ๊ย ไอบ้าเอ๊ย " พี่มันขำพรวดออกมาทำเอาแขนพี่มันสั่นไปด้วย

" ไอเชี่ยอย่าขำ! มันสั่น!! "

" ครับ ไม่ขำก็ได้ครับ " แล้วพี่มันก็ยังคงขำต่อไป

" บอกว่าอย่าขำไงว้อยยย!!! "



________________________________________________________________


BABBLING CORNER

ตั่ยแหล๊ววว 

เออ เราเพิ่งรู้ว่าพยักพเยิดมันเขียนแบบนี้ ฮือออ ชั่วชีวิตเราคือเขียนว่าพยักเพยิดมาตลอด แต่ตอนเก่า ๆ ก็ขอไม่กลับไปแก้แล้วกันเนอะ พอแก้เสร็จแล้วหน้านิยายมันชอบรวน รวนแบบสุด ๆ อะ55555555



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}