สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๒ [ ปลัด & เพียว ]

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๒ [ ปลัด & เพียว ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.2k

ความคิดเห็น : 111

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2560 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๒ [ ปลัด & เพียว ]
แบบอักษร

[ผมมาถึงแล้วนะ] ผมกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือส่งไปยังคนที่อยู่ในตัวบ้านเพื่อให้เธอออกมารับของที่สั่ง เพียวรับคำว่ารอเดี๋ยว ก่อนจะตัดสายไปแบบไม่มากความ

ผมหิ้วถุงน้ำตาลเดินจากรถมายังหน้าร้านซึ่งเป็นโซนที่นั่งในช่วงกลางวัน ตอนนี้เก้าอี้ไม้ถูกยกขึ้นค้างไว้บนโต๊ะ มีโซ่ร้อยขาเอาไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการโจรกรรม นอกจากนั้นเจ้าของบ้านยังเปิดไฟทิ้งเอาไว้เพื่อให้มีแสงสว่างมากพอที่จะทำให้ผู้ไม่หวังดีเกรงกลัว และแสงนี้เองที่ล่อแมลงนานาชนิดให้มาตอมไฟ

ผมปัดแมลงออกจากแขน รู้สึกคันยิบ ๆ ตรงรอยที่มันเกาะ ไหนจะยุงป่าที่บินหึ่ง ๆ รอเวลาลงจอดตามผิวหนังแล้วสูบเลือดออกจากกายนี่อีกด้วย เยอะชะมัดเลย

ผมโบกมือปัดไปมา ตาก็คอยมองว่าเมื่อไหร่เพียวจะมาสักที นี่ก็รอนานมากแล้ว ไม่รู้ว่าเธอมัวทำอะไรอยู่

ผมหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง ตั้งใจจะโทรไปตามคนที่อาจจะลืมคำ แต่ไม่ทันไรเสียงกุ๊งกิ๊ง ๆ คล้ายลูกกุญแจกระทบกันก็ดังใกล้เข้ามา นิ่งฟังเพียงไม่นาน ประตูบานเฟี้ยมไม้ก็เปิดออกหนึ่งช่อง เผยให้เห็นร่างของคนผิดเวลาที่มาในชุดหนีเที่ยวเต็มยศกำลังแทรกกายออกมาอย่างระวัง

“ขอโทษทีปลัด กว่าพ่อจะหลับ รอตั้งนาน” เพียวบ่นพร้อมกับปิดประตูกลับคืนก่อนจะนึกได้ว่าต้องนำน้ำตาลที่สั่งไว้ไปเก็บ “เอาถุงมาแล้วก็กลับไปได้แล้ว” เธอฉวยถุงที่อยู่ในมือของผมโดยไม่ได้สนใจว่าผมจะมองเธอด้วยสายตาเช่นไร คนหนีเที่ยวกระชากถุงน้ำตาลเข้าหาตัว แต่เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด...

เพียวตวัดตาขึ้นมองผมอย่างแปลกใจเมื่อผมไม่ยอมปล่อยมือจากถุง

“อะไรอีก!” เธอกระชากเสียงพร้อมกระชากถุงอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดั่งใจเธออยู่ดี

“จะไปไหน?” ผมถามเสียงต่ำ มือก็รั้งให้เธอขยับมาใกล้ตัว ดูเหมือนว่าเพียวจะตกใจกับท่าทีคุกคามของผมพอดู เธอเบิกตาขึ้นเล็กน้อยแต่ไม่ยอมปล่อยมือ คล้ายว่ากลัวจนทำอะไรไม่ถูก

“ป...ไปเที่ยว” เพียวตอบเสียงประหม่า ผมจึงซักต่อทันทีว่าไปกับใคร แต่เธอไม่ยอมพูดใด ๆ อีก

ความทุกข์ใจที่เจ๊กอู่เล่าให้ฟังเป็นประจำผุดขึ้นมาให้หัวของผม ไม่ใช่แค่ความทุกข์ที่ลูกสาวไม่เชื่อฟังคำสอน แต่ในน้ำเสียงเศร้า ๆ นั้นมีความรักและความห่วงใยแทรกอยู่ทุกอณู

ผมคงปล่อยเพียวไปไม่ได้

ผมถือโอกาสที่เพียวลนลานเปลี่ยนไปจับข้อมือของเธอ กระชากร่างเข้าหาตัวเต็มแรงจนเธอถลากระแทกอก หวีดร้องว้าย ๆ เสียงหลง ก่อนจะใช้มืออีกข้างยันอกผมไว้ แต่ช้าไปหน่อย เพราะผมกอดรวบเอวของเธอเอาไว้แล้ว

“ไปกับเพื่อนเหรอ?” ผมก้มหน้าถามคนที่สูงระดับคาง เธอเองก็ก้มหน้างุด กรอกตาล่อกแล่กไปมา ไม่ยอมพูดอะไรอยู่ดี “ผมถาม....ให้ตอบ” ผมดึงแขนเล็กให้เจ้าตัวปะทะเข้ากับแผงอกอีกครั้งเพื่อเร่งรัดเอาคำตอบจากปากบาง

“ช...ใช่ ไปกับเพื่อน” เธอรีบบอก แววตาที่เหลือบมองผมแสดงให้เห็นความชิงชังเหมือนที่เคยมีให้ช่วงต้นของการพบกัน...ก็น่าอยู่หรอก

“แล้วรู้ไหมว่าหนีไปแบบนี้ พ่อเป็นห่วง”

“ไม่ต้องมาสอน” เพียวพยายามหาทางหนี แต่ด้วยว่ามือข้างหนึ่งถูกจับไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็ต้องยันอกของผมไว้เพื่อกันไม่ให้หน้าอกหน้าใจตึง ๆ มาแนบกับอกของคนที่กำลังกอดเอวของเธออยู่ จึงทำให้การหนีของเธอเป็นไปได้ยากถึงขั้นที่เป็นไปไม่ได้เลย

“ผมไม่ใช่ครู ผมไม่กล้าไปสอนใครหรอก แต่ที่พูดก็เพราะว่าสงสารเจ๊กอู่ คุณเห็นความเหนื่อยยากของแกบ้างไหม ตอนกลางวันทำงานหน้าเตา ตกกลางคืนก็ต้องมาเฝ้าลูกสาวที่จะออกไปแรดนอกบ้านกับเพื่อนวัยกะโปโล ดูเหนื่อยเกินไปเนอะ ว่าไหม?”

“บอกว่าไม่ต้องมาสอนไง” เพียวโวยวายยกใหญ่ นั่นยิ่งทำให้ผมกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น ถึงเธอจะค้ำอกไว้แค่ไหนก็ต้านทานไม่อยู่เสียแล้ว

เนื้อนุ่มนิ่มที่บดเบียดกล้ามเนื้อหน้าท้องสร้างความวาบหวามให้เกิดขึ้นในหัวใจ ยิ่งยามที่ทอดตามองคนในอ้อมแขนแล้วเผลอมองเลยไปพบกับร่องอกที่เบียดเป็นเส้นตรงอยู่ตรงคอเสื้อยืดด้วยแล้ว มันยิ่งทำให้อะไร ๆ ที่เก็บไว้อย่างมิดชิดในกางเกงเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา

“ก็บอกว่าไม่ได้สอน” ผมเถียงคำเดิม “แต่ถ้าหากว่ามีอะไรที่ผมอยากจะสอนคุณล่ะก็นะเพียว ผมจะ...” น้ำเสียงของผมแปลกไปจากเดิม มันต่ำและขาดห้วงเสียจนคนที่กำลังเดือดดาลต้องนิ่งฟัง

“อ...อะไร?” เพียวถามหน้าซื่อ ตาใสจ้องมองผมอย่างใคร่รู้คำตอบ

“ผมจะสอนคุณให้...จูบ”

“บ้า ทะลึ่งแล้ว” เพียวเปลี่ยนสีหน้าและเม้มปากในทันใด ดวงตาเสมองซ้ายขวา ผิวหน้าเริ่มแดงเรื่อ ผมว่าหากลองใช้หูแนบฟังเสียงหัวใจของเธอได้ก็คงได้ยินว่ามันเต้นโครมครามเหมือนรัวกลอง

“ผมพูดจริง คุณไม่เคยจูบใช่ไหม?” ผมเอียงหน้ามองคู่สนทนาพร้อมกับโน้มหน้าไปใกล้เธอยิ่งขึ้น มือก็เปลี่ยนมาจับข้อมือของเธอเอาไว้กันการถูกข่วน เธอต้องไม่เคยจูบแน่ ถึงได้ชอบซักชอบถามเรื่องอย่างว่ากับผมนัก

ไหนลองดูซิ...

ผมกดปากลงที่แก้มข้างกลีบปากฉ่ำของเธอ เพียวเอียงหน้าหลบเล็กน้อย พยายามขัดขืนแต่ไม่เป็นผล

“คุณจูบไม่เป็นแน่เลยเพียว ดูซิตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ” ผมเย้าเมื่อเห็นเธอเกิดความประหม่า ดูซิ หายใจหอบแรงเชียว

“อ...อย่ามาดูถูกกันนะ ฉันจูบเป็...น....อุ๊บ...!” เธอรีบแย้งเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แต่ทว่ายามที่อ้าปากพูดกลับถูกคนที่รอเวลาอยู่อย่างผมปิดปากเข้าให้

เพียวเงียบกริบ ปากเม้มแน่น ในขณะที่ผมเพียงกดปากสัมผัสกับเธอให้ชัดเจนขึ้นพร้อมกับพาร่างอันเก้กังของเธอถอยไปพิงประตูบ้าน

“แค่นี้ก็ป๊อดซะแล้ว” ผมเย้าต่อพร้อมเปลี่ยนมาใช้แขนค้ำที่บานประตูตำแหน่งเหนือศีรษะของเพียวที่ยืนตัวแข็งทื่อ

“ไม่ได้ป๊อด...สักหน่อย”

“จริงเหรอ?”

“อือ...”

“งั้นจูบอีก”

“อ๊ะ...”

เพียวหลับตาปี๋ เม้มปากสนิทเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะผมไม่ใช่แค่เพียงกดปากจูจุ๊บเธอ หากแต่ได้ส่งลิ้นอุ่น ๆ แตะเลียที่ริมฝีปากสีสวยของเธออย่างสุดแสนตื๊อ และเล็มเท่าที่ทำได้ด้วยความอดทน ดูดบ้าง ขบบ้าง ตามแต่โอกาสจะอำนวย ส่วนมือก็สอดประคองศีรษะเล็กเอาไว้ไม่ให้หลบหนี

เพียวยังคงอดทน เธอหลับตาแน่น คิ้วสวยขมวนแทบจะเป็นปม ตัวเล็ก ๆ สั่นระริก แต่กลับไม่ผลักผมออกห่าง จนในที่สุด...

“อ...อื้ม” ปากเล็ก ๆ ของเพียวที่เคยเม้มแน่นก็เผยอขึ้น เปิดทางให้ผมแทรกลิ้นเข้าไปภายในปากของเธออย่างง่ายดาย

นักเรียนของผมดูเก้งก้างกับบทเรียนนี้ เธอรับมือไม่เป็น แต่ว่าก็สู้สุดใจ ผมขยุ้มปลายนิ้วนวดศีรษะของเธอเบา ๆ อีกมือก็เปลี่ยนมาประคองเอวบางเอาไว้เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มทรงตัวไม่ไหว

เพียวยกแขนทั้งสองคล้องคอผมพร้อมแอ่นอกเบียดถูไปมาเพื่อระบายความอึดอัด อา...ใจเย็น ๆ คนสวย นี่แค่สอนจูบเองนะ

ผมกดปากเน้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนจูบออกมา เพียวผวาตามก่อนจะคืนสติ

“นี่แค่โปรโมตสถาบัน ถ้าสนใจสมัครเรียน...จะจัดคอร์สพิเศษให้ด้วย รับรองว่าจะลืมการจูบหมอนไปชั่วนิรันดร์เลยเชียว” ผมเย้าเรื่องเดิมเพราะคิดว่าเธอคงเคยทำ ถึงได้เอามาแซวผู้อื่นเป็นตุเป็นตะ

เพียวไม่ตอบ หากแต่เม้มปากที่ฉ่ำวาวเอาไว้แน่น ตาก็เสมองอย่างอื่นคล้ายไม่สนใจผม

“ไม่ตอบ...” ผมขยับเข้าใกล้เธอมากขึ้น มีท่าทีคุกคามชัดเจน

“อ...อย่า” เพียวรีบห้าม

“หรือจะลองดูอีกก็ได้นะ ให้จูบทั้งคืนจนปากช้ำเลยก็ยังได้” ผมไล้ปลายจมูกไปตามพวงแก้มใสเผื่อเธอสนใจจุ๊บต่อก็จะได้พร้อมเริ่มงาน แต่ดูท่าว่าเธอจะยังตกใจไม่หาย จึงได้ปฏิเสธออกมาแล้วขอตัวกลับเข้าบ้าน

“เดี๋ยวก่อนเพียว” ผมรั้งแขนของเธอเอาไว้ จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่งามที่ฉายแววตระหนก

...อย่าให้ใครจูบคุณแบบที่ผมจูบเป็นอันขาด

จำได้ว่าตัวเองพูดไปอย่างนั้น แล้วถ้าจำไม่ผิด เธอพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะปิดประตูแล้วเสียงวิ่งขึ้นบันไดบ้านก็ดังตามมา


***


ร้านกาแฟโบราณแห่งเดียวของชุมชนโนนยางนาในช่วงสายของวันดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านที่เริ่มลงมือไถหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวต่างก็มาซื้อน้ำหวาน ๆ เย็น ๆ ห่อไปไว้ดื่มดับกระหายยามร้อน ทำให้นักชงกาแฟมือหนึ่งอย่างเจ๊กอู่ต้องสาละวนอยู่กับถุงชงชากาแฟของแกอยู่มือเป็นระวิง

“เจ๊กอู่ ขอเกลือหน่อยครับ” ผมหันไปบอกเจ้าของร้านกาแฟโบราณหลังจากที่ชิมชามะนาวเย็นลงคอไปหนึ่งจิบ รู้สึกว่ารสเปรี้ยวมันพุ่งจี๊ดเกินไป ถ้าได้เกลือมาโรยสักหน่อยก็คงดี

“เกลือ...” มีเสียงดังตอบมาเท่านี้ก็เงียบไป “อ้อ เกลือ...อาคุณปลัดไปหยิบเองได้ไหม วันนี้อั๊วยุ่งมาก เข้าไปในบ้านเลย ตรงครัวน่ะ ถามอาเพียวดูก็ได้ อีล้างแก้วอยู่แถวนั้นแหละ” เจ๊กอู่พูดโดยไม่หันมอง ซึ่งหากแกลองมองมาสักหน่อยก็อาจจะได้เห็นแววตาเป็นประกายวาววับของผมยามที่ได้ยินว่าเพียวล้างแก้วอยู่ในบ้านก็เป็นได้

ผมถือโอกาสที่เจ๊กอู่อนุญาต เดินตรงเข้าไปในตัวบ้านทันที

จากคืนนั้น ที่ผมนำน้ำตาลมาส่งให้เพียว การไปมาหาสู่ที่ร้านกาแฟก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยยามกลางวันผมจะมานั่งดื่มกาแฟเพื่อพบปะชาวบ้านตามปกติ แต่ตกกลางคืน ผมกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อพบใครบางคน...

‘พ่อหลับแล้ว' เพียวบอกหลังจากที่แทรกกายออกมาจากประตูบ้าน ไฟหน้าบ้านที่เคยส่องสว่างถูกปิดเมื่อตอนที่เธอเดินลงมาจากชั้นบน มีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟใจกลางชุมชนที่แผ่แสงนวล ๆ ออกมา

ผมส่งถุงแป้งปาท่องโก๋ให้เพียวตามที่เธอโทรสั่ง คราวก่อนนั้นเป็นน้ำกะทิ คราวโน้นก็น้ำตาลปี๊บ ซื้อมาถูกบ้างผิดบ้าง เป็นเหตุให้ต้องซื้อมาเปลี่ยนอยู่เนือง ๆ

‘ดีมาก คราวนี้ซื้อมาถูก’ เธอบอกพร้อมใช้นิ้วเกี่ยวเส้นผมขึ้นทัดหู ตาก็มองถุงแป้งที่อยู่ในมืออย่างพิจารณา

ผมสังเกตเห็นว่าผมของเธอเริ่มยาวกว่าเดิมมาก จากที่เคยตัดซอยสั้นเหมือนผู้ชาย บัดนี้มันเริ่มพลิ้วไหวยามต้องสายลม

‘ผมยาวแล้ว’ ผมบอกพร้อมเกลี่ยปอยผมนุ่มให้พ้นจากการบดบังความงามก่อนจะไล้มือไปตามกรอบหน้าเล็ก ๆ จนมาหยุดอยู่ที่คางมนแล้วบอกว่า ‘น่ารัก’

‘เหรอ?’ เธอทำหน้าตายียวนก่อนจะถามต่อ ‘น่ารัก...แล้ว...รักไหม?’

ผมเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบอะไร จนในที่สุดเพียวที่ถูกจ้องก็เขินจนทนไม่ไหว

‘มองหน้าทำไม คนบ้า!’ เธอฟาดมือเข้าที่ต้นแขนของผมเต็มแรง จากนั้นก็เชิดหน้าบูด ๆ ไปอีกทาง

‘อยากรู้ว่ารักหรือไม่รักก็ลองให้ผมไปขออนุญาตเจ๊กอู่สิ’ ผมย้อนกลับสู่เรื่องเดิมที่เคยคุยกันว่าจะบอกพ่อของเธอว่าเราจะคบหากัน แต่เพียวกลับไม่เห็นด้วย ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดบังแล้วทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้

‘ไม่เอา ห้ามบอกใครนะ’

‘ทำไมล่ะ?’

‘ก็...ไม่อยากให้ใครรู้’

‘คบกับผมมันน่าอายนักเหรอ?’

‘ไม่ใช่แบบนั้น’ เธอรีบปฏิเสธ จากที่มีท่าทีว่างอนก็กลับกลายเป็นว่ากลัวผมจะงอนซะเอง

‘ถ้าไม่ใช่แบบนั้นแล้วมันแบบไหน ลองบอกมาให้เข้าใจสักทีซิ’ พอได้ทีผมก็เอาใหญ่ วางมาดเป็นเจ้าหน้าที่สอบปากคำคนปากแข็งทันที

ครั้งนั้น เพียวแถลงไขว่าการที่เธอไม่อยากให้ใครรู้เรื่องที่คบกันก็เพราะความแตกต่างระหว่างฐานะทางสังคม ผมเป็นข้าราชการ มีคนรู้จักนับหน้าถือตา ส่วนเธอเป็นเพียงลูกสาวคนขายกาแฟธรรมดา เรื่องความรักนี้ ถ้ามีใครรู้เข้า เขาอาจจะมองไม่ดี หาว่าเธอคิดจะจับคนรวยเป็นผัว

‘ผมเนี่ยนะรวย’ ผมถามกลั้วหัวเราะ ใครบอกว่าข้าราชการร่ำรวย ผมขอเถียงสุดใจขาดดิ้น อย่างดีก็มีเงินค่าครองชีพไปเป็นรายเดือน อาศัยว่าทำงานหนักจนไม่มีเวลาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยถึงอยู่รอดมาได้

‘ถึงจะไม่รวย แต่ฐานะของเราก็ต่างกันอยู่ดี’ เพียวอธิบายต่อ แต่ผมคิดว่ามันเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเอามาก ๆ

‘ผมไม่สนใจหรอกว่าคนจะมองแบบไหน’ ผมจับมือของเพียวมากุม ตาก็จ้องตาของเธออย่างจริงจังที่สุด ‘ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะมานั่งแคร์คำพูดของคนที่ไม่หวังดี เรารักกันไม่ใช่เหรอ ทำไมเราไม่ทำให้มันถูกต้องล่ะ คุณจะได้ไม่ต้องหลบพ่อออกมาพบผม วันหยุดเราก็ไปเที่ยวด้วยกันได้ ไม่ต้องแอบมอง ไม่ต้องแอบจับมือกันแบบนี้...’ ผมพยายามโน้มน้าวให้เธอคล้อยตาม

ท้ายที่สุดเพียวก็บอกว่าขอเวลาคิดทบทวนดูอีกครั้ง จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเธอจะให้คำตอบ

“ขอเกลือหน่อยครับ” ผมบอกเมื่อเดินเข้ามาถึงในครัว พบใครบางคนยืนล้างแก้วกาแฟอยู่ชั้นล้างจานฝั่งซ้ายของห้อง ไม่รอช้า ผมรีบเดินเข้าไปประชิดร่างเล็ก ถือโอกาสยามที่ได้ใกล้ชิดนี้สูดดมกลิ่นแป้งหอม ๆ ของกายของเธอ

เพียวที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ บอกว่าให้ลองหาดูในตู้กับข้าว แต่แล้วไม่นานเธอก็ชะงักแล้วหันขวับมามอง

“ปลัด!” เธออุทานเสียงหลงเมื่อผมถือโอกาสนั้นหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ “เข้ามาทำไม!” เพียวติงพร้อมชะเง้อมองไปนอกประตูคล้ายกลัวว่าจะมีใครเห็น

“ผมมาขอเกลือ” ผมบอกพร้อมเท้าแขนกับชั้นล้างจาน กักตัวเพียวไว้อย่างแน่นหนา

“ก...เกลืออยู่ในตู้กับข้าว รีบหยิบแล้วก็ออกไป” มือเล็กผลักอกผมออกห่าง แต่มีหรือที่ผมจะยอมถอยง่าย ๆ

ผมยังคงทำทีว่าไม่รู้ไม่ชี้ ขังเธอไว้อย่างนั้น แถมยังขู่ด้วยว่าถ้าโวยวาย รับรองว่ามีคนเข้ามาเห็นภาพชวนคิดลึกนี้แน่

“เมื่อคืนโทรหา ทำไมไม่รับสาย” ผมซักในประเด็นที่ค้างคา เอียงคอมองคนตระหนกอย่างชอบใจ ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราไปไกลจนถึงขึ้นที่หึงหวงกันได้แล้ว แต่ติดก็ตรงที่เปิดตัวไม่ได้นี่แหละ ที่ยังเป็นอุปสรรคของเรื่องทั้งหมด

“ขอโทษ เมื่อคืนหลับสนิทเลย” เพียวทำหน้าตาออดอ้อนคล้ายลูกแมวก่อนจะบอกให้ผมปล่อยเธอก่อนที่จะมีใครเข้ามาเห็น

“ขอโทษอย่างเดียวมันไม่พอหรอก”

“แล้วจะให้ทำยังไง ก็มันหลับไปจริง ๆ”

“ไถ่โทษมา” ผมกดเสียงข่มขู่ ทำให้เพียวหน้ายุ่งก่อนจะเขย่งตัวขึ้นมาจุ๊บที่ปากหนึ่งที

“พอใจรึยัง?” ถามเสียงขุ่นเพราะไม่ชอบใจที่ถูกมัดมือชกในสถานการณ์ล่อแหลม ผมคิดว่าจบเรื่องนี้แล้วคงจะเป็นผมเองนี่แหละที่เป็นฝ่ายต้องง้อเธอ

“ยัง...ทำใหม่” ผมสั่งเสียงเข้ม ถึงจะถูกเธองอนทีหลัง แต่ตอนนี้แค่มีความสุขกับการได้แกล้งก็นับว่าคุ้มค่า

“ปลัดอ้ะ!” เธอโวยวาย

ผมไม่สนใจ เปลี่ยนมาช้อนตัวเธอขึ้นนั่งที่ชั้นล้างจานแล้วเท้าแขนขังไว้ตามเดิม

“ไหน คนทำผิดต้องไถ่โทษยังไง” ผมทวงสิทธิที่ควรจะได้รับ เพียวทำได้เพียงฟึดฟัดก่อนจะยอมแพ้ในที่สุด

มือน้อย ๆ เลื่อนมาประคองใบหน้าบริเวณสันกราม ก่อนจะจุมพิตที่ปากของผมอย่างแผ่วเบา เธอบดกลีบปากนุ่มอย่างอ่อนโยน สร้างความวาบหวามใจให้ผมจนแทบคลั่ง เพียวเก่งขึ้นทุกวัน ลีลาและชั้นเชิงก็ซับซ้อนกว่าเดิมมาก ซ้ำยังหัดอ้อนขอความรักด้วยภาษากายจนผมไม่อยากถอนตัวจากบ่วงรักนี้ไปไหนเลย...


***


เหลือเวลาอีกเพียงสองสัปดาห์ก็จะถึงวันงานบุญผ้าป่าของชุมชนโนนยางนา ชาวบ้านที่มีหน้าที่รับผิดชอบในซุ้มต่างก็กระตือรือร้นในการเตรียมงานนี้ เพียวเองก็เช่นกัน หมู่นี้เธอง่วนอยู่กับการวางแผนการแจกรางวัลเสียจนไม่มีเวลาออกมาพบกันเหมือนเคย

“ไม่ค่อยได้ดูหนังรักในโรงเลย” คนที่เดินอยู่ข้างกายเอ่ยขึ้นระหว่างที่เราออกมาจากโรงภาพยนตร์

อ้อ ลืมบอกไปว่าวันนี้เพียวอุตส่าห์เจียดเวลาอันมีค่าของเธอมาเที่ยวในตัวจังหวัดตามคำชวนเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของผม

ผมโทรอ้อนให้เธอหาเวลาออกมาพบกันในวันสำคัญของชีวิต หวังแค่ว่าได้นั่งกินข้าวด้วยกันสักมื้อ ได้จับมือหน่อยก็ยังดี แต่แล้วทุกอย่างก็เกินความคาดหมายเมื่อเพียวทุ่มเวลาทั้งวันอยู่เป็นเพื่อนผม

“เราซื้อของไปทำอาหารที่บ้านกันเถอะ กินที่นี่มันไม่ฟิน” เธอบอกเมื่อก้าวออกจากบันไดเลื่อน และไม่ทันได้ให้คำตอบ แขนของผมก็ถูกกระชากไปยังโซนขายวัตถุดิบของห้างสรรพสินค้าทันที

เพียวเดินหยิบชุดสุกี้ฯ ขนาดครอบครัวมาใส่ลงในรถเข็น มีการซื้อเนื้อหมู ผัก ลูกชิ้น และอื่น ๆ มาเพิ่มเติม จากนั้นเธอก็ตรงไปยังโซนเครื่องดื่ม จัดน้ำอัดลมขวดใหญ่มาหลากรส ตามด้วยขนมขบเคี้ยวอีกเป็นกองทัพ...คิดจะเอาไปขายต่อหรือไรหนอแม่คุณ

เราเดินเข้าซอกนั้นซอกนี้เพียงไม่นาน รถเข็นของทางห้างที่ผมเป็นผู้เข็นก็เต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาชำระเงิน ตำแหน่งเจ้าภาพของงานก็ตกมายังผมนั่นเอง เพียวบอกว่าใครเป็นคนเกิด คนนั้นก็ต้องจ่าย

เธอพูดเสียจนผมไม่อยากจะให้มีวันนี้ในปีหน้าอีกเลย

ผมควักกระเป๋าเงินออกมาจากกางเกงยีนส์ตัวโปรด หางตาฟ้องว่าเพียวพยายามชะเง้อมองจำนวนทรัพย์สินของคนที่ถูกเธอแกล้งว่าจะมีพอจ่ายค่าสินค้าหรือไม่

ครั้นพอเธอเห็นว่าในกระเป๋าของผมมีธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทเพียงสองใบกับเหรียญสิบที่หยอกกันก๊องแก๊ง ๆ อยู่ในนั้น เพียวก็ถึงกับอุทานเฮ้ย ๆ ออกมา เธอรีบล้วงกระเป๋าเงินของตัวเอง แต่ทว่าผมกลับหยุดเธอไว้ได้ทัน

“อย่าเวอร์นักแม่คุณ” ผมบอกพร้อมยื่นบัตรเดบิตให้พนักงานรับชำระเงินของทางห้าง มืออีกข้างก็ดีดหน้าผากยายตัวแสบเข้าให้ เสียดายที่ห้ามเธอไวไปหน่อย  น่าจะหลอกว่าเงินไม่พอ ดูซิว่าเพียวจะทำอย่างไร

“ปัดโธ่ นึกว่าจะแย่ซะแล้ว” เธอทำหน้าย่น แววความกังวลหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความทะเล้นตามเดิม

การเดินทางกลับตัวอำเภอเริ่มขึ้นเมื่อเราช่วยกันขนของไปขึ้นรถจนเสร็จ บ้านที่เพียวพูดถึงก็คือบ้านพักของผมเอง มันเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ผมเช่าจากเจ้าของเดิมในราคาที่พอรับได้ และเนื่องจากอยู่ค่อนออกมานอกตัวเมือง การเดินทางจึงไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ชอบที่นี่นะ เงียบสงบ มีใต้ถุนให้จอดรถ มีพื้นที่ให้เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ และที่สำคัญไม่มีคนมาวุ่นวาย

“โอ้โห หลังใหญ่จัง” เพียวให้คำวิจารณ์เมื่อรถแล่นมาจอดสนิทที่หน้าบ้าน เธอหันมาถามว่าต้นไม้ที่ให้ดอกสวย ๆ ตรงหน้าบ้านนั้นคือต้นอะไร เมื่อผมบอกไปว่าต้นพุดตานที่เจ้าของบ้านเดิมปลูกเอาไว้ จอมแก่นก็พูดทวนชื่อนั้นกับตัวเองจนกระทั่งผมชวนให้เข้าไปในตัวบ้าน

งานเลี้ยงสุกี้ฯ ซึ่งมีผู้ร่วมงานเพียงสองคนเริ่มต้นขึ้นที่ชานเรือนตรงชั้นสองของบ้าน กระทะไฟฟ้าที่ผมจับสลากมาจากงานเลี้ยงปีใหม่ซึ่งซุกอยู่ในตู้เก็บของมาแรมปีถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก จาน ชาม ช้อน ส้อม และแก้วน้ำเก่าเก็บก็ถูกล้างเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

เพียวล้างไปก็บ่นไปถึงความเปล่าเปลี่ยวในชีวิตของผม เธอหาว่าผมไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในการรับประทานอาหารเอาเสียเลย

ก็แหม ชีวิตหนุ่มโสดมันจะมีอะไรมากมาย ตื่นเช้าก็ออกไปทำงาน กินขนมปังบ้าง ปาท่องโก๋กับกาแฟบ้าง ยามบ่ายก็กินอาหารตามสั่งง่าย ๆ พอตกเย็นก็ไปนั่งร้านอาหารกับเจ้านายหรือไม่ก็ลูกน้องตามแต่โอกาสจะอำนวย หรือซ้ำร้ายก็อาจจะทำงานหนักจนลืมกินไปเลยก็มี ทุกวันนี้ก็มีบ้านไว้ซักผ้ารีดผ้าและซุกหัวนอนเท่านั้นจริง ๆ

“คุณก็มาเป็นแม่บ้านให้ผมสิ บ้านจะได้ไม่เหงา” ผมเปรยออกมาพลางตักสุกี้ฯ ใส่ถ้วยของตัวเอง ลองทำเป็นไม่สนใจดูบ้าง เผื่อเพียวจะเคลิ้มตาม

“ไม่เอาหรอก วัน ๆ หนึ่งคุณก็ไม่เห็นจะอยู่บ้านเลย เอาฉันมาเก็บไว้ที่นี่แล้วตัวเองก็จะไปตะลอนจีบสาวบ้านอื่นใช่ไหมล่ะ”

ผมแทบสำลัก นี่เธอหมายถึงสาวบ้านไหนกันนะที่ผมจะไปตามจีบ น่าน้อยใจจริง ๆ ที่เพียวไม่เห็นถึงความหนักหนาของอาชีพที่ผมทำ ทั้ง ๆ ที่ระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเราก็คุยกันเรื่องนี้ออกจะบ่อย

แทบไม่มีเวลาหาเมีย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปหาชู้ !

“ไม่เอา ยังไงก็ไม่เอาอ้ะ ฉันจะไม่อยู่เป็นผีเฝ้าบ้านให้คุณแน่” เธอส่ายหน้าไปมาเพื่อยืนยันว่าพูดจริง

“หรือไม่ก็...ให้ผมแต่งเข้าบ้านคุณ คุณก็จะได้อยู่ช่วยงานพ่อตามเดิม อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ” ผมตั้งคำถามชี้นำ หลอกล่อให้เพียวเดินมาตกหลุมเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าคนคิดเยอะจะไม่หลงกลง่าย ๆ เธอบ่นอุบว่าบ้านโนนยางนาอยู่ไกลตัวอำเภอจะตายไป ใครจะขยันขับรถไปเช้าเย็นกลับได้ไหว

นั่นทำให้ผมยอมแพ้ ก้มหน้ากินอาหารส่วนของตัวเองไปเงียบ ๆ ตามเดิม

ปาร์ตี้สุกี้ฯ จบลงด้วยความอิ่มระดับสิบ เราช่วยกันล้างจานมาคว่ำไว้แล้วฉลองกันต่อด้วยน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยว เพียวถือโอกาสนี้ลองเปิดโทรทัศน์หน้าจอใหญ่ซึ่งติดมากับบ้านเช่า

สารภาพเลยว่าผมไม่เคยมีเวลามานั่งดูรายการอะไรสักครั้ง ค่าไฟที่จ่ายทุกเดือนก็มาจากการใช้หลอดไฟและการชาร์จโทรศัพท์มือถือ อ้อ จะมีบ้างที่เปิดพัดลมตอนกลางคืน...เท่านั้นเอง

“เฮ้ นี่แผ่นอะไรอ้ะ” เพียวที่ไปนั่งค้นข้าวของตรงชั้นวางโทรทัศน์ถามพร้อมชูแผ่นดีวีดีปริศนาขึ้นมา

“ไม่รู้สิ ไม่เคยค้นเลยตั้งแต่เข้ามาอยู่” ผมตอบโดยไม่ใส่ใจเพราะมัวแต่กดเลือกช่องรายการ มองไปทางไหนก็มีแต่ข่าวดาราทะเลาะกัน น่าเบื่อจริง

“มีแผ่นเดียว ซ่อนอยู่ตรงนี้” เพียวยังคงสนใจแผ่นพลาสติกไร้ตัวอักษรที่อยู่ในมือ “ลองเปิดดูไหม เผื่อเป็นหนังก๊อป” เธอเสนอพร้อมทำตาลุกวาวคล้ายเด็กเจอของเล่น ซึ่งผมก็เห็นดีด้วยเพราะเริ่มเบื่อข่าวที่สื่อนำเสนอ

หลังจากที่เพียววางแผ่นลงในถาดเครื่องเล่น เธอก็มานั่งหน้าสลอนข้างผมที่โซฟายาว มือข้างหนึ่งถือแก้วเครื่องดื่ม ส่วนมืออีกข้างก็หยิบมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบขึ้นมาเคี้ยวเป็นระยะ

แรกเริ่มที่มีการนำเสนอค่ายหนังก่อนเข้าสู่เนื้อหาผมก็ว่ามันแปลก ๆ อยู่ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเห็นโลโก้แบบนี้จากที่ไหน ช่างมันเถอะ คิดว่าดูฆ่าเวลาก็แล้วกัน

ผมยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ตาก็จับจ้องที่หน้าจอ ภาพแรกที่ปรากฏคือสวนหย่อมหน้าบ้านแห่งหนึ่งซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นบ้านญี่ปุ่น จากนั้นกล้องก็เดินภาพเข้าไปภายในตัวบ้าน กระทั่งถึงห้องรับแขกที่มีผู้หญิงราวสามคนนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา

คำบรรยายภาษาอังกฤษสื่อให้เห็นว่าเนื้อหาของเรื่องก้าวกระโดดเกินกว่าหนังธรรมดาทั่วไปจะทำ เพียวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาถามผมว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ผมเองก็ได้แต่บอกไปตามที่อ่านว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ...ครอบครัว

เรื่องราวดำเนินต่อไปเมื่อลูกชายของบ้านเดินเข้ามาในห้อง เขาทักทายผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นเพื่อนของน้องสาวที่มาเที่ยวบ้าน

เพียวหันมาบอกว่าเธอรู้จักคำนี้ คำว่าคอนนิจิวะ เธอพูดย้ำไปมาด้วยสำเนียงญี่ปุ่นก๊อปเกรดเอ ผมเองก็รู้คำศัพท์ญี่ปุ่นอยู่บ้างเหมือนกัน แต่จะคำไหนบ้างนั้น...อย่าสนใจเลยจะดีกว่า

เรื่องราวในจอโทรทัศน์เริ่มไม่ชอบมาพากลเมื่อชายหนุ่มคนนั้นสอดขาเข้าไปใต้โต๊ะ แล้วกล้องที่ถ่ายก็ตามลงไปบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น...

ผมหันขวับไปมองเพียวในตอนที่หน้าจอฉายภาพเท้าของนักแสดงชายถูไถไปมาตรงบริเวณจุดสงวนของฝ่ายหญิง พบว่าเธออ้าปากค้าง ตาตี่ ๆ ก็เบิกกว้าง ผมรีบมองหารีโมตฯ พร้อมบอกว่าจะปิดเครื่องเล่น แต่เพียวกลับห้ามเอาไว้

“ไม่เอา อย่าปิด ๆ” เธอกระโจนมาตะครุบรีโมตคอนโทรลที่อยู่ในมือของผม ตาใส ๆ ที่มองมาดูเป็นประกายจนน่าตกใจ ขอดูก่อนว่าจะเป็นยังไงต่อ เพียวบอกแล้วฉุดแขนของผมเพื่อให้นั่งลงเช่นเดิม

เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อนักแสดงหญิงก็ให้ความร่วมมือในการเล่นจ้ำจี้ใต้โต๊ะอุ่นขา เธอดูหื่นกามไม่น้อย ซึ่งไม่ต่างจากคนที่นั่งอยู่ข้างกายของผมเลย

เพียวยังคงจ้องมองภาพในจอด้วยความสนใจ เธอเผลอเลียริมฝีปากอยู่บ่อย ๆ ส่วนผมนั้นชำเลืองมองเธอเป็นระยะ บอกความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ถูกแฮะ ไอ้เสียวน่ะมันก็เสียวอยู่ แต่มันรู้สึกไม่สุดก็ตรงที่มีเด็กหมวยนั่งอยู่ด้วยนี่แหละ

ไม่น่าเชื่อว่าวันเกิดปีนี้ผมจะได้มานั่งดูหนังเอวีกับแฟน !

ผมตวัดสายตากลับไปมองจอ พบว่านักแสดงพยายามถอดเสื้อผ้าส่วนล่างของกันและกันออกโดยที่มีแม่กับน้องสาวของฝ่ายชายนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย พวกเขายังคงพูดคุยกันตามปกติ ฝืนยิ้มและตอบคำถามอย่างไร้พิรุธ แต่ด้านล่างนั้นมันล้ำลึกไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้

ผมนั่งมองเรื่องราวด้วยความรู้สึกเรียบเฉย หนังโป๊ก็เคยดูจนเบื่อตามประสาเด็กเมืองหลวงที่เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ต ส่วนเรื่องอย่างว่าก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย อายุปูนนี้ คงไม่มีใครคิดว่าผมยังบริสุทธิ์อยู่ใช่ไหม ?

 ตอนนี้ผมเหลือเพียงความคิดที่ชื่นชมผู้ออกแบบเรื่อง ที่เลือกใช้ความลับเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์  คิดไปได้ ทั้งต้องเล่นเสียว ทั้งต้องคุยกับแม่และน้อง บ้าไปแล้ว

“ปลัดกดข้ามให้หน่อย” เสียงงุ้งงิ้งของเพียวเรียกสติที่กำลังล่องลอยให้กลับคืนสู่ตัว เธอหันมาฟ้องว่าทนรอฉากร้อนแรงไม่ไหวแล้ว ช่วยกดข้ามให้เธอที

ผมทำหน้าเหวอ แต่เพียวไม่รีรอ แย่งเอารีโมตคอนโทรลไปจากผมแล้วกดข้ามฉากออรัลไปอย่างรวดเร็ว

เสียงของนักแสดงหญิงที่ต้องแอบครวญครางลอดออกมาเป็นสัญญาณว่าเรื่องดำเนินมาถึงจุดที่คนดูจอมหื่นต้องการ เพียวหยุดกดปุ่ม แต่ยังคงยึดรีโมตฯ เอาไว้อย่างแน่นเหนียว

“เด็กลามก” ผมบอกพลางยีผมของเธอ ก่อนจะลุกจากโซฟา ตั้งใจว่าจะไปเดินเล่นเพื่อฆ่าเวลา กะประมาณว่าหนังจบจึงจะขึ้นมาที่ชั้นบนอีกครั้ง

แต่ไม่ได้หรอก เพียวไม่ให้ผมไป เธอหยุดผมไว้ด้วยประโยคที่ว่า ทำหน้าเซ็งเพราะรับไม่ได้ที่พระเอกหนังดุ้นใหญ่กว่าใช่ไหมล่ะ

บ๊ะแล่วแล่วแล้ว ดูถูกกันนี่นา

ผมมองหน้าคนหาเรื่องอย่างใช้ความอดทนสูงสุด แต่ดูเหมือนว่าจะถูกใจเพียวที่เห็นผมจนหนทาง เธอท้าว่าถ้าไม่ใช่อย่างที่พูดก็ลองควักออกมาโชว์แล้วเธอจะตัดสินให้ว่าใครชนะ

“ผมไม่หลงกลคุณหรอก เด็กเจ้าเล่ห์” ผมบอกแล้วเตรียมเดินจากห้องนั่งเล่น แต่เพียวยังตื๊อต่อ บอกว่าถ้าไม่ยอม เธอจะเพิ่มเสียงให้คนอื่นได้ยินด้วย และไม่พูดเปล่า เธอกดปุ่มเพิ่มเสียงไปแล้ว

เสียงครางหงิง ๆ ของแม่นางเอกหนังคนสวยที่ถูกกระหน่ำแทงดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผมหันกลับไปหาเพียว เธอชูรีโมตฯ แกว่งไปมาอย่างกวนประสาท คงคิดว่าผมจะตามไปแย่งมันคืนกระมัง ฝันไปเถอะ ผมจะไปปิดโทรทัศน์ต่างหาก

ผมกระโจนไปยังหน้าจอ แต่เพียวก็ไวไม่แพ้กัน เธอรีบไปยืนกันท่าเอาไว้ ทำให้เมื่อผมพุ่งไปถึงก็ปะทะเข้ากันร่างบอบบางของเธอเข้าอย่างจัง

เราทั้งคู่ล้มลงบนพื้นพรมขนสัตว์เทียมซึ่งปูประดับพื้นบ้านเอาไว้ เพียวที่นอนแอ้งแม้งอยู่ใต้ร่างของผมดูคล้ายลูกแมวน้อยที่ถูกจับให้นอนหงายแล้วสะกดไว้ด้วยการเกาพุง เธอเบิกตามองผมอย่างตกใจ

เสียงกระทบกระแทกของกายหนุ่มสาวจากลำโพงโทรทัศน์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ผมเองก็ไม่ยอมลุกจากการทาบทับคนดื้อเช่นกัน มีแต่จะแกล้งเธอคืนน่ะสิไม่ว่า

“อยากดูดุ้นเหรอ” ผมกระซิบถามเสียงแผ่วที่ข้างใบหูขาวซึ่งบัดนี้เริ่มเรื่อแดงขึ้นมาเพราะความร้อนในร่างกาย “ให้ดูก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนว่าดุ้นของผมเนี่ย ถ้าออกมาแล้วล่ะก็...จะต้องได้กินน้ำหวานจนอิ่ม ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมกลับเข้าที่ง่าย ๆ แน่” ผมพูดขู่ทั้งที่ใจก็นึกขำมุกเสี่ยวที่ยกมาอ้าง นี่มันดุ้นหรือดาบปีศาจในหนังจีนกำลังภายในกันแน่ แต่เอาเถอะ ขอแค่เธอกลัวก็พอแล้ว

เพียวส่ายหน้าไปมาหลังจากที่นิ่งฟังความน่ากลัวของดุ้นปีศาจจนจบ ปากบอกว่าไม่เอา ๆ แต่ไม่ยอมขัดขืนให้เป็นเรื่องเป็นราว

มาถึงขั้นนี้แล้ว คิดเสียว่าเป็นคอร์สพิเศษที่แถมฟรีเนื่องในโอกาสที่เธออุตส่าห์ลงเรียนวิชากับผมก็แล้วกัน

คอร์สเสริมแบบจัดเต็ม !


###



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น