akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 51 เผชิญหน้า

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 51 เผชิญหน้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.6k

ความคิดเห็น : 199

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 19:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 51 เผชิญหน้า
แบบอักษร

51

เผชิญหน้า

            ไม่ว่าจะสักกี่ครั้ง วิรุจน์ก็รับรู้ได้ว่า การที่เขามาอยู่ในบ้านของหยางจินนั้น            เหมือนกับว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในมนตราที่ไม่สามารถจะถอนตัวได้ น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นเหมือนเพื่อนรักของเขาไม่มีผิด

                “อยู่เคียงข้างผมตลอดไปได้ไหม”

                ภาพความทรงจำระหว่างเขาและพีรพัฒน์ไหลย้อนเข้ามา วิรุจน์ไม่อยากจะคิดว่าเพื่อนรักของเขาได้จากเขาไปแล้ว ถ้าเลือกได้ เขาก็อยากจะให้อีกฝ่ายอยู่กับเขาตลอดไป

                “จะไม่ทิ้งกันไปใช่ไหม”

                คำถามนั้นดูเลื่อนลอย หากมีคนบอกว่าเขาเป็นคนยึดติดกับอดีตก็คงจะใช่ ตอนนี้เขาไม่ต่างกับคนที่ยอมให้อดีตกัดกินหัวใจ ยอมให้ถูกหลอกว่าเพื่อนของเขา           ยังไม่ตาย ไม่ว่านานแค่ไหน เขาก็ไม่เคยจะทำใจได้เลยว่าเพื่อนรักของเขา                   ได้จากโลกใบนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ

                การจากลา…ที่ไม่มีวันได้พบกันอีกมันช่างทรมาน

                “ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

                หยางจินจับวิรุจน์ให้หันมาสบตาเขา ใบหน้าที่เหมือนกับเพื่อนรัก น้ำเสียงที่คุ้นเคย ทำให้วิรุจน์เผยระบายยิ้มออกมา

                “อืม…”

                เพียงเท่านั้น หยางจินก็รั้งใบหน้างดงามเข้ามากดจูบอย่างที่ไม่คิดจะรอให้

วิรุจน์ได้ตอบโต้ใดๆ ปลายลิ้นร้อนแตะสัมผัสกับปากสวยอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ

                …พี…ฉันขอโทษ

                พาลให้หวนถึงเรื่องราวในอดีตที่เขาเคยทำในยามที่เพื่อนรักของเขากำลัง            นอนหลับ วิรุจน์ทำในสิ่งที่ตัวเองก็ยังตกใจ เมื่อเขาได้ก้มลงไปจุมพิตริมฝีปาก                ของเพื่อนรักอย่างไม่รู้ตัว 

                …เขา…แอบหลงรักเพื่อนสนิทไปแล้วจริงๆ…

                ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่วิรุจน์ปฏิเสธตัวเองมาตลอด เขาเคยบอกกับตัวเองว่าเขาไม่ได้คิดกับพีรพัฒน์มากกว่าเพื่อน แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกของเขามันจะซ้อนทับกัน  ไปหมด จนไม่รู้ว่าอะไรคือความรู้สึกที่แท้จริง

                “อ่า…”

                พออากาศที่ใช้หายใจเริ่มหมด วิรุจน์จึงได้สติของตัวเองกลับมา ทั้งสองผละออกมาจากการจูบ วิรุจน์พูดอะไรไม่ออก เขาทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้หักห้ามใจเสียแล้ว

                “ผมคิดว่า…ผมคงต้องกลับก่อน”

                “ครับ”

                หยางจินไม่คิดจะรั้งเอาไว้ เพราะดูจากท่าทางของวิรุจน์แล้ว ชายหนุ่มเหมือนคนที่กำลังจะคุมสติตัวเองไว้ไม่อยู่

                “ขับรถระวังด้วยนะครับ”

                “ครับ”

                “ผมหวังว่าอีกไม่นานจะได้คำตอบจากคุณ”

                วิรุจน์ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากขับรถกลับบ้าน ในสมองเขาคิดใคร่ครวญ            ไม่หยุดกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                …พี…นายกลับมาฉันแล้ว นายอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว…แต่ทำไม การที่ตอบ         ตกลงไปมันถึงได้ยากนัก…

                ทั้งๆที่เขาคิดว่าเขาต้องการพีรพัฒน์มาตลอด แต่ทว่าในตอนนี้ เหมือนว่า           มีใครอีกคนที่กำลังฉุดรั้งไม่ให้เขากลับเข้าไปในอดีต

                …พอล…

                วิรุจน์จอดรถเข้าข้างทาง เขายกมือบีบที่หัวใจ มันช่างทรมานเหลือเกิน             ทั้งความรู้สึกของเขาเอง และการทำพันธะวิญญาณที่ต้องซื่อสัตย์กับแค่คนเดียวเท่านั้น

                …ใช่แล้ว ที่เขาคิดถึงพอล ก็เพราะพันธะวิญญาณ…

                …เขาต้องยกเลิกพันธะวิญญาณให้เร็วที่สุด…

                ชายหนุ่มโทรหาถึงพอลทันที มันถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะจริงจังกับเรื่องนี้          ไม่นานนักพอลก็รับสาย

                [มีอะไร]

                “นายจะยกเลิกพันธะวิญญาณให้กับฉันเมื่อไหร่ เร็วที่สุดเมื่อไหร่”

                [หึ…เพิ่งกลับมากรุงเทพไม่นาน ก็รีบร้อนเชียวนะ]

                “ฉันถามว่าเมื่อไหร่!”

                เขาแทบจะตะคอกใส่พอล พอลทำให้เขาสับสนมากเกินไปแล้ว เขาแทบจะ           ไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาต้องการจบปัญหาพวกนี้อย่างจริงจังสักที มันเรื้อรังจนเหมือนเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาได้อยู่แล้ว

                [แล้วถ้าฉันบอกว่าจะไม่ยกเลิกให้ล่ะ]

                “นี่นายคิดจะกลับคำเหรอพอล นายเคยบอกว่า จะยกเลิกให้ เมื่อฉันบอก           อย่าคิดว่าฉันความจำเสื่อมจนลืมนะพอล”

                [หึ ถ้าอยากจะยกเลิกนัก…ก็ได้ แต่รอร่างกายนายหายดีก่อน แล้วค่อยมาหาฉัน]

                “ได้…”

                วิรุจน์ตัดสายทันที เขาฟุบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ

                …ในที่สุด ทุกอย่างมันก็จะจบสิ้นลงสักที…

-------+++++-------

                พรึ่บ!

                เสียงนกเหยี่ยวหยุดเกาะที่ขอนไม้ใหญ่ทำให้หยางจินที่กำลังจับพู่กันระบายสีบนภาพต้องมีอันหยุดชะงัก เขาปรายตามองนกตัวใหญ่ที่ไม่ต่างกับบริวารของเขา

                “พันธะวิญญาณงั้นเหรอ”

                ชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างน่ากลัว ถึงเขาจะไม่ใช่อมนุษย์ แต่เขาก็รู้ภาษาสัตว์  ชายหนุ่มหย่อนกายลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก เขาเปิดลิ้นชักแล้วหยิบกล่องเงินที่มีลวดลายวิจิตรออกมา

                “โง่เขลาจริงๆ คิดว่ามีแค่คนทำพันธะวิญญาณที่จะยกเลิกพันธะได้อย่างนั้นเหรอ…หึ”

                เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ เขาเตรียมการทุกอย่างไว้รอใครบางคน อีกไม่นานผู้ชายที่เขาคิดจะชำระบัญชีความแค้นก็จะมาถึง

                “คู่ครองแห่งโชคชะตา…ฉันไม่มีวันยกเขาให้ใครทั้งนั้น”

                หยางจินยันกายลุกขึ้น เดินเหยียบพรมที่ทำมาจากหนังสุนัขจิ้งจอก  ทำไมเขาจะต้องหวาดกลัวบุคคลที่เขาจะพบเจอในอีกไม่ช้า ใต้เท้าของเขาก็คือซากชีวิต         ของอมนุษย์ที่เคยเป็นสายพันธุ์สุนัขจิ้งจอกมาก่อน หลังจากได้ปลิดชีพไปแล้ว              เขาก็สั่งให้คนถลกหนังและนำมาทำเป็นพรมปูพื้นในห้อง หยางจินทอดมองมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเหยียดยิ้ม

                “เห็นที...คงถึงเวลาเปลี่ยนพรม…ให้เป็นหนังเสือโคร่งขาวแล้วล่ะมั้ง”

-------+++++-------

                หลังจากที่ถูกหยางจินสารภาพรัก วิรุจน์ก็ไม่กล้าแม้แต่จะติดต่ออีกฝ่ายไป          เขาทั้งคิดมากและสับสน แต่ก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเลย

                “ไอ้รุจน์”

                ชายหนุ่มหลุดออกมาจากความคิดของตัวเอง วันนี้นาคินทร์หามาเขาที่บริษัทเกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์ยาตัวใหม่ที่เขาอาจจะเสนอให้ครอบครัวของวิรุจน์ได้ร่วมลงทุนในครั้งนี้ด้วย

                “นี่หลับในหรือไงวะ”

                นาคินทร์เริ่มเคืองเพื่อนรัก เขานั่งลงบนเก้าอี้เบาะนุ่ม มองท่าทีของเพื่อนตัวสูงที่เหมือนกำลังคิดมากและกังวลกับบางอย่าง

                “มีอะไรก็ปรึกษาฉันได้”

                ยิ่งเห็นวิรุจน์หลบตา เขาก็ยิ่งเป็นห่วง วิรุจน์กุมมือของตัวเองเอาไว้แน่น ในตอนนี้เขากำลังสับสนอย่างเป็นที่สุด

                “ฉัน…ฉันจะยกเลิกพันธะวิญญาณกับพอล”

                ทั้งๆที่น่าจะเป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับนาคินทร์ แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดี              สักเท่าไหร่นัก นั่นอาจจะเป็นเพราะเขารับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรัก

                “แต่ดูนายไม่มั่นใจกับสิ่งที่ตัดสินใจเลยนะ”

                “ที่จริงมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ฉันควรทำตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ”

                เขาสบตากับเพื่อนรัก หวังให้นาคินทร์ช่วยย้ำเตือนเขาให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดมันถูกต้องที่สุดแล้ว

                “ตัวนายน่าจะรู้ดีที่สุด ว่าควรจะทำอะไร”

                “ฉันมันแย่มากเลยใช่ไหมวะ ฉันมันเหมือนเด็กไม่รู้จักโต”

                “จะโทษตัวทำไม นายกำลังสับสนใช่ไหม”

                นาคินทร์พอจะเข้าใจกับสิ่งที่วิรุจน์กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ ทั้งแววตา              และท่าทางนั้นเหมือนกับคนกำลังหลงทาง

                “ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี…ฉันไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับมันยังไงดี”

                ยิ่งเห็นอาการของเพื่อนรักเขาก็ยิ่งเป็นห่วง ชายหนุ่มได้แต่วางมือบนบ่า                ของวิรุจน์แล้วตบเบาๆ

                “ใจเย็นๆ ทุกอย่างมีทางออก”

                “หยางจินขอฉันคบ”

                คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันทันที นาคินทร์จ้องหน้าเพื่อนรัก

                “แล้วนายตอบไปว่ายังไง คบกับเจ้านั่นไปแล้วเหรอ”

                คำตอบคือการส่ายหน้าไปมาเบาๆ

                “ฉันยังไม่ได้ให้คำตอบเขา”

                “แล้วมีคำตอบไว้ในใจหรือยัง”

                “ฉันไม่รู้ว่ะ มันตื้อไปหมดเลย”

                “คำตอบมันก็ไม่ยาก แค่รักหรือเปล่า ถ้ารักก็ไม่ต้องคิดมาก”

                คำพูดของนาคินทร์เหมือนไปกระตุ้นความคิดของวิรุจน์ เขาเองก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเขารักหยางจินหรือเปล่า แต่ถ้าถามว่าเขารักพีรพัฒน์ไหม เขาตอบได้ว่าเขารัก แม้ว่าความรักนั้นมันจะก้ำกึ่งในฐานะเพื่อนสนิทหรือว่าคนรักก็ตามที

                “ส่วนเรื่องพันธะวิญญาณ มันก็ถูกแล้ว ที่จะยกเลิก เพราะทำไปก็มีแต่นาย           ที่จะเหนื่อยกับมัน”

                ในเรื่องนี้เขาเห็นด้วย แต่ที่ตกใจก็มีอยู่บ้างที่วิรุจน์ปล่อยให้เวลาผ่านไป           เนิ่นนานมากขนาดนี้โดยที่ยังไม่ได้ยกเลิกพันธะวิญญาณกับพอล

                “อืม…ขอบใจ”

                การได้คุยกับนาคินทร์ ทำให้วิรุจน์เริ่มตัดสินใจได้มากขึ้น เขาแน่ใจแล้วว่าเขาต้องจบเรื่องระหว่างเขากับพอลเสียที ส่วนเรื่องของหยางจิน…เขาจะตัดสินใจอีกครั้ง หลังจากได้ยกเลิกพันธะวิญญาณ

-------+++++-------

                เวลาผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ที่วิรุจน์ยังไม่ได้ให้คำตอบกับหยางจิน แต่ในวันนี้

หยางจินมาหาเขาถึงที่บ้าน ชายหนุ่มมาพร้อมกับของฝากที่จะนำมาให้กับครอบครัวของเขา

                “สวัสดีครับ คุณหยางจิน”

                กรณัฐเอ่ยทักทายแขกแปลกหน้าที่วิรุจน์แนะนำให้กับคนในครอบครัวได้รู้จัก หลานชายตัวน้อยเดินเข้ามาหาคุณอาวิรุจน์ ไทกะเงยหน้ามอง

                “ใครเหรอครับ”

                “เพื่อนของอาเองครับ”

                หลังจากตอบคำถามหลานชายแล้ว เขาก็เชิญให้หยางจินเข้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่พยัคฆ์เดินลงมาจากบันไดพอดี

                “คนนี้น่ะเหรอ”

                คำถามนั้น พอจะทำให้วิรุจน์ได้เข้าใจว่าพยัคฆ์หมายถึงอะไร เขาก็เคยเกริ่นเรื่องของหยางจินเอาไว้บ้างแล้ว เพราะหยางจินติดต่อเขามาว่าจะมาหาเขาที่บ้าน            ซึ่งวิรุจน์เองก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด

                “ไหนๆก็มาแล้ว ทานมื้อเย็นด้วยกันสิ”

                พยัคฆ์เอ่ยชวนไปตามมารยาท เขาเองก็รู้จักเพื่อนสนิทของน้องชาย แต่ไม่คิดว่าผู้ชายตรงหน้าเขาจะหน้าเหมือนพีรพัฒน์ราวกับเป็นฝาแฝดมากขนาดนี้ ถึงเขาจะเคยเห็นพีรพัฒน์เมื่อนานมากแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะจำไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้จำได้แม่น          ก็ตาม

                “ขอบคุณครับ”

                ทั้งอำนาจและความน่าเกรงขามของพยัคฆ์ทำให้หยางจินรับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดา แล้วไหนจะยังเด็กแฝดสองคนที่วุ่นวายอยู่กับวิรุจน์อย่างสนิทสนมนั้น               ก็มีสายเลือดของเสือโคร่งอยู่เช่นกัน

                …เขากำลังบุกถ้ำเสือ…

                แต่ถ้าต้องการน้องชายของเสือร้ายมาเป็นคนรัก เขาเองก็ต้องสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้  ทั้งๆที่ครอบครัวนี้เหมือนจะมีอมนุษย์เป็นหลัก แต่ทว่าก็มีมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมด้วย และที่สำคัญก็คือสะใภ้ของตระกูลนี้เป็นมนุษย์และยังเป็นผู้ชาย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าหากเขาจะคบกับวิรุจน์ก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แม้เขาจะเป็นมนุษย์ก็ตามที

                ก่อนที่มื้อเย็นจะเริ่มต้นขึ้น หยางจินสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมของคนในครอบครัว วิรุจน์เองก็เป็นตัวของตัวเอง เขาทั้งยิ้มแย้มและอารมณ์ดี ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะรักหลานเอามากๆ

                “คุณท่านคะ”

                แม่บ้านเข้ามาหาศาลทูร แม้ทุกคนจะอยู่พร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีการเสิร์ฟอาหารแต่อย่างใด

                “โทระหิวจัง”

                เด็กตัวน้อยหันมากระซิบบอกวิรุจน์ วิรุจน์ลูบกลุ่มผมนิ่มเบาๆ

                “รอหน่อยนะครับ เดี๋ยวอาหารก็มา”

                แม้แต่วิรุจน์เองก็ยังแปลกใจ ว่าทำไมแม่บ้านถึงยังไม่ยกอาหารมาวางไว้         บนโต๊ะเสียที

                “มาแล้วค่ะ”

                คำพูดสั้นๆของเธอ ไม่ได้ทำให้วิรุจน์และหยางจินนั้นเข้าใจได้ แม้แต่เด็กๆเอง ก็ไม่เข้าใจว่าแม่บ้านหมายถึงอะไร แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเด็กที่จะต้องใส่ใจให้ปวดหัวเสียด้วย

                “ใครมาเหรอครับคุณพ่อ”

                วิรุจน์ถามออกไป แต่แทนที่จะได้รับคำตอบ ร่างสูงใหญ่ก็ปรากฏตัว                 เดินเข้ามาในห้องอาหาร

                “ฉันเอง”

                เสียงทุ้มที่ไม่ได้ยินมาหลายวัน ทำให้วิรุจน์ตกใจ เขาหันไปมองพอล แม้ว่าเขาตั้งใจจะยุติเรื่องราวระหว่างเขากับพอลแล้ว แต่วิรุจน์ก็ยังไม่สามารถไปหาพอลได้สักที ราวกับว่าเขากำลังกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพอลจะสิ้นสุดลง หากไม่มีสิ่งที่ผูกมัดเขาทั้งสองเอาไว้

                “พ่อเป็นคนบอกให้พอลมาทานมื้อเย็นด้วยกันเองล่ะ”

                คิ้วของหยางจินเริ่มกระตุก เขาเป็นคนความรู้สึกไว และในครั้งนี้เขาก็รับรู้ได้ว่าทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจ ศาลทูรเลือกที่จะสนับสนุนพอล ผู้นำของบ้านดูออกว่าเขาไม่ใช่แค่คนที่คิดกับวิรุจน์แค่เพื่อน

                “ขอผมทานมื้อเย็นด้วยอีกสักคนได้ไหมครับ”

                “คิน”

                วิรุจน์ตกใจกว่าเดิมที่เห็นนาคินทร์เดินเข้ามาสมทบพอล พอลตวัดสายตามองนาคินทร์อย่างไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ดูเหมือนว่านาคินทร์จะไม่สนใจ ในวันนี้เขาอยากจะมาเจอกับใครบางคนเสียมากกว่า

                …มีแต่คนคิดที่ขัดขวางทางเขา…

                เพราะดูออกหมดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะอะไร หยางจินจึงค่อนข้างที่จะหงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าทุกคนต้องการรู้จักเขา ไม่ว่าจะเป็น            เพื่อนสนิท หรือแม้แต่กระทั่งผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่อ้างตัวว่าเป็นคนรักของวิรุจน์

                …ก็เอาสิ…คิดว่าฉันจะกลัวพวกนายหรือไง!..

                หยางจินได้แต่ระบายยิ้ม กลบเกลื่อนความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากของคนดี

                “พอล คิน นั่งสิ”

                พยัคฆ์เป็นคนเอ่ยปาก ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้ พอลนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหยางจิน ส่วนนาคินทร์นั่งลงใกล้ๆกับวิรุจน์ที่มีเจ้าเด็กตัวน้อยนั่งคั่นอยู่

                “แม่กวาง ไทกะขอไปนั่งข้างๆอาพอลได้ไหมครับ”

                “ได้สิลูก แต่อย่าไปกวนอาพอลเขานะครับ”

                กรณัฐบอกกับลูกชาย ไทกะยิ้มร่า เขาลงจากเก้าอี้ตัวเอง ไปนั่งใกล้ๆกับพอลแทน

                “เอาละ วันนี้ก็พร้อมหน้ากันขนาดนี้ น่าดีใจจริงๆ”

                เจ้าของบ้านเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แม้หยางจินจะยิ้ม แต่ในใจเขาไม่ได้ยิ้มตาม ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าทั้งพอล นาคินทร์ พยัคฆ์ และศาลทูรกำลังจับตามองดูเขาอยู่ คนพวกนี้อาจจะกำลังรู้แล้วก็ได้ว่าเขาไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา…แต่สามารถฆ่าพวกอมนุษย์ได้…ไม่ต่างกับนายพรานล่าสัตว์ในคราบนักบุญ

                “อารุจน์ครับ  โทระอยากกินไข่”

                เด็กตัวน้อยออดอ้อนคุณอา หลังจากที่อาหารถูกนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ วิรุจน์ทำตามคำขอของหลานชาย การตอบแทนคำขอบคุณคือก้มหน้าลงไปให้เด็กตัวน้อยหอมแก้ม

                ฟอด!

                ตลอดเวลาที่ทานมื้อเย็น ทั้งพอลและหยางจินได้สบตากันเป็นพักๆ หยางจินทำเป็นไม่สนใจ ในขณะที่พอลอยากจะรู้ว่าเบื้องหลังของผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่ เพราะแม้เขาจะให้คนไปตามสืบ แต่ก็แทบจะไม่ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับคนคนนี้มากนัก

                “ที่จริง ผมมีภาพวาดมาให้คุณลุงด้วยนะครับ”

                หยางจินบอกยิ้มๆหลังจากทุกคนเริ่มทานมื้อเย็นเสร็จ  ศาลทูรเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ในขณะที่หยางจินบอกให้คนของเขาไปหยิบภาพวาดในรถออกมา

                “นี่ครับ”

                ภาพวาดที่หยางจินนำมาให้ครอบครัวของพยัคฆ์คือภาพเสือโคร่งตัวใหญ่ที่สง่างาม ศาลทูรระบายยิ้มอย่างยินดี

                “วาดสวยมาก”ศาลทูรเอ่ยชม

                “ผมดีใจครับ ที่คุณลุงชอบ”

                การกระทำทุกอย่างของหยางจินอยู่ในสายตาของพอลและนาคินทร์ สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่าผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจ ถึงแม้หยางจินจะเป็นมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปเสียทีเดียว เหมือนว่าเจ้าตัวมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่

                “เอ่อ…ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะครับ”

                วิรุจน์รับรู้ได้ถึงความอึดอัด รวมทั้งสายตาที่พอลมองมาที่เขา ตอนนี้พอลคง          รู้แล้วว่าคนที่มาบ้านเขาในตอนนี้คือหยางจิน และเขาก็ไม่ได้เลิกติดต่อกับอีกฝ่าย     ตามที่พอลสั่งเอาไว้เสียด้วย

                “นายคิดจะท้าทายฉันใช่ไหม”

                เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้วิรุจน์แทบจะสะดุ้งสุดตัว พอลอยู่ไม่ไกลจากเขา ทั้งสองอยู่ในบริเวณที่ไกลจากห้องอาหาร เขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ          เมื่อพอลเข้ามาใกล้เขามากขึ้น รวมทั้งแขนแข็งแรงที่ทาบกับกำแพงเอาไว้

                “นายไม่ใช่เจ้านายฉัน นายสั่งให้ฉันเลิกยุ่งกับใครไม่ได้หรอกนะ”

                “งั้นเหรอ”

                ดูเหมือนว่าคำพูดของวิรุจน์จะไปกระตุ้นความโมโหของพอลได้อย่างดี ข้อมือของเขาถูกพอลจับบีบอย่างรุนแรง จนใบหน้าหล่อเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ

                “ปล่อย”

                “ไม่!”

                “พอล!”

                “ทำอะไรกันอยู่เหรอครับ”

                เสียงของหยางจินทำให้ทั้งคู่ชะงัก พอลไม่ปล่อยวิรุจน์ให้เป็นอิสระ เขารั้งร่างของชายหนุ่มให้มาแนบชิดตัวเอง

                “ปล่อยนะพอล!”

                วิรุจน์บอกเสียงไม่ดังมากนัก เขาไม่อยากให้หยางจินเข้าใจผิด

                “ทำไมต้องปล่อย ในเมื่อนายกับฉัน…เราลึกซึ้งกันขนาดนี้”

                ว่าจบ เขาก็รั้งร่างของวิรุจน์มากดจูบต่อหน้าหยางจินทันที วิรุจน์ได้แต่             เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รสจูบที่พอลมอบให้มันรุนแรงและป่าเถื่อนจนเขารู้สึกแย่ ไหนจะสายตาที่หยางจินมอง วิรุจน์ไม่กล้าหันไปมองว่าหยางจินมองเขาด้วยสายตาแบบไหน เพราะเขากลัวว่าใบหน้าที่เหมือนกับเพื่อนรักของเขาจะทำให้เขารู้สึกปวดใจ

                หยางจินกำมือแน่น ยิ่งพอลปรายตามองเขาเหมือนผู้ชนะ เขาก็ยิ่งโกรธเคือง พอลผละออกมาจากจูบที่แสดงความเป็นเจ้าของ เขาหันไปคุยกับหยางจินด้วยท่าทางที่แสดงอำนาจ

                “เลิกยุ่งกับหมอนี่ซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”

100%

ช่วงนี้อากิยุ่งๆ ติดตามการอัพได้ที่เพจค่ะ


เปิดรีปริ้น Royal Tiger ภาค 2

วันนี้  – 15 กรกฎาคม 2560 


(ติดตามรายละเอียดได้ที่หน้าบทความ)

http://www.tunwalai.com/chapter/1061950/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-2-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-15-%E0%B8%81%E0%B8%84-60


 #


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}