เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 11 คราปักษาหลบฝน

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 11 คราปักษาหลบฝน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 436

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2562 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 11 คราปักษาหลบฝน
แบบอักษร

​ตอนที่ 11 คราปักษาหลบฝน

…“ฤดูร้อนอันแสนเฉยชาและสายฝนที่ไม่มีวันหยุดตก เด็กหนุ่มผู้รักสันโดษยืนหลังพิงชั้นหนังสือ มือขวาถือนิทานเล่มหนึ่ง ณ คฤหาสน์บนเขาไร้ทางออก ณ ที่แห่งนั้นมีผู้ถือครองสิทธิ์บรรณรักษ์แห่งห้องสมุดต้องสาป และสิ่งมีชีวิตแสนร้ายกาจ”….

“นายจะต้องอยู่เป็นเพื่อนชั้นจนตาย”

“******…ขอนอนก่อนค่อยคิดละกัน”…


          แคว้นแม่รีมีพื้นที่พรมแดนอยู่ในอาณาเขตเทือกเขารถไฟ แนวเทือกเขาสูงชันทอดยาวสลับคดเคี้ยวกับแม่น้ำ พงไพรดิบชื้น และถ้ำหินใต้ภูเขาไฟ บรรดาขุนเขารถไฟเปรียบดั่งเส้นแบ่งเขตแคว้นและกำแพงอาณาจักร มันคือสิ่งที่กั้นระหว่างแคว้นแมรี่และแคว้นมิทโบว์ สองอาณาจักรยักษ์ใหญ่ที่ฝ่ายหนึ่งชอบเล่นน้ำฝน ฝ่ายหนึ่งชอบความอบอ้าว

          แคว้นแมรี่มีสามฤดูกาลคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ทั้งสามกาลผันเปลี่ยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝนมาไฟดับ ฝนไปลมพัด

          ยามนี้แคว้นแมรี่กำลังมีห้วงพายุฟ้าคะนอง กลิ่นน้ำฝนและไอธรรมชาติชอุ่ม เวลาเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชพรรณ เมรัยชอบฝน เพราะมันเย็นและทำให้สดชื่น นางชอบวิ่งเล่นท่ามกลางน้ำฝนและก็เป็นหวัดโดนแม่ดุ

          “ฝนกำลังมา”

          นารีเงยหน้ามองฟ้าอึมครึมแว่วเสียงฟ้าร้องรำไร เมรัยและนารีหลบฝนในกระท่อมข้างถนน เส้นทางจากเมืองลักกี้มุ่งสู่สุสานคนตาย พวกนางทานซุบเห็ดฝีมือบาเบลร่าเป็นมื้อเช้าและขอลางานร้านเหล้าซิงเป็นเวลาหนึ่งวัน ลุงซิงให้พวกเด็กๆลาตามใจชอบเพราะช่วงเช้ามิค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่นัก งานจึงมิยุ่งเท่าเวลากลางคืนที่มีผู้คนพลุ่งพล่าน ร้องเรียกอยากกระดกเหล้าคลายทุกข์และระลึกความหลังกับเพื่อนเก่าจากต่างเมือง

          “ถ้ารีบคงไปถึง”

          “รอที่นี่ก่อนเถอะ”

          เมรัยดึงสหายกลัวว่าพอก้าวเท้าพ้นเขตหลังคาไม้ สายฝนจะเทกระหน่ำใส่นารีจนตัวเปียกปอน หมอผีน้อยชอบใช้สัญชาตญาณในการคาดเดา นางพูดยังมิขาดคำเม็ดน้ำฝนก็พลันร่วงหล่นประปรายตรงหน้านารี ดวงดาวน้อยเลิกคิ้วและค่อยๆชักเท้ากลับ รู้สึกทึ้งในการเดาของเมรัย

          “มิใช่ถูกต้องทุกครั้ง แต่ส่วนมากก็แม่นยำ..”

          ภายในมีที่นั่งพักเท้า สองเด็กน้อยหย่อนก้นบนม้านั่งไม้ คราวก้นนุ่มนิ่มทิ้งน้ำหนัก เสียงไม้ก็ดังเอียดอาดคล้ายจะหักพัง นารีมิมั่นใจว่าม้านั่งจะรองรับน้ำหนักพวกนางได้หรือไม่ กระนั้นความสงสัยกังวลมิมีในหัวใจเมรัย หมอผีขบขันความใคร่รู้ของเพื่อนตัวน้อยจึงบอกนารีว่าไม่เป็นไร มันไม่หัก

          บนดินแดนแห่งดารา ของทุกชิ้นจะไม่ส่งเสียงกรีดร้องเจ็บปวดเฉกเช่นของต่างๆบนพื้นโลกที่มีความพุพัง ทำให้นารีหวาดกลัวเบาๆคราวที่ต้องสัมผัสหรือได้ยินเสียงวัตถุชำระ วัสดุบนอวกาศมีแต่ธาตุคงทนมิแตกหักง่ายเช่นไม้บนโลกมนุษย์

          พวกนางนั่งหลบฝน เมรัยสวมฮูดปกปิดส่วนศีรษะเนื่องจากนางเป็นโรคกลัวผู้คน เวลาออกจากเมืองลักกี้จึงต้องสวมชุดอำพรางเหมือนพ่อมด ซ่อนสีหน้าหมอกคล้ำ เมรัยเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้น นางกลัวอดีตและมันก็ส่งผลให้นางกลัวการพบเจอคนแปลกหน้า มิคุ้นเคย

          นางลงทุนไว้ผมยาวปิดบังหน้าและดวงตา หากก้มหัวเล็กน้อยเส้นผมจะหล่นปิดบังทำให้มิค่อยมีใครเห็นสีหน้านางเวลาพูด และเพราะประกอบอาชีพหมอผีทำให้ผู้อื่นมิสงสัยในนิสัยของเมรัย คิดว่าเป็นเช่นนี้ก็สมเป็นหมอผี แลลึกลับและพิศวง มอน่าเข้าใกล้เพราะกลัวถูกเสกตะปูเข้าท้อง

          มีข่าวลือว่าหากสบตาหมอผี วิญญาณจะหลุดจากร่าง ไฟไหม้นิ้ว หรือไม่ก็กลายเป็นหิน ทำให้มิมีผู้ใดกล้ากระชากฮูดคลุมหัวเมรัยสักคน คนที่ไม่รู้ความจริงมองนางอย่างเกรงกลัวผวา แต่หากเป็นคนรู้จักหรือชาวเมืองลักกี้จะรู้ว่าที่จริงเมรัยแค่อยากปกปิดขอบตาดำเท่านั้น

          เสื้อคลุมแขนยาวมีชายแขนกว้างใหญ่ประหนึ่งชุดชนชาวตะวันออก ส่วนหลังยาวลากพื้น ตัวผ้าสีแดงดำแฝงความน่าเกรงขาม มันคือชุดเครื่องแบบเต็มยศเวลาเมรัยปฏิบัติงานภาคสนาม ด้วยชุดเครื่องบนนี้ขับให้นางแลน่านับถือและเปี่ยมด้วยมนต์สะกดดั่งพรายไม้ นางเงือกและไซเรน

          ทุกย่างก้าวแฝงอำนาจมืด เสียงวาจาดั่งปะกาศิตชี้เป็นชี้ตาย แม้ผู้คนส่วนมากไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่เวลาเมรัยเอาจริงก็สามารถทำให้ผู้คนปิดปากมิกล้าหือได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ พื้นฐานชาวบ้านคือไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่ เวลาเมรัยบอกมีผีเกาะหลังคนผู้นั่น เขาก็จะรู้สึกขนลุกและตกใจกลัว เมรัยหัวเราะและก็ถูกไม้ฟาดหัวจนหัวแตกเลือดไหล  

          กระนั้นเวลาเอาจริงก็มีไม่มากนักเพราะมันต้องใช้พลังมิน้อย ปั้นสีหน้าเข้มขรึมแล้วเมรัยรู้สึกเมื่อย ทำตัวจริงจังได้ห้านาทีนางก็อยากกลับบ้านนอนเสียแล้ว มิค่อยมีแรงใจเท่าไหร่นัก ขี้คร้านเหมือนหมูชอบเล่นโคลนตม  

          “เมรัยเริ่มเป็นหมอผีนานแล้วหรือ”

          “เห็นภูตพรายตั้งแต่เกิด แต่เพิ่งทำจริงๆก็..สองปีที่แล้ว”

          สายลมพัดหยดน้ำฝนกระเซ็นใส่นารี คราวเมรัยยกแขนเสื้อปัดป้องดวงดาวน้อยไว้ทันท่วงที นารีกะพริบตามองสหายที่อุสาสละแขนเสื้อปกป้องนางจากภัยน้ำฝน เมรัยกลัวว่าเผ่าดาราจะเป็นหวัดหากถูกน้ำฝน บนจักรวาลคงไม่มีฝนกระมัง มิรู้ว่านารีโดนแล้วจะไข้จับหรือไม่

          “ขอบคุณ..”

          “ฮึๆแล้วนารีเป็นเผ่าดาราตั้งแต่เมื่อใด”เมรัยอมยิ้มหัวเราะขบขันท่าทีเกรงใจและน่ารักของเจ้าดวงดาวน้อย นารีเม้นปากและมองค้อนสหายตอบกลับด้วยน้ำเสียงมิพอใจนิดหน่อย “เป็นตั้งแต่เกิดแล้วย่ะ”

          คิดว่าข้าเป็นนกยุงกินดาวก่อนเป็นเผ่าดาราหรือ นารีจ้องเมรัยอย่างดุดันแฝงความมุ่งร้าย หมอผีน้อยสบตาสหายพลันต้องเบือนหน้าหนี ยกชายเสื้อกลั้นขำสุดแรง คิดว่าขนาดตอนทำหน้าดุยังน่ารักเยี่ยงนี้ หัวใจข้าคงมิอาจทานทน

          “เจ้าชอบ..ผู้หญิงหรือ”

          “อืม..ข้าชอบผู้หญิง”

          หมอผีน้อยผงกหัวตอบอย่างมั่นใจและมิเขินอายดั่งว่ามันคือความชอบของนางมิใช่เรื่องผิดบาป คนเราล้วนมีสิ่งที่ชอบมิเหมือนกัน ถึงจะดูผิดปกติหรือแปลกจนน่าเป็นห่วง แต่เมรัยก็ชอบเช่นนี้ ซึ่งนางมิรู้ว่านารีก็ชอบเช่นกัน

          “ข้าชอบเมรัยนะ”นารีประกาศอย่างภาคภูมิและก็พลันโคลงหน้าหนีด้วยความอายปะทุขึ้นอก ใบหน้าแดงเป็นก้นลิงรู้สึกอยากมุดดินหนีทันใด นี่ข้าพูดอะไรออกไปนะ

          “ข้าก็ชอบเจ้าเช่นกัน”

          คำสารภาพรักจากใจจริงถูกเห็นเป็นเรื่องเล่นและหยอกล้อสำหรับหมอผี นารีแอบโล่งใจและผิดหวัง ดวงดาวน้อยแก้มป่องและเอียงตัวล้มทับไหล่หมอผีน้อย เมรัยเกือบหัวทิ่มยังดีที่นางออกแรงมือกดพื้นม้านั่งไว้ก่อน

          “โกธรแล้วนะ”

          “อาเร๊ะ..”เมรัยอ้าปากสีหน้ากระอักกระอ่วน นางมิอยากขัดใจสหายสาวและก็มิรู้ว่าพอทำให้เพื่อนโกรธแล้วจะคืนดีเช่นไร ทั้งคู่ถูกความเงียบปกคลุม เมรัยเหงื่อตก นางอยากพูดอะไรสักอย่างแต่มิรู้จะเอ่ยเช่นใด วันนี้อากาศดีนะ ก็กลัวแต่พูดแล้วมันจะแย่กว่าเดิม

          สายฝนเย็นฉ่ำสาดโปรยปรายราวว่ามิมีวันหยุดหลั่งริน นารีซุกไส้เนื้อกายดิ้นดุกดิกบริเวณแผ่นอกเมรัย สาวน้อยหมอผีถอนหายใจพลางมุมปากยกโค้งบางๆตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ ทั้งเมื่อก่อนและเรื่อยมา นางรักสันโดษและแยกตัวจากสังคมมนุษย์ มิใช่ว่าเมรัยชอบอยู่คนเดียว แต่นางก็มิอยากวุ่นวายหรือเกี่ยวข้องกับใครนัก เพื่อนมิตรสหายมีมิเกินสิบนิ้ว ครอบครัวก็มีคุณแม่เพียงคนเดียว ชีวิตนางเฉยชาและเงียบเหงาในบ้านหลังใหญ่ เวลาว่างนางมักทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย พยายามก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว แม้มันจะช้าและเป็นก้าวสั้นๆ ช่วงเวลายามนั้นราวกับความฝันที่ห่างไกล นึกย้อนกลับไปก็ต้องอมยิ้มฝืดขม สมัยก่อนนางมั่นใจว่าทำได้จากใจจริง กระนั้นยามนี้คงมิอาจเอ่ยปากว่าจะทำสำเร็จ

          แววตาเลือนลอยรำพึงถึงอดีตฉายชัดต่อนารี ดวงดาวน้อยหลุบตาและใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มเมรัยพยายามปลอบประโลมอีกฝ่ายด้วยนิสัยขี้เล่น

          “เมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกนะ”

          นารีพึมพำพลางเลื่อนหัวลงแนบตักเมรัย หมอผีน้อยปิดม่านตาเงี่ยหูฟังเสียงขับร้องของคุณฝน คิดว่าอีกไม่นาน คุณฝนใกล้ร้องจบแล้ว

          “กาลเวลาขับขานบทเพลงชั่วนิรัน ลั่นลือดังสนั่นทั้งทั่วพงไพร ใครร่ำร้องนึกไขว้คว้าหยาดดารา บนทิวาก็ต้องกางปีกโพนทะยานไป ไม่ว่าช้าหรือเนิ่นนานหากเจ้าหวังอยากฝัน จงนับก้าวที่ย่างผ่าน มันคือรอยเท้าของผู้ไล่ตาม…หนึ่งทิวาผ่านพ้นหนึ่งราตรีย่างกราย ทุกเพลาคือเงินตราเปรียบดั่งว่าเป็นมณี มีสุขกลืนทุกข์ผสมปนเปมิหยุดไหล ไม่ว่าเจ้าจะไปหรือหวนกลับจงอย่าหวั่นใจ ขอให้เชื่อมั่นสุดดวงใจว่านั้น..คือชะตาผู้ใฝ่ฝัน”

          เมรัยฮั่มเพลงท่ามกลางดนตรีแห่งผืนป่า พลางนารีรับช่องต่อด้วยสรรพเสียงผู้สืบสาน

          “หากวันนั้นจบสิ้นจงยืนหยัด มิสั่นคลอนหากว่าเจ้าพยายาม สักวันต้องมาถึง เสียงปักษาประหนึ่งดารา ขับร้องผสานเสียงจับมือกันเกี่ยวก้อย กล่าวสัญญาและคำสาบาน ต่อจากนี้และชั่วนิรันดร สามดวงใจคือหลักฐานมั่น จงพากเพียรอย่าท้อแท้ จงเงยหน้าและกอดคอกัน ฝ่าฟันสิ่งเลวร้ายเพื่อมุ่งสู่ดินแดนสุขาวดี ตราบวันราตรี ตราบอัสดง ตราบกระทั่งดินแดนฝันแปรเป็นจริง…”

          กบน้อยร้องอ๊บๆและกระโจนลงเล่นแอ่งน้ำ เหล่าสาวน้อยพลิ้วตาหลับพักผ่อนกระทั่งรุ่งอรุณเผยกายจากหลังม่านเมฆขลา เมรัยเอียงหัวชนผนังกระท่อมเป็นเหตุให้สะดุ้งตื่นจากฝัน นางขยี้ตาและปลุกนารี ทั้งคู่เดินพ้นกระท่อมและแหงนหน้ามองฟ้าแจ่มใส หลังสายฝนคือสายรุ้ง เมรัยมิได้รู้สึกอิ่มเอมและสดชื่นเช่นนี้มานาน นางราวได้เกิดใหม่เป็นเด็กสาวผู้งดงามและทรงคุณค่ามิใช่ตัวตนอันดำมืดเช่นกาลก่อน รอยยิ้มละมุนละไมบนสีหน้าสหายทำให้นารีลอบอมยิ้มโล่งอก

          เมรัยเป็นคนสวย ไม่ใช่เพราะดวงหน้าอวบอิ่มแต่เพราะนางมีรอยยิ้มจากหัวใจ

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น