ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 4

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4
แบบอักษร

บทที่ 4

หลังจากแช่น้ำจนเป็นที่พอใจ อิงฮวาก็หยิบชุดที่เสี่ยวจวิ้นให้มาสวมใส่ คิ้วเรียวสวยขมวดเป็นปม เมื่อคลี่ชุดออกมาดู

“ชุดสตรีงั้นหรือ” แบบนี้ที่นางปลอมตัวเป็นชายตั้งแต่แรกก็เสียเปล่าน่ะสิ ถ้าท้ายที่สุดแล้วนางก็ต้องกลับมาใส่ชุดสตรีเช่นนี้ ถึงแม้จะเป็นชุดสตรีชาวบ้านก็เถอะ แต่หากเข้าไปในเมืองแล้วมีประกาศจับขึ้นมา คนอื่นจะไม่รู้เรื่องเอาหรือ นางคงหนีไม่พ้นโทษทัณฑ์เป็นแน่ ชายผู้นี้คิดอะไรอยู่กันถึงนำชุดสตรีมาให้นางสวมใส่เช่นนี้

ไม่นานนักสองเท้าก็นำร่างบอบบางของผู้เป็นเจ้าของมายังใต้ต้นไม้ที่มีชายหนุ่มยืนรออยู่ อิงฮวามองชายตรงหน้าที่ยังสวมใส่ชุดเดิมก็แปลกใจนัก

“ไหนเจ้าบอกว่าจะไปอาบน้ำ เหตุใดจึงยังสวมชุดเดิมเช่นนี้”

จิ้นหยางอมยิ้มอย่างอารมณ์ดีจ้องมองใบหน้าหวานตรงหน้าอย่างพึงใจ “ข้ามัวแต่ชมดอกไม้งามจนเพลินจึงลืมไปว่าตนจะไปอาบน้ำน่ะสิ”

ร่างกายบอบบางที่แสนเย้ายวนของนางทำให้เลือดในกายของเขาเดือดได้ไม่ยาก แต่ที่ยากยิ่งนักคือการห้ามใจไม่ให้เข้าไปประคองกอดนางให้อยู่ภายใต้อ้อมอกของเขาต่างหาก

“ประหลาดคนนัก เจ้าไล่ข้าไปอาบน้ำเองแท้ๆ เอาเถอะ! เราจะออกเดินทางกันได้หรือยัง”

ถึงแม้อิงฮวาจะแอบเห็นแววตาที่เหมือนเสือจ้องจะตะครุบเหยื่อของเขาแล้วก็พยายามทำเป็นไม่สนใจ ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าสายตาคู่นี้ของเขาที่จ้องมายังตนมันช่างคล้ายคลึงกับสายตาของบรรดาชายเจ้าสำราญที่ไปเที่ยวหอนางโลมยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าตนเองที่เคยปลอมตัวเป็นชายไปเที่ยวหอนางโลมเช่นนาง วันนี้จะโดนสายตาเช่นนี้จ้องมองมา

“นั่นสิ! ข้าก็อยากไปให้ถึงไวๆแล้วเช่นกัน” จิ้นหยางยกยิ้มมุมปาก พลางหมุนตัวออกห่างร่างบางที่แสนเย้ายวนนั่น ในใจก็นึกแผนการรวบหัวรวบหางนางเมื่อกลับถึงวังอย่างใจจดใจจ่อ จากตรงนี้เดินทางอีกเพียงวันเดียวก็จะถึงเมืองหลวง เขาจะให้นางรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่

“อีกนานหรือไม่ กว่าข้าจะได้พบพี่หลินหมิง” อิงฮวาเดินตามหลังชายหนุ่มมาติดๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้นอย่างมีความหวัง ร่างสูงหยุดชะงักแทบจะทันทีที่หญิงสาวพูดจบประโยค เขาหมุนตัวมาประจันหน้ากับนาง ทำให้อิงฮวาที่ไม่ทันตั้งตัวชนเข้ากับอกแกร่งของคนตรงหน้าอย่างไม่ทันระวัง

“อะไรของเจ้า คิดจะหยุดเจ้าก็หยุดหรือไง” อิงฮวาขยับถอยร่างออกห่างจากคนตัวสูงกว่า ได้แต่เอามือคลำหน้าผากตัวเองปอยๆแล้วส่งสายตาพิฆาตไปให้อีกฝ่าย

“เจ้าอยากเจอชายผู้นั้นมากนักหรือ” น้ำเสียงคุกรุ่นบ่งบอกถึงความไม่พอใจคนตรงหน้าอย่างมาก เขาจ้องมาที่หญิงสาวด้วยสายตาคาดโทษ รู้สึกหงุดหงิดเสียทุกครั้งที่นางเอ่ยถึงชายอื่น

“เป็นเช่นนั้นแน่นอน ข้าอยากเจอเขามาก แต่นั่นก็หาได้เกี่ยวกับเจ้าไม่ หน้าที่ของเจ้ามีเพียงพาข้าไปหาเขา เรื่องอื่นเจ้าอย่าได้เข้ามาวุ่นวายเด็ดขาด” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียที่เริ่มไม่พอใจเช่นกัน เขามีสิทธิอะไรมาเสียมารยาทใส่นางเช่นนี้ ช่างบังอาจยิ่งนัก

“เป็นอย่างที่เจ้าพูด ตอนนี้ข้าไม่มีสิทธิ...แต่ต่อไปไม่แน่” จิ้นหยางตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจที่ไต่ระดับสูงขึ้นจากการได้ยินประโยคชวนให้หงุดหงิดของหญิงสาว เขาจงใจเอ่ยประโยคสุดท้ายอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้หญิงสาวได้ยินถนัดนัก ย่อมได้ ! ในเมื่อนางต้องการเช่นนั้น เขาจะสนองตอบให้นางอย่างสาสมเลยทีเดียว

“อีกพักจะถึงหมู่บ้าน คืนนี้เราจะค้างกันที่นั่น รุ่งขึ้นจะได้เข้าไปในเมืองหลวง” จิ้นหยางเอ่ยแล้วหันหน้าหนีเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นไม่ให้เผลอทวงสิทธิความเป็นเจ้าของในตัวนางเสียตอนนี้

“เข้าไปในเมือง! ทำไมกันล่ะ!” ได้ยินแบบนั้น อิงฮวาก็เกิดอาการตื่นตนกทันที นางตั้งใจจะออกห่างจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุด แล้วทำไมถึงต้องเข้าไปอีกแบบนี้ไม่เท่ากับกลับไปเข้ากรงเสือหรือ

“ข้านัดสหายไว้ที่นั่น หากเจ้าจะหาคนรักของเจ้า ก็ต้องไปที่นั่นอย่างไรเล่า” เสียงติดจะเจ้าเล่ห์ของเขาทำเอาอิงฮวาใจสั่นเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ ไม่ใช่ว่าเขารู้ฐานะที่แท้จริงของนางแล้ว และตั้งใจจะจับนางกลับไปรับรางวัลหรอกนะ

“ข้าไม่เชื่อเจ้าอีกแล้ว! เจ้ามีแผนการอะไรอยู่ใช่หรือไม่” หญิงสาวตัดสินใจถอยห่างจากชายตรงหน้าอย่างระมัดระวัง

“แผนการ...เจ้ารู้หรือว่าข้าคิดอะไร” สายตาคมตวัดจ้องมายังร่างบางที่ทำท่าทางราวกับว่ารังเกียจเขาเสียเหลือเกินก็ให้รู้สึกอยากแกล้งนัก เขาจึงทำเป็นเลียริมฝีปากและจ้องมองนางด้วยสายตาหื่นกระหาย

หญิงสาวเพียงแค่เห็นท่าทางเช่นนั้นของบุรุษตรงหน้าก็หน้าซีดเผือก จึงตัดสินใจกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

“เจ้าจะไปไหน! อิงฮวา! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” จิ้นหยางไม่ทันสังเกตแววตาหวาดหวั่นของหญิงสาว เมื่อรู้ตัวนางก็วิ่งหนีเข้าไปในป่าเสียแล้ว เขาจึงได้แต่วิ่งตามหลังร่างบางมาติดๆ ช่างเป็นสตรีที่ทำให้เขาปวดหัวเสียจริง ดี! ในเมื่ออยากจะถ่วงเวลา เขาก็จะให้นางได้สัมผัสกับอิสระเพียงชั่วครู่ เมื่อเป็นคนของเขาแล้วการได้ออกมาวิ่งในป่าเช่นนี้คงหาได้ยากนัก เอาเถอะ! เชิญเจ้าสนุกเสียให้พอ จิ้นหยางหมายมาดไว้แล้วว่าจะกำราบนางเช่นไร

“อย่าตามข้ามานะ! ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าจับข้าไปส่งทางการหรอก! ไม่มีวัน!!” ร่างเล็กที่วิ่งหนีไม่คิดชีวิต วิ่งเลี้ยวซ้ายทีขวาทีอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายจนในที่สุดก็ปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างจนกระเด็นล้มลง

“เจ้าเป็นใครกันยัยหนู! มาวิ่งทะเล่อทะล่าในป่าเช่นนี้ หนีใครมางั้นเรอะ” ใบหน้าของชายวัยกลางคน ไว้หนวดเคราจนครึ้มใบหน้า ร่างกายใหญ่โตถือขวานอันใหญ่อยู่ในมือ ดวงตาถมึงทึงจ้องตรงมายังอิงฮวาที่ล้มลงกับพื้น

หญิงสาวเห็นใบหน้าของร่างใหญ่ที่ตนวิ่งชนก็ได้แต่อ้าปากด้วยความตกใจ พลางคิดในใจว่าชายผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก เขาจะจับนางหักกระดูกเป็นอาหารเย็นมื้อนี้หรือไม่ ยิ่งคิดใบหน้าหวานก็ยิ่งซีดเผือก เพียงเห็นหญิงสาวนิ่งงันร่างกายใหญ่โตของคนตรงหน้าจึงก้มลงมาในระดับเดียวกับนาง หมายจะช้อนคางนางขึ้นให้เห็นใบหน้าชัดๆ

“อิงฮวา!” มือหยาบกร้านชะงักก่อนถึงใบหน้างาม จิ้นหยางเข้าประชิดตัวนางได้เสียก่อนแล้วจึงประคองนางเข้าสู่อ้อมอกโดยที่ร่างบางไม่ได้ปฏิเสธอะไร คงเพราะกำลังตกใจอยู่นั่นเอง

“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ” ชายผู้นั้นมีสีหน้าตกใจ จ้องมองคนทั้งสองสลับกันอย่างหาคำตอบ

“นางเป็นฮูหยินของข้า” จิ้นหยางกล่าว แววตาจับจ้องไปยังร่างใหญ่หาจุดผิดสังเกตอื่นๆนอกจากท่าทางเยี่ยงโจรป่าของแท้แล้ว ก็พบเพียงกองไม้ที่ถูกมัดไว้วางอยู่ข้างๆกัน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าชายผู้นี้เป็นเพียงพรานป่าที่มาหาเก็บฟืนเท่านั้น เห็นแบบนั้นก็โล่งใจพลางก้มลงมองร่างบางที่สั่นเล็กๆในอ้อมอกของตน

“ฮูหยินของเจ้างั้นหรือ แล้วเหตุใดนางถึงต้องวิ่งหนีเจ้าด้วยเล่า” ชายร่างโตจ้องร่างบางที่สั่นเทานึกฉงนไม่น้อย จะมีสามีภรรยาบ้านไหนบ้างที่เที่ยววิ่งเล่นอยู่ในป่าบนภูเขาเช่นนี้ คิดเช่นไรก็แปลกประหลาดนัก

“พอดีเราทะเลาะกันนิดหน่อยเท่านั้น จริงหรือไม่ฮูหยิน” เมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อถือของอีกฝ่าย จิ้นหยางจึงก้มไปทำทีเป็นปัดปอยผมที่ปรกอยู่ที่ใบหน้าหวานขึ้นทัดใบหูเล็ก อิงฮวาที่เห็นว่าชายร่างใหญ่นั่นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าคนหน้าตายผู้นี้ นางจึงทำได้เพียงพยักหน้าเป็นการตอบรับ หากจะต้องถูกสังหารในป่าด้วยขวานด้านๆนั่น นางยอมโดนจับส่งทางการเสียยังจะมีโอกาสรอดมากกว่า

“เอาเถอะๆ แถวนี้มีแต่กับดักสัตว์อันตรายนัก พวกเจ้าสองผัวเมีย ตามข้าไปที่หมู่บ้านก่อนเถอะ หมู่บ้านข้าอยู่ไม่ไกลนัก แต่จากตรงนี้กว่าจะถึงหมู่บ้านทางเหนือก็ต้องเดินทางอีกไกล เกรงว่าจะมืดค่ำซะก่อน” ร่างใหญ่หยิบกองไม้ฟืนที่วางอยู่สะพายหลังและเดินนำร่างทั้งสองไปตามทางที่ดูเหมือนจะเป็นทางเดินเล็กๆที่มุ่งหน้าไปสู่ที่ไหนสักแห่ง

“เจ้า! เหตุใดต้องพูดเท็จว่าข้าเป็นฮูหยินของเจ้าด้วย” อิงฮวาเมื่อได้สติก็ดิ้นออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่มที่บัดนี้จ้องมองนางราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว

“หรือเจ้าไม่กลัวว่าชายผู้นั้นจะจับเจ้าไปฮูหยินของเขากันเล่า หากเขารู้ว่าข้ากับเจ้าเป็นเพียงนายกับบ่าว รับรองได้ว่าใบหน้างามๆเช่นเจ้า คงต้องตาเขามากพอดู” จิ้นหยางแสร้งทำตาเจ้าเล่ห์มองมายังอิงฮวาที่หน้าซีดทันทีที่ได้ยิน นางกระชับชุดที่ตนเองใส่ด้วยความนึกหวั่นในใจ

“ถ...ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเราต้องตามเขากลับไปด้วย เราก็หนีเสียตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ”

“หากเราหนีไป เจ้ามั่นใจได้เช่นไรว่าเราจะหนีพ้น ดีไม่ดีเขาอาจจะตามมาปล้นเราก็ได้ ตั้งแต่ข้าเป็นโจรมา ยังไม่เคยเห็นโจรที่ไหนน่ากลัวเช่นเขามาก่อนเลย” จิ้นหยางแอบยกยิ้มให้กับท่าทางของหญิงสาวที่บัดนี้คงอยากจะร้องไห้เต็มทน เขาเพียงแค่อย่างแก้เผ็ดนิสัยของนางเท่านั้น เห็นทีคงต้องสร้างละครฉากใหญ่เสียแล้ว คิดได้เช่นนั้นจิ้นหยางก็ออกเดินตามหลังของชายแบกฟืนร่างใหญ่ผู้นั้นทันที ท่าทางของจิ้นหยางดูเหมือนจะเดินชมนกชมไม้เสียมากกว่าเดินตามโจรภูเขาด้วยซ้ำ จนร่างบางอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่

“เจ้าก็มีวรยุทธ์นี่ เจ้าก็สู้กับเขาสิ” เท้าเล็กๆเดินขนาบข้างร่างสูงโปร่งของจิ้นหยาง พลางกระซิบกระซาบเสียงเบา เพื่อไม่ให้ชายร่างใหญ่ดูน่ากลัวนั่นได้ยิน

“เจ้าไม่เห็นหรือว่าข้าบาดเจ็บอยู่ ซ้ำยังโดนเจ้าซัดฝ่ามือใส่อีก คิดว่าข้าจะสู้กับชายร่างใหญ่โตผู้นั้นได้หรือ” คำตอบของชายหนุ่มราวกับตัดทางหนีของนางโดยสิ้นเชิง ต้องจำยอมเดินตามเขาไปโดยดุษฎี

เดินมาเกือบครึ่งชั่วยาม ก็ปรากฏหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่เบื้องล่างของเนินเขาที่คนทั้งสามยืนอยู่ บ้านเรือนที่มุ่งด้วยหญ้าทำด้วยไม้ราวๆ 20 ครัวเรือน แต่ละบ้านจะปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ที่หน้าบ้านของตน ราวกับว่าเป็นต้นไม้ประดับตกแต่งบ้าน หญิงสาวในชุดสีคล้ำหลายคนกำลังช่วยกันซักผ้าที่ลำธารซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนักให้มองเห็นอยู่ริบๆ อิงฮวามองภาพที่เห็นตรงหน้าอย่างตื่นตา นางไม่เคยเห็นหมู่บ้านโจรมาก่อน ได้แต่จินตนาการถึงความน่ากลัวมาตลอดทาง แต่เมื่อมาถึงกับพบเพียงบ้านช่องธรรมดาแต่ดูสงบและชวนให้รู้สึกดี

“เดินไปตามทางนี่ก็ถึงแล้ว”ชายร่างใหญ่หันกลับมาพูดกับทั้งสองแล้วจึงเดินนำไป

จิ้นหยางที่เห็นว่าร่างเล็กข้างกายไม่ขยับตัวไปไหนก็สะกิดเบาๆ ทำให้อิงฮวาตื่นจากภวังค์หันมาทำตาเขียวใส่

“เจ้าควรทำตัวให้เหมือนฮูหยินของข้าหน่อย อยากโดนจับได้หรือไง” เห็นท่าทางหยิ่งทะนงของหญิงสาว เขาก็ยืดตัวขึ้นแล้วทำเสียงเข้มดุนาง อิงฮวาจึงได้แต่ทำหน้ามุ่ยแอบก่นด่าเขาอยู่ในใจแล้วสาวเท้าเล็กๆพาร่างบางของตนเดินตามหลังเขาเงียบๆ

“เปียวกู่ เจ้าพาผู้ใดกลับมาด้วยหรือ” เมื่อเดินเข้ามาถึงหมู่บ้าน หญิงชรานางหนึ่งก็เดินมาดักหน้าทั้งสามไว้ นางแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีดำทั้งชุด มือเหี่ยวย่นวางอยู่บนไม้เท้าที่มีหัวไม้เท้าเป็นกะโหลกค่าง นางมองมาที่ทั้งสองครู่นึ่งแล้วหันไปกล่าวกับชายร่างใหญ่ เขาเพียงค้อมศีรษะให้หญิงชรานางนั้น ก่อนจะกล่าวตอบอย่างนอบน้อม

“ท่านแม่เฒ่า สองผัวเมียผู้นี้เดินหลงมาให้เขตกับดักสัตว์บนภูเขา ข้ากลัวพวกเขาจะได้รับอันตรายจึงพาเขากลับมาพักที่หมู่บ้านก่อนขอรับ”

“งั้นรึ” หญิงชราได้รับคำตอบก็เดินมาจ้องอิงฮวาสลับกับจิ้นหยางนิ่ง สักพักก็แย้มยิ้มให้คนทั้งสอง สายตาที่ควรจะพร่ามัวกับเป็นประกายสดใสชัดเจน

“เอาเถอะๆ เจ้าทั้งสองเป็นผัวเมียที่เหมาะสมกันราวมังกรกับหงส์เช่นนี้ หญิงชราธรรมดาเช่นข้าจะไม่ต้อนรับก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทกับพวกเจ้ายิ่งนัก เปียวกู่ เจ้าพาคนทั้งสองไปเรือนพักที่อยู่ติดริมน้ำก็แล้วกัน” หญิงชราพูดแค่นั้นก็ค่อยๆเดินหายเข้าไปในบ้านทันที

“ไปกันเถอะ” ร่างใหญ่ของเปียวกู่จึงหันไปหาทั้งสองแล้วผายมือเป็นการเชื้อเชิญ

“ขอบคุณท่านมากที่เมตตา” จิ้นหยางกล่าวเมื่อร่างใหญ่นั้นพามาจนถึงเรือนพัก อิงฮวายังมีท่าทีหวาดๆอยู่จึงทำเพียงค้อมศีรษะให้ชายผู้นั้น

“อย่าได้เกรงใจ เจ้าทั้งสองทะเลาะกันบ่อยเช่นนี้ คงจะลูกดกเป็นแน่ ฮ่าๆๆๆ ตอนข้าแต่งใหม่ๆ เมียข้าก็แบบนี้แหละ” พูดจบเปียวกู่ก็เดินจากไปอย่างเอ็นดูคนทั้งสอง

บัดนี้ใบหน้านวลขึ้นสีแดงระเรื่อหลังจากได้ยินประโยคนั้นจบ จิ้นหยางที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะในลำคออย่างชอบอกชอบใจจนโดนสายตาค้อนๆของร่างเล็กตวัดใส่

บ้านหลังนี้ก็ไม่แตกต่างจากบ้านหลังอื่นๆ ที่มีสวนผักพืชสวนครัวอยู่หน้าบ้านให้ทั้งความร่มรื่นสวยงามและสามารถนำมาทำอาหารได้อีกด้วย ด้านในตัวบ้านมีเพียงสองห้อง ด้านซ้ายเป็นห้องครัว ด้านขวาเป็นห้องนอน ที่ว่างตรงกลางเป็นโต๊ะไม้สำหรับนั่งกินอาหาร

“เจ้าจะไปพักก่อนหรือไม่” จิ้นหยางที่เห็นสีหน้าของหญิงสาวก็เดาออกได้ทันทีว่านางเหนื่อยมากเพียงไร จึงออกปากให้นางได้ไปพักเสียบ้าง

“อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะค่ำแล้ว ข้านอนตอนนี้คงได้สะดุ้งตื่นตอนกลางคืนเป็นแน่ ว่าแต่เจ้าเถอะ รู้อยู่แล้วใช่หรือไม่ว่าชายผู้นั้นไม่ใช่โจร” อิงฮวานั่งลงบนเก้าอี้ตัวกลมที่วางอยู่ข้างๆโต๊ะ มือเรียวหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วย ยกขึ้นดื่มแก้กระหาย

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร เอาเถอะก็ค้างเสียที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” จิ้นหยางเอ่ยเสียงเรียบ เขาเองก็อยากนอนเต็มอิ่มสักคืน หลังจากที่เมื่อคืนเขาแทบจะไม่ได้นอน เพราะร่างกายนุ่มนิ่มคอยบดเบียดตัวเองเข้าหาเขาตลอดคืน ไหนจะกลิ่นหอมรัญจวนจากกายละเอียดนั่นอีก นับว่าเขามีความอดทนยิ่งนักนางถึงได้รอดมาได้เช่นนี้

“ไม่รู้งั้นหรือ เจ้ามันคนเจ้าเล่ห์” อิงฮวาได้แต่ส่งสายตาเดือดดาลใส่บุรุษหน้าตายที่เสแสร้ง เก่งยิ่งนักจนนางหลงเชื่อเช่นนี้

“เจ้าจะคิดเช่นไร ย่อมเป็นสิทธิของเจ้า” จิ้นหยางเพียงขยับร่างของตนมานั่งเก้าอี้ตัวถัดจากหญิงสาว เห็นสีหน้าตื่นๆของนางก็อดขบขันเสียไม่ได้ แกล้งนางได้แบบนี้ เขาพอใจยิ่งนัก

“เจ้าคิดแผนการร้ายอะไรไว้ใช่หรือไม่” เห็นท่าทางเช่นนั้นของชายหนุ่ม อิงฮวาก็รู้สึกได้ว่าเขาต้องมีอะไรในใจแน่ แบบนี้นางจะวางใจได้อย่างไงกัน นี่ไม่เท่ากับว่านางหนีเสือปะจระเข้หรอกหรือ

“ข้าหรือมีแผนการร้าย เจ้าเป็นคนว่าจ้างข้าให้พาไปหาคนรักของเจ้ามิใช่หรือ” จิ้นหยางเห็นท่าทางเอาเรื่องของหญิงสาวที่ดูจะไม่ไว้ใจเขาเอาเสียเลย จึงทำทีเป็นกระแทกถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะแรงๆ ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบจ้องไปที่นาง และยังคงตีหน้านิ่งเช่นเคย

“ข้าจะมั่นใจได้เช่นไรว่าเจ้าพูดความจริง” เห็นอีกฝ่ายเริ่มโมโห อิงฮวาก็หน้าเสียนิดหน่อย แต่ยังคงเชิดหน้าข่มความกลัวพูดต่อไป

“เจ้าคงต้องลองเสี่ยงเอาแล้วล่ะ” ท่าทางวิตกและการขยับตัวออกห่างจากเขาของหญิงสาว จิ้นหยางก็ยิ่งได้ใจ เขาเพียงยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างเคย ตาคมฉายแววสนุกสนานมองไปยังร่างบางคล้ายจะข่มขวัญ

“เจ้า!”

ก็อกๆๆๆ ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะได้โต้ตอบกับท่าทีชวนโมโหของอีกฝ่าย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปดู ร่างบางจึงย่นหน้าและเป็นฝ่ายหมุนตัวไปยังประตูแทน ทันทีที่มือบางกระชากประตูออกก็พบเด็กหญิงใบหน้างดงาม หน้าตาของนางทั้งสองช่างเหมือนกันราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ดวงตากลมโตสุกสกาวจ้องมองมาที่นางอย่างตื่นเต้น

“ท่านคงเป็นแขกของหมู่บ้านเราใช่หรือไม่ ข้าชื่อ หนิงชิง ส่วนน้องข้าชื่อ หนิงชิว เราสองคนมาเชิญท่านไปร่วมกินอาหารรอบกองไฟตามคำสั่งของท่านแม่เฒ่าเจ้าคะ” ใบหน้าจิ้มลิ่มของแฝดผู้พี่ มองไปยังอิงฮวาด้วยสายตาเป็นประกาย คำพูดคำจาของเด็กน้อยช่างฉะฉานนัก ท่าทางหรือก็แสนจะซุกซน มือน้อยๆกุมมือของน้องสาวฝาแฝดที่มีท่าทีเหนียมอาย แอบหลบอยู่ข้างหลังราวกับว่าหวาดกลัวนางเสียเหลือทน ช่างน่าเอ็นดู อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างพลางเอามือลูบศีรษะน้อยๆนั่นอย่างปลอบใจ

“กินอาหารรอบกองไฟหรือ” อิงฮวาทำหน้าแปลกใจ จิ้นหยางที่เดินตามมาเห็นท่าทางเช่นนั้น  ก็ลอบมองด้วยสายตาอ่อนโยน รอยยิ้มของนางที่เห็นในยามนี้ช่างสั่นคลอนจิตใจเขายิ่งนัก จะดีแค่ไหนถ้านางยิ้มแบบนั้นให้เขาบ้าง

“เจ้าค่ะ! พวกท่านมาพอดีกับวันเลี้ยงฉลองวันเกิดท่านแม่เฒ่าพอดี ช่างโชคดีจริงๆ นี่พวกท่านรู้หรือเปล่า แม่เฒ่าของเรานะ ดูดวงชะตาแม่นนักเชียว คืนนี้ท่านจะดูดวงชะตาให้เป็นพิเศษ แต่แค่คนเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนโชคดี” เห็นทีท่าเป็นมิตรของหญิงสาว เด็กน้อยก็เจื้อยแจ้วต่อราวกับว่าตื่นเต้นเสียเต็มประดา

“ป..ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ทุกคน...ทุกคนกำลังรออยู่” เห็นพี่สาวตนพูดไม่ยอมหยุด น้องสาว ฝาแฝดจึงกระตุกชายเสื้อของพี่ตนเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากล้าๆ กลัวๆ พูดจบก็กลับไปยืนอยู่ด้านหลังพี่เหมือนเดิม

“ นั่นสินะ งั้นไปกันเถอะ ตามข้ามาเลยเจ้าคะ” แฝดผู้พี่จึงได้แต่ส่งยิ้มแล้วค้อมตัวลงเป็นการเชื้อเชิญ อิงฮวาพยักหน้ารับและทำท่าจะเดินเข้าไปตามเสี่ยวจวิ้นแต่ก็พบว่าเขายืนอยู่ด้านหลังนั่นเอง

“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่” อิงฮวาชักสีหน้าใส่คนตรงหน้า เพราะยังโกรธเคืองเรื่องที่เขาหลอกลวงนางอยู่มาก จิ้นหยางที่เห็นใบหน้าหวานเรียบตึงเมื่อหันมามองตนก็เข้าใจว่านางคงเกลียดชังเขายิ่งนัก ในใจก็ให้รู้สึกปวดหนึบอย่างประหลาด เขาทำเพียงพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนางเท่านั้น

“งั้นไปกันเถอะ” อิงฮวาเห็นว่าร่างสูงตอบรับแล้ว จึงหมุนตัวเพื่อจะเดินออกจากตัวบ้าน โดยมีเด็กน้อยสองคนจูงมือบางของหญิงสาวไว้คนละข้าง จิ้นหยางที่เดินมาตามหลังเงียบๆ มองภาพของหญิงสาวกับเด็กๆที่หยอกล้อกันอย่างสนิทสนม ก็นึกไปว่าหากเป็นลูกๆของเขา นางจะเอ็นดูแบบนี้หรือไม่ หรือว่าจะพาลเกลียดลูกๆเหมือนที่นางเกลียดตนไปด้วย

“เก๊อเกอ ท่านทำหน้าเคร่งเครียดเช่นนั้น พวกข้าทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือไม่” หนิงชิงปล่อยมือจากพี่สาวคนสวยเดินเข้าไปหาพี่ชายที่เดินตามมาด้านหลังตน ปล่อยให้หนิงชิวคุยเล่น หัวเราะอย่างสนุกสนานกับพี่สาวด้วยความสนิทสนม

“ข้ารึ” เห็นเด็กน้อยหนิงชิงท่าทางแก่นแก้วมองมายังตน ซ้ำยังเอื้อมมือเล็กๆว่าจับชายเสื้อกระตุกเบาๆ ก็นึกแปลกใจ จิ้นหยางนึกเอ็นดูสายตาสดใสของนางนัก หากอิงฮวามีลูกให้เขาก็คงน่ารักน่าชังเช่นนี้เป็นแน่ ชายหนุ่มระบายยิ้มอบอุ่น ลูบหัวเล็กๆของเด็กน้อยเบาๆ

“พวกเจ้าหาได้ทำอะไรให้ข้าไม่พอใจไม่”

“แล้วเหตุใดท่านถึงทำหน้าเช่นนั้น” แม้ไม่รู้ว่าพี่ชายคนนี้เป็นใคร แต่เด็กน้อยก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี และเหมาะสมกับพี่สาวคนสวยนั่นยิ่งนัก

“ข้าเพียงแค่คิดว่าหากข้ามีลูก จะน่ารักเช่นพวกเจ้าหรือไม่” เขากระซิบตอบเสียงเบา เพื่อไม่ให้หญิงสาวได้ยินหากนางรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร คงได้หนีเตลิดเป็นแน่ รอให้กลับเข้าวังก่อนก็ไม่สาย

เด็กน้อยมองพี่ชายรูปงามกับพี่สาวคนสวยสลับกัน แล้วทำท่าขบคิด “ลูกของเก๊อเกอกับเจี่ยเจียก็ต้องน่ารักอยู่แล้ว ก็ท่านทั้งสองรูปงามเหมือนกันนี่เจ้าค่ะ” หนิงชิงตอบด้วยน้ำเสียงสดใส อิงฮวาที่เดินนำไปจึงหันกลับมามอง แต่ด้วยนางไม่ได้ใส่ใจแต่ต้นและมัวแต่คุยเล่นกับหนิงชิวจึงไม่ทันได้ฟังให้ชัดเจนจึงไม่รู้ว่าทั้งสองพูดคุยอะไรกัน เพียงแต่หันมามองเพราะได้ยินหนิงชิงเรียก ‘เจี่ยเจีย’ เท่านั้น

จิ้นหยางที่เห็นอิงฮวาหันมาก็รีบเอามือลูบหัวเล็กๆของเด็กน้อยไว้แล้ว แล้วส่งยิ้มให้นางบางๆ หญิงสาวรู้สึกแปลกใจที่เห็นเขายิ้มแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร จึงหันหน้าแล้วเดินไปตามแรงดึงของแฝดผู้น้อง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเดินไปได้ไกลพอสมควร จิ้นหยางก็ย่อตัวลงมาให้มีระดับเดียวกับเด็กน้อย

“เรื่องที่เราพูดกันเมื่อครู่ เป็นความลับของเราสองคนนะ ห้ามให้เจี่ยเจียรู้เด็ดขาด ได้หรือไม่”

“ทำไมถึงรู้ไม่ได้เจ้าคะ หรือว่าเจี่ยเจียไม่อยากมีน้อง” เด็กน้อยเอียงคอพลางนึกถึงเจี่ยเจียอุ้มน้องตัวเล็ก มันช่างดูอบอุ่นยิ่ง

“เปล่าหรอก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาน่ะ”

จิ้นหยางส่งยิ้มให้เด็กน้อยอีกครั้ง ก่อนจะมองแผ่นหลังของหญิงสาวด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ หญิงสาวไม่ทันรู้ตัวเลยว่า บัดนี้ได้มีพันธนาการที่ไม่สามารถมองเห็นได้จองจำนางไว้เสียแล้ว

..................................................................................................................................................

ความคิดเห็น