ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

บทที่ 3

"คิดจะไปก็ไปได้ง่ายๆเลยหรือ" เสียงเข้มกดระดับเสียงลงให้ดูทรงพลังและน่าเกรงขาม ซ้ำแววตายังฉายแววคุกรุ่นอย่างไม่ปิดบัง

"หากท่านทั้งสองไม่หลบ พวกข้าคงต้องล่วงเกินท่านแล้ว" เป็นอิงฮวาที่ทนไม่ไหว นางกระโจนเข้าใส่บุรุษหน้าตายที่วางอำนาจบาตรใหญ่อย่างถือดี แว๊บแรกก็ใจเต้นอยู่หรอกแต่บัดนี้ใบหน้านี้ของเขาช่างเย่อหยิ่งจนน่าหงุดหงิดเสียแล้ว ร่างเล็กใช้พัดโจมตีด้วยกระบวนท่าผีเสือสยายปีกอย่างรุนแรง ร่างสูงเพียงแค่ใช้ขลุ่ยไม้ไผ่ที่แหนบอยู่ที่ข้างเอวของเขาเท่านั้นก็สามารถหยุดพัดของร่างเล็กได้ ซ้ำยังทำมันเพียงแค่มือเดียวอีกด้วย

เห็นเช่นนั้นอิงฮวาก็มีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันที เหตุใดชายผู้นี้จึงไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่นิด ซ้ำยังกระตุกยิ้มเหยียดที่มุมปากอย่างดูถูกดูแคลนนางเสียอีก

"ทำได้ไม่เลวเลยสำหรับสตรีเช่นเจ้า" น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ย พร้อมๆกับขยับกายแกร่งเข้ามาโอบรอบเอวบางไว้ไม่ให้ขยับหนีได้ มือแกร่งจับข้อมือขาวของร่างบางไว้เพื่อป้องกันพัดที่อยู่ในมือของหญิงสาว สถานการณ์ที่เป็นรองอย่างมากทำให้อิงฮวาชะงักงัน แววตาใสสับสนคล้ายจะทบทวนคำพูดของชายที่โอบนางอยู่ หากแต่ท่าทางและน้ำเสียงของบุรุษตรงหน้าไม่ทำให้อิงฮวาหวาดกลัวเท่ากับคำพูดที่เรียกนางว่า สตรี ชายผู้นี้รู้ได้อย่างไร

ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องใบหน้าคมเข้มจ้องมองหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของตนอย่างพินิจ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของใบหน้าหวานตรึงตา นัยน์ตากลมโตดุจพญาหงส์ที่กำลังฉายแววหวาดกลัว คิ้วสวยได้รูปที่กำลังขมวดชนกัน และริมฝีปากอวบอิ่มสีเดียวกับดอกท้อที่เม้มเข้าหากัน น่าแปลกนักที่เขารู้สึกราวกับถูกนางยั่วยวนทั้งๆที่นางไม่ได้ทำอะไรแม้แต่น้อย

"ท่าน...ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นสตรี" อิงฮวาเมื่อเห็นใบหน้าคมที่เหมือนจะโน้มเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆก็ได้สติและพยายามออกแรงดิ้นรนขัดขืนอย่างเต็มกำลังเป็นผลให้ชายตรงหน้าถอยใบหน้าออกไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากตัวนาง

"เจ้าบอบบางเช่นนี้ มีหรือข้าจะไม่รู้" จิ้นหยางยกยิ้ม รู้สึกพึงใจสีหน้าของหญิงสาวที่กำลังตกตะลึงก้มมองตนเองอยู่ตรงหน้า ท่าทางเช่นนี้ของนางช่างดูขบขันยิ่งนักสำหรับเขา สตรีที่ไม่ยกยิ้มยั่วยวน สตรีที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา และเป็นสตรีที่กล้าหยามหน้าทิ้งขบวนอภิเษกของเขาไปกับชายอื่น ชายหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า หากจัดการกับองค์หญิงแสนดื้อรั้นผู้นี้เรียบร้อยเมื่อไหร่ เขาจะกลับไปสำเร็จโทษหนุ่มหน้ามนผู้นั้นให้สาสมที่บังอาจพานางหนี

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิด ร่างบางก็ใช้จังหวะนี้กัดเข้าที่ลำคอแกร่งของร่างสูงตรงหน้าอย่างเต็มแรง จิ้นหยางที่ไม่ทันระวังและไม่คาดคิดว่าหญิงสาวจะทำเช่นนี้ก็เผลอปล่อยมือจากร่างของนาง พลางเอามือกุมที่ลำคอของตน

"เจ้า! เจ้าโจรป่า เจ้าโจรราคะ ข้าจะฆ่าเจ้า" อิงฮวาโกรธจนหน้าแดง แน่นอนว่านอกจากเสด็จพ่อและพี่ชายของนางแล้ว ไม่เคยเลยสักครั้งที่นางจะโอบกอดบุรุษอื่น คนผู้นี้เป็นใครกันถึงบังอาจมาเตะเนื้อต้องตัวนาง

"หึ หึ หึ พยศมิใช่เล่นเลยนะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะเล่นกับเจ้าสักตั้งก็แล้วกัน" ชายหนุ่มดวงตาวาวโรจน์ มีหรือที่เขาผู้นี้จะยอมเสียท่าให้สตรี

เมื่อเห็นว่าตนมีความเป็นไปได้ว่าจะพ่ายแพ้ต่อบุรุษตรงหน้า อิงฮวาก็หันซ้ายหันขวาเพื่อหาตัวช่วย แต่จะทำอย่างไรดี ในเมื่อพี่จิงหลานก็กำลังสู้อยู่ ร่างบางเห็นว่าจวนตัว อีกทั้งบุรุษหน้าตายนั่นยังก้าวเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน อิงฮวาก็เกิดอาการสั่นน้อยๆ ไม่ทันระวังเท้าก็สะดุดกับท่อนไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินและทำท่าว่าจะล้มลง

"อ๊ะ!" ร่างบางโงนเงนจะล้ม ฉับพลันร่างสูงใหญ่ของบุรุษตรงหน้าก็พุ่งมายังนางด้วยความรวดเร็ว ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดที่แข็งแกร่งและโอบกอดประคองนางไว้ท่ามกลางความตกตะลึงของหญิงสาว

ร่างทั้งสองกลิ้งตกลงไปตามทางลาดของเนินเขา มันรวดเร็วมากจนอิงฮวาไม่ทันระวัง ร่างหนาปะทะเข้ากับก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่า อีกทั้งหนามและพงหญ้าก็เกี่ยวขูดโดนเนื้อตัวของเขาจนเสื้อผ้าฉีกขาดเป็นริ้วๆ หญิงสาวลืมตามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตนก ทำไมชายผู้นี้ถึงได้ปกป้องนาง ทำไมเขาถึงต้องช่วยนางด้วย

ผลั๊ก!

ในที่สุดร่างทั้งสองก็กลิ้งตกลงมายังพื้นราบด้านล่างที่รกร้างและเต็มไปด้วยหญ้า พงหญ้านิ่มๆที่ขึ้นอยู่ด้านล่างเหล่านี้พอจะทำให้ร่างทั้งสองไม่เจ็บมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นอะไรเลย

"เจ้า!!" อิงฮวาตกใจอย่างมากรีบผลักร่างหนาที่โอบกอดนางอยู่ในพ้นตัวทันที ชายหนุ่มจึงคล้ายอ้อมกอดของตนออก และยันตัวเองขึ้นนั่งกับพื้น แม้ฟ้าจะยังมืดอยู่บ้างทำให้มองอะไรไม่ชัดเจนนักแต่กลิ่นสนิมของเลือดก็คละคลุ้งทำให้หญิงสาวต้องสำรวจตัวเองว่ามีบาดแผลหรือไม่แต่พอสำรวจดูจนแน่ชัดก็พบว่านางไม่มีบาดแผลแม้สักนิดซ้ำยังไม่รู้สึกเจ็บปวดตรงไหน นั่นก็แสดงว่ากลิ่นเลือดคงมาจากตัวของชายหนุ่มผู้นี้เป็นแน่

"เจ้าบาดเจ็บ!" แม้เมื่อครู่เขาจะเป็นศัตรูของนางแต่ตอนนี้เขากลับเป็นผู้ช่วยชีวิตนางไว้ จะไม่ดูดำดูดีเลยก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป ร่างเล็กของอิงฮวาจึงถลาเข้าไปนั่งข้างๆร่างใหญ่ทันที มือนุ่มสำรวจไปทั่วใบหน้าและลำตัวของชายหนุ่ม เพื่อหาที่มาของบาดแผล ก่อนจะพบว่า เลือดของเขาไหลออกมาจากศีรษะด้านขวานั่นเอง

"หัวเจ้ามีเลือดไหล" เสียงหวานสั่นเครือ เขาคงไม่มาตายเพราะนางหรอกนะ จะชั่วจะดีเขาก็ช่วยชีวิตนางไว้นี่นา

"ข้ารู้" น้ำเสียงสงบไม่ยี่หระต่อบาดแผลที่ตนได้รับแม้แต่น้อย กลับกันสายตาของเขายังฉายแววเหมือนสัตว์ป่าที่จ้องจะตะครุบเหยื่อเสียอีก

" เจ้าต้องทำแผล ให้ข้าทำให้เจ้าแล้วกัน" แม้จะไม่ค่อยชอบใจกับสายตาที่ชวนให้ใจสั่นของเขา แต่อิงฮวาก็ต้องข่มใจ เขาเป็นคนเดียวตอนนี้ที่รู้ว่านางเป็นสตรีและก็เป็นคนเดียวที่จะช่วยนางออกไปจากที่แห่งนี้ได้ เพราะแบบนี้เขาจะเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด อิงฮวาฉีกเสื้อคลุมของตนจนขาดเป็นแนวยาว ก่อนจะหยิบยาสมานแผลที่จิงหลานให้พกติดตัวไว้ออกมา เอาผ้าเช็ดหน้าของตนซับเลือดให้ชายหนุ่ม ใส่ยาและปิดด้วยเศษผ้าที่นางฉีกเมื่อครู่ ทุกการกระทำของร่างบาง จิ้นหยางมองด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เดิมทีเขาคิดว่าจะมาสั่งสอนนางที่หยามหน้าเขาก่อนจะปล่อยนางไปเสียให้พ้นหน้า มาบัดนี้เขากลับอย่างคว้านางมาไว้ในอ้อมกอด ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของนางเพียงคนเดียว

"แผลเจ้าไม่ลึกมาก แต่ก็อาจจะทำให้เจ้าเจ็บไม่น้อย" เสียงหวานเอ่ย เพราะบริเวณนี้ค่อนข้างมืด ทำให้หญิงสาวมองไม่เห็นแผลตรงส่วนอื่น แต่ก็รู้ว่าคงไม่ได้มีแค่ที่หัวที่เดียวเป็นแน่

"เราคงต้องหาที่พักกันก่อน เจ้าเห็นหรือไม่ว่าบรรยากาศเริ่มเย็นขึ้น" จิ้นหยางลุกขึ้นยืนแต่ไม่ลืมที่จะยื่นมือให้ร่างบางจับเพื่อลุกขึ้น

"เป็นเช่นนั้นจริง" แทนที่หญิงสาวจะรับความหวังดีนั้น นางกลับเลือกที่จะลุกขึ้นยืนเอง จิ้นหยางถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทางอวดดีของหญิงสาว เห็นทีเขาคงต้องปราบพยศว่าที่ฮองเฮาเเสนดื้อรั้นคนนี้เสียแล้ว

"คล้ายกับว่าฝนกำลังจะตก" เสียงเข้มเอ่ยอย่างคาดการณ์ แม้จะมืดแต่ใบหน้าของชายหนุ่มยามนี้ช่างดูสุขุมและน่าเชื่อถือนัก หญิงสาวมองท้องฟ้าที่บัดนี้พระจันทร์ดวงใหญ่หายเข้าไปในเมฆสีเทา พลันมือแกร่งก็คว้ามือบางของนางให้เดินตามเขาไปโดยไม่พูดไม่จา

"เจ้าจะพาข้าไปไหน ปล่อยข้านะ!" อิงฮวาที่กำลังตกใจและเดาใจคนตัวโตตรงหน้าไม่ถูกก็เริ่มบิดข้อมือตนเองให้เป็นอิสระ แทนที่จิ้นหลางจะปล่อยเขากลับจงใจบีบให้แน่นขึ้นจนเจ้าของมือถึงกับเบหน้าด้วยความเจ็บ สายตาคมจ้องมายังร่างเล็กด้วยสายตาดุเหมือนกับกำลังไม่สบอารมณ์อย่างมาก เห็นท่าทางแบบนี้ของคนตรงหน้าอิงฮวาก็ได้แต่หน้างอแล้วยอมเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ไม่นานนักก็พบถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งที่พอจะหลบฝนที่กำลังจะตกได้

“คงต้องอยู่ที่นี่สักพัก อีกประเดี๋ยวฟ้าจะสางแล้ว เราค่อยเดินทางกันต่อ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะมองซ้ายทีขวาทีเพื่อหากิ่งไม้ใบไม้แห้งมาก่อกองไฟ

“เจ้าเป็นใครกันแน่” อิงฮวามองชายหนุ่มที่ขะมักเขม้นในการก่อกองไฟก็ให้นึกประหลาดใจนัก แว๊บแรกนึกว่าเซียนที่อาศัยอยู่ในป่าซะอีก เพราะด้วยใบหน้าเงียบขรึมคล้ายจะหยิ่งทะนงของเขา ทั้งท่าทางวางอำนาจก็ทำให้นางรู้สึกหมั่นไส้เขาอยู่ไม่น้อย คิดไปคิดว่าเซียนที่ไหนจะมากลิ้งตกเขาได้แผลแบบนี้กัน เขาต้องเป็นคนเหมือนนางนี่แหละ แต่ทำไมเขาถึงมาอยู่กลางป่า แถมยังเหมือนจะมาดักรอนางอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“ข้ารึ...”

“หรือว่าเจ้าเป็นโจรป่า” อิงฮวาเห็นท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วซ้ำยังสามารถเดินทางในป่าตอนกลางคืนได้ ก็คิดว่าเขาคงเป็นโจรป่าที่ชำนาญพื้นที่แถวนี้เป็นแน่

“โจรป่า...” ชายหนุ่มทวนคำ ก่อนจะลอบยิ้ม มีเพียงนางกระมังที่มองฮ่องเต้แห่งแคว้นชางเป็นโจรป่า

“เจ้าชื่ออะไรล่ะ...ข้าว่าเจ้าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่หรอกใช่ไหม ไม่เช่นนั้นเจ้าคงปล่อยให้ข้าตกเขาตายไปแล้ว อีกอย่างนะ ข้าจะบอกเจ้า เป็นโจรเที่ยวดักปล้นคนอื่นเช่นนี้ดูไม่เหมาะกับบุรุษอย่างเจ้าเท่าใดนัก ทางที่ดีเจ้ามาช่วยข้าสิ อยากได้เงินเท่าไหร่ ข้าจะให้เจ้า ขอแค่เจ้าพาข้าไปหาพี่จิง...เอ่อ..พี่หลินหมิงได้ก็พอ” เสียงหวานยังคงเจื้อยแจ้วต่อไปก่อนจะชะงักไปชั่วครู่ ไม่ได้นางจะเอ่ยชื่อพี่จิงหลานออกมาไม่ได้ การปรากฏตัวของพี่จิงหลานควรเป็นความลับ นางนั่งลงใกล้ๆกับชายหนุ่มแต่ยังคงรักษาระยะห่างอย่างระมัดระวังตัว

จิ้นหยางยังคงไม่ตอบอะไร เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุเมื่อหญิงสาวตรงหน้าเอ่ยถึงหนุ่มคนรักของนาง หากนางรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา นางจะทำหน้าเช่นไรกัน เขานึกอย่างรู้เสียจริง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เขายังอยากเล่นสนุกกับนางอีกสักพัก

“นี่! ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ” เห็นชายหนุ่มตรงหน้าไม่ตอบ อิงฮวาก็เริ่มหงุดหงิด บุรุษหน้าตายผู้นี้กล้าเมินเฉยต่อนางเลยหรือ ช่างบังอาจนัก

“ถูกของเจ้า...ข้าเป็นโจรป่า ส่วนชื่อของข้าก็ไม่มีหรอก อยู่ในป่าเช่นนี้จะมีชื่อไว้ให้ใครเรียกกันเล่า “ ฉับพลันประกายไฟก็ลุกขึ้น ทำให้ภายในถ้ำเริ่มมีแสงสว่าง และอบอุ่นขึ้น จริงดั่งคาดเมื่อเข้ามาในถ้ำได้สักพักฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ โชคดีที่ชายผู้นี้ก่อกองไฟ นางจึงไม่หนาวตายไปซะก่อน แต่จะไม่ประหลาดไปหน่อยหรือที่คนผู้นี้จะไม่มีชื่อเรียก แล้วเขาเรียนแทนตัวกับสหายของเขาอย่างไร หญิงสาวได้แต่คิดสงสัย

“แล้วเรื่องข้อเสนอของข้า เจ้าว่ายังไง สนใจหรือไม่ ไม่ยากสำหรับเจ้าสักนิด เพียงแค่พาข้าไปหาพี่หลินหมิงเท่านั้น” อิงฮวาสังเกตใบหน้าหล่อเหลาของคนตรงหน้า เพื่อดูท่าทางแต่กลับพบเพียงความเรียบเฉย ทำให้นางเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดเช่นไร

“ตกลง! ข้าจะพาเจ้าไปพบเขา” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหวานที่มองมายังตน สายตาหวานสบเขากับนัยน์ตาเข้มของเขาก็พลันให้ใจเต้นหน้าแดงขึ้นมา อิงฮวาจึงต้องเสหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้นของเขา

“เจ้าไม่มีชื่อ ข้าจะเรียกเจ้าว่า เสี่ยวจวิ้น ดีหรือไม่” อิงฮวาพยายามเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะอย่างขบขันดังมาจากคนข้างๆ

“เจ้าหัวเราะอะไรกัน”

“ชื่อที่เจ้าตั้งให้ข้า “จวิ้น” (俊) ที่หมายถึง รูปหล่อน่ะรึ การตั้งชื่อของเจ้าช่างไร้ศิลปะโดยแท้” ชายหนุ่มอดไม่ไหวถึงกับหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน หากไทเฮาเห็นเขาตอนนี้คงจะพูดไม่ออกเป็นแน่ ยิ่งเห็นใบหน้านวลใสนั่นเปลี่ยนสีแดงดั่งผลผิงกั่ว (แอปเปิ้ลแดง) ก็ยิ่งชอบใจ

“ข้าหล่อเหลาขนาดนั้นเลยหรือ” ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้อิงฮวาที่กำลังก้มหน้าซ่อนใบหน้าแดงก่ำของตนก่อนจะกระซิบที่ข้างหูนาง อิงฮวาที่ไม่ทันตั้งตัวก็ตกใจแทบตกจากก้อนหินที่นั่งอยู่ เคราะห์ดีที่จิ้นหยางไวกว่าจึงประคองร่างบางให้เสเข้ามาในอ้อมอกได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันกว่าที่เคย

อิงฮวาทั้งตกใจและเขินอาย จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจละสายตาจากใบหน้าคมได้ จิ้นหยางที่มองมาที่ใบหน้าหวานอยู่แล้วก็ระบายยิ้มอย่างผ่อนคลาย ทั้งสองจึงตกอยู่ในภวังค์ของกันและกัน จวบจนเสียงกิ่งไม้ในกองไฟที่ลั่นกระทบกัน ทำให้ทั้งคู่เริ่มได้สติ

“บังอาจนัก! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ” อิงฮวาเขินหน้าแดงพยายามจะหาทางออกจากอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดนางไว้ จนแล้วจนรอดยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งทำให้ทั้งสองแนบชิดกันยิ่งขึ้น อิงฮวาจึงหยุดดิ้นและคิดหาวิธีอื่น แต่ก่อนที่ร่างบางจะได้ทำอะไร เสียงเข้มก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“ชื่อนี้ ข้าให้เจ้าเรียกคนเดียวเท่านั้นนะ” จิ้นหยางพูดอย่างหยอกล้อ แล้วก็เป็นดั่งคาดอิงฮวาหน้าแดงจนต้องก้มหลบไปซบกับอกแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ รู้ตัวอีกทีอิงฮวาก็หลับไปเสียแล้ว อาจเพราะเพลียจากการเดินทางไกลทั้งยังต้องมาเจอกับเรื่องต่างๆมากมาย จิ้นหลางจึงปลดเสื้อคลุมของตนปูลงบนพื้นแล้วอุ้มร่างบางอย่างระมัดระวังให้นอนได้อย่างสบาย ส่วนตัวเขาก็ล้มตัวลงนอนข้างๆกัน พลางเอาแขนแกร่งให้นางหนุนต่างหมอนแล้วโอบกอดร่างบางไว้ตลอดคืน

"ชักช้านัก เจ้าจะเป็นภาระข้าหรือไง หากเจ้าจะคลานเช่นนี้ข้าจะทิ้งให้เจ้าเป็นเหยื่อของหมาป่าเสียที่นี่เลย" เสียงเข้มเอ่ยพลางหันหลังกลับไปมองร่างบางที่นั่งทรุดลงกับพื้นหญ้าอย่างหมดแรง ใบหน้าหวานมอมแมมเต็มไปด้วยรอยดำจากคราบดิน หน้าผากมนมีเหงื่อไหลลงมาเป็นเม็ดๆ นางใช้แขนเสื้อซับเหงื่อแบบลวกๆจ้องมองมาที่เขาอย่างขุ่นเคือง ก็ให้รู้สึกเห็นใจนางอยู่บ้างแต่เพื่อเป็นการลงโทษที่เมื่อเช้านางทำร้ายเขาจนแผลระบม เขาจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยนางเด็ดขาด

"เจ้าโกรธที่ข้าทำร้ายเจ้าสินะ ถึงแกล้งข้าแบบนี้" แทนที่อิงฮวาจะลุกขึ้นนางกลับยื่นขาออกไปแล้วใช้กำปั้นเล็กๆของตนทุบไปตามน่องขาที่รู้สึกปวดหนึบๆนั่นเบาๆ ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยได้เดินไกลขนาดนี้มาก่อนเลย แถมทางที่เดินไม่ทางชันก็เป็นก้อนหินที่ตะไคร่จับจนลื่น นางต้องพยายามอย่างมากที่จะไม่ล้มหน้าคะมำกับพื้นแต่นั่นก็ทำให้นางต้องเกร็งขาตลอดเวลาจนขาแทบจะเป็นตะคริว บุรุษหน้าตายผู้นี้ต้องแกล้งนางแน่ๆ ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นนักนะ

"ข้าหรือโกรธเจ้า มีอะไรที่ข้าต้องโกรธงั้นหรือ" จิ้นหยางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เขาก้าวเท้าเข้าหาร่างบางก่อนจะก้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับนาง

อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็หยิบดอกหญ้าแถวนั้นปาใส่หน้าเขาด้วยความหงุดหงิด ร่างสูงแทนที่จะโกรธเคืองหญิงสาว  เขาทำเพียงยกยิ้มและหลบไปนั่งบนก้อนหินที่อยู่ไม่ไกลนัก หัวเราะในลำคออย่างกับเจอเรื่องสนุกถูกใจหนักหนาก็ไม่ปาน

"ยังจะมาทำหน้าตายอีก เมื่อเช้าข้าก็แค่ตกใจเท่านั้น ใครใช้ให้เจ้ามานอนกอดข้าล่ะ" คิดขึ้นแก้มนวลก็ขึ้นสีแทบจะทันที ใครจะคิดว่าอ้อมกอดอุ่นๆที่นางได้รับเมื่อคืนมันจะมาจากเขากัน      ถ้าเสด็จพ่อ เสด็จแม่ รู้เข้านางต้องโดนกักบริเวณเป็นเดือนๆแน่ โทษฐานไม่ระมัดระวังเช่นนี้

"เจ้าก็เลยซัดฝ่ามือใส่ข้างั้นรึ" จิ้นหยางเอ่ยพลางดึงสาบเสื้อของตนให้เปิดออกจนเห็นรอยแดงเป็นจ้ำๆ ที่เป็นรอยมือของหญิงสาวประทับอยู่เด่นหรา อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็พูดไม่ออกได้แต่เสหน้าไปอีกทาง

"ข...ข้าไม่ได้ตั้งใจนี่นา" เสียงหวานเอ่ยเบาๆ แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของนางคนเดียวเสียหน่อย หากเขาไม่ฉวยโอกาสกับนาง นางก็คงไม่ทำเช่นนี้

"เห็นที ถ้าเจ้าตั้งใจข้าคงจะตายไปเสียแล้ว"

เขาปรายตาคมๆ มองมายังร่างบางที่เอาแต่ทำปากขมุบขมิบ ก่อนจะสังเกตว่าเสื้อผ้าของนางนั้นเต็มไปด้วยรอยเปื้อนจากคราบโคลน ซ้ำยังขาดเป็นริ้วๆเนื่องจากเมื่อคืนนางฉีกผ้าของนางมาทำแผลให้เขา อากาศในฤดูฝนของแคว้นชางค่อนข้างเย็น หากปล่อยไว้เช่นนี้นางอาจจะล้มป่วยเอาได้

"เจ้ายังเดินไหวหรือไม่" จิ้นหยางยืนขึ้นแล้วมองมายังร่างบางที่ยังคงนั่งทุบขาตัวเองไปมา

"ไม่เห็นหรือว่าขาข้าปวดจนขยับไม่ได้แล้ว ยังจะให้ข้าเดินไปไหนอีก" อิงฮวาทำหน้ามุ่ย แก้มแดงๆป่องขึ้นทันทีอย่างคนเเสนงอน ชายหนุ่มมองร่างบางตรงหน้านิ่งสักพักก็หันหลังแล้วเดินจากไป อิงฮวาเห็นเช่นนั้นก็ทำตาโต นางคิดว่าเขาจะเป็นสุภาพบุรุษให้นางขึ้นขี่หลัง ที่ไหนได้เขากลับเดินหนีไปเสียดื้อๆ ช่างเป็นบุรุษที่ร้ายกาจยิ่งหนัก

"นี่! เสี่ยวจวิ้น! เจ้าจะทิ้งข้าไว้ไม่ได้นะ เจ้าตกลงทำสัญญาว่าจ้างกับข้าแล้ว จะมาผิดคำพูดเช่นนี้ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาซะเลย นี่! เจ้าไม่ได้ยินหรือไง"

อิงฮวาตะโกนขึ้นเมื่อร่างสูงยังคงเดินห่างออกไปเรื่อยๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาจะจากไปจริงๆ ร่างบางจึงต้องเร่งรีบลุกขึ้นเพื่อที่จะเดินตามเขาไปให้ทัน

กึก!

"อ๊ะ!"

ยังไม่ทันที่อิงฮวาจะได้ลุกขึ้นยืนดี ข้อเท้าของนางก็เกิดสะดุดเข้ากับก้อนหินทำให้เท้าพลิกจนต้องรีบประคองข้อเท้าของตนเองด้วยความเจ็บปวด ดูเหมือนร่างสูงของจิ้นหยางจะเดินไปไกลเสียแล้วจึงไม่เห็นว่านางสะดุดจนล้มลง หยาดน้ำใสๆเอ่อล้นคลอเบ้าตาสวย ค่อยๆถอดรองเท้าดูก็พบว่าข้อเท้าบวมและแดงขึ้น

"คนบ้า! บุรุษหน้าตาย! เจ้าบังอาจทิ้งข้าไว้เช่นนี้เลยหรือ!" อิงฮวาได้แต่ตะโกนสาปส่งชายหนุ่มที่ทิ้งนางไว้เพียงลำพัง นางไม่น่าไว้ใจโจรป่าเช่นเขาเลย หลงนึกว่าอย่างน้อยๆเขาก็อาจจะเป็นคนดี ที่แท้โจรป่าก็คือโจรป่าอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ

"คอยดูเถอะ ถ้าข้าเจอพี่จิงหลานเมื่อไหร่ ข้าจะให้นางคิดบัญชีกับเจ้า" ปากก็บ่นมือก็นวดๆที่ฝ่าเท้าที่ปวดหนึบของตนเบาๆ น้ำใสๆไหลอาบแก้ม นางเพียงใช้แขนเสื้อเช็ดมันออกอยากลวกๆ ไม่นึกเลยว่าการออกจากวังหลวงมาจะลำบากเช่นนี้ ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย ทั้งเหนียวตัว อยากกินก็ไม่ได้กิน อยากอาบน้ำก็ยังทำไม่ได้เช่นนี้

"เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ ลูกคิดถึงท่านเหลือเกิน" อิงฮวาก้มหน้าลงกับเข่าพลางสะอื้นไห้

ผ่านไปเกือบสองเค่อ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลนัก อิงฮวาจึงเงยหน้าขึ้นมามองก็พบว่าจิ้นหยางกำลังยืนอยู่ตรงหน้านาง ใบหน้ามองตรงมายังนางนัยน์ตาฉายแววแปลกใจ ก่อนจะย่อตัวลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับหญิงสาว เขาเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่ข้างแก้มสีซีด

"เจ้าร้องไห้"

"เพราะเจ้านั่นแหละ...เจ้าทิ้งข้าไว้" อิงฮวาปัดมือหนาให้ออกห่างจากใบหน้าของตน และพยายามจะลุกขึ้นหนี แต่เพราะข้อเท้าที่พลิกทำให้ทำไม่ได้ตามที่คิด หญิงสาวเบหน้าด้วยความเจ็บพลางนั่งลงเช่นเดิม

"เท้าเจ้า! บาดเจ็บรึ" ไม่รอให้ร่างบางเอ่ย จิ้นหยางคว้าเข้าที่เท้าเล็กวางมันลงที่ตักของตนมองหาบาดแผลทันที

"อ๊ะ! เบาหน่อยไม่ได้หรือไง ข้าเจ็บนะ" อิงฮวาบ่นอุบ ชายผู้นี้ทำไมชอบทำให้นางตกใจนักนะ

"ข้อเท้าเจ้าพลิกงั้นรึ" จิ้นหยางที่มัวแต่จ้องข้อเท้าที่บวมแดงของหญิงสาวจึงไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มโล่งใจของนางที่มองมายังตน พอเงยขึ้นมองจึงเห็นเพียงใบหน้างอๆที่แสดงอาการไม่พอใจของนาง เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ เกิดมาไม่เคยต้องทำเพื่อใครมากมายขนาดนี้เลย เขาได้แต่บอกตัวเองว่าที่ตนทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะหญิงสาวตรงหน้าคือองค์หญิงแห่งแคว้นเฉิง เขาจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้ มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นไม่มีเหตุผลอื่นใด

"ทนเจ็บหน่อยนะ" สิ้นเสียงชายหนุ่มก็บิดข้อเท้าของหญิงสาวเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว โชคดีที่เอ็นไม่ฉีกเขาจึงสามารถช่วยนวดให้นางได้

"ข้าเจ็บนะ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!" ด้วยความเจ็บอิงฮวาจึงใช้กำปั้นของตนทุบไปที่บ่าของคนตัวสูงหมายให้เขาปล่อย แต่เขายังคงนิ่งและนวดที่ข้อเท้าของนางแรงสลับเบา แต่นางก็ยังเจ็บอยู่ดี

"อีกครู่ เจ้าจะดีขึ้น"

ใบหน้าเรียบเฉยแต่ ฉายแววจริงจังของเขา ทำให้อิงฮวาชะงักและหยุดมือตนเองที่ทุบเขาอยู่ทันที แล้วทำเป็นเสมองไปทางอื่น กัดริมฝีปากตนเองสะกดกลั้นความเจ็บเอาไว้

"เมื่อครู่ ข้าแค่ไปหาของกินมาให้เจ้า ไม่ได้คิดจะทิ้งเจ้าไปอย่างที่เจ้าคิด" จิ้นหยางเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวใบหน้าหวานที่เบือนหน้าไปมองทางอื่นแทนที่จะมองตอบเขา ร่างบางนิ่งงันเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ทำให้เขาได้แต่ลอบมองใบหน้านั้นเงียบๆ

"ข้าคิดว่า...."

อิงฮวาหันหน้ากลับมา ก่อนจะพบว่าจิ้นหยางมองนางอยู่ก่อนแล้ว แม้นางจะอยากหลบสายตาที่มองมาตรงๆของเขามากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อาจทำได้ด้วยนางเองก็รู้สึกหลงใหลในสายตาคู่นี้อยู่ไม่น้อย นี่นางกำลังใจเต้นกับโจรป่างั้นหรือ ไม่หรอก เป็นไปไม่ได้ นางเพียงแค่ไม่คุ้นชินกับบุรุษเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

"เจ้าคิดว่าข้าจะทิ้งเจ้า"

"ก็เจ้าเดินไปไม่บอกข้าสักคำ ข้าก็คิดว่าเจ้าจะทิ้งข้าไว้จริงๆน่ะสิ"

อิงฮวาที่ได้ยินเสียงเข้มปลุกให้ตื่นจากความคิดที่แสนจะสับสนของตนก็ดึงสติตัวเองอีกครั้งตอบคนตรงหน้าอย่างแง่งอน เขาทำให้นางตกใจ นิสัยแย่เช่นนี้ นางจะไปใจเต้นกับเขาทำไมกัน

"เข้าใจแล้ว ข้าผิดเองที่ไม่ได้บอกเจ้า ต่อไปข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน" คงเพราะตลอดชีวิตเขาอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่เคยต้องรายงานใคร ทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องเดาใจเขาและทำตามที่เขาต้องการ อีกทั้งท่าทางแก่นแก้วของนางที่กล้าคิดการณ์ใหญ่หนีการอภิเษกเช่นนี้ ทำให้เขาคิดไปเองว่านางจะไม่เป็นไรหากเขาจะไม่อยู่สักพัก จนลืมไปว่าอิงฮวาเป็นหญิงสาวทั้งยังเป็นองค์หญิงแคว้นเฉิงก็คงจะต้องกลัวเป็นธรรมดา

"เจ้าควรบอกข้า"

อิงฮวาได้ยินแบบนั้นก็ใจชื่นขึ้นแต่ก็ยังวาดมาดเป็นเจ้านายที่สั่งลูกน้องของตน พลางหยิบพัดออกมาคลี่แก้เก้อ และเบือนหน้าไปทางอื่น ใช้พัดงามแตะที่ปลายจมูกของตนเองเบาๆ

"ยังเจ็บอยู่หรือไม่" เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นทำให้อิงฮวาที่กำลังเถียงกับตัวเองในใจสะดุ้งเบาๆแล้วชักเท้าตนที่อยู่บนตักของเขาออก

"ดีขึ้นแล้ว" น่าแปลกที่ข้อเท้านางไม่เจ็บแปลบๆอีกแล้ว ซ้ำอาการบวมแดงเมื่อครู่ก็ดีขึ้นด้วย เสี่ยวจวิ้นนี่เก่งจริงๆ อิงฮวายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เมื่อสามารถขยับเท้าตามปกติ

จิ้นหยางที่เห็นนางยิ้มออกมาก็ยกยิ้มขึ้น เขาชอบให้นางยิ้มแบบนี้มากกว่าหน้านิ่งๆของนางเสียอีก แบบนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก

"เจ้ายิ้มอะไร ตลกข้างั้นรึ" อิงฮวาที่บังเอิญเหลือบมองมาที่ร่างสูงพอดีก็ได้เห็นรอยยิ้มที่เจืออยู่บนใบหน้าคม ทำไมเขาถึงชอบหัวเราะนางนักนะ

"ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้า ยิ้มบ่อยๆให้ข้าได้หรือไม่" เสียงนุ่มเอ่ยคล้ายอ้อนให้หญิงสาวตรงหน้ายิ้ม ได้ยินเช่นนั้นอิงฮวาก็กลับมาทำหน้างอเหมือนเดิม และปรับสีหน้าของตนให้นิ่งประดุจใส่หน้ากากอีกครั้ง

"เหตุใดข้าต้องยิ้มให้เจ้า บังอาจนัก" เสียงบ่นไม่จริงจังนักของหญิงสาวทำให้จิ้นหยางขมวดคิ้ว เขาคิดไปว่านางคงอยากจะเก็บรอยยิ้มนี้ไว้ให้คนรักของนางเท่านั้นกระมัง

"กินซะ! ใกล้ๆนี่มีบ้านคนอยู่ ข้าจะไปขอยืมเสื้อผ้ามาให้เจ้าได้ผลัดเปลี่ยน เราจะได้เดินทางกันต่อ" จิ้นหยางพูดเสียงเข้ม ที่ตอนนี้อิงฮวาพอจะจับน้ำเสียงได้ว่าเขาเริ่มหงุดหงิดเสียแล้ว อะไรกันเมื่อครู่ยังยิ้มอยู่เลย แป๊บเดียวก็หงุดหงิดเสียแล้ว ท้องผูกหรือไง

"ข้าไปด้วย"

"อย่าเลย ข้าไปคนเดียวไวกว่า ถึงจะบอกว่าใกล้แต่ถ้าเดินไปกับเจ้าคงเสียเวลาเป็นวัน" เขาปรายหางตามองมาที่นาง อิงฮวาทำได้แค่เม้มปากมองคนตรงหน้า เมื่อเห็นว่านางไม่พูดอะไรเขาก็เดินจากไป

เห็นว่าจิ้นหยางเดินจากไปไกลแล้ว นางก็หยิบผลไม้ที่เขาหามาให้มากินเพื่อบรรเทาความหิว และลุกขึ้นเดินดูรอบๆ ถึงจะยังเดินไม่ถนัดนักแต่ก็ไม่เจ็บแล้วอิงฮวาจึงเดินดูรอบๆ ได้ไม่ลำบาก นัยน์ตาสีเปลือกไม้มองลงไปจากเนินหญ้าที่ตนนั่งอยู่ก็พบทุ่งดอกไม้ป่าที่กำลังเเข่งกันบานส่งกลิ่นหอมล่อผีเสื้อให้มาดูดน้ำหวาน ช่างเป็นภาพที่สวยงามนัก หญิงสาวนึกอย่างจะวาดรูปความงามนี้เก็บไว้ให้เสด็จแม่ชมบ้าง ท่านจะต้องชอบมากเป็นแน่ แต่ก็ไม่มีกระดาษและพู่กันติดตัวมาด้วย

ร่างบางค่อยๆ ไต่ลงไปช้าๆ ไปยืนอยู่กลางทุ่งดอกไม้ มือบางหยิบดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่า เลือกดอกที่สวยสะดุดตามาทำเป็นมงกุฎดอกไม้ แล้วเอาวางไว้บนหัวตนเอง

"หากเวลานี้พี่จิงหลานอยู่ด้วย เราคงรวมกันเต้นระบำท่ามกลางทุ่งดอกไม้งามเช่นนี้"    อิงฮวาได้เเต่หวังว่าพี่จิงหลานของนางจะปลอดภัย และรอคอยที่จะพบเจอกับนางในอีกไม่นาน

"อิงฮวา! อิงฮวา! เจ้าอยู่ไหน!" เสียงเข้มตะโกนก้อง หญิงสาวที่กำลังเหม่อจึงได้สติและส่งเสียงตอบรับ

"ข้าอยู่ตรงนี้!"

"เจ้ามาทำอะไรตรงนี้กัน รู้ไหมว่าข้าตกใจแค่ไหนที่ไม่เห็นเจ้า เจ้านี่มัน...." ชายหนุ่มที่รีบวิ่งมาหาร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่ ตามเสื้อผ้าของนางเต็มไปด้วยดอกหญ้า ก็อดที่จะดุนางไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้ความหมายของคำว่า "ใจหาย" นางทำให้เขาเสียการควบคุมเช่นนี้ได้ยังไง น่าโมโหนัก

"เจ้าโกรธข้าหรือ"อิงฮวาเรียบๆเคียงๆถามเมื่อเห็นจิ้นหยางมองนางแล้วสะบัดหน้าไปทางอื่นพร้อมพ่นลมหายใจหนักๆ

"โกรธรึ เมื่อครู่ตอนข้าหายไปไม่บอก เจ้าก็โกรธข้าเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนนี้จู่ๆเจ้าก็หายไป ข้าควรจะยิ้มให้เจ้าดีหรือไม่" เขาโมโหจริงๆ นางไม่รู้หรือว่าเท้าตัวเองยังไม่หายดี ที่เขาไม่ให้นางเดินไปด้วยเพราะกลัวว่าข้อเท้าจะระบมแต่แทนที่จะอยู่นิ่งๆ นางกลับเดินลงจากเนินหญ้าที่ชันขนาดนั้นเพื่อมาชื่นชมดอกไม้

"ข้าเพียงแค่อยากได้ดอกไม้พวกนี้เท่านั้น เอาเป็นว่าต่อไปข้าจะระวังตัว"

"ต่อไปนี้ เจ้าจะไปไหนต้องบอกข้ารู้หรือไม่" จิ้นหยางเอื้อมมือแกร่งทั้งสองข้างจับที่ไหล่มนของอิงฮวาเพื่อบังคับให้นางมองตรงมายังเขา น้ำเสียงที่ดูจริงจังของเขาทำให้อิงฮวาได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ด้วยเพราะรู้ตัวว่าตนทำให้เขาเป็นห่วง หากจะดันทุรังเถียงเขาก็ไม่เป็นประโยชน์

เอ๊ะ! เป็นห่วง ...

เขานะหรือ !

เป็นห่วงนาง....

ยังไม่ทันที่สมองจะได้ประมวลอะไรให้ถ้วนถี่ ร่างบางก็ลอยขึ้นจากพื้นไปอยู่ในอ้อมแขนแกร่งของบุรุษหน้าตายที่จ้องมองมายังนางด้วยสายตาดุประหนึ่งว่านางเป็นเด็กน้อยที่ทำผิด

“ปล่อยข้านะ!เสี่ยวจวิ้น!คนฉวยโอกาส!"

"ข้าจะปล่อยให้เจ้าเดินขึ้นไปบนนั้นได้ยังไง ทางชันเช่นนั้น เท้าเจ้าก็ได้ระบมพอดี" เสียงเข้มเอ่ยพลางกระชับอ้อมแขนแกร่งให้โอบรัดนางแนบอกพาเหาะขึ้นมาบนเนินเขาอย่างง่ายดาย ก่อนจะวางนางให้นั่งลงบนก้อนหินอย่างเบามือ

"นี่! เสื้อผ้าของเจ้า เเถวนี้มีลำธารอยู่ เจ้าไปอาบน้ำที่นั่นเถอะจะได้สบายตัวขึ้น" จิ้นหยางเอ่ยพลางยื่นเสื้อผ้าให้นางหนึ่งชุด อิงฮวารับมาถือไว้ก่อนจะลุกขึ้นจากก้อนหิน

"อาบน้ำงั้นรึ! เจ้าคิดจะเอาเปรียบข้าใช่หรือไม่"

อิงฮวาทำหน้าไม่ไว้ว่างใจ ไม่ใช่ว่าเขาจะแอบมองนางตอนอาบน้ำหรอกนะ

"เอาเปรียบเจ้า ถ้าข้าจะทำคงทำไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว คงไม่รอป่านนี้กระมัง" เห็นท่าทางหวาดกลัวของนางที่มีต่อเขาก็ชวนให้หงุดหงิดหนักกว่าเดิม หากนางรู้ว่าเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในตัวนาง นางคงไม่กล้าแสดงท่าทีแบบนี้กับเขาแน่

"ถ้าเช่นนั้น เจ้าต้องสัญญากับข้าว่าห้ามตามข้าไป ห้ามแอบดูข้าเด็ดขาด" อิงฮวากอดเสื้อผ้าที่เขาให้ไว้และยื่นข้อเสนอ นางจะไว้ใจเขาได้อย่างไร พี่สามมักจะสอนนางว่าเกิดเป็นสตรีจะไว้ใจบุรุษไม่ได้นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ผู้อื่นก็เปรียบเสมือนหมาป่าที่จ้องจะเขมือบเหยื่อกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นคนตรงหน้านางยิ่งไม่มั่นใจเอาเสียเลย

"หากเจ้าไม่อยากอาบก็เรื่องของเจ้า ข้าเหนียวตัวจะแย่แล้ว งั้นข้าไปก่อนล่ะ" จิ้นหยางเอ่ยโดยไม่สนใจท่าทางของหญิงสาวที่มองมายังตนอย่างไม่พอใจ แต่จนแล้วจนรอดนางก็เดินตามหลังมาติดๆ

"ข้าจะไปอาบน้ำฝั่งนั้นเจ้าห้ามแอบดูเข้าใจหรือไม่!" หญิงสาวชี้หน้าคนตัวสูงกว่าก่อนจะหมุนตัวไปอีกฝั่งของลำธารด้วยท่าทางถือตัว จิ้นหลางได้แต่อมยิ้มกับท่าทางเช่นนั้นของนาง แทนที่เขาจะไปอาบน้ำตามที่เขาพูดไว้ เขากลับแอบเดินตามนางไปเงียบๆ ใช้ต้นไม้ใหญ่บังร่างของตนไว้ ก่อนจะตัดสินใจใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้เพื่อมองดูหญิงสาว

อิงฮวามองซ้ายมองขวา ไม่เห็นบุรุษหน้าตายผู้นั้นตามมาก็ถอนหายใจ มือบางค่อยๆปลดชุดบุรุษที่เต็มไปด้วยเหงื่อและเศษดินออกจากร่าง ร่างกายบอบบางขาวผ่องปรากฏต่อสายตาคมเข้มของชายหนุ่มที่แอบมองอยู่ไม่ไกล ผิวเนียนละเอียดเมื่อต้องแสงแดดยิ่งดูนวลเนียนราวกับหยกชิ้นงาม เอวคอดกิ่วน่าทนุถนอม ทรวงอกงามสล้างขนาดกำลังพอดีล่อตาล่อใจจนทำให้จิ้นหยางอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ หญิงสาวลงเล่นน้ำอย่างสำราญใจ แหวกว่ายอยู่ในน้ำใสสะอาดอย่างอารมณ์ดี โดยไม่รู้เลยว่าตนตกเป็นเป้าสายตาใครบางคนอยู่

"ยังไงเจ้าก็ต้องเป็นของข้า มองนิดมองหน่อยคงไม่เสียหายกระมัง" จิ้นหยางยกยิ้มมองร่างบางที่บัดนี้แหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างพึงใจ ตอนนี้เขารู้สึกเต็มตื้นในใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยๆเขาก็เหนือกว่าชายคนรักของนางอยู่มากโข ยังไงซะคนที่เห็นร่างเปลือยของนางได้ก็มีแต่เขาเท่านั้น คนที่จะครอบครองนางก็ต้องเป็นเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นเช่นกัน

ความคิดเห็น