ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่2

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่2
แบบอักษร

บทที่2

ยามสาม (00.00-03.00)

ค่ำคืนที่ดึกสงัดสองสาวในชุดบุรุษเริ่มดำเนินแผนการเพื่อที่จะหลบหนี โดยจิงหลานทำหน้าที่ใส่ยานอนหลับลงไปในสุราให้ทหารที่เป็นองค์รักษ์ดื่มจนเมาหมาย ก่อนจะสุมควันยาสลบรมเหล่าทหารยามที่เฝ้าประตูคอยรักษาความปลอดภัยยามค่ำคืน เพียงอึดใจเหล่าทหารของแคว้นชางก็ตกสู่ห้วงนิทรา ทั้งสองกายบางค่อยๆก้าวเท้าออกจากห้องอย่างระมัดระวัง  อิงฮวาไม่ลืมที่จะหยิบเงินทองออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับการหลบหนีครั้งนี้"พี่จิงหลาน เราจะไปทางไหนกันดี" เมื่อพ้นจากโรงเตี้ยมออกมายังท้องถนนที่บัดนี้ดูวังเวงต่างจากช่วงหัวค่ำที่นางมาถึงเป็นอย่างมาก ในใจก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา จึงเบียดตนเข้าไปหาจิงหลานเพื่อหาความปลอดภัย​

"องค์หญิงเพคะ ระหว่างทางที่เราหลบหนี โปรดเรียกหม่อนฉันว่าหลินหมินดีกว่านะเพคะ ส่วนหม่อนฉันก็จะเรียกองค์หญิงว่าหย่งเจิ่น ส่วนสถานะของเราทั้งคู่ ก็เอาเป็นองค์หญิงเป็นนายน้อยตระกูลพ่อค้าเดินทางมาเพื่อค้าขาย ส่วนหม่อนฉันคือผู้ติดตามของพระองค์ แบบนี้ดีไหมเพคะ" จิงหลานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของท้องถนน หากจะเอาตัวรอดให้ตลอดรอดฝั่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลบร่องรอยของตนให้มิดชิดมิเช่นนั้นอาจถูกจับได้ นางรู้ดีว่าการพาองค์หญิงหลบหนีการอภิเษกครั้งนี้ หากถูกจับได้โทษคือประหารชีวิต แต่นั่นหาได้สำคัญเท่ากับความสุขทั้งชีวิตของผู้เป็นดั่งน้องสาวของนางไม่ นางคิดดีแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางจะปกป้ององค์หญิงของนางให้จงได้

"ดีเหมือนกัน ข้าเองก็คิดเช่นนั้น" อิงฮวาคล้อยตาม เมื่อตัดสินใจใส่ชุดบุรุษและหลบหนีออกมาจากขบวนอภิเษกแล้ว ตอนนี้นางก็มิใช่องค์หญิงอิงฮวาอีกต่อไป จากนี้นางคือนายน้อยตระกูลพ่อค้านามว่า หย่งเจิ่น นางจะต้องเข้มแข็ง และไม่ทำตัวให้เป็นภาระของพี่จิงหลานเด็ดขาด

"มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ใช้เวลาห้าถึงหกวันก็จะเข้าเขตแคว้นฉีแล้วล่ะ แต่ข้าว่าเราควรไปทางป่าไผ่นั่นจะร่นเวลาให้เราได้ถึงสองวันเชียว"

บุรุษในชุดคลุมสีเขียวแก่เอ่ย ดวงตาสวยจ้องมองไปยังป่าไผ่ที่ไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงเสียงแมลงเท่านั้นที่ดังคลอมากับสายลม ร่างบางของบุรุษในชุดคลุมสีขาวทอดสายตาหวานมองตามไป ก่อนที่ทั้งสองจะสบตากัน แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ด้านหน้า

"ตามข้ามาติดๆเลยนะขอรับ นายน้อย" จิงหลานกระชับกระบี่ในมือแน่น คอยระเเวดระวังทางที่เดินเพื่อป้องกันอันตรายให้ร่างเล็กที่ตามหลังมาติดๆ

"เข้าใจแล้ว" เสียงหวานเอ่ยขึ้น แม้บรรยากาศรอบข้างจะค่อนข้างมืด มีเพียงแสงจากโคมที่    จิงหลานถือเท่านั้นที่คอยให้แสงสว่าง แต่ก็ยังดีที่คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง จึงไม่ลำบากมากนักที่คนทั้งสองจะเดินทางยามค่ำคืนเช่นนี้

เดินมาได้สักพักก็ออกห่างจากโรงเตี้ยมมาไกลโขเสียแล้ว ในความเงียบสงัดของป่าฉับพลันหูของร่างทั้งสองก็ได้ยินเหมือนมีสิ่งมีชีวิตอยู่รอบข้าง เสียงเหยียบฝีเท้าหนักๆลงบนใบไม้แห้งเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ขึ้น ทั้งสองจึงมองหน้ากัน ก่อนที่จิงหลานจะพยักหน้าให้อิงฮวาระวังตัว ร่างบางจึงรีบหยิบพัดเหล็กที่พี่ใหญ่ของเขาทำให้เป็นพิเศษขึ้นมา ความพิเศษของพัดด้ามนี้อยู่ที่ปลายพัดเป็นใบมีดคมกริบที่พร้อมจะตัดผ่านทุกสิ่ง ซ้ำด้ามจับยังมีมีดสั้นด้ามเล็กซุกซ่อนไว้อีกด้วย

"ผู้ใดกัน เดินทางกลางดึกเช่นนี้" ปรากฏเงาร่างชายกำยำสองคนตรงเข้ามาหาร่างทั้งสองที่หยุดยืนนิ่ง เพราะเงาของต้นไม้จึงทำให้มองไม่เห็นชายทั้งสอง เสียงเข้มที่เอ่ยขึ้นไม่ทราบเจตนาผู้พูดทำให้ทั้งสองร่างกระชับอาวุธในมือเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้

"ข้าไม่คิดว่าป่านี้มีเจ้าของ จึงมิได้บอกกล่าวก่อน หากข้าทั้งสองล่วงเกินพวกท่าน ก็ขออภัยด้วย โปรดหลีกทางให้พวกเราเถิด" อิงฮวาก้าวมาข้างหน้าจิงหลานหนึ่งก้าว ก่อนจะพูดจาอย่างอ่อนน้อมต่อบุรุษทั้งสองตรงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ที่เสียเปล่าการเจรจาถือเป็นการดีที่สุด อีกฝ่ายเมื่อได้ยินดังนั้นก็ก้าวออกมาจากเงาไม้ ทำให้แสงจันทร์สาดส่องกระทบมายังร่างกำยำทั้งสอง ให้อิงฮวาและจิงหลานได้เห็น​

หนึ่งบุรุษดูองอาจผ่าเผย แววตาคมดูทรงอำนาจ หนึ่งบุรุษดูกล้าหาญ แฝงความเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ ใบหน้าของบุรุษทั้งสองตรงหน้าทำให้หญิงสาวทั้งสองไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าบุรุษตรงหน้านั้นช่างหล่อเหลาอย่างยากจะหาผู้ใดเหมือน หรือว่าบุรุษทั้งสองนี่จะเป็นเทพเซียนที่อาศัยในป่าแห่งนี้กัน

"พวกท่าน เป็นเจ้าของป่านี้จริงๆหรือ" อิงฮวากล่าวหลังจากจ้องมองบุรุษทั้งสองอยู่นาน พลางคิดในใจไปว่านางกำลังคุยกับผีหรือเซียนอยู่กันแน่

"จะว่าเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก ทุกที่ของที่นี่ข้าย่อมเป็นเจ้าของ" ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหล่าร้ายกาจกล่าวขึ้น น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจะโอ้อวดและหยิ่งผยอง แต่ในขณะเดียวกันก็ทุ้มและน่าฟังนัก

"เช่นนั้นพวกข้าทั้งสองคงล่วงเกินพวกท่านแล้ว ขอท่านทั้งสองเมตตา ให้ข้าน้อยและคนติดตามผ่านทางด้วยเถิดขอรับ" เสียงนุ่มเอ่ยด้วยความนอบน้อมอีกครั้งทั้งท่าทางที่แสดงออกก็ช่างดูสง่างาม แววตาคมตวัดจ้องใบหน้าหวานอย่างพึงใจ แม้จะปกปิดตนด้วยชุดบุรุษก็หาได้ปิดบังความงามของนางลงได้เลยแม้แต่น้อย องค์หญิงอิงฮวาที่ไทเฮาพูดถึงว่างามนักงามหนาที่แท้งดงามเช่นนี้ เสียแต่ว่าช่างอาจหาญนัก ถึงได้กล้าหยามหน้าเขาด้วยการหนีไปกับชายอื่นเช่นนี้ เพียงแค่นึกว่าบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายร่างบางเป็นคนรักที่นางจะหนีไปอยู่ด้วยก็พาลให้รู้สึกขัดเคืองยิ่งนัก

"เจ้าทั้งสองเร่งเดินทางยามค่ำคืนเช่นนี้ รีบร้อนจะไปไหนกันหรือ" ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยถามขึ้นขัดบรรยากาศมาคุของบุรุษข้างกายที่เริ่มจะก่อตัวขึ้นเพื่อไม่ให้ความแตก เขารู้จักสหายผู้นี้ดีความตรงไปตรงมาของจิ้นหยางบางทีอาจทำให้เขาอดเห็นเรื่องสนุกๆต่อจากนี้ก็เป็นได้ เขาจึงต้องรีบชิงเปลี่ยนบรรยากาศขึ้นเสียก่อน

"ข้าเป็นพ่อค้า กำลังเดินทางไปแคว้นฉีเพื่อทำการค้าขายกับผู้ติดตามของข้า พวกเราจึงเร่งเดินทางเพื่อให้ทันสินค้าที่จะแลกเปลี่ยนกับแคว้นชางในอีกสี่วันที่จะถึงนี้ขอรับ"อิงฮวาคิดคำโกหกจนสมองแทบแตกได้แต่แต่งเรื่องไปตามที่จิงหลานบอกตนไว้ เมื่อกล่าวจบจึงหันไปมองจิงหลานเพื่อให้อีกฝ่ายช่วยพูด หากให้นางโกหกต่อเห็นทีจะไม่ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่

อีกคนเมื่อเห็นนายน้อยของตนเริ่มเหงื่อตก จึงประสานมืออย่างนอบน้อมเพื่อทำความเคารพบุรุษทั้งสองที่อยู่ข้างหน้า เพียงเงยหน้าขึ้นมองก็พบแววตาที่ฉายแววไม่พอใจของบุรุษผู้มีใบหน้าเย่อหยิ่งที่จ้องมองมายังตน พร้อมกับใบหน้าของบุรุษอีกคนที่เรียบเฉยแต่ทว่านางกลับแอบเห็นรอยยิ้มที่มุมปากและแววตาที่ทอประกายราวกับกำลังชมเรื่องสนุกก็ไม่ปานจากบุรุษผู้นั้น ก็พาลให้รู้สึกอย่างจะใช้กระบี่แทงนัยน์ตาให้บอดยิ่งนัก

"หากท่านทั้งสองสิ้นสงสัยแล้ว ก็ช่วยเปิดทางให้เราด้วยเถิดขอรับ" จิงหลานยังคงสะกดอารมณ์ไว้ภายใต้สีหน้าเรียบสนิท นางเองรู้ว่าหากเสียเวลาอยู่ที่นี่จนสว่างจะยิ่งอันตราย จึงไม่อยากต่อความยาวกับบุรุษทั้งสอง แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายดั่งใจคิดแทนที่บุรุษทั้งสองจะเปิดทางให้ เขากับแสยะยิ้มราวกับคำพูดของนางเป็นแค่ตลกบทหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยของจิงหลานจึงเริ่มแสดงความหงุดหงิด มือกำฝักกระบี่แน่นหมายจะชักกระบี่ออกมาฟาดฟันใส่คนที่กล้ามาขวางให้นางต้องเสียเวลาเช่นนี้

"เราทั้งสองขออภัยท่านแล้ว เหตุใดจึงไม่หลีกทางให้เราอีกเล่า" อิงฮวาเองเมื่อเห็นว่าบุรุษทั้งสองยังคงไม่ขยับก็เริ่มโกรธแล้วเช่นกัน จะผีหรือคนนางก็ไม่สน หากช้ากว่านี้เห็นทีแผนหลบหนีของนางได้แตกก่อนพอดี แล้วคนที่จะเป็นผีคงเป็นนางกับจิงหลานเป็นแน่

"คิดจะไปก็ไปได้ง่ายๆเลยหรือ" เสียงเข้มกดระดับเสียงลงให้ดูทรงพลังและน่าเกรงขาม ซ้ำแววตายังฉายแววคุกรุ่นอย่างไม่ปิดบัง

"หากท่านทั้งสองไม่หลบ พวกข้าคงต้องล่วงเกินท่านแล้ว" เป็นอิงฮวาที่ทนไม่ไหว นางกระโจนเข้าใส่บุรุษหน้าตายที่วางอำนาจบาตรใหญ่อย่างถือดี แว๊บแรกก็ใจเต้นอยู่หรอกแต่บัดนี้ใบหน้านี้ของเขาช่างเย่อหยิ่งจนน่าหงุดหงิดเสียแล้ว ร่างเล็กใช้พัดโจมตีด้วยกระบวนท่าผีเสือสยายปีกอย่างรุนแรง ร่างสูงเพียงแค่ใช้ขลุ่ยไม้ไผ่ที่แหนบอยู่ที่ข้างเอวของเขาเท่านั้นก็สามารถหยุดพัดของร่างเล็กได้ ซ้ำยังทำมันเพียงแค่มือเดียวอีกด้วย

จิงหลานเมื่อเห็นว่าอิงฮวาเริ่มเสียเปรียบก็หมายจะเข้าไปช่วยแต่กลับถูกกระบี่ของอีกคนขวางไว้เสียก่อนนางจ้องคนตรงหน้านิ่งเพียงพริบตาก็ชักกระบี่ออกจากฟักแล้วฟาดเข้าใส่ผู้ที่ขวางทางอย่างรวดเร็ว ด้วยความแรงของเพลงยุทธ์ที่ใช้ นางมั่นใจได้ว่าผู้ที่โดนกระทำไม่มีทางตั้งรับทัน แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อบุรุษจอมเจ้าเล่ห์นั่นใช้เพียงฟักกระบี่ก็สามารถรับกระบี่ของนางได้อย่างไม่ลำบากนัก ดวงตาเรียวของคู่ต่อสู้ฉายแววสนุกสนานราวกับเจอของเล่นที่ถูกใจ

"กับเจ้า ข้าใช้เพียงฟักกระบี่ก็คงพอ" ร่างกำยำของบุรุษตรงหน้าใช้วิชาตัวเบาถอยห่างจากรัศมีกระบี่ของจิงหลานไปเพียงสามก้าว ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฟักดังเดิม ท่าทางเช่นนั้นของเขากับยิ่งกระตุ้นให้นางหงุดหงิดเข้าไปอีกเป็นเท่าทวี

"ดูถูกกันเกินไปแล้ว" นางพุ่งกระบี่เข้าใส่บุรุษตรงหน้าอีกครั้ง ซ้ำยังใช้กระบวนท่าเข้าช่วยอีกด้วย พลัดกันรุกและรับอยู่ไม่ถึงเค่อ จิงหลานก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกระบี่ถูกปัดออกจากมือ และโดนอีกฝ่ายจับกดลงกับพื้น ในจังหวะที่กำลังเสียเปรียบอยู่นั้น ใบหน้าคมเข้มของผู้ที่เป็นต่อกว่าก็เริ่มขมวดคิ้วพลางหรี่ตามองมายังร่างของนาง

"กลิ่นตัวของเจ้าช่างหอมหวานนัก ใบหน้าหรือก็งดงาม เจ้าใช่ผู้ชายแน่หรือ" เสียงห้าวกล่าว ซ้ำยังก้มลงมาใกล้ซอกคอของนางพลางสูดดมกลิ่นหอมที่เย้ายวนจากกายนุ่ม ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับนางมาก่อน บุรุษผู้นี้น่าฆ่าให้ตายนัก

"เจ้าเป็นพวกตัดแขนเสื้อหรือ! ปล่อยข้านะ!!" จิงหลานพยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด สายตาสอดส่องหาร่างของอิงฮวาที่บัดนี้ไม่อยู่แถวนี้เสียแล้ว ในใจก็เป็นกังวลว่าองค์หญิงของนางจะเป็นเช่นไร

“กำลังมองหานายของเจ้าหรือ ป่านนี้คงโดนสหายข้าสำเร็จโทษไปแล้วกระมัง" แววตาคมจ้องมองใบหน้าที่บัดนี้เดี๋ยวซีด เดี๋ยวแดงระเรื่ออย่างพึงใจ คิดไม่ผิดจริงๆที่ติดตามจิ้นหยางออกมาเที่ยวเล่นครั้งนี้ หนุ่มน้อยหน้าหวานคนนี้ช่างถูกใจเขาจริงๆ

"หากข้าหลุดไปได้ ข้าจะฆ่าเจ้า" จินหลานมองคนตรงหน้าด้วยสายตาดุดัน ยิ่งเห็นริมฝีปากที่ยกยิ้มอย่างพึงใจของอีกฝ่ายก็ยิ่งเดือดดาล แต่ไม่ว่าจะพยายามดิ้นเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเอาเสียเลย

"หากข้าปล่อยเจ้าไป สหายข้าคงไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ ข้าล่ะนึกเสียดายฝีมือของเจ้าเสียจริง ตัวข้าหรือก็เป็นคนให้โอกาสคน เจ้ามาติดตามข้าแทนนายของเจ้าดีหรือไม่" ชายหนุ่มยื่นขอเสนอให้คนที่เขาจับกดอยู่ เห็นแววตาอวดดีเช่นนี้ของอีกฝ่ายก็นึกอยากปราบพยศเสียจริง หากจะปล่อยให้จิ้นหยางฆ่าทิ้ง สู้เอาความสามารถของเจ้าหนุ่มนี่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ

"ไม่! ข้าไม่มีวันไปติดตามคนชั่วอย่างเจ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ"

คนเจ้าเล่ห์คิดแผนการในใจเองเสร็จสรรพ ไม่สนสายตาไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย เขาใช้เชือกที่พกมามัดมืออีกฝ่ายไว้ ป้องกันไม่ให้หนี

"อ๊ะ! นี่เจ้า!!" หลินหมิงถึงกับร้องออกมาเมื่อตนถูกเชือกมัดไว้ที่มืออย่างแน่นหนา และอีกฝ่ายมีท่าทีพออกพอใจอย่างยิ่ง เขาเหลือปลายเชือกเอาไว้ยาวพอสมควรเพื่อใช้สำหรับลากจูงให้ผู้ที่โดนมัดเดินตามเมื่อเขาออกแรงกระตุก

"ปล่อยข้านะ...ข้ามิใช่วัวใช่ม้า ถึงจะมาฉุดกระชากลากจูงข้าได้เช่นนี้" นัยน์ตาหวานมีแววขุ่นเคือง

"รับรองข้าไม่ขี่เจ้าแน่" คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มขึ้น ตาคมจ้องมองจิงหลานตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า สายตาเช่นนั้นของเขา ทำเอานางแทบจะเสียจริต นึกอย่างสับคนตรงหน้าให้เป็นหมื่นๆชิ้นใจจะขาด

"เดี๋ยว! ข้าจะไม่ไปไหนกับเจ้าทั้งนั้น ตราบใดที่นายน้อยของข้าหายไปเช่นนี้" สิ่งที่นางกังวลที่สุดตอนนี้คือความปลอดภัยขององค์หญิง หากอิงฮวาเป็นอะไรไป นางคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจนักที่นางดันแพ้บุรุษผู้นี้ ซ้ำยังไม่สามารถปกป้ององค์หญิงของตนได้ แบบนี้จะกล้ากลับไปแคว้นเฉิงอีกได้ยังไง

"เจ้าหาได้ต้องกังวลสิ่งใด นายน้อยของเจ้าอยู่กับสหายข้า ไม่มีทีใดปลอดภัยไปมากกว่านี้แล้ว"

"ข้าจะเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนพาลเข้ามาหาเรื่องพวกข้าก่อนเช่นนี้" ให้นางเชื่อหรือว่าบุรุษจอมเจ้าเล่ห์กับบุรุษจอมหยิ่งทะนงนั่นจะเป็นคนดี ดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ ไม่มีสักวินาทีที่คนพวกนี้ดูเป็นคนดีแม้แต่น้อย

"ไม่ใช่เจ้า.. ต่อไปนี้ต้องเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพถึงจะถูก" เสียงเข้มเอ่ยราบเรียบ เหมือนจะประกาศให้รู้ว่าเขาเป็นใครและหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นใคร โทษพาองค์หญิงหนีนั้นหนักหนานัก และดูท่าเหมือนสหายของเขาจะไม่พอใจเอามากซะด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ทางเดียวที่เด็กนี้จะรอด คือยอมสงบปากสงบคำแล้วเชื่อฟังคำของเขาเท่านั้น หาใช่มาดื้อรั้นอย่างนี้ไม่

"แม่ทัพงั้นหรือ!...ถ้าเช่นนั้น เจ้าคือ หวงฟู่เหิง!" จิงหลานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หากคนตรงหน้านี่คือท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นชางจริง บุรุษผู้นั้นก็ต้องเป็นฮ่องเต้ฮุ่ยจิ้นหยางน่ะสิ

"ดูเหมือนข้าจะโด่งดังอยู่เหมือนกัน เจ้ารู้เช่นนี้ก็ควรทำตามที่ข้าบอก โทษพาองค์หญิงหนีของเจ้าจะได้ลดน้อยลง" แววตาเจ้าเล่ห์หรี่มองหนุ่มน้อยตรงหน้าอย่างสำรวจ ใบหน้าสวยดุ แววตาเชิดดูดื้อรั้น ริมฝีปากสีสดราวกับผลสือหลิว (เม็ดผลทับทิม) ร่างกายหรือก็บอบบางราวกับอิสตรี หากใส่แพรพรรณเช่นหญิงสาวคงเป็นหญิงงามล่มเมืองเป็นแน่ น่าเสียดายนักที่เป็นบุรุษ ซ้ำยังเป็นคู่รักขององค์หญิงแคว้นเฉิงเสียอีก

"องค์หญิงของข้าจะปลอดภัยแน่หรือ"เมื่อเห็นว่าแผนการหลบหนีครั้งนี้ถูกจับได้เสียเเล้วก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ความตายสำหรับลี่จิงหลานแล้วหาได้กลัวไม่ สิ่งที่กลัวเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ องค์หญิงของนางจะได้รับอันตรายหรือไม่ต่างหาก

"ข้ารับประกันกับเจ้า หากองค์หญิงไม่ดื้อรั้นจนเกินไป นางจะปลอดภัยแน่นอน"

ฟังแบบนี้แล้ว นางจะสงบใจได้เช่นไรในเมื่อองค์หญิงของนางช่างดื้อรั้นนัก ซ้ำยังไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นคือฮ่องเต้แคว้นชาง พระคู่หมั้นของพระองค์ แบบนี้ไม่เท่ากับเล่นกับราชสีห์อยู่หรือ นางได้แต่กังวลใจ

"เจ้าก็ควรไปกับข้าได้แล้ว" ฟู่เหิงเห็นหนุ่มน้อยไม่ขยับเขยื้อนก็เดาออกว่าเขาคงเป็นห่วงองค์หญิงอิงฮวาจนไม่ยอมไปไหนเป็นแน่ จึงออกแรงกระชากเชือกที่ผูกจูงข้อมือขาวของอีกฝ่ายให้เดินตามเขาไปยังที่รถม้าซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากป่าไผ่นี่เท่าใดนัก ใช้เวลาสองวันจากที่นี่ไปเมืองหลวง เขาจะนำหนุ่มน้อยผู้นี้ไปยังจวนคงจะทำให้หายเบื่อไปได้สักพัก

เมื่อถูกแรงดึงของคนตัวใหญ่กว่า จิงหลานจึงต้องเดินตามอย่างเสียไม่ได้ ในใจได้แต่ภาวนาให้องค์หญิงของนางปลอดภัย

............................................................................................................................................................

ความคิดเห็น