akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 50 ด้ายแดงแห่งโชคชะตา

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 50 ด้ายแดงแห่งโชคชะตา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.3k

ความคิดเห็น : 248

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2560 21:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 50 ด้ายแดงแห่งโชคชะตา
แบบอักษร

50

ด้ายแดงแห่งโชคชะตา

                กว่าวิรุจน์จะลืมตาตื่นก็ปาไปตอนบ่ายของอีกวันหนึ่ง ร่างกายของเขาระบม ไปทั้งร่าง วิรุจน์พยายามขยับกายอย่างยากลำบาก เขาเมื่อยล้าไปทั้งตัว สมองพยายามนึกคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาได้แต่นึกเจ็บใจที่เขาสู้พอลไม่ได้เลย

                “ตื่นแล้วเหรอ”

                เสียงของพอลดังเข้ามาในโสตประสาทการรับรู้ เขาพบว่าชายหนุ่มกำลัง         นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ไม่ไกลจากเขามากนัก               

                “เพราะนายคนเดียว นายมันคนใจดำอำมหิต”

                ทั้งๆที่พอลทำรุนแรงกับเขาขนาดนี้ แต่วิรุจน์กลับไม่ได้รู้สึกเกลียดหรืออยากจะฆ่าแกงพอลให้ตายไปเสีย เขาแค่รู้สึกโกรธเคืองเขานั้น

                “เป็นยังไงบ้าง”

                ประโยคสั้นๆ พร้อมกับสายตาที่ส่งมานั้น ทำให้วิรุจน์ใจสั่นไปชั่วขณะ              แว๊บหนึ่งเขาคิดว่าพอลเป็นห่วงเขาจริงๆ แต่วิรุจน์ก็ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเอง                 เพราะเขาเดาใจพอลไม่ถูกเลยสักนิด ไม่รู้ว่าพอลจะมาไม้ไหน

                “นายลองมาเป็นฉันไหมล่ะ”

                เขาตอบกลับไปอย่างคนกำลังเคืองได้ที่ จะไม่ให้เคืองได้ยังไง ร่างกาย          ของพอลก็ไม่ใช่เล็กๆ ไหนจะแรงอย่างกับช้างกับม้า คิดว่าเขาเป็นตุ๊กตายางหรือยังไงกัน ถึงได้กระแทกเอาๆอย่างไม่สนใจว่าจะระบมและเจ็บร้าวขนาดไหน

                “นี่ถ้าฉันเป็นผู้หญิง คงช้ำในตายไปแล้ว”

                “แต่นายก็ไม่ใช่ผู้หญิง”

                พอลพูดด้วยใบหน้าที่ไม่สะทกสะท้าน วิรุจน์เดือดจนยันกายลุกขึ้น               จะไปหาเรื่องพอล แต่ทว่าก็ทรุดกับพื้นด้วยความเจ็บร้าว

                “โอ๊ย!”

                กายสูงใหญ่พุ่งเข้ามาช่วยประคองเขาอย่างรวดเร็ว วิรุจน์เงยหน้ามองพอลอย่างแทบไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าพอลเป็นอะไร ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรก        ที่พอลทำดีกับเขา แต่เขาก็ไม่อยากจะคิดไปเองว่าอีกฝ่ายกำลังมีใจให้กับเขา                  ถึงแม้พฤติกรรมจะค่อนข้างเข้าข่ายก็ตามที

                “ปล่อย…ไม่ต้องมายุ่ง”

                “อวดดี”

                “แล้วไง นายทำฉันเจ็บ แล้วยังจะมีหน้ามาว่าฉันอีกเหรอ”

                วิรุจน์สวนกลับไปทันที เรื่องในครั้งนี้ เขาไม่ได้เป็นฝ่ายผิด คนที่ผิดก็คือพอล พอลที่หาเรื่องเขาก่อน แถมยังทำเขาเจ็บตัวอีกด้วย

                “ฉันไม่ผิด”

                ยิ่งเห็นพอลตอบแบบนั้น วิรุจน์ก็ยิ่งหงุดหงิด เขาคว้าโทรศัพท์ของตัวเอง         เพื่อจะกดโทรหาหยางจิน แต่ทว่าพอลก็รั้งมือของเขาเอาไว้

                “นี่นายจะทำอะไร!”

                “นายคิดจะทำอะไร”

                “ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย”

                “ไม่เกี่ยวงั้นเหรอ”

                พอลทวนคำพูดของวิรุจน์ เขาจ้องหน้าอีกฝ่าย

                “ทั้งๆที่เมื่อคืน นายกับฉันทำกันจนไม่รู้ถึงไหนต่อถึงไหน”

                “พอล!”

                คราวนี้วิรุจน์โกรธจนคุมตัวเองไม่อยู่ เขาเผลอปล่อยหมัดหนักๆ               กระแทกใบหน้าของพอลไปอย่างเต็มแรง จนมีเลือดซึมออกมาที่มุมปาก

                “พอสักที! ฉันสุดจะทนกับนายแล้ว ฉันจะยกเลิกพันธะวิญญาณกับนาย!          ไม่ว่ายังไงฉันก็จะยกเลิก!”

                วิรุจน์ตะโกนก้องลั่นห้อง เขาปล่อยให้พันธะวิญญาณมันยืดเยื้อมากไป          จนเขาลืมไปแล้วว่า สักวันเขาต้องยกเลิกมัน เขาทนอยู่ใกล้กับผู้ชายใจร้ายไม่ฟังใครแบบพอลไม่ได้อีกแล้ว

                “โอ๊ย!!”

                “คิดจะยกเลิกพันธะวิญญาณกับฉัน…แล้วจะได้ไปหาไอ้ชู้นั่นน่ะเหรอ”

                “ชู้?! อย่ามาใช้คำนี้กับฉันนะ”

                ทั้งคู่จ้องหน้ากันอย่างไม่คิดจะยอมแพ้ พอลเองก็เริ่มเดือดขึ้นมา เขาพยายามจะคุยดีๆกับอีกฝ่าย แต่วิรุจน์กลับหาเรื่องเขา ทั้งๆที่เขาไม่อยากจะทำรุนแรง               มากไปกว่านี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพอลไม่คิดจะควบคุมตัวเองอีกแล้ว

                “หึ…ทำไมฉันจะใช้ไม่ได้ พอฉันไม่อยู่ นายก็ระริกระรี้ไปทั่วล่ะสิ คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง!”

                “ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย!”

                “ทำไมจะไม่เกี่ยว ในเมื่อนายเป็นเมียฉัน!”

                ประโยคนี้ที่หลุดออกมาจากปากพอล ทำให้วิรุจน์อึ้งไป เขามองหน้าพอล     อย่างคนตกตะลึง พอลเองก็หันหน้าหนีไปทางอื่น

                “เมื่อกี้นายหมายความว่ายังไง!”        

                “เรื่องของฉัน”

                “พอล!”  

                วิรุจน์ทนไม่ได้ ที่พอลเมินหน้าหนีแบบนั้น เขาไม่รู้ว่าพอลพูดผิด หรือว่าพูดออกมาจากความต้องการของตัวเอง แต่เขาไม่เคยเห็นพอลโมโหร้ายมากขนาดนี้

                “เอาเถอะ ฉันไม่สนหรอกว่านายจะพูดว่าอะไร แต่ฉันขอโทรศัพท์ด้วย              ฉันต้องโทรหาเขา ฉันเป็นห่วงเขา ได้ยินไหม”

                “เป็นห่วงมันมากใช่ไหม”

                พอลกำลังยืนหันหลังให้กับวิรุจน์ น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบไม่สื่ออารมณ์ วิรุจน์เองก็ไม่คิดจะโกหก เพราะหยางจินไม่ต่างกับเพื่อนรักของเขาในอดีต                     เขาคบกับหยางจินเหมือนกับเพื่อนคนหนึ่ง

                “ใช่…ถ้ารู้แล้วก็เอาโทรศัพท์มา”

                วิรุจน์ไม่ได้คิดจะยั่วพอลแต่เขาตอบไปตามความจริงก็เท่านั้น พอลหันขวับ         มาหาวิรุจน์ เขาไม่คิดจะคืนโทรศัพท์ให้กับอีกฝ่าย วิรุจน์เริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นท่าทางของพอล

                “นี่นายจะทำอะไร!”

                “ดูเหมือนว่านายจะไม่เข้าใจเลยสินะ ว่าถ้าดื้อกับฉัน แล้วมันจะเป็นยังไง”

                ร่างกายเปล่าเปลือยถอยหนีตามสัญชาตญาณ เขารู้สึกได้ว่าพอลเหมือนคนที่คุมสติตัวเองไม่ได้ วิรุจน์พยายามจะคลานหนี แต่เขาก็โดนพอลไล่ต้อนจนหนีไปไหนไม่ได้

                “อย่า…ไม่เอาแล้ว ฉันไม่ไหวแล้ว”

                “หึ…”

                มีเพียงเสียงหัวเราะในลำคอ วิรุจน์พยายามขัดขืน แต่ร่างกายของเขา           ล้าเหลือเกิน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถต่อต้านการมีเซ็กส์กับพอลได้ ถึงจะรู้สึกสุขสม           กับการเชื่อมร่างกายระหว่างเขาและพอล แต่ยังไงวิรุจน์ก็ยังรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ดี

                “อะ อ่า…พอแล้ว”

                ร่างกายของเขาแทบจะยืนไม่อยู่ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่พอลปลดปล่อยเข้ามา        ในวันนี้  ไหนจะของเก่าที่เหมือนมันฝังอยู่ข้างใน แล้วไหนจะของใหม่ที่แทรกเข้ามา        ไม่หยุดหย่อนจนวิรุจน์มึนงงไปหมด

                “อะ อ๊ะ อื้อ”

                แรงสั่นสะเทือนแทรกเข้ามาในร่าง พร้อมกับสายน้ำที่ไหลรดร่างกาย                พอลพาเขาเข้ามาในห้องน้ำ และโหมแรงปลุกเร้าเขาราวกับคนตายอดตายอยาก              วิรุจน์ได้แต่พิงกำแพงเอาไว้เป็นที่ยึด แรงส่งที่มาจากร่างกายสูงใหญ่แทบจะบีบอัดเขาให้ชิดกับกำแพงห้องน้ำ

                พอลจับใบหน้างดงามให้หันมารับจูบที่เร่าร้อนและแสนหวาน วิรุจน์รู้สึกเผลอไผลไปกับสัมผัสของพอลจนสมองไม่สามารถประมวลผลอะไรได้ เขาถูก            จับพลิกร่างให้มาหาร่างสูง เมื่อรู้สึกว่าจะยืนไม่ไหว จึงต้องยื่นแขนไปโอบกอดคอแกร่งเอาไว้เป็นที่ยึด เสียงครางหวานดังเป็นระยะ ยิ่งพอลขยับสะโพกเนิบนาบแต่ชำแรกลึกจนแทบสุด วิรุจน์ก็ยิ่งสั่นสะท้าน ภายในเสียดสีจนเขาแทบจะสติกระเจิง

                “อะ อ๊า ละ ลึก”

                จากที่ต่อต้านก็เริ่มโอนอ่อนอย่างที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจ จะบอกว่าร่างกายเขาเข้าได้ดีกับพอลก็อาจจะใช่ เขาฟุบหน้าลงกับไหล่กว้าง ขาทั้งสองข้างสั่นระริก              อย่างคนใกล้จะหมดแรง

                “พอล...ฉัน…อื้อ ฉันไม่ไหว ไม่ไหวจริงๆ”

                ร้องขออย่างทรมาน เขาไม่ไหวจนอยากปลดปล่อย รวมทั้งจะยืนไม่ไหวด้วย พอลก้มลงมาจูบซับไปตามใบหน้า ก่อนจะกดจูบที่ริมฝีปากสวย ฝ่ามือร้อนก็ลูบไล้ไปตามเรือนร่างที่เต็มไปด้วยรอยกัดรอยดูด ราวกับว่าต้องการอาบน้ำให้กับอีกฝ่ายไปในคราเดียวกัน

                “อะ อ๊ะ อ๊า”

                สุดท้ายวิรุจน์ก็ไม่อาจจะทนต่อความปรารถนาได้ เขาปลดปล่อยออกมาจนเปรอะเปื้อนเต็มพื้น แต่ไม่นานสายน้ำก็ชะล้างไป พอลเองก็รั้งสะโพกสวยเอาไว้             ให้แนบชิด ก่อนจะฉีดเชื้อพันธุ์เข้าไปในร่างกายของอีกฝ่าย

                “แฮ่ก...แฮ่ก...แฮ่ก...”

                เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังก้องห้องน้ำ หลังจากที่ผ่านบทรักกันอย่างดุเดือดและเร่าร้อน วิรุจน์หมดแรงจนยืนไม่ไหว พอลจึงเป็นคนอุ้มวิรุจน์ออกมานอนบนเตียง

                “ไม่เป็นไรใช่ไหม”

                มีเพียงเปลือกตาที่ปรือปรอยเท่านั้น พอลหย่อนกายลงข้างๆ เขาหยิบผ้ามาเช็ดตัวให้กับวิรุจน์ ชายหนุ่มมองพอลอย่างไม่เข้าใจนัก

                “นายทำแบบนี้ทำไม”

                “ไม่รู้สิ”

                พอลตอบเสียงเรียบ แล้วเช็ดตัวที่เปียกของวิรุจน์ไปเรื่อยๆ

                “ทำเหมือน…หึงฉันอย่างนั้นล่ะ”

                คำถามจากปากของวิรุจน์ ทำให้พอลเงียบไปครู่หนึ่ง จนวิรุจน์คิดว่าพอลคงจะไม่ตอบเขาแล้ว

                “แล้วถ้ามันใช่ขึ้นมา นายจะทำยังไง”

                “เหอะ…เหอะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

                วิรุจน์ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ดวงตาของเขาเหม่อลอย หลับตาลงช้าๆ           อย่างเหนื่อยล้า เขาเหนื่อยมากจริงๆ

                “ทำไม”

                “คนอย่างนายเนี่ยนะ จะมาหึงฉัน เหอะ อย่างมากก็แค่หงุดหงิดและก็พาลเท่านั้นแหละ”

                “ถ้าอยากจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจ”

                พอลละออกมาจากการเช็ดตัวให้กับวิรุจน์ เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้า แล้วส่งให้  กับคนที่กำลังนอนหมดสภาพ

                “สวมเสื้อผ้าซะ”

                “สวมให้หน่อยสิ”

                ไม่มีเวลามาทำตัวอคติอะไรทั้งนั้น วิรุจน์รู้สึกหนาวไปทั้งร่าง อยากจะนอนพักผ่อนจนแทบจะทนไม่ไหว ใช่ว่าเขาจะไม่ห่วงหยางจิน แต่ตอนนี้เขาเองก็ห่วงตัวเองอยู่เหมือนกัน จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสู้กับพอลได้ ในเมื่อพอลไม่ใช่คนที่จะยอมฟังใคร           การต่อต้านของเขาดูเหมือนจะไม่มีผลเลยสักนิด

                “เฮ้อ”

                วิรุจน์ลืมตาแทบไม่ขึ้น เขาได้ยินเสียงพอลถอนหายใจ ถึงจะเป็นอย่างนั้น           แต่พอลก็เข้ามาสวมเสื้อผ้าให้กับเขา นั่นทำให้วิรุจน์คลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

-------+++++-------

                ทริปท่องเที่ยวในครั้งนี้ระหว่างเขาและพอล เรียกได้ว่าแทบไม่ได้ไปที่ไหน         กันเลย นอกจากนอนพักอยู่ในโรงแรม จากตอนแรกที่จะไปเล่นน้ำทะเลกันก็ไม่ได้ไป เพราะว่าสภาพร่างกายของเขายับเยิน

                “นายแน่ใจนะ ว่านายขับได้”

                แม้แต่ตอนนั่งรถกลับกรุงเทพ วิรุจน์ยังแอบหวั่นใจเรื่องที่พอลอาสามาขับรถแทนให้ เพราะอาการของวิรุจน์ยังไม่หายดี และยังมีอาการอ่อนเพลียอยู่บ้าง

                “ถ้าให้นายขับ ฉันไม่รู้จะไปเฝ้ายมทูตเมื่อไหร่”

                การตอบของพอล ยิ่งทำให้วิรุจน์รู้สึกเคือง เขาแทบจะแยกเขี้ยวใส่ชายหนุ่ม

วิรุจน์หันไปมองนอกกระจกรถ ไม่อยากจะสนใจพอลสักเท่าไหร่นัก

                “งั้นก็เชิญขับไปเลย”

                วิรุจน์บ่นอยู่คนเดียว เขาหมั่นไส้พอลมากพอสมควร ถึงจะเป็นอย่างนั้น           แต่ก็ใช่ว่าพอลจะขับรถพาเขากลับกรุงเทพไม่ได้

                “เลิกติดต่อกับเจ้านั่นซะ”

                ประโยคคำสั่งเกิดขึ้น เมื่อพอลขับรถไปได้พักใหญ่ วิรุจน์หันขวับไปมองพอล เขาถามย้ำ

                “นายว่าอะไรนะ”

                “เลิกติดต่อกับเจ้านั่นซะ”

                พอลเหลือบตามองเพียงครู่ แค่ฟังก็รู้ว่าพอลหมายถึงใคร แต่วิรุจน์ก็ไม่คิดจะยอมฟังง่ายๆ

                “ทำไม…นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”

                “ฉันบอกให้เลิกก็เลิกซะ”

                “พอล…นายบังคับฉันมากเกินไปแล้วนะ  พอสักทีเถอะ”

                เขาเหนื่อยเต็มทนกับคำสั่งของพอล คนเอาแต่ใจ นิสัยไม่ดี เขาไม่เคยรู้เหตุผลใดๆของพอลทั้งนั้น นอกจากสิ่งที่เรียกว่าความสะใจ

                พอลไม่เอ่ยอะไรต่ออีกทั้งนั้น ราวกับว่าชายหนุ่มไม่คิดจะฟังที่วิรุจน์พูด            วิรุจน์พรูลมหายใจออกมาอย่างเอือมระอา เขาไม่อยากจะสนใจพอลอีกแล้ว              ใบหน้าหล่อทำเมินไปทางอื่น ยิ่งพูดคุยกัน ก็ไม่ต่างกับการหาเรื่องให้ทะเลาะ              แล้วคนที่เดือดร้อนก็คือตัวเขาเอง

                …แรงโมโหของพอลน่ากลัวมาก เพราะทำให้เขาแทบจะตายคาเตียง…

                กว่าจะลากสังขารมาอยู่บนรถได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เพราะพอลจัดหนักจัดเต็มจนเขาแทบจะต้องหยอดน้ำข้าวต้มอยู่แล้ว

                …ให้พอลพาเขามาถึงกรุงเทพก่อน แล้วค่อยคิดอีกที ยังไงคราวนี้ เขาก็ต้องยกเลิกพันธะวิญญาณให้ได้…

                “ขอบใจที่มาส่ง ที่จริง นายไปจอดรถที่บ้านนายก็ได้ แล้วฉันจะขับกลับเอง”

                “แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่านายจะมาที่บ้าน”

                พอลช่างเป็นคนรู้ทัน วิรุจน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะเถียงกับพอล

                “เอาเถอะ ถือว่าขอบใจก็แล้วกัน”

                วิรุจน์เปิดประตูรถ เขาเดินลงจากรถ เซไปเล็กน้อย เพราะรู้สึกมึนหัว

                “คุณรุจน์”

                เสียงของกรวัฒน์ทำให้วิรุจน์ต้องเงยหน้าไปมอง เด็กหนุ่มตัวสูงรีบเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเขา เป็นจังหวะเดียวกับที่พอลกำลังเดินลงจากรถ

                “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ดูคุณหน้าซีดๆ”

                กรวัฒน์เข้ามาประคองวิรุจน์ พอลเริ่มหน้าตึง ถ้าไม่บอกว่าเด็กตรงหน้าเขา        คือคนที่เขาเคยจะฆ่าให้ตายในอดีต พอลคงแทบจะจำอีกฝ่ายไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้กรวัฒน์เติบโตจนไม่ต่างกับชายหนุ่มตัวสูงใหญ่และสูงเกินกว่าวิรุจน์ไปแล้ว

                “ฉันไม่เป็นไร แค่เมารถนิดหน่อย”

                “คุณเนี่ยนะ เมารถ”                               “ฉันแก่แล้วน่า อย่าใส่ใจนักเลย”

                แม้พยายามหาข้อแก้ตัวยังไง แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะไม่อยากเชื่อ เขาแอบเห็นรอยคิสมาร์กที่บริเวณลำคอสวย สายตาของเขาตวัดมองพอลเหมือนไม่พอใจ

                “คุณทำอะไรเขา”

                “มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

                “ว่าไงนะ!”

                ท่าทางจะเข้าไปทะเลาะกันของทั้งคู่ ทำให้วิรุจน์รีบยกมือห้ามศึก ลำพัง            ตัวเขาเองก็ระบมและเหนื่อยมากพออยู่แล้ว นี่เขาจะต้องมาทนฟังทั้งสองคนอีกหรือ         แค่คิดก็ปวดหัวจะแย่

                “พอเลยๆ ฉันจะเข้าบ้านแล้ว”

                วิรุจน์รีบเดินหนีทันที เขาไม่อยากจะทนฟังอะไรทั้งนั้น ตอนนี้คิดแค่ว่าอยากจะเอนกายนอนจนแทบจะขาดใจ แต่ในสมองก็ไม่วายคิดถึงเรื่องของหยางจิน เพราะเขาไม่ได้ติดต่ออีกฝ่ายเกือบสองวันเต็ม

                พอได้ขึ้นมาบนห้องนอน วิรุจน์ก็เหมือนได้รับอิสรภาพกลับคืนมา               พอลไม่สามารถกักขังเขาได้ตลอดไป แล้วเรื่องอะไรที่เขาต้องเชื่อพอล จนทำตามคำสั่งทุกอย่าง ทุกคนเองก็มีชีวิตและจิตใจของตัวเอง

                หลังจากเปิดเครื่องโทรศัพท์ เขาก็ได้พบสายเรียกเข้าจากหยางจิน อย่างน้อยถ้าเห็นอีกฝ่ายโทรมาหาเขาได้ ก็พาลให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

                “อ่า…”

                [สวัสดีครับ]

                วิรุจน์ต่อสายถึงหยางจิน เขาดีใจที่ได้ยินเสียงตอบรับจากร่างสูง

                “คุณเป็นยังไงบ้าง วันนั้นอยู่ๆคุณก็ขาดการติดต่อไป ผมเป็นห่วงมาก”

                [เป็นห่วงผมด้วยเหรอครับ]

                น้ำเสียงที่ส่งมาเหมือนคนกำลังน้อยใจ วิรุจน์เม้มปากแน่น เขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ แต่จะโทษใครได้ นอกจากพอลที่กักตัวเขาเอาไว้จนไม่ยอมปล่อยแบบนี้

                “ผมขอโทษครับ ผมมีปัญหานิดหน่อย เลยติดต่อคุณไม่ได้”

                [ผมมันบ้าเองล่ะครับ ที่คิดว่าคุณจะมาช่วยผมได้ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่เป็นอะไร]

                “มันเกิดอะไรขึ้น คุณบอกผมได้ไหมครับ”

                [คุณอย่ารู้เลยครับ มันคงไม่สำคัญ]

                ยิ่งได้ฟัง วิรุจน์ก็ยิ่งรู้สึกแย่ น้ำเสียงของหยางจินเหมือนกับพีรพัฒน์                 จนเขาเผลอคิดว่าตัวเองโดยเพื่อนรักตัดพ้อ

                “บอกผมมาเถอะครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ผมจะรีบไปหาคุณเดี๋ยวนี้”

                [แน่ใจนะครับ ว่าจะมา]

                “ครับ แน่ใจ”

                [ผมอยู่โรงพยาบาลครับ]

                ได้ฟังเพียงเท่านั้น วิรุจน์ก็เริ่มใจคอไม่ดีเสียแล้ว หยางจินอยู่โรงพยาบาล แสดงว่าอีกฝ่ายน่าจะได้รับบาดเจ็บ เขารีบถามสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลทันที                พอได้รับรู้ชื่อโรงพยาบาลแล้ว วิรุจน์ก็เตรียมตัวจะออกจากห้อง

                “นี่คุณจะไปไหน”

                ด่านแรกที่เขาต้องฝ่าไปคือกรวัฒน์ ชายหนุ่มเห็นเขาตอนเดินทางกลับมา     ยังไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่าชีพจรจะลงเท้าวิรุจน์อีกจนได้

                “ฉันมีธุระน่ะ”

                “ธุระคุณคงสำคัญมาก จนคุณไม่สนใจตัวเองแบบนี้น่ะเหรอ”

                “อย่าพูดแบบนั้นสิ”

                “เอาเถอะ ผมก็แค่เป็นห่วงคุณ ผู้ชายคนเมื่อกี้ก็คงไม่ต่างกัน”

                วิรุจน์ที่กำลังจะเดินออกจากบ้านถึงกลับชะงักปลายเท้า เมื่อกี้กรวัฒน์กำลังจะบอกเขาว่าพอลเองก็เป็นห่วงเขาอย่างนั้นเหรอ

                “นายพูดเรื่องอะไร”

                “เขาบอกให้นอนพัก”

                “ไม่อยากจะเชื่อ”

                เพราะนั่นไม่น่าจะใช่วิสัยของพอล วิรุจน์สลัดความคิดที่สับสนวุ่นวาย           ออกจากหัวแล้วรีบเดินออกจากบ้านตรงไปยังรถยนต์

                พอลได้เดินทางกลับไปแล้ว เพราะคนขับรถที่บ้านเป็นคนขับพาไปส่ง วิรุจน์อาการดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว ถึงแม้ตอนนี้จะเหนื่อยล้าก็ตาม แต่เขาก็มั่นใจว่าตัวเอง           จะขับรถไปหาหยางจินที่โรงพยาบาลได้

                การพาตัวเองเดินทางอีกครั้งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ชายหนุ่มขับรถมาจนถึงโรงพยาบาลที่หยางจินพักรักษาตัว เพียงไม่นาน เขาก็ได้ขึ้นมายังห้องพักผู้ป่วย

                “มาแล้วเหรอครับ”

                นี่คือประโยคแรกของการทักทาย ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้อง เขามาหยุดอยู่ตรงเตียงของหยางจิน ชายหนุ่มมีผ้าก๊อซสีขาวพันรอบศีรษะ

                “มันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมมันเป็นแบบนี้”

                “คุณอยากให้ผมเล่าจริงๆเหรอ”

                ท่าทางเกรงอกเกรงใจราวกับว่าวิรุจน์เป็นคนอื่นไกล นั่นทำให้วิรุจน์รู้สึก              ไม่ค่อยดีเลยสักนิด เขาพรูลมหายใจเบาๆ

                “ผมขอโทษครับ แต่อย่าทำท่าทางหมางเมินกับผมแบบนั้นเลย”

                ไม่ว่ายังไง เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หยางจินเหมือนกับเพื่อนรักของเขามากจริงๆ มากเสียจนเขาเผลอคิดว่าคนตรงหน้าเขาคือเพื่อนรักของเขา จนเขาไม่อาจจะหักห้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้

                “บอกผมมาเถอะครับ”

                สิ่งเดียวที่วิรุจน์กลัวมากที่สุด คือการจะต้องการเห็นเพื่อนรักของเขาตายซ้ำเป็นครั้งที่สอง ความตายช่างเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คนที่จากไปแล้วไม่มีวันได้รับรู้ ว่าคนที่ยังอยู่และคิดถึงคนที่จากไปนั้น มันทรมานมากเพียงใด

                “วันนั้นที่ผมโทรหาคุณ มีโจรบุกเข้ามาในบ้านผม ผมโดนทำร้ายร่างกาย”

                “อ่า…”

                พอได้ฟังความจริงจากปากของหยางจิน เขาก็ยิ่งรู้สึกผิด ที่วันนั้น เขาไม่ได้กลับไปช่วยอีกฝ่าย หรืออย่างน้อยก็อาจจะส่งคนไปช่วยหยางจินได้บ้าง แต่เขากลับไม่ได้ทำอะไรเลย

                “แล้วคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

                “ครับ ผมไม่เป็นไรมาก โชคดีที่มีคนโทรแจ้งตำรวจตอนเห็นโจรออกจากบ้าน ผมเลยรอดตายมาได้”

                “ผมขอโทษนะครับ ตอนนั้นผมอยู่ต่างจังหวัด ช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย”

                หยางจินเหยียดยิ้มจางๆ เขาสบตากับวิรุจน์

                “อยู่กับผู้ชายคนนั้นเหรอครับ”

                ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย เขามองหน้าวิรุจน์ ราวกับต้องการเจาะเข้าไป        ในความคิดของอีกฝ่าย ว่ากำลังกังวลและคิดมากเรื่องอะไรอยู่

                “ครับ”

                ไม่จำเป็นต้องโกหก ในเมื่อทุกอย่างคือความจริง

                “เขาเป็นอะไรกับคุณกันแน่”

                “เขา…เป็นเพื่อนผมครับ”

                ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาพูดสถานะของพอลออกไปแบบนี้ เขาถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่หัวใจเสียอย่างนั้น

                …เพื่อน…นี่เขากับพอลเป็นเพื่อนกันจริงๆน่ะเหรอ

                เพื่อนที่มีเซกส์กัน ติดต่อกัน ไปทานข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวกัน…นั่นเป็นแค่           การกระทำของเพื่อนจริงๆหรือ…

                วิรุจน์ไม่กล้าจะระบุสถานะไปมากกว่านี้ เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง

                “แค่เพื่อนเหรอครับ”

                “ทำไมคุณถึงถามผมแบบนั้น”

                “ผมก็แค่ต้องการความมั่นใจ ว่าตอนนี้คุณรุจน์ไม่มีใครในหัวใจ”

                คำกล่าวของหยางจิน ทำให้เขานึกถึงใบหน้าของพอลขึ้นมา แต่ทว่าชายหนุ่มก็รีบไล่ภาพเหล่านั้นออกไปเสีย

                …ไม่มีทางที่เขาจะรักพอลได้…ผู้ชายใจร้าย นิสัยไม่ดีแบบนั้น เขาจะไปรัก        ได้ยังไง…          

                “ครับ”

                เพียงแค่คำสั้นๆ แต่ก็ทำให้หยางจินระบายยิ้ม ชายหนุ่มจับมือของวิรุจน์            ร่างสูงโปร่งก้มมองอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ

                “รู้ไหมครับ ว่าผมเชื่อมาตลอด ว่าเพราะโชคชะตาทำให้เราได้พบกัน”

                “อ่า…”

                “และโชคชะตาก็กำหนดให้เราคู่กัน…ผมเชื่อว่ามันต้องมีด้ายแดงที่ผูกนิ้ว             ของเราสองคนเอาไว้”

                “คุณต้องการจะพูดอะไรกันแน่”

                วิรุจน์เริ่มใจคอไม่ดี เขาไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิด ทั้งๆที่ผู้ชายคนนี้หน้าเหมือนเพื่อนรักที่เขารักมากจนในอดีตเคยโดนเพื่อนคนอื่นล้อว่าเป็นแฟนกับเพื่อนสนิท

                “ผมต้องการคุณ”

                ดวงตาของวิรุจน์เบิกกว้าง แทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน นี่เขาคงไม่ได้กำลังถูกหยางจินสารภาพรักอยู่ใช่ไหม

                “ผมอยากคบกับคุณ...”

                “คุณไม่สบายหรือเปล่าครับ”

                หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง รู้สึกว่าตัวเองกำลังสับสนจนเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าความจริงคืออะไร และสิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้คืออะไรกันแน่

                “ผมสบายดี แล้วสิ่งที่ผมพูด ผมก็ไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้วด้วย”

                “แต่เราเพิ่งรู้จักกันไม่นานเองนะครับ”

                “แต่ผมรู้จักคุณมานานมากแล้ว”

                วิรุจน์ไม่เข้าใจความหมายที่หยางจินบอก จนกระทั่งหยางจินพาเขากลับมา           ที่บ้าน และพาเขาไปยังห้องลับ

                “นะ นี่มันอะไรกัน”

                ความตกใจเกิดขึ้น เมื่อเขาเห็นภาพวาดจำนวนมากที่มีหน้าตาเหมือนกับเขาราวกับถอดแบบพิมพ์กันมา               

                “ผมเคยฝันเห็นคุณอยู่หลายครั้ง จนต้องวาดออกมาเป็นภาพ ไม่อยากจะเชื่อว่าโลกใบนี้จะมีผู้ชายที่หน้าเหมือนกับคนในฝัน ตอนแรกผมคิดว่าผมคงบ้าไปเอง              แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นเพราะโชคชะตากำหนดให้เราสองคนเป็นคนรักกัน”

                หยางจินบอกอย่างมั่นใจ ในขณะที่วิรุจน์ยืนนิ่ง สมองไม่อาจจะประมวลผล          ได้อีก ร่างสูงเดินเข้ามาประชิดกับวิรุจน์ เขาโอบกอดอีกฝ่ายจากด้านหลัง

                “เลือกผมได้ไหม…ให้ผมได้เป็น…คนที่ครอบครองหัวใจของคุณ”

100%


เปิดรีปริ้น Royal Tiger ภาค 2

วันนี้  – 15 กรกฎาคม 2560

จิ้มลิ้ง

http://www.tunwalai.com/chapter/1061950/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-2-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-15-%E0%B8%81%E0%B8%84-60

http://www.tunwalai.com/chapter/1061950/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99-royal-tiger-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-2-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-15-%E0%B8%81%E0%B8%84-60

 #

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}