ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บทที่1

ตำหนักหลันฮวา

ร่างบอบบางขององค์หญิงอิงฮวากำลังนั่งดีดพิณด้วยท่วงท่าสง่างาม ดวงหน้าหวาน​หมดจด เส้นผมดำขลับ คิ้วสวยเรียวได้รูป ดวงตากลมโต นัยน์ตาสีเปลือกไม้มีแววระยับ จมูกเชิดรั้งงดงามรับกับใบหน้า ริมฝีปากอวบอิ่มสีกลีบดอกท้อ นิ้วมือเรียวกำลังบรรจงบรรเลงเพลงด้วยท่วงทำนองที่สนุกสนาน บ่งบอกถึงอุปนิสัยรักสนุกของผู้เล่นเป็นอย่างดี

นางกำนันในชุดสีลูกกวาดเดินไปเดินมาเพื่อยกอาหารเริ่ดรสมาจัดเรียงบนโต๊ะ ซึ่งบัดนี้เก้าอี้ประธานของตำหนักได้เป็นที่ประทับขององค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉิง นามว่า ฮัวเซิ่งเผิง ข้างกายบุรุษวัยกลางคนแต่ยังคงรูปงามนั้น คือสตรีงดงามอีกนางในชุดสตรีสูงศักดิ์ นางกำลังแย้มยิ้มและปรบมือไปตามจังหวะเพลงที่หญิงสาวเล่นอย่างสนุกสนาน ถัดลงมาทางซ้ายและขวาของเก้าอี้ประธาน ยังมีชายหนุ่มจับจองพื้นที่เก้าอี้ทั้งสองฝั่ง แต่ละคนล้วนรูปงามไม่มีใครแพ้กัน หนึ่งหนุ่มนัยน์ตาสงบเยือกเย็น ดวงหน้าคมเข้ม ท่าทางองอาจ แลดูคล้ายผู้นั่งตำแหน่งประธานในวัยหนุ่มมากทีเดียว ริมฝีปากของเขายกยิ้มเล็กน้อยให้ความรู้สึกอบอุ่นขัดกับภาพลักษณ์เย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างสูง เจ้าของนามว่า ฮัวซื่นสือ เป็นโอรสองค์โตของแคว้นเฉิง ดำรงตำแหน่งเป็นองค์ไท่จื่อของแคว้น ถัดกันนั้นปรากฏชายหนุ่มอีกหนึ่งใบหน้าฉายแววเมตตา ท่าทางอบอุ่น แย้มยิ้มด้วยความอาทร หน้าตาใกล้เคียงกับไท่จื่อซื่นสือนัก หากแต่สีผมและสีตาเป็นสีเปลือกไม้เหมือนมารดา โอรสคนรองของฮ่องเต้ นามว่า ฮัวจิ่นหลี่ ไม่ไกลกันนั้นชายหนุ่มอีกคนกำลังส่งสายตาหวานให้นางกำนันในชุดสีสด รอยยิ้มติดเจ้าเล่ห์กับดวงตาเป็นประกายคล้ายราชสีห์จ้องตะครุบเหยื่อเหลือบมองสาวงามอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าคมได้มาจากผู้เป็นบิดา แต่ดวงตาหวานนั้นได้จากมารดา ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้เจ้าตัวเป็นทวีคูณ โอรสองค์ที่สามของฮ่องเต้ นามว่า ฮัวจิ้นเล่อ ข้างองค์ชายสามเป็นชายหนุ่มอีกคนที่ถอดแบบมารดามาแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว มีเพียงดวงตาคมกับสีของเส้นผมเท่านั้นที่ดำขลับเหมือนพระบิดา หากแต่บุรุษดวงหน้าหวานกลับทำหน้าบูดบึ้ง เขาใจร้อนและไม่นิยมชมชอบงานเลี้ยง ยิ่งเป็นงานเลี้ยงส่งน้องสาวสุดที่รักไปอภิเษกไกลถึงแคว้นชางยิ่งทำให้เขาที่หวงน้องสาวเป็นที่สุดออกอาการหงุดหงิดแต่เช้า เขาผู้นี้คือโอรสองค์ที่สี่ของฮ่องเต้ นามว่า ฮัวฟูหลิวความงดงามที่ปรากฏตรงหน้าจึงคล้ายงานชุมนุมของเทพเซียนก็มิปาน

"ไพเราะมาก! ช่างไพเราะยิ่งนัก" ฮ่องเต้ปรบมืออย่างชอบใจ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงหนึ่งเดียวของเขานั้น แม้จะแตกต่างจากองค์หญิงในอุดมคติของใครต่อใครไปซักหน่อย แต่ก็หาได้สร้างความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์ไม่ ทั้งกาพย์ โคลง กลอนก็ไม่ด้อย ภาพวาด ดนตรี เย็บปักถักร้อยแบบที่ผู้หญิงพึงเป็นก็ทำได้เป็นอย่างดี กิริยามารยาทต่อหน้าผู้อาวุโสก็หาได้มีสิ่งใดต้องตำหนิ ช่างเป็นแก้วตาดวงใจของเขาโดยแท้ สายตาคมของผู้เป็นบิดาทอดมองไปยังบุตรสาวอย่างแสนจะเอ็นดู

"เยี่ยมมากจริงๆ อิงเอ๋อร์ เพลงใหม่ของเจ้า แม่ฟังแล้วสนุกสนานยิ่งนัก" ฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ นามว่า ฮัวหลิ่งซูกล่าวอย่างพึงพอใจในตัวพระธิดาสุดที่รัก นางช่างโชคดีที่ฮ่องเต้รักใคร่ เอ็นดูนางเพียงคนเดียว จึงไม่แยเเสคิดรับสนมเพิ่มเติม ทำให้วังหลังนั้นสงบสุข ราชวังจึงกลายเป็นบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวที่อบอุ่น เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีของราษฎรในการครองเรือน แต่บัดนี้ลูกสาวสุดที่รักของนางกับต้องไปอภิเษกกับฮ่องเต้แคว้นชางตามคำมั่นสัญญาของสวามี คิดแล้วก็ให้ขุ่นเคืองนัก

"อิงเอ๋อร์ของเรา โตเป็นสาวแล้ว นอกจะงดงามยังมีความสามารถครบครันเช่นนี้ เมื่อออกเรือนไป ข้าหวังว่าฮ่องเต้แคว้นชางจะโปรดปรานเจ้ายิ่งนัก" องค์ชายสามเอ่ยเย้าแย่น้องสาวโดยได้รับสายตาตำหนิจากผู้เป็นมารดา

"เสด็จพ่อเพคะ ลูกไม่อภิเษกมิได้หรือ" หน้าหวานบูดบึ้งอย่างคนแสนงอน พลางลุกขึ้นจากที่นั่งและตรงไปยังพระที่นั่งของฮ่องเต้ กอดขาผู้เป็นบิดาอย่างออดอ้อน

ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่หนักใจ หันไปสบตากับฮองเฮาก็โดนสายตาตำหนิจากภรรยาสุด ที่รัก ก้มมองลูกสาวก็โดนสายตาออดอ้อนปนตัดพ้อ ลูกชายคนโตก็มีแววคุกรุ่น ยิ่งลูกชายคนเล็กยิ่งแล้วใหญ่ ฉายแววอำมหิตจนเขาต้องระอาใจ ลูกชายคนที่สามไม่ต้องพูดถึงเห็นอะไรเป็นเรื่องสนุกไปเสียหมด จะดีหน่อยก็เห็นจะเป็นลูกชายคนรองที่ได้แต่ส่งยิ้มให้กำลังใจ คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วง

"เฮ้อ! อิงเอ๋อร์ เจ้าก็รู้มิใช่หรือ ว่าพ่อเคยติดค้างฮ่องเต้ของแคว้นชาง ถ้าไม่ได้เขาช่วยเหลือ มีหรือเจ้าจะได้คลอดออกมาอย่างปลอดภัย" ฮัวเชิ่งเผิงแม้จะดำรงตำแหน่งเป็นฮ่องเต้แต่ก็เป็นพ่อคนนึง เขาจึงมักแสดงท่าทีกับลูกๆเยี่ยงสามัญชนเสมอๆ ยกเว้นตอนออกว่าราชการเท่านั้น

เมื่อได้ยินบิดาพูดด้วยท่าทางลำบากใจ อิงฮวาก็สีหน้าอ่อนลง เกิดเป็นกษัตริย์อย่างไรก็ต้องรักษาสัญญา นางซึ่งเป็นบุตรสาว มีตำแหน่งเป็นถึงองค์หญิงแห่งความเฉิงมีหรือจะทัดทานได้ นางได้แต่ก้มหน้าทำใจ แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงในใจของหญิงสาวกลับคิดวางแผนการบางอย่างอยู่เงียบๆ

"เสด็จพ่อ ลูกว่าเราควรยืดระยะเวลาออกไปสักหน่อยดีหรือไม่พะยะค่ะ ให้ลูกได้สืบดูเสียหน่อยว่าฮ่องเต้แคว้นชางเป็นคนเช่นไร" ไท่จื่อซื่นสือออกความคิดเห็น ทำใจยากนักที่จะปล่อยน้องน้อยของตนให้ออกเรือนไปเช่นนี้

"นั่นสิเสด็จพ่อ ลูกเห็นด้วยกับเสด็จพี่" องค์ชายสี่รีบเอ่ย

"ทำเช่นนั้นคงไม่เหมาะเป็นแน่ คิดดูเอาเถิดสินสอดก็จัดขบวนมาแล้ว จดหมายก็ส่งมาแล้ว หากเรายังรั้งรอ มิเป็นการทำให้แคว้นชางขุ่นเคืองหรอกหรือ" ฮ่องเต้กล่าวกับผู้เป็นโอรส ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าลูกชายของเขาเหล่านี้หวงน้องเป็นที่สุด เรื่องงานอภิเษกนี้ก็หาได้มีใครเห็นด้วยไม่ แต่จะทำอย่างไรในเมื่อเขาสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะไปเสียแล้ว เห็นสีหน้าลำบากใจของฮ่องเต้ ผู้เป็นฮองเฮาก็ได้แต่ใจแข็ง นางเองก็รู้ดีว่าต้องมีวันนี้สักวัน ถึงจะอดขัดเคืองมิได้แต่ก็ทรงเข้าใจดี จึงเอื้อมมือไปลูบศีรษะของลูกสาวอย่างอ่อนโยน

"อิงเอ๋อร์ลูกแม่ องค์หญิงคนเก่งของพวกเรา นี่เป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเสด็จพ่อไปเลย พวกเจ้าก็เช่นกัน ซื่นสือเจ้าเป็นถึงไทจื่อยังจะไม่มองภาพรวมอีกหรือ ฟูหลิวเจ้าก็เช่นกันจะโมโหไปทำไมกันเล่า อีกสามวันเจ้าก็ต้องไปรับองค์หญิงของเผ่าช่างเป้ยมาเป็นชายามิใช่หรือ”

"เสด็จแม่!" โดนผู้เป็นมารดาดุเข้าก็ทำให้องค์ชายสี่แทบจะกัดลิ้นตาย ทำไมเสด็จพ่อจึงชอบสัญญาอะไรแบบนี้นักนะ อีกทั้งทำไมต้องมีแค่เขากับอิงฮวาเท่านั้นที่เจอกับสถานการณ์กระอักกระอ่วนเช่นนี้

"ลูกทราบแล้วพะยะค่ะ เพียงแต่อดห่วงน้องห้ามิได้" ไท่จื่อซื่นสือกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าของผู้เป็นน้องชายคนเล็ก

"พ่อเข้าใจพวกเจ้าดี เรื่องที่เจ้ากล่าวก็มีเหตุผล" ฮ่องเต้เริ่มโน้มเอียง เมื่อเห็นว่างานเลี้ยงที่จัดเพื่ออำลาลูกสาวสุดที่รักเริ่มจะกร่อยเสียแล้ว

"เสด็จพ่อพะยะค่ะ ลูกเองได้สืบเรื่องของฮ่องเต้จิ้นหยางมาบ้าง นอกจากเรื่องที่พระองค์มิได้สนใจสตรี ก็ไม่มีเรื่องอื่นใดที่เสื่อมเสียเลยพะยะค่ะ" องค์ชายสามเอ่ยขึ้นทันที เพียงจบประโยคที่ดูเหมือนที่เล่นทีจริงขององค์ชายสาม ทั้งห้าพระองค์ก็ขมวดคิ้ววุ่น

"ไม่สนสตรีงั้นรึ" เป็นองค์ชายรองที่เอ่ยถามขึ้น

"เพคะเสด็จพี่ น้องเคยได้ยินนักเล่านิทานเล่าว่า ฮ่องเต้จิ้นหยางเป็นพวก ‘ต้วนซิ่ว’ (ชายที่ชอบชายด้วยกัน) เพคะ" อิงฮวารีบเสริมทันที

"เจ้าแอบออกไปนอกวังอีกแล้วหรือ" ฮองเฮารีบดุบุตรสาวทันทีที่ได้ยิน

"โธ่! เสด็จแม่ อย่าได้โกรธเคืองลูกเลยนะเพคะ ลูกก็แค่ออกไปเดินเล่นเท่านั้น ไม่ได้สร้างเรื่องเดือดร้อนใดๆแม้แต่นิดเดียว" อิงฮวารีบเข้าไปโอบกอดผู้เป็นมารดาอย่างเอาใจทันที หากไม่สังเกตก็คงไม่เห็นนิ้วเรียวยาวที่แอบไขว่กันอยู่ข้างหลัง แต่มีหรือที่พี่ชายทั้งสี่จะไม่เห็น พวกเขาได้แต่กลั้นยิ้มให้กับน้องสาวจอมแก่นของตน

"เอาล่ะๆ เจ้าไปนั่งที่ได้แล้ว อาหารจะเย็นหมดซะก่อน" ฮองเฮาเองก็ใจอ่อน จึงไม่ได้คิดจะลงโทษในความผิดที่องค์หญิงแอบหนีเที่ยวครั้งนี้

อิงฮวายิ้มหวานก่อนลุกขึ้น ทำท่าคารวะผู้เป็นบิดาและมารดาด้วยความอ่อนหวานแล้วเดินกลับมายังที่นั่งของตน ที่บัดนี้มีอาหารหน้าตาน่ากินวางเรียงรายอยู่

"เสด็จพ่อ หากว่าฮ่องเต้จิ้นหยางเป็นพวกต้วนซิ่วจริงอย่างที่น้องห้าว่า ลูกเกรงว่า...."   องค์ชายรองกล่าวอย่างกังวลใจ ทั้งยังไม่อาจปล่อยผ่านเพราะนี่เป็นความสุขชั่วชีวิตของผู้เป็นน้องสาว

"เหลวไหลน่าเสด็จพี่ ฮ่องเต้จิ้นหยางไม่มีทางเป็นพวกต้วนซิ่วแน่นอน ข้ารับประกัน" องค์ชายสามกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ เหตุใดองค์ชายสามถึงเปลี่ยนท่าทีกลายเป็นเห็นดีเห็นงามกับการอภิเษกครั้งนี้นัก

"เสด็จพี่มั่นใจได้อย่างไรเพคะ" อิงฮวาเอ่ยพลางจ้องมองพี่ชายตนอย่างแง่งอน

"เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ากับเขาฝึกวรยุทธ์อยู่สำนักเดียวกัน ตอนนั้นเขายังเป็นรัชทายาทอยู่ ข้าเองถึงไม่ได้สนิทชิดเชื้อแต่ก็เห็นความเก่งกาจในตัวชายผู้นั้น คนที่ข้าคนนี้ยอมรับ ย่อมต้องดีจริงแท้แน่นอน" องค์ชายสามกล่าว ถึงนิสัยจะเจ้าสำราญไปบ้างแต่คำพูดขององค์ชายสามเชื่อได้เสมอ ทั้งหมดจึงดูเบาใจลง ผิดก็แต่อิงฮวาเท่านั้นที่ไม่คิดเช่นนั้น พลางคิดในใจไปว่า

'เห็นทีงานนี้ ข่าวของพี่สามจะพลาดเสียแล้ว'

"ถ้าเช่นนั้นพ่อก็เบาใจ พรุ่งนี้เจ้าก็ขึ้นเกี้ยวเตรียมตัวไปแคว้นชางเถิด เมื่อถึงกำหนดฤกษ์งามยามดี พ่อกับแม่และพี่ๆเจ้าจะเดินทางไปแคว้นชาง ร่วมงานอภิเษกของเจ้า" ฮ่องเต้กล่าวอย่างอารมณ์ดีขึ้น เขาเองก็มั่นใจอยู่ลึกๆว่า ลูกชายเพื่อนสนิทของเขานั้นไม่มีทางเป็นพวกต้วนซิ่วอย่างที่ข่าวลือแน่นอน

"เฮ้อ! ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็กินเยอะๆ เดินทางไกลเจ้าต้องรักษาสุขภาพด้วย ถึงเจ้าจะเก่งกล้านักแต่เรื่องจำทางเจ้ากลับไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ตอนเดินทางเจ้าต้องระวังตัวให้มากๆ เข้าใจหรือไม่" ฮองเฮากล่าวอย่างอดกังวลเสียไม่ได้ พลางคีบไก่ต้มน้ำแดงใส่จานบุตรสาว

"เพคะ เสด็จแม่" อิงฮวาได้แต่พยักหน้ารับหงึกหงัก ใครว่านางจำทางไม่ได้กันเล่า นางเพียงแค่ต้องการสำรวจทาง อื่นๆต่างหาก ถึงแม้จะต้องใช้เวลาไปบ้าง แต่นางก็มักจะหาทางออกมาได้เสมอนั่นแหละ (มั้ง)

"อีกเรื่อง บุรุษไม่ชอบหญิงที่ดื้อดึงเท่าใดนัก เจ้าต้องนุ่มนวลอ่อนหวาน ไม่ต้องมากนักได้แค่ครึ่งของเสด็จแม่ก็พอ" องค์ชายสามรีบเสริมขึ้นทันที ก่อนจะโดนสายตาไม่พอใจของน้องสาวจ้องเขม็ง เขาจึงต้องรีบเปลี่ยนทีท่า ทำเป็นคีบหมูกรอบอบน้ำผึ้งใส่จานนาง

"น้องห้าเป็นแบบนี้ก็งดงามแล้ว มิเห็นต้องเปลี่ยนอันใด" องค์ชายสี่โพล่งขึ้นบ้าง หากคนคนนั้นดีจริงอย่างที่พี่สามว่า เขาก็ไม่กังวล แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นทำให้น้องสาวสุดที่รักของเขาต้องมีน้ำตา ฮ่องเต้ก็ฮ่องเต้เถอะ เขาไม่สนใจอยู่แล้ว กองทัพของเขาก็เข้มแข็งไม่แพ้กองทัพของแคว้นชางเป็นแน่

"พี่สี่น่ารักที่สุด! นี่เพคะ" อิงฮวายิ้มหวานรีบตักเนื้อกุ้งตุ๋นโสมให้พี่ชายอย่างเอาใจ ทำให้พี่ชายที่รักน้องสาวที่สุดเป็นปลื้มเหลือเกิน

"แล้วพี่เล่า ไม่น่ารักหรือ" ไท่จื่อเห็นน้องน้อยของตนยิ้มได้ก็พลอยดีใจ เอ่ยปากร่วมสนุกบ้าง ถึงแม้คนอื่นจะมองว่าเขานั้นโหดเหี้ยมและเย็นชา แต่ไม่ใช่กับอิงฮวาแน่นอน สำหรับชายหนุ่มแล้วมีผู้หญิงเพียงสองคนเท่านั้นที่จะได้รับความรักที่บริสุทธิ์จากเขา คนหนึ่งคือมารดา อีกคนก็คือน้องสาวของเขานั่นเอง

"พี่ใหญ่ ปีนี้ท่านอายุ 25 แล้วนะเพคะ งอนเป็นเด็กแบบนั้น ก็มิได้น่ารักน่าชังสักนิด"   อิงฮวายิ้มกว้างหยอกเย้าแต่ก็ไม่ลืมคีบเป๋าฮื้อของโปรดพี่ชายคนโตใส่จานให้ ทำให้เจ้าของจานยกยิ้มอย่างพอใจ

"ของพี่รองก็ต้องซุปหูฉลามน้ำแดงถ้วยนี้เลย" ร่างบางเอื้อมไปตักหูฉลามใส่ถ้วยส่งให้พี่รองของนาง ก่อนจะได้รับฝ่ามืออุ่นของพี่รองลูบหัวนางอย่างเอ็นดู

"อะไรกัน พ่อเจ้านั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน มิเห็นเจ้าจะตักให้พ่อบ้าง" เป็นชายวัยกลางคนเสียอีกที่ทำน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจที่ลูกสาวละเลย เรียกร้อยยิ้มจากทุกคนบนโต๊ะอาหาร

"โธ่! เสด็จพ่อเพคะ มิเห็นหรือว่าเสด็จแม่ตักให้ท่านจนแทบล้นถ้วยอยู่แล้ว" อิงฮวาเอ่ยเสียงใส นางสุขใจทุกครั้งที่ได้กินข้าวกับครอบครัว ได้หัวเราะและหยอกล้อกันเช่นนี้ นางเองก็อยากจะมีความรักแบบเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของนาง ที่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ดูเหมือนจะยิ่งรักกันหวานชื่นแทบทุกวัน จนมีพี่ชายและนางรวมกันถึง 5 คน แบบนี้

เสียงหัวเราะดังขึ้นตลอดการกินอาหารเย็น อาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายที่นางจะได้อยู่ร่วมโต๊ะกับทุกคน หากพรุ่งนี้นั่งเกี้ยวออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่นางจะได้กลับมาร่วมโต๊ะกับทุกคนแบบนี้อีกครั้ง เพราะฉะนั้นนางต้องเก็บเกี่ยวความสุขตรงหน้านี้ไว้ให้มากที่สุดก่อนที่นางจะต้องจากไป

ยามซื่อ (9.00-11.00น.) ขบวนเสด็จถูกต้องแต่งด้วยสีแดงตลอดทั้งขบวน เหล่าราชนิกูลออกมายังหน้าประตูเมืองอย่างพร้อมเพรียง ร่างบอบบางในชุดสีแดงโอบกอดผู้เป็นบิดา และมารดาแน่น ก่อนจะส่งยิ้มให้กับทุกคนที่มาส่ง การเดินทางครั้งนี้นางจำเป็นต้องไปเพียงลำพังเพื่อแสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจต่อแคว้นชาง มีเพียงเสี่ยวซื่อที่เป็นนางกำนันประจำตัวเท่านั้นที่ตามเสด็จได้ ทหารองค์รักษ์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนของแคว้นชางแทบทั้งสิ้น กระนั้นนางก็มั่นใจว่าพระบิดาของตนจะส่งองครักษ์เงาฝีมือดีตามประกบไปจนถึงแคว้นชางแน่นอน นี่แหละที่ทำให้นางอดวิตกเสียมิได้

"มีใครเห็นลี่จิงหลานหรือไม่" องค์ชายรองเอ่ยขึ้น เมื่อมองซ้ายมองขวาก็ไม่พบแม้เงา แม่ทัพลี่หลินคุนจึงรีบก้าวมาข้างหน้าพร้อมกราบทูลว่า บุตรสาวคนโตของเขานั้นป่วยหนัก จึงไม่อาจตามมาร่วมขบวนส่งเสด็จขององค์หญิงได้

"ช่างเถอะ ปล่อยให้นางพักผ่อนไปจะได้หายเร็วๆ ฮองเฮาเจ้าก็ส่งยาไปให้นางด้วยแล้วกันนะ" ฮ่องเต้กล่าวขึ้นอย่างเมตตา

"เพคะ ฝ่าบาท" ฮองเฮาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มหวานแล้วตอบรับทันที จิงหลานเองก็เปรียบหลานสาวคนโปรดที่นางหมายมั่นปั้นมือให้แต่งกับองค์ไท่จื่อแต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเป็นเพียงคู่ซ้อมยุทธ์กันมากกว่าเสียนี่

"ลูกไปก่อนนะเพคะ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกไม่อยู่ต้องรักษาพระวรกายนะเพคะ" อิงฮวาอดที่จะใจหายมิได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้ออกไปไกลถึงแคว้นชาง และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมา

"เจ้าก็ดูแลตนเองให้ดีนะลูก" เป็นฮองเฮาที่เป็นผู้เอ่ยขึ้น ส่วนฮ่องเต้นั้นดูก็รู้ว่าอยากจะเปลี่ยนพระทัยแค่ไหน การจากบุตรสาวอันเป็นที่รักนี่ช่างเจ็บปวดเสียจริง

"เสด็จพี่ หม่อมฉันไปนะเพคะ" นางคลายอ้อมกอดจากมารดาตรงไปยังเหล่าพี่ชายของนางที่ยืนอยู่และโอบกอดแต่ละคนอย่างเต็มรัก

"ไปเถอะ หากช้ากว่านี้ เห็นทีว่าพี่คงต้องขัดราชโองการ" พี่สี่ของนางเป็นคนคิดอะไรก็พูดแบบนี้เสมอ พอเห็นริ้วอารมณ์ที่เริ่มจะคุกรุ่นของพี่ชายก็อดยิ้มกว้างไม่ได้ นางโชคดีเสียจริงที่มีพี่ชายที่รักและทนุถนอมนางถึงเพียงนี้ โชคดีจริงๆที่ได้เกิดมาเป็นลูกของเสด็จพ่อเสด็จแม่ ร่างบางยิ้มกว้างพยายามอย่างมากไม่ให้น้ำตาหยดลงมา ค่อยๆเดินตามการประคับประคองของพี่ใหญ่ของนางขึ้นเกี้ยวอย่างสง่างาม เกี้ยวถูกยกขึ้นและกำลังเคลื่อนขบวนไปยังทิศอันเป็นที่ตั้งของแคว้นชาง นางไม่ลืมที่จะเปิดม่านขึ้นอีกครั้งแล้วโยกตัวเองออกมาเกือบครึ่งตัวเพื่อโบกมือให้กับทุกคนที่อยู่ด้านหลัง

ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม ขบวนก็ออกจากแคว้นเฉิง อิงฮวาเริ่มเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งนิ่งๆอยู่แต่ในเกี้ยว จึงหยิบขลุ่ยที่พี่รองให้ขึ้นมาเป่าเป็นทำนองเพลง หากแต่การบรรเลงครั้งนี้ช่างแสนเศร้าและชวนให้รู้สึกคิดถึงเสียเหลือเกิน เมื่อถึงคราหยุดพัก นางจึงสังเกตเห็นว่าทหารที่ต้องแบกเกี้ยวให้นางมาตลอดทางนั้นเริ่มจะหมดแรง นางก็ให้เห็นใจยิ่ง จึงสั่งให้พวกเขาเหล่านั้นพักแล้วให้เปลี่ยนจากเกี้ยวเป็นรถม้าแทน ระหว่างที่เดินทางก็พยายามจำเส้นทางไปเรื่อยๆ นางคิดในใจว่าหากสบโอกาส นางก็จะแอบหนีออกไปทันที จนแล้วจนรอดโอกาสที่นางรอคอยก็ยังมาไม่ถึงเสียที

ยามโหย่วปลายๆ (17.00-19.00 น.) ขบวนเสด็จหยุดลงตรงหน้าโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ อิงฮวาที่เพิ่งออกมานอกแคว้นครั้งแรกก็ให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก ตลอดทางที่เข้าเมืองนางแหวกม่านครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะได้รับการห้ามปรามจากเสี่ยวซื่อว่าเป็นการไม่เหมาะก็ตาม แต่จะกลัวอะไรเล่าในเมื่อนางก็ปิดหน้าออกจะมิดชิดเช่นนี้

"เชิญองค์หญิงเสด็จพะยะค่ะ" เสียงที่ดังขึ้น ช่างคุ้นหูยิ่งนัก อิงฮวาจึงรีบให้สาวใช้เปิดประตูรถม้าทันที ก่อนจะพบกับบุรุษใบหน้าเรียบนิ่งแต่ก็มิได้ทำให้ความงดงามดูจางลงไปเลย จะเป็นใครไปเสียอีกเล่านอกจาก คุณชายลี่หลินหมิน หรือฐานะที่แท้จริงคือ คุณหนูลี่จิงหลานนั่นเอง เพียงแค่เห็นใบหน้าของสตรีที่เปรียบเสมือนพี่สาวในชุดบุรุษสีน้ำเงิน อิงฮวาก็แทบจะกระโดดกอด นางรีบขยับหมวกคุมหน้าให้เปิดออกทันทีก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามือเรียวของอีกฝ่ายที่กำลังช่วยให้นางเดินลงจากรถม้าได้สะดวก

"พี่จินหลาน ท่านมาได้อย่างไร" เมื่อลงจากรถม้าได้ก็ลากพี่สาวที่อายุห่างจากเธอแค่ปีเดียวมาใต้ต้นไม้ที่ลับตาคนด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ ใบหน้าหวานมองซ้ายมองขวาอย่างระเเวดระวัง เดิมทีเธอจะแอบหนีขบวนอภิเษกไปเสียคืนนี้เพียงลำพัง ไม่คิดว่าพี่จิงหลานของนางจะมาด้วยเช่นนี้ ดูท่าความหวังที่จะหนีครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จขึ้นมาจริงๆเสียแล้ว

"หม่อมฉันแอบหนีออกมาเพคะ ท่านพ่อขังหม่อมฉันไว้เพราะกลัวว่าจะพาองค์หญิงหนี" ใบหน้าสวยเอ่ยเสียงเรียบ ท่านพ่อคงไม่คิดว่านางจะมีทางลับออกมาได้อย่างไม่ลำบากนัก คิดหรือว่าแค่จวนแม่ทัพที่นางอยู่มาตั้งแต่เกิดจะขังนางได้

"ดีจริง ถ้าเช่นนั้นเราจะหนีไปที่ใดกันดี" อิงฮวายิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น เห็นทางรอดร่ำไรๆ เดิมทีนางแค่คิดจะหนีไปเรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย แต่ตอนนี้นางเริ่มอุ่นใจขึ้นเมื่อมีสหายรักและเปรียบเสมือนพี่สาวของเธออยู่ข้างๆ

"องค์หญิง ก่อนอื่นพระองค์ต้องพยายามทำองค์ตามปกติก่อนเพคะ รอจนคืนนี้ หม่อมชั้นจะใช้ควันสลบ ทำให้ทุกคนหลับ แล้วเราจะหนีไปพักที่เขาจี๋จวิ้นในแคว้นฉีกัน" แคว้นฉีเป็นอีกแคว้นที่อยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นเฉิง เป็นแคว้นที่สงบสุขและเรียบง่ายยิ่งนักเมื่อเทียบกับอีกสองแคว้นที่เหลือ เนื่องจากแคว้นนี้องค์ฮ่องเต้ทรงไม่มีโอรส และดูเหมือนองค์หญิงของพระองค์จะเก่งกาจเกินชาย ในภายภาคหน้าคงเป็นองค์หญิงผู้นี้ที่จะขึ้นเป็นกษัตรีของแคว้นเป็นแน่ เมื่อคิดถึงความสงบของแคว้น กอปรกับเมื่อหลายปีก่อนองค์หญิงอิงฮวาและนางเคยช่วยยายท่านนึงไว้ มารู้ทีหลังว่านางเป็นแม่ค้าชาวฉีและมีบ้านอยู่ที่เขาจี๋จวิ้น เห็นที่ครานี้คงต้องไปหลบอยู่ที่นั่นสักพัก

"ดีจริง" อิงฮวาพยักหน้าน้อยๆ โผล่เข้าสู่อ้อมกอดของพี่สาวอย่างเต็มรัก ใบหน้าหวานฉายรอยยิ้ม และแววตาแห่งความดีใจ ก่อนจะผละออกมาจากอ้อมกอดแล้วยิ้มอย่างสดใสไปสู่บุรุษชุดน้ำเงินที่นางจับมือไว้ไม่ห่าง โดยไม่รู้เลยว่ามีสายคมจ้องมองภาพทั้งหมดอยู่จากมุมนึง ด้วยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ ​

ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ที่ลำคอแกร่งมีขนจิ้งจอกขาวพิสุทธิ์ตัวนึงพาดผ่านอยู่ เนื่องจากอากาศนอกเมืองเช่นนี้นั้นหนาวนัก  บุรุษหนุ่มคิ้วเข้มพาดเฉียงได้รูปรับกับดวงตาคมดั่งแววตามังกร นัยน์ตาสีนิลมีแววเจ้าเล่ห์ จมูกโด่งรั้งยิ่งทำให้ใบหน้าดูคมเข้มมากด้วยเสน่ห์ อีกทั้งริมฝีปากสีสวยดั่งกลีบเหมยกุ้ย (กุหลาบสีโอโรส) ก็มิปานยิ่งส่งให้ราวกับบุรุษผู้นี้ถูกสร้างสลักมาจากภาพเขียนตำนานเซียนบนสรวงสรรค์ ด้วยเสน่ห์อันมากล้นนี้ ไม่ว่าสตรีนางใดได้พบก็เป็นอันต้องอ้าปากค้างจนลืมรักษากิริยาไปอย่างน่าอาย ชายหนุ่มร่างกายกำยำสมชายชาตรีผู้นี้ จะเป็นใครไปเสียถ้าไม่ใช่ ฮ่องเต้จิ้นหยางที่ใครต่อใครลือว่าเขาเป็นพวกรักชายด้วยกันเอง ถึงเจ้าตัวจะดูขัดใจกับข่าวลือนั้นแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก สิ่งที่รบกวนจิตใจจนทำให้เขาต้องแอบออกมาจากวังเช่นนี้ กับเป็นการมาของว่าที่ฮองเฮาในอนาคตของเขา หากได้พบนางคงจะบอกได้ว่า นางเป็นคนเช่นไร ทั้งยังคู่ควรจะมาอยู่ข้างกายเขาหรือไม่ ชายหนุ่มจึงดักรออยู่ที่ป่าไผ่ข้างโรงเตี้ยมที่ถูกจัดไว้สำหรับรับรองเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์พระองค์นี้ หลังจากแยกกันกับฟู่เหิงได้สักพัก รอเพียงไม่นานขบวนเสด็จขององค์หญิงก็หยุดลงหน้าโรงเตี้ยมที่ถูกเตรียมไว้ ร่างอรชรก้าวลงมาจากรถม้าโดยการช่วยเหลือของบุรุษร่างบางคนนึง เมื่อหญิงสาวเห็นคนที่เอื้อมมือเข้าไปประคองให้ลงจากรถม้าก็ดูเหมือนจะดีใจเสียยกใหญ่ ความสัมพันธ์ขององค์หญิงผู้นี้กับบุรุษชุดน้ำเงินนั่นคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว

เหมือนจะตอกย้ำความคิดของชายหนุ่ม แม้เขาจะไม่ทันเห็นใบหน้าของหญิงสาวเพราะมีหมวกผ้าปกปิดหน้าตาอยู่แต่ก็เห็นว่า นางเปิดผ้าปิดหน้าเพื่อคุยกับบุรุษผู้นั้น ซ้ำยังจับไม้จับมือลากให้บุรุษผู้นั้นเดินตามออกไป เห็นแบบนั้นชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วแทบชนกันด้วยความไม่พอใจทันที

'เหตุใดองค์หญิงผู้นี้ช่างไม่รักนวลสงวนตัวเสียบ้าง นางไม่รู้ฐานะของตนหรือ ถึงเที่ยวจับมือบุรุษอื่นเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายโดยแท้'

ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจ ก่อนจะเร้นกายตามไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีแม้สักคนสังเกตเห็น ทั้งสองร่างเดินมาหยุดใต้ต้นไม้ พลางมองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง ทั้งสองพูดคุยกันเสียงเบาอย่างไม่ต้องการให้ใครมาได้ยิน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงอ่านปากเท่านั้น ด้วยทักษะที่เคยได้ร่ำเรียนมา ทำให้เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับคนอย่างเขาฮุ่ยจิ้นหยางมาก

'คิดจะหนีไปงั้นหรือ' คิ้วเข้มยิ่งขมวดวุ่นหนักกว่าเดิม หรือว่าชายผู้นั้นเป็นคู่รักของนาง คิดได้เช่นนั้น มือแกร่งก็กำแน่นโดยไม่รู้ตัว ถึงตัวเขาเองจะไม่ได้อยากแต่งกับนางเช่นกัน แต่การที่นางทำเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะหักหน้าเขาเกินไปสักหน่อย ชายเช่นเขาไม่เคยที่จะถูกสตรีหยามเกียรติเช่นนี้ ทั้งๆที่คนอย่างเขาไม่ต้องดิ้นรนเรื่องสตรีด้วยซ้ำ เพียงแค่อ้าแขนสาวงามที่ยินยอมพร้อมใจก็แทบจะตบตีแย่งกันอุ่นเตียงให้เขาแท้ๆ แต่องค์หญิงผู้นี้ ช่างกล้านัก

คิดไปคิดมาก็ให้หงุดหงิดในหัวใจขึ้นมา ดูเหมือนร่างบางจะตอกย้ำให้ความคิดของชายหนุ่มชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อนางพุ่งเอาตัวเข้าสวมกอดบุรุษผู้นั้นอย่างเต็มรัก ซ้ำบุรุษผู้นั้นยังสวมกอดนางไว้แน่นเสียอีก ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาคมตวัดจ้องอย่างคุกรุ่น

"ดี! องค์หญิงอิงฮวา ข้าจะส่งเสริมเจ้า หากเจ้าหนีจากเงื้อมมือข้าไปได้ ข้าจะปล่อยเจ้าไป หากหนีไม่พ้น ข้าจะจับเจ้าขังไว้ในกรงของข้าตลอดกาล" ชายหนุ่มมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาวาวโรจน์ คนอย่างเขาไม่ยอมให้ผู้ใดมาหยามหน้าได้เด็ดขาด โดยเฉพาะผู้นั้นเป็นสตรี

..............................................................

ความคิดเห็น