เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​ตอนที่ 10 คราปักษาโดนลงโทษโดยแม่มด

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 10 คราปักษาโดนลงโทษโดยแม่มด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 619

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2561 13:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 10 คราปักษาโดนลงโทษโดยแม่มด
แบบอักษร

​ตอนที่ 10 คราปักษาโดนลงโทษโดยแม่มด

          ช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ฉายเด่นตระหง่าน ณ ขอบสุริยา ไก่บ้านกำลังหลับสนิทแต่อีกไม่กี่ชั่วโมงมันคงต้องร้องตะโกนขันปลุกชาวบ้านชาวเมืองให้ลุกตื่นขึ้นมาแปรงฟัน อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเริ่มต้นใช้ชีวิตในวันใหม่ ทว่าก่อนที่ผู้คนจะลืมตาจากห้วงนิทรา พวกเมรัยมีภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างมิอาจละเลยเพราะหากว่าพลาดช่วงเวลายามนี้ พลังชีพจรพิภพจะอ่อนแรงและทำให้เสียกิจ ในห้องนอนของหมอผีน้อยนางกำลังเตรียมอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมศาสตร์มืด วิชาลี้ลับแห่งตำรามหาเวทย์

          แท้จริงแล้วไสยศาสตร์หาใช่วิชาแห่งโลกหลังความตายหรืออะไรน่ากลัวเช่นนั้น มันคือการผสมระหว่างพุธทศาสตร์และศาสตร์ลึกลับหลายแขนง โดยมีแกนกลางของการศึกษาคือความเชื่อ แรงศรัทธา

          ต้นกำเนิดและประวัติของมันมีเขียนในตำราเวทย์โบราณกาล ศาสตร์ลี้ลับที่ถูกฝังใต้ผิวโลกและหายสาบสูญพร้อมกับหลายๆสิ่งในยุคแห่งการลมสลาย

          ผู้ที่รู้เรื่องไสยศาสตร์นับจำนวนในยุคปัจจุบันมีทั้งหมดมิถึงร้อยคน เก้าในสิบนั้นเป็นพวกล่วงโลก ฉะนั้นผู้ที่ครองศาสตร์แห่งปรโลกจึงมีแค่หนึ่งส่วน อย่างไรก็ดีที่ว่าเมรัยเป็นพวกชนกลุ่มน้อย เป็นหมอผีตัวจริงเสียงจริงที่พลังนั้นทำให้นางถูกเหยียดหยามและขับไล่ เมรัย ณ ตอนนี้กำลังเขียนวงแหวนและสลักอักขระโบราณบนพื้นห้องนอน นางเก็บกวาดสิ่งของเครื่องใช้ทำพื้นที่ให้ว่างเตรียมพร้อมสำหรับประกอบพิธี

          หมอผีน้อยรู้จักศาสตร์ลี้ลับมากมาย นางพยายามนำมามันผสมผสานกันสร้างเป็นศาสตร์ลี้ลับที่ไม่เหมือนหมอผีคนไหน

นารีแอบหลังประตูเพราะเมรัยสั่งให้นางห้ามเข้าใกล้บริเวณห้องนอน การทำพิธีมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ส่วนมากเมรัยก็ทำพิธีกรรมสำเร็จโดยมิต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือเสียเศษดวงวิญญาณ นิ้วเท้า กระจก หรือลูกอม ครั้งนี้นางมิเอ่ยปากรับประกันความสำเร็จ แต่ไม่ว่าอย่างไรนารีก็คอยเป็นกำลังใจให้เพื่อน

          “พยายามเข้านะ”

          “อือ…”

          ดวงดาวน้อยมิรู้เรื่องศาสตร์มืดเท่าใด แต่ท่าทางเมรัยยามนี้เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุที่กำลังผสมธาตุต่างๆซ่อมแซมสิ่งของชำรุด เมรัยสวมฮูดอำพรางขับให้นางดูลึกลับและเต็มเปี่ยมด้วยความเย็นยะเยืองปานแม่มด นักเล่นแร่แปรธาตุใช้ธาตุเหล็ก โลหะ เงิน ประกอบพิธี แต่สำหรับหมอผีของที่ต้องใช้คือ ดอกไม้แห้ง น้ำ และก็จิ้งจอกตากแห้ง ครั้นเมรัยเอ่ยอาคมทั้งห้องก็สว่างจ้า

          บึ้ม

          “เอ้กอีเอ้ก เอ้กกกกก”

          แม่ไก่ตกใจจนออกไข่สิบฟอง ประชาชนทั่วเมืองลักกี้สะดุ้งตื่นกันจ้าวละหวั่น ลุงซิงได้ยินสียงระเบิดดังจากร้านเหล้าจึงรีบแต่งตัวพลันวิ่งไปดูร้านทันทีทันใด และเขาก็พบกับตัวต้นเหตุความพินาศที่ระเบิดห้องนอนจนเละเทะเป็นผุยผง ใบหน้าดุดันแฝงความโกรธจ้องจนตัวผู้ถูกมองใจสะอึก

          “นี่แก..อีกแล้ว”

          “..ม มันเป็นอุบัติเหตุ”ชายหนุ่มเดินดุ่มเข้าห้องและใช้มือจับตรึงหัวหมอผีแสนซน “แม่จ้า…ข้าผิดไปแล้ว”นารีสีหน้าเกรงกลัวแอบหลังบันไดมองดูสหายรักถูกลากไปลงโทษ ปากเมรัยอ้าพะงาบๆร้องขอชีวิตเหมือนลูกวัวกำลังจะโดนเชือด แต่คล้ายเหมือนน้ำเสียงสะอื้นจะไม่ช่วยนาง..สักเท่าไหร่นัก

          ณ ร้านดอกไม้ประจำเมืองลักกี้ ร้านพฤกษาชาติมองดูว์

          เพียะ….เพียะ…เพียะ

          “หนูจะไม่ทำอีกแล้ว”

          เพียะ….

          “ไม่..ทำ..”

          พั่บ…

          “กระซิกๆๆ”

          ข้างในลานกว้างข้างร้านขายดอกไม้และหน้าบ้านหญิงสาวผู้เล่อโฉม บนคานที่นั่งปรากฏอิสตรีผู้หนึ่งกำลังเงื้อฝ่ามือเรียวยาวตีก้นเจ้าเด็กน้อยที่บังอาจสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเมืองตั้งแต่ไก่ยังมิทันไม่ขัน เจ้าของร้านดอกไม้ผู้มีฉายาในเมืองว่า “แม่มดจ้าวเสน่ห์”มีชื่อจริงว่าบาเบลร่า อายุสามสิบสอง กระนั้นอายุก็แค่ตัวเลขเพราะมันมิอาจทำให้นางแก่ชราแต่อย่างใด ใบหน้ากลมรูปไข่เปล่งปลั่งราวหญิงสาววันยี่สิบปลายๆ ผิวนุ่มนิ่มสีขาวน้ำนม ไฝใต้ดวงตาซ้ายขับความงามที่มิมีใครเทียบให้นางขึ้นรับตำแหน่งองค์ราชินีแห่งเมืองลักกี้ ผู้เล่อโฉมที่สุดในปฐพีด้วยเรือนผมสีดำขลับน้ำหมึกม้วนเป็นลอนเกรียวคลื่นสองเกรียวปกปิดแผ่นหลังส่วนวงโค้งคอดกิ่วกระชับ สัดส่วนความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทำให้ชายหลายคนต่างสยบแทบเท้ามิกล้าหือ ดวงตาหงส์เรียวยาวสีม่วงแดงดั่งมณีต้องสาปที่สะกดคนทุกผู้ให้หลีกทางและยอมรับความพ่ายแพ้ จมูกได้รูป ใบหูถูกปิดซ่อนใต้ปอยผมอย่างมีเอกลักษณ์ดั่งคุณนายภรรยาพ่อค้า ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูอ่อนเปรียบประหนึ่งกลีบดอกซากุระ กลิ่นดอกไม้ปกคลุมทุกอณูสรรพางค์กายและสิ่งสำคัญที่มิอาจมองข้ามคือทรวงอกแตงโมที่ทั้งหนักและใหญ่โตน่าขย้ำราวแม่วัว พื้นเพนิสัยนางเป็นคนอ่อนโยนนุ่มนวล มือเบา รักเด็ก และชอบดูแลผู้อื่น อ่อนหวานละมุนละม่อนมีความเป็นกุลสตรีเปี่ยมล้น นางเปรียบเสมือนหญิงงามประจำเมือง กลิ่นอายดอกไม้ปกปิดความลี้ลับในแววตามนต์สะกดขับให้นางคล้ายแม่มดผู้ซ่อนตัวในป่าหมอกเรือนเร้น อมยิ้มสะคราญสามารถสั่นเขย่าทุกเพศมิว่าชายหรือหญิง เด็กหรือกษัตริย์ของแคว้น

แม้นางมีอีกด้านที่ผู้คนต่างก็รับรู้ กระนั้นก็ยังมิอาจห้ามใจให้ชายตาขอนางแต่งงาน

บาเบลร่าเป็นเพื่อนบ้านของลุงซิงซึ่งทั้งสองคอยดูแลกันและกันมาตลอด ซิงเปิดร้านเหล้า นางเปิดร้านดอกไม้ บ้านทั้งสองอยู่ติดกันเวลามีเรื่องที่ต้องขอความช่วยเหลือ บาเบลร่าก็สามารถเดินมาหาซิงได้ตลอดเวลา อีกทั้งนางยังเป็นคนดูแลเมรัยคล้ายพี่สาว คุณแม่อีกด้วย

          บางคราวนางน่ารักเหมือนนางฟ้า แต่หากเมรัยดื้อเกินขีดจำกัด บาเบลร่าก็จะจุติอวตารเทวทูตปีศาจอย่างเช่นยามนี้ ชอบตีก้นเด็กดื้อยิ่งกว่าอะไร

          สตรีผู้งดงามสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยิ้มเล็กน้อยพอให้คนมองใจระทึก มือถอดกางเกงเมรัยเปิดก้นสีผ่องขาวและลงมือฝ่าตีกระหน่ำอย่างรุนแรง เสียงตบดังสนั่นสวน ใครที่เดินผ่านก็พากันเสียวสันหลังรีบเผ่นหนีทันทีกลัวองค์ราชินีจับถลกขน

          เพียะ…

          “ครั้ง..สุดท้าย”เมรัยสูดปาด น้ำตานองหน้าพยายามอ้อนวอนสุดชีวา

          บาเบลร่าถอนหายใจและตีก้นอีกสามสิบทีพอให้หายคันมือ เมรัยกัดฟันอย่างมิได้รับความเป็นธรรม นางทำผิดก็จริงมิต้องประกาศใครก็รู้ แต่ว่าบาเบลร่าลงมือหนักเกินไปหรือไม่ ก้นนางแดงเถือกเป็นก้นลิงหมดแล้ว เจ็บแสบยิ่งกว่าตอนเอาไปไถลพื้นดินเสียอีก เมรัยหลุบตาร้องไห้เงียบๆนางคิดว่าพี่สาวเบลต้องเป็นฝ่ายรุกมิผิดแน่ขนาดลงมือกับเด็กน้อยแสนน่ารักยังหนักเช่นนี้ เมรัยอยากเอามือลูบก้นแต่กลัวแตะแล้วจะเจ็บขึ้นสมองจึงหยุดมือ ขณะที่บาเบลร่าปล่อยตัวเจ้าตัวยุ่ง นางก็หยิบยาทาแผลและลงมือทามันให้เมรัย

          “อยากดื้อนักนะเรา”

          “จ๊ากกก”ครั้นยาสนามแผลถูกชโลม ความแสบเย็นที่ปะทุขึ้นฉับพลันก็ทำให้เจ้าหมอผีร้องลั่นปานแมวโดนเหยียบหาง นารีนั่งมองสภาพเพื่อนด้วยสายตาพิลึกพิลั่น สงสาร และขอโทษหน่อยๆ นางรู้สึกกลัวพี่สาวบาเบลร่าขึ้นจับใจ ยังดีที่คนถูกตีก้นไม่ใช่นาง  

          “หนูพยายามช่วยนารีนะ”

          “แต่เจ้าไม่ระวังใช่หรือไม่ ฮึ เห็นหรือไม่ว่าลุงซิงต้องยืนขอโทษชาวเมืองหลายคนเลย หืม” บาเบลร่าเม้นปากและตบยาใส่ก้นเมรัยหนึ่งที เมรัยสูดปาดกลั้นน้ำตา นี่ยังจะตีอีกหรือ ตีจนขาหนูจะพิการแล้วนะ พี่สาวใจร้ายจัง เพราะเหตุนี้สินะพี่บาเบลร่าถึงได้รับฉายาแม่มดใจร้าย ที่คุณแม่ๆทุกครอบครัวเอาไปเล่าเขย่าขวัญลูกหลาน

          ระหว่างรับโทษเมรัยก็ชำเลืองมองที่ประตูสวน เห็นลุงซิงกำลังยืนคุยกับชาวเมืองที่มาโวยวายเรื่องระเบิดตั้งแต่เช้ารุ่ง ลุงซิงฉีกยิ้มกล่าวขอโทษที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน เขาเสนอให้ทุกคนดื่มเหล้าฟรีได้ขวดหนึ่งเป็นการไถ่โทษ ส่วนเรื่อลงโทษเมรัยทุกคนคงรับรู้และเห็นผลกรรมที่นางทำเรียบร้อยแล้ว เสียงเพี๊ยะในสวนดังก้องในหูชาวเมือง ใครที่โมโหก็ต่างอารมณ์ดีขึ้นเก้าส่วน ได้เห็นเจ้าตัวปัญหาตูดแดงก็ไม่เลว

          “ใจร้ายกันหมด..”ส่วนคนโดนตีก็อับอายจนอยากมุดดินหนี

          “นี่แน่ะ”หญิงสาวอมยิ้มจิ้มแผลผู้ร้าย เมรัยสะดุ้งรีบก้มกราบขอขมา

          “โปรดละเว้นชีวิตข้าน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”และก็ตัวสั่นกึกๆ

          “ก็รู้จักแต่เล่นอย่างนี้ถึงถูกเด็กในเมืองบอกว่าบ้า ลองทำตัวดีๆหน่อยได้หรือไม่ หืม”

          “จ๊ากกกก อิไตๆๆๆหนูทำงานต่างหาก”ตีก้นมิพอยังดึงหูเมรัยอีก บาเบลร่าลอบถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มและกอดอก ก้อนเนื้อสองเนินเขย่าไหวจนเมรัยต้องเบื้องหน้าหนีด้วยแผ่นอกนางมิอาจสู้ บาเบลร่าเริ่มเทศนาเรื่องความปลอดภัย อย่าพยายามสร้างปัญหาให้ผู้อื่นเดือดร้อน เมรัยโดนดุหูชา นางโอดครวญแต่ยิ่งบ่นมากหญิงสาวก็ยิ่งดุมากขึ้น หมอผีน้อยจึงปิดปากเปลี่ยนเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียวอย่างว่านอนสอนง่าย เมรัยโตแล้วนะถึงตัวจะเป็นเด็กก็เถอะ

          “นารีก็ห้ามดื้อเข้าใจหรือไม่ ถ้าเมรัยทำอะไรเสี่ยงๆก็ห้ามนางหน่อยมิใช่อยู่ดูห่างๆ”

          “ข เข้าใจแล้วค่ะ”ดวงดาวน้อยนึกว่าตนเองจะถูกลงโทษในฐานะผู้สมรู้คบคิดเสียแล้ว เฮ้อรอดไป

          เมรัยทรุดนั่งแปะพื้นเงยหน้ามองนารีสลับบาเบลร่า สิ่งที่ฉายชัดในแววตาเจ้าลูกหมาคือความน้อยเนื้อรู้สึกมิได้รับความเป็นธรรม ทำไมนางต้องโดนคนเดียว นารีก็ให้กำลังใจนางเช่นกันทำไม่โดนตีก้น เมรัยเม้นปากน้ำตานองหน้าคล้ายถูกเด็กเกเรรุมทำร้าย สาวน้อยนั่งกอดเข่าเหนือหัวมีความซึมเศร้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเมฆดำอึมครึมลอยปกคลุม เมรัยโดนดุมากก็จะซึม สูญเสียแรงใจและไม่มีอารมณ์ทำมาหากิน นางจะนั่งกอดเข่าหลบมุมห้องทั้งวัน

          ออร่ารอบตัวจะเขียนว่า อย่ามายุ่งกับข้านะ

“เด็กคนนี้”บาเบลร่ากุมขมับ ใบหน้าสะคราญปรากฏวี่แววจนใจและสงสาร หรือบางทีนางจะดุเมรัยมากไปหรือไม่ สาเหตุที่เด็กน้อยประกอบพิธีก็เพื่อทำงานเสียด้วย หญิงสาวถอนหายใจรอบที่สอง ถ้ายังมิทำอะไรให้เมรัยรู้สึกดีขึ้นมีหวังหมอผีน้อยได้นั่งขวางทางประตูบ้านนางทั้งวันกระมัง

          “ในครัวมีซุบเห็ด พวกเจ้าอยากทานหรือไม่”หญิงสาวย่อเข่ามือลูบหัวเมรัย นางเอยเช่นนั้นเพราะเจ้าตัวรู้ว่าเด็กสาวผู้นี้ชอบทานซุบเห็ดยิ่งกว่าอะไร

          “ทานค่ะ”นารีกระดิกหูอย่างดีใจพลางลากสหายสาวเข้าบ้าน เมรัยสีหน้าดื้อรั้น มืดมน มิอยากลุกแต่ด้วยแรมหาศาลของนารีจึงสามารถกระชากและลากเพื่อนตัวเล็กเข้าไปทานมื้อเช้าได้อย่างง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ บาเบลร่าอมยิ้มหัวเราะในลำคอ นางทอดสายตามองเด็กน้อยสองหน่อและเกิดความรู้สึกเอ็นดูเหมือนน้องสาว ชั่วขณะที่กำลังรำพึงว่าจะทำอย่างไรให้เมรัยมีกำลังใจ ซิงก็เดินมาข้างหลังกล่าวขอโทษและขอบคุณ

          ขอโทษที่ต้องให้จัดการปัญหาของเขาตั้งแต่เช้า

          และขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยเหลือ คอยดูแลเด็กๆ

          “ท่านก็เข้าไปทานมื้อเช้าข้างในเถอะ”

          “พอดี ข้ามีงานต้องจัดการ เอาไว้โอกาสหน้า..”น้ำเสียงทุ้มต่ำดุจนายพลทหารมิแววให้หญิงสาวเอ่ยปากขอร้องอีก เขาพูดเรียบร้อยก็จากไป เบลหลุบตาปิดซ่อนความอาลัยและผิดหวัง นางพยายามเชิญเขากินข้าวที่บ้านตั้งแต่สมัยก่อน แต่คล้ายอีกฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับนางระดับหนึ่ง มิเข้ามาก้าวกรายหรือใกล้ชิดจนเกินไป นางและเขาเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่รู้จักกันมากกว่าเพื่อนบ้านปกติ บาเบลร่าถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม บ่นอุบในใจว่าซิงช่างเป็นคนขี้เกรงใจเสียเหลือเกิน พยายามเรียกร้องความสนใจจากเขาก็เหมือนขอน้ำใจจากราชามังกร ไม่ว่าจะตอนที่นางตะโกนเรียกเขาทางหน้าต่างข้างห้องนอน หรือเชื้อเชิญด้วยดอกไม้ที่นางตั้งใจปลูก นางเปรียบเสมือนเด็กน้อยในสายตาซิง ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือยามนี้

          หญิงสาวมือแขนดันทรวงอกมหึมาและอมยิ้มเดินกลับเข้าบ้าน อยากรู้เด็กๆจะทานซุบเห็ดหมดหม้อหรือยังนะ

          ….

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น