Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 2 แม่บ้านผู้เนื้อหอม

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 2 แม่บ้านผู้เนื้อหอม

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.9k

ความคิดเห็น : 60

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2560 19:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 2 แม่บ้านผู้เนื้อหอม
แบบอักษร

#

Part 2# Tawanแม่บ้านผู้เนื้อหอม

               “พอได้แล้วทั้งสองคน จะทะเลาะกันให้อายแขกอย่างตะวันทำไม” คุณธารพูดขึ้นหลังจากที่พฤกษ์และคุณภูผาจ้องตากันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้เป็นนาที พอได้ยินแบบนี้คุณภูผาเลยเหลือบสายตามองมาทางผมแว้บหนึ่ง ก่อนที่จะพูดออกมาว่า...

               “พี่ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้คือแขกของบ้านเราหรอกนะ” สายตาที่มองมานั้นไม่เท่าไหร่ แต่คำพูดที่แสดงออกถึงความเกลียดชังมันทำให้ผมรู้สึกแย่มากจนอยากจะร้องไห้อยู่แล้ว

               อยากรีบออกไปจากบ้านหลังนี้จัง

               “เอาเข้าไป นี่พี่ภูจะจงเกลียดจงชังอะไรตะวันนักหนา พฤกษ์ก็บอกแล้วไงว่าตะวันคือเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกัน ไม่ได้เป็นผู้ชายขายน้ำอย่างที่พี่คิดสักหน่อย” คุณธารกอดอกแล้วทำหน้าดุใส่คุณภูผา แต่คุณภูผาก็ไม่แคร์แถมยังยักไหล่ใส่อีกต่างหาก

               “ให้ตายสิ คนแก่นี่มันพูดยากจริงๆ” พอได้ยินคุณธารพูดใส่แบบนี้คุณภูผาก็เลยชักยั้วะขึ้นมา

               “นี่ธาร...” แต่ยังไม่ทันที่คุณภูผาจะได้พูดอะไร คุณธารก็หันมาทางผมแล้วชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน

               “ตะวันไม่ต้องไปสนใจคนแก่ทิฐิมากคนนั้นหรอกนะ เพราว่าฉัน พฤกษ์ เพลิง แล้วก็วาเต็มใจให้ตะวันทำงานที่นี่...จริงมั้ยทุกคน?” ประโยคหลังคุณธารหันหน้าไปถามทุกคนที่กล่าวถึง ซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้าลงแล้วตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

               “จริงครับพี่ธาร!!!”

               “เฮ้อออออ ให้มันได้อย่างนี้สิ” คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมศีรษะ ส่วนผมที่ถึงแม้คุณธาร พฤกษ์ เพลิง แล้วก็น้องวาจะเต็มใจให้ทำงานที่นี่ แต่ถ้าคุณภูผาไม่โอเคผมก็ไม่อยากทำงานที่นี่ให้บรรยากาศมันอึดอัดหรอก

               “ผมขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะครับ แต่ผมไม่ขอรบกวนดีกว่า ผมขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอครับ”

               “อ้าว ทำไมล่ะตะวัน หรือเป็นเพราะพี่ภูงั้นหรอ?” พฤกษ์พูดขึ้นก่อนที่จะตวัดสายตาไปทางคุณภูผา ผมเลยรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที

               “เปล่านะพฤกษ์! มันไม่ใช่เพราะคุณภูผาหรอก!” ถึงแม้ความจริงมันจะเป็นเพราะเรื่องนี้ แต่ผมจะกล้าพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไงกันเล่า

               “ถ้างั้นแล้วมันเป็นเพราะอะไร ก่อนหน้านี้ตะวันก็โอเคไม่ใช่หรอถึงได้ขึ้นรถมากับเรา”

               “นั่นมันก็ใช่ แต่...”

               “แต่อะไร?” พฤกษ์จ้องหน้าผมอย่างจับผิด ผมที่โกหกไม่เก่งและไม่ทันได้คิดข้ออ้างเอาไว้ เลยได้แต่เงียบแล้วก้มหน้าลงต่ำเท่านั้น

               “สรุปก็เป็นเพราะพี่ภูสินะ” พอพฤกษ์พูดแบบนี้ผมเลยเงยหน้าขึ้นเพื่อที่จะปฏิเสธอีกครั้ง แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของคุณภูผาที่มองมา มันก็ทำให้ผมกลัวจนต้องก้มหน้าลงไปเหมือนเดิม

               คนอะไรตาดุชะมัด!

               “พี่ตะวันจะไม่เป็นแม่บ้านให้พวกเราจริงๆ หรอครับ ผมเบื่อที่จะต้องกินข้าวกล่องเซเว่นแล้วนะ ผมอยากให้พี่ตะวันทำให้กิน ผมเชื่อว่ามันต้องอร่อยมากแน่ๆ เลย” น้องวาเกาะแขนของผมแล้วมองตาปริบๆ เพลิงเลยพยักหน้าแล้วพูดขึ้นสนับสนุนน้องวา

               “จริงด้วยวา พี่ก็เบื่อข้าวเซเว่นเหมือนกัน ให้น้อยไม่พอยังไม่อร่อยอีกต่างหาก...นี่ นายเปลี่ยนใจมาเป็นแม่บ้านให้พวกเราเถอะ”

               “เอ่อ...คือเราไม่...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบปฏิเสธเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ออกไป คุณธารก็ชิงพูดขัดขึ้นมาซะก่อน

               “อย่าปฏิเสธเลยนะตะวัน ทุกวันนี้ฉันไปทำงานเกือบจะสายตลอด ก็เพราะต้องตื่นมาทำอาหารเช้าให้ไอ้พวกนี้ แถมยังต้องรีดผ้า แล้วก็ซักผ้าให้อีกต่างหาก จนตอนนี้ฉันแทบจะเปลี่ยนสถานะจากพี่ไปเป็นแม่ของพวกมันอยู่แล้วนะ” แต่เอาจริงๆ ผมคิดว่าคุณธารก็เหมาะจะเป็นแม่ของทุกคนในบ้านอยู่นะ ส่วนพ่อก็ต้องเป็นคุณภูผาอย่างไม่ต้องสงสัย

               “ก็อย่างที่ทุกคนพูดไปนั่นแหละ ถ้าตะวันมาเป็นแม่บ้านของที่นี่ก็จะช่วยทุกคนได้เยอะเลย ส่วนตะวันก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะนอกจากจะพักอยู่ที่นี่ฟรีก็ยังมีเงินเดือนให้อีกต่างหาก ตะวันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหลายๆ อย่างเหมือนเมื่อก่อน แล้วถ้าวันไหนวิชาเรียนตรงกันกับเราก็สามารถติดรถเราไปเรียนได้อีกต่างหาก อยู่ที่นี่ตะวันมีแต่ได้กับได้ลองคิดดูดีๆ นะ”

                สิ่งที่พฤกษ์พูดนั้นถูกต้องทั้งหมด ผมมีแต่ได้กับได้จริงๆ ถ้าทำงานเป็นแม่บ้านที่นี่ แต่ว่าถ้าต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบผมไปตลอด มันก็จะเป็นการอึดอัดทั้งสองฝ่ายเลยน่ะสิ

               “นี่สรุปพวกแกจะเอาผู้ชายคนนี้เป็นแม่บ้านจริงๆ ใช่มั้ย” คุณภูผาพูดขึ้น พลางใช้สายตาดุๆ จ้องมองมาที่ผม จนตอนนี้ผมที่แทบจะทำตัวหดลีบอยู่แล้วยิ่งลีบลงเข้าไปใหญ่

               “ใช่ ถึงพี่ภูไม่จ่ายค่าจ้างแต่ผมก็จ่ายเองได้ไม่มีปัญหา” คุณธารพูด

               “เรื่องเงินมันไม่ใช่ปัญหาหรอกนะ แต่พวกแกไม่คิดจะทดสอบดูหน่อยหรอว่าผู้ชายคนนี้ทำอะไรเป็นบ้าง เอาเรื่องหลักๆ เลยก็คือกับข้าว ไม่รู้ว่าจะทำออกมารสชาติเป็นยังไง กินได้รึเปล่าก็ไม่รู้” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์เลยรีบตอบคุณภูผาไปเลยทันที

               “ทำไมจะกินไม่ได้ ในเมื่อผมเคยกินมาแล้ว”

               “แต่พี่ยังไม่เคยกิน เพราะงั้น...ไปลองทำกับข้าวมาให้ฉันกินสิ ถ้าหากรสชาติผ่านฉันก็จะให้นายทำงานที่นี่” ประโยคหลังคุณภูผาหันหน้ามาคุยกับผม

               “เอ่อ...แต่ว่าผมไม่ได้...” ผมตั้งใจจะบอกว่าผมไม่ได้คิดจะทำงานที่นี่ แต่ก็ถูกพฤกษ์พูดขัดขึ้นมาซะก่อน ก็ไม่รู้ว่าคนบ้านนี้ชอบพูดขัดจังหวะ หรือว่าผมกันแน่ที่คิดช้าพูดช้าจนเกินไป

               “มันจะไปผ่านได้ยังไงล่ะพี่ภู ก็ในตู้เย็นมีแต่ของเหลือทั้งนั้น” พฤกษ์พูดอย่างไม่สบอารมณ์ แต่คุณภูผากลับยักไหล่อย่างไม่แคร์

               “ของเหลือแล้วยังไง ในเมื่อมันก็เป็นของกินเหมือนกัน”

               “พี่ภู!”

               “เอ่อ...พฤกษ์ เราว่าเราทำได้นะ ปกติเราก็เอาของเหลือมาทำกับข้าวกินอยู่แล้ว” คำพูดนั้นทำเอาพฤกษ์และคุณภูผาที่กำลังจะเริ่มเปิดศึกกันอีกครั้งถึงกับชะงัก จากนั้นพฤกษ์ก็หันหน้ามองมาทางผม

               “นี่ตะวันพูดจริงๆ หรอ?”

               “อืม เราทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร บางวันมีอาหารหรือวัตถุดิบที่ใกล้เสีย เจ้าของร้านก็จะให้เราเอากลับมาทำกินที่บ้านน่ะ”

               “งั้นก็ดีเลย...พี่ภู ถ้าเกิดตะวันทำกับข้าวอร่อยก็อย่าคืนคำก็แล้วกัน” พฤกษ์หันไปพูดกับคุณภูผาที่กำลังทำหน้าเซ็งหน่อยๆ จากนั้นก็จูงมือผมพาเดินไปที่ห้องครัว โดยมีน้องวาเดินตามมาติดๆ

               “นี่ๆ พี่ตะวันจะทำอะไรให้พี่ภูกินหรอครับ แล้วมีส่วนของผมด้วยมั้ย ผมก็อยากกินข้าวที่พี่ตะวันเป็นคนทำเหมือนกันนะครับ” น้องวาถามหลังจากที่ผมเปิดตู้เย็น แล้วก็เอาของที่พอจะทำเป็นอาหารได้ออกมาวางเรียงกันตรงข้างๆ เตาไฟฟ้า

               ของทั้งหมดมีอย่างละนิดละหน่อย แต่ก็พอจะเอามาทำเป็นอาหารได้อยู่ ซึ่งก็มีข้าวสวยของเซเว่น เนื้อหมู เต้าหู้ ไส้กรอก แฮม เศษผักต่างๆ แล้วก็ไข่ไก่อีก 3 ฟอง

               “อืม...ของคุณภูผาน่าจะเป็นข้าวผัดห่อไข่กับแกงจืดมั้ง ส่วนของน้องวา...ถ้าเป็นข้าวผัดอเมริกันก็น่าจะพอทำได้” เพราะพวกซอสที่นี่ก็มีครบ ส่วนลูกเกดกับน่องไก่ถึงแม้ว่าจะไม่มีแต่ก็พอถูๆ ไถๆ ทำได้ล่ะนะ

               “ว้าววววว แค่ได้ยินน้ำลายผมก็เริ่มไหลแล้วครับพี่ตะวัน” น้องวาพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ความน่ารักสดใสนั้นทำเอาผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

               “เอาล่ะวา พี่ว่าตอนนี้เราออกไปรอที่ห้องนั่งเล่นกันดีกว่า อยู่ที่นี่มีแต่จะเกะกะตะวันจนทำอะไรไม่สะดวก”

               “โอเคครับพี่พฤกษ์ ถ้างั้นพี่ตะวันก็สู้ๆ น้า” น้องวาหันมาพูดให้กำลังใจผม ส่วนพฤกษ์ก็ยิ้มให้บางๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากห้องครัวไปรอที่ห้องนั่งเล่น

               จากนั้นผมก็เอาวัตถุดิบมาหั่นเตรียมไว้ โดยแยกเป็นของอาหารแต่ละอย่างเพื่อไม่ให้ปนกัน แล้วเริ่มต้นลงมือทำซึ่งก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

               ถ้าหากคุณภูชอบกับข้าวพวกนี้ และยอมรับผมโดยไม่มีท่าทีต่อต้านอีกก็ดีสินะ เพราะการจะหางานที่มีที่พักฟรีแถมยังมีเงินเดือนให้ด้วยอีกมันแทบไม่มีแล้วล่ะ

               “เสร็จรึยังตะวัน พี่ภูเริ่มบ่นเป็นหมีกินผึ้งแล้ว” คุณธารเดินมาตามผมด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย

               “เสร็จพอดีเลยครับคุณธาร” ผมพูดจบก็ยกจานข้าว 2 ใบขึ้นมา แต่ยังเหลือถ้วยแกงจืดอยู่ที่โต๊ะ คุณธารที่เห็นอย่างนั้นเลยเดินมายกขึ้นไป

               “เดี๋ยวฉันช่วยถือนะ”

               “ขอบคุณนะครับ” ผมยิ้มพร้อมกับค้อมศีรษะให้คุณธาร จากนั้นจึงได้เดินออกไปยังห้องรับแขก แล้ววางจานข้าวผัดอเมริกันไว้ตรงหน้าน้องวา ส่วนข้าวผัดห่อไข่ไว้ตรงหน้าคุณภูผา โดยมีคุณธารวางแกงจืดตามลงมาติดๆ

               “ว้าววววว น่ากินมากๆ เลยครับพี่ตะวัน” น้องวาพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ส่วนคุณภูผาก็พูดขึ้นด้วยหน้าตาบูดบึ้งเหมือนเดิม

               “หน้าตาน่ากินก็จริงนะวา แต่ก็ใช่ว่ารสชาติจะดีไม่ใช่รึไง”

               “งั้นผมจะลองกินเดี๋ยวนี้แหละพี่ภู” พูดจบน้องวาก็ตักกับข้าวที่อยู่ในจานเข้าปาก เท่านั้นแหละ...

               “ว้าววววว อร่อยสุดยอดดดดด!” น้องวาทำตาเป็นประกายขึ้นกว่าเดิม จากนั้นก็รีบตักทั้งแฮมและไข่ดาว รวมทั้งแกงจืดที่ผมทำให้คุณภูผาเข้าปากตามไปติดๆ

               “โอ๊ยยยยย อันนี้ก็อร่อยสุดๆ เหมือนกัน!”

               “รีบกินอะไรขนาดนั้นวา เดี๋ยวก็ติดคอกันพอดีหรอก” คุณภูผาหันไปทำหน้าดุใส่น้องวา

               “โหยพี่ภู ผมไม่ได้กินกับข้าวที่อร่อยขนาดนี้มานานมากแล้วนะ ฮืออออ น้ำตาจะไหล” น้องวากินไปพูดไป ภาพที่เห็นทำเอาผมเอ็นดูจนต้องยิ้มและหัวเราะออกมาเบาๆ แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของคุณภูผาที่มองมา ผมก็ต้องรีบหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว

               “แล้วนี่เมื่อไหร่พี่ภูจะลองกินกับข้าวฝีมือตะวันสักที หวังว่าคงไม่ได้กะรอให้มันเย็นแล้วก็หาเรื่องว่าไม่อร่อยหรอกนะ” ประโยคนี้พฤกษ์เป็นคนพูดขึ้น เพลิงเลยพูดเสริมขึ้นบ้าง

               “แต่กูว่าไม่ใช่หรอกว่ะ พี่ภูคงกลัวว่าจะติดใจเหมือนกับวามากกว่าล่ะมั้ง” พอพูดจบเพลิงก็หัวเราะคิกๆ คักๆ จนคุณภูผาชักยั้วะขึ้นมา

               “เงียบไปเลยไอ้พวกแฝดนรก” คุณภูผาหันไปทำหน้าดุใส่พฤกษ์กับเพลิง จากนั้นก็จับช้อนกับส้อมขึ้นมาแหวกไข่เจียวที่ห่อข้าวผัดเอาไว้ แล้วตักข้าวผัดที่อยู่ข้างในขึ้นมาใส่ปาก

               “พี่ไม่คิดว่าข้าวผัดที่ทำจากของเหลือแบบนี้มันจะ...เฮ้ย อร่อย!” แล้วคุณภูผาที่เบ้ปากทำหน้าตาเหยียดข้าวผัดที่ผมทำอยู่เมื่อกี้ ก็เปลี่ยนสีหน้าไปเป็นตรงข้ามกันทันทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ

               “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ เลยนะครับคุณภูผา” ผมยิ้มกว้างด้วยความดีใจ

               “เฮ้ย ฉันไม่ได้...” แต่ยังไม่ทันที่คุณภูผาจะได้พูดอะไรออกมา น้องวาก็ตักหมูสับและเต้าหูhในแกงจืดเข้าปากของคุณภูผาเข้าไปซะก่อน

               “นี่ก็อร่อยใช่มั้ยล่ะครับ! พี่ธาร พี่พฤกษ์ แล้วก็พี่เพลิงลองมากินด้วยกันสิ กับข้าวฝีมือพี่ตะวันอร่อยสุดยอดไปเลย” พอน้องวาเอ่ยชวนแบบนี้ ทุกคนเลยลองชิมอาหารทุกจานฝีมือของผมบ้าง ซึ่งก็ได้รับคำชมว่าอร่อยถูกปากจนตอนนี้ผมหน้าบานยิ่งกว่าจานข้าวซะอีก

               “เห็นมั้ยล่ะ ผมบอกแล้วว่ากับข้าวฝีมือตะวันอร่อยจริงๆ…เก่งมากเลยนะตะวัน” พฤกษ์หันไปเย้ยคุณภูผาก่อนที่จะหันหน้ามายิ้มให้ผม รอยยิ้มกับคำชมนั้นทำให้ผมอดที่จะยิ้มออกมาอย่างเขินๆ และดีใจไม่ได้

               “เพราะงั้นพี่ภูก็คงไม่คัดค้านแล้วนะ ถ้าพวกเราจะให้ตะวันทำงานเป็นแม่บ้านของที่นี่” คุณธารพูดขึ้น เท่านั้นแหละทุกคนก็หันไปจ้องมองคุณภูผาเป็นสายตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่ผมเช่นกัน

               ตอนนี้ผมกับทุกคนลุ้นกับคำตอบของคุณภูผาจนแทบจะหยุดหายใจอยู่แล้ว!

               “เอ่อ...กับข้าวเมื่อกี้มันก็รสชาติไม่ได้แย่ล่ะนะ เพราะงั้น...ฉันจะยอมให้นายทำงานเป็นแม่บ้านของที่นี่ก็ได้”

               คำพูดนั้นทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาจนแก้มแทบปริ ส่วนคุณธาร พฤกษ์ และเพลิงก็ยิ้มกว้างออกมาเช่นกัน มีน้องวานี่แหละที่ดีใจกว่าใครเพื่อน เลยรีบลุกจากโซฟาเข้ามาสวมกอดผมอย่างแนบแน่นด้วยความลิงโลด

               “ไชโย! ได้เวลาบอกลาข้าวเซเว่นแล้ว! เย่ๆๆ!”

               “ต่อไปน้องวาอยากกินอะไรก็บอกพี่ได้เลยนะ เอ่อ...ขอบคุณคุณภูผาด้วยนะครับที่อนุญาตให้ผมทำงานที่นี่” ประโยคหลังผมหันไปมองคุณภูผาแล้วยิ้มออกมาบางๆ

                “ก็หวังว่าจะทำหน้าที่อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่องล่ะนะ” คุณภูผาพูดจบก็ลุกขึ้นจากโซฟา จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในห้องของตัวเอง

                ถึงแม้ว่าคำพูดนั้นจะดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ ส่วนสีหน้าก็ยังดูดุเหมือนเดิม แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าคุณภูผาลดความอคติที่มีต่อผมไปจนเกือบหมดแล้ว เพราะงั้น...

                “ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะทุกคน”

                การเป็นแม่บ้านของผมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

...................................................... .................................... ..................

               “นี่คือห้องนอนของตะวันนะ อยู่ได้ใช่มั้ย เล็กไปรึเปล่า?” พฤกษ์เดินมาส่งผมยังห้องนอนที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน ส่วนทุกคนจะอยู่ชั้นสองและมีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเอง

               “ไม่เล็กเลยพฤกษ์ นี่มันกว้างจะตาย แทบจะเท่าห้องที่อพาร์ทเม้นท์เก่าของเราเลยด้วยซ้ำ เราชอบมากเลย” ห้องนี้มีโต๊ะ ตู้ เตียง แล้วก็เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นครบครัน เรียกได้ว่าดีกว่าห้องที่ผมเคยเช่าอยู่ไม่รู้กี่เท่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีห้องน้ำในตัว แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะห้องน้ำก็อยู่ข้างๆ ห้องผมนี่แหละ

               “ดีแล้วที่ตะวันชอบ ถ้างั้นคืนนี้ก็พักผ่อนซะนะ พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์เพราะงั้นไม่ต้องตื่นเช้ามากก็ได้ วันนี้ตะวันก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วด้วย” พฤกษ์วางมือลงบนศีรษะของผมแล้วส่งยิ้มออกมาบางๆ รอยยิ้มนั้นทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจขึ้นมาเลย

               “ขอบคุณนะพฤกษ์ ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องเลย” ผมยิ้มกว้างจนตาหยี เพราะรู้สึกขอบคุณพฤกษ์จากใจจริงที่ชวนผมมาอยู่ที่นี่

               “ตะวัน...” พฤกษ์เรียกชื่อผมอย่างแผ่วเบา พร้อมกับจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมเพื่อที่จะสื่ออะไรบางอย่าง แต่ผมไม่เข้าใจเลยได้แต่จ้องกลับไปด้วยความงุนงง พฤกษ์เลยเลื่อนฝ่ามือลงมาประคองที่ข้างแก้มของผม แล้วก้มหน้าลงมาช้าๆ แต่พอเห็นว่าผมยังคงทำตาแป๋วเหมือนเดิม พฤกษ์ก็ถอนหายใจออกมาแล้วเงยหน้ากลับขึ้นไปด้านบน

               “ฝันดีนะตะวัน เราไม่กวนละ” พฤกษ์พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องทันที ส่วนผมก็งงไปเลยน่ะสิกับการกระทำของพฤกษ์ แต่ก็พยายามคิดว่าพฤกษ์อาจจะง่วงนอนเลยมึนๆ ผมจึงไม่สนใจอะไรต่อ

               ผมจัดการเก็บเสื้อผ้าและข้าวของให้เข้าที่อย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัว อุปกรณ์อาบน้ำ และชุดสำหรับใส่นอนเข้าไปในห้องน้ำ

               ผมใช้เวลาอาบน้ำไม่นานมากนักก็เดินออกมา แต่พอเข้าห้องไปเท่านั้นแหละผมก็ต้องชะงักเพราะเห็นน้องวากำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงของผม แถมยังเปิดแอร์ในห้องซะเย็นฉ่ำ ทั้งๆ ที่ผมตั้งใจว่าจะเปิดพัดลมนอนเพราะกลัวเปลืองไฟ

               “อ้าว น้องวามาทำอะไรที่นี่งั้นหรอ?”

               “ผมว่าจะมาขอนอนด้วยคนน่ะครับ พี่ตะวันคงไม่ว่าอะไรหรอกเนอะ” น้องวาวางโทรศัพท์ลงแล้วยิ้มให้ผมอย่างน่ารัก

               “พี่ไม่ว่าหรอก ยินดีเลยล่ะ” ผมยิ้มตอบน้องวา จากนั้นก็เอาผ้าเช็ดตัวไปตาก ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วก็ใส่ลงในตะกร้า

               “น้องวาจะทำอะไรรึเปล่า พี่ว่าจะปิดไฟนอนแล้ว”

               “ไม่ครับ พี่ตะวันปิดไฟได้เลย” พอได้ยินแบบนี้ผมก็ปิดไฟแล้วเดินขึ้นไปนอนบนเตียงข้างน้องวา เตียงในห้องนี้มีขนาดกว้าง 5 ฟุต เพราะงั้นผมกับน้องวาเลยสามารถนอนด้วยกันได้อย่างสบาย โดยไม่รู้สึกว่าเบียดแต่อย่างใด

               “ราตรีสวัสดิ์นะน้องวา”

               “ราตรีสวัสดิ์เหมือนกันครับพี่ตะวัน”

               หลังจากที่ผมกับน้องวาพูดจบห้องนี้ก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบ ผมเป็นคนนอนง่ายอยู่แล้ว เพราะงั้นเพียงไม่กี่นาทีก็เคลิ้มจนแทบจะหลับ แต่น้องวาท่าทางจะเป็นคนนอนยากถ้าผิดที่ เพราะได้พลิกไปพลิกมาเปลี่ยนท่าอยู่หลายรอบ

               “นอนไม่หลับหรอน้องวา?”

               “เอ่อ...ครับ คือผมเป็นคนติดหมอนข้าง พอไม่มีกอดผมเลยนอนไม่ค่อยหลับอะครับ”

               “อ้อ แล้วทีนี้จะทำไงดีล่ะ ที่ห้องนี้ก็ไม่มีหมอนข้างซะด้วย หรือว่าจะให้พี่ขึ้นไปเอาที่ห้องให้มั้ย?”

               “ไม่ต้องหรอกครับพี่ตะวัน ผมเกรงใจ”

               “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ก็พี่เป็นแม่บ้านของบ้านนี้นี่นา ถ้าน้องวามีอะไรให้ช่วยก็บอกพี่ได้เลยไม่ต้องเกรงใจ” ตอนแรกผมก็คิดว่าน้องวาจะให้ผมขึ้นไปเอาหมอนข้างที่ห้องให้ แต่สิ่งที่น้องวาพูดกลับเป็น...

               “ถ้างั้นผมขอกอดพี่ตะวันแทนหมอนข้างได้มั้ยครับ?”

               “หา!” ผมอุทานด้วยความตกใจ แต่พอได้ยินน้องวาทำเสียงเศร้าๆ แล้วพูดเบาๆ ออกมาว่า ‘ไม่ได้จริงๆ ด้วยสินะ’ ผมก็ใจอ่อนยวบลงทันที

               “ทำไมจะไม่ได้ล่ะน้องวา เมื่อกี้พี่แค่ตกใจเฉยๆ” เท่านั้นแหละเสียงของน้องวาก็เปลี่ยนไปกลายเป็นสดใสเหมือนเดิม

               “ถ้างั้นผมก็กอดพี่ตะวันได้เลยใช่มั้ยครับ!”

               “เอ่อ...ได้สิ มาเลยน้องวา” ผมกางแขนออก น้องวาเลยรีบขยับเข้ามากอดผมโดยซุกหน้าลงที่แผ่นอก

               ความรู้สึกที่ถูกคนอื่นนอนกอดเป็นครั้งแรกทำให้ผมใจเต้นขึ้นมานิดนึง แถมยังรู้สึกแปลกๆ เวลาที่น้องวาขยับใบหน้า วงแขน และฝ่ามือไปมา ซึ่งอาจเป็นเพราะกำลังจัดท่าทางให้นอนได้อย่างสบายก็ได้ล่ะมั้ง

               ผมพยายามไม่คิดอะไรแล้วอยู่นิ่งๆ เพื่อจะได้นอนหลับอย่างที่ตั้งใจ แต่น้องวาก็ยังไม่ยอมหยุดขยับสักที แถมยังมีแนวโน้มจะขยับมากกว่าเดิมจนผมชักรู้สึกอึดอัด ซึ่งขณะนั้นเองก็มีเสียงสวรรค์ดังขึ้นเพื่อช่วยเหลือผมจากสถานการณ์ตรงนี้

               ก๊อก ก๊อก ก๊อก

               เสียงเคาะประตูห้องผมดังขึ้น ถึงจะไม่รู้ว่าใครแต่ผมก็รีบลุกพรวดขึ้นจากที่นอนไปเปิดประตูทันที เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่านอนอยู่บนเตียงกับน้องวา

               แต่แล้ว...

               ผมก็คิดผิดถนัด! เพราะเมื่อเปิดมาเจอเพลิงก็ถูกดันเข้ามาในห้อง ก่อนที่เพลิงจะปิดประตูแล้วดันผมติดกำแพง แถมยังใช้มือทั้งสองข้างปิดกั้นทางหนีของผมเอาไว้อีกต่างหาก

               “จะ...จะทำอะไรน่ะเพลิง!” ผมถามอย่างตะกุกตะกักด้วยความกลัวและตกใจ

               “แล้วนายคิดว่าเรากำลังจะทำอะไรล่ะ?” เพลิงก้มหน้าลงมาใกล้ๆ ผม แล้วใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ที่พวงแก้มไปมา ถึงแม้ว่าห้องนี้มันจะมืดเพราะไม่ได้เปิดไฟ แต่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้เพลิงต้องกำลังทำหน้าเจ้าเล่ห์อยู่แน่ๆ

               แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไร จู่ๆ ไฟในห้องก็สว่างวาบขึ้นมา ตามด้วยเสียงของน้องวาที่ดังขึ้นอยู่ใกล้ๆ พลางเบ้ปากใส่เพลิง

               “ถามจริงเถอะครับ นี่พี่เพลิงมองไม่เห็นผมเลยงั้นหรอ?”

               “เฮ้ย! นี่แกก็อยู่ที่นี่ด้วยหรอวา!” ท่าทางแบบนี้ก็ชัดเจนเลยล่ะว่าเพลิงต้องมองไม่เห็นน้องวาชัวร์ ผมเลยถือโอกาสที่เพลิงกำลังตกใจ เบี่ยงตัวหลบออกมาแล้วไปยืนที่ด้านหลังของน้องวา

               “พี่เพลิงนี่น้า มาช้าไม่พอยังตาถั่วด้วยอีกต่างหาก” น้องวาส่ายหน้าไปมาพลางทำหน้าสงสาร...ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องเป็นสมเพชมากกว่า

               “หนอย...ไอ้น้องคนนี้ ปากดีแบบนี้มันน่าจับมัดแล้วตีก้นซะให้เข็ด!”

               “ผมคงจะอยู่เฉยๆ รอให้พี่เพลิงมาจับตัวได้หรอก! แบร่!” น้องวาแลบลิ้นใส่แล้ววิ่งหนี เพลิงที่เห็นอย่างนั้นเลยชี้หน้าแล้ววิ่งไล่ตามทันที แต่วิ่งไล่จับในห้องนอนแบบนี้พื้นที่มันก็มีแค่นิดเดียวล่ะนะ

               ผมมองสองพี่น้องวิ่งไล่จับและตะโกนใส่กันด้วยความเอ็นดู แต่ดูท่าผมจะคิดแบบนั้นคนเดียว เพราะเพียงไม่กี่นาทีต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูห้องของผมดังขึ้น ซึ่งพอเปิดออกมาก็พบกับคุณธารที่กำลังขมวดคิ้วทำหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่

               “เสียงอะไรน่ะตะวัน มันดังขึ้นไปถึงห้องของฉันที่อยู่ด้านบนเลย” ท่าทางห้องของคุณธารคงจะอยู่ด้านบนห้องของผมล่ะมั้ง

               “ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ว่าตอนนี้น้องวากับเพลิงกำลัง...” ผมพูดแค่นี้ก็ชี้นิ้วให้คุณธารมองดูด้วยตัวเอง พอเห็นแล้วคุณธารก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอา

               “เฮ้ออออ ไอ้พวกเด็กไม่รู้จักโต เดี๋ยวฉันจัดการเองตะวัน” พูดจบคุณธารก็เดินเข้าไปในห้องของผม ผมจึงปิดประตูเพื่อกันไม่ให้เสียงหลุดรอดออกไป แล้วยืนดูสามพี่น้องคุยกันอยู่ห่างๆ

               “พอได้แล้วทั้งสองคน ไม่อย่างนั้นพี่จะหักค่าขนมเหลือแค่ครึ่งเดียวนะ” เท่านั้นแหละน้องวากับเพลิงก็หยุดชะงักพร้อมกัน จากนั้นก็นั่งลงที่ปลายเตียงอย่างสงบเสงี่ยม

               “แล้วนี่เข้ามาทำอะไรที่ห้องของตะวัน ดึกแล้วนะทำไมไม่รู้จักหลับจักนอน”

               “คือ...ผม...เอ่อ...ผมกลัวพี่ตะวันเหงาเลยอาสามานอนเป็นเพื่อนครับพี่ธาร” ประโยคนี้น้องวาเป็นคนพูด แน่นอนว่าคุณธารต้องไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่ก็ไม่อยากซักไซ้เลยหันหน้าไปทางเพลิงเพื่อเร่งเอาคำตอบ

               “แล้วเราล่ะว่าไง?”

               “ผมหิวเลยมาบอกให้ตะวันไปทำกับข้าวให้กินน่ะ”

               “หรอ? แล้วอยากกินอะไรบอกตะวันไปรึยัง?”

               “ก็ยัง แบบว่า...ไอ้วามันมากวนประสาทผมก่อนน่ะพี่ธาร” พอได้ยินเพลิงพูดแบบนี้น้องวาก็รีบขัดขึ้นทันทีเลยว่า...

               “แต่นั่นก็เพราะพี่เพลิงกำลังจะลวนลามพี่ตะวันนั่นแหละ!”

               “เฮอะ! แกเองก็คงไม่ต่างกันหรอก ไม่อย่างนั้นจะทำทีอาสามานอนเป็นเพื่อนตะวันทำไม”

               “ผมอาสาเพราะความบริสุทธิ์ใจหรอก!”

               “เชื่อก็โง่แล้วเฟ้ย!”

               “โอ๊ย! พอสักทีทั้งสองคน! ถ้าไม่เลิกเถียงกันพี่จะตัดค่าขนมจริงๆ แล้วนะ!” แล้วหลังจากนั้นคุณธารก็เทศน์น้องวากับเพลิงซะยกใหญ่ ส่วนผมก็ได้แต่ฟังเงียบๆ เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของพี่น้องครอบครัว ซึ่งขณะที่ผมกำลังเบื่อเพราะไม่มีอะไรทำนั่นเอง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง

               ก๊อก ก๊อก ก๊อก

               “หืม...ใครมาอีกเนี่ย?” นี่เป็นเสียงของคุณธารไม่ใช่เสียงของผม แต่ว่าผมก็กำลังคิดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน ทำไมคืนนี้ประตูห้องผมถึงได้มีเสียงเคาะไม่หยุดหย่อนเลยนะ

               “ครับ! มาแล้วครับ!” ผมพูดขึ้นแล้วรีบเดินไปที่ประตู ซึ่งพอเปิดออกมาก็พบว่าเป็นพฤกษ์ที่บอกฝันดีกับผมไปแล้ว

               “เอ่อ...มีอะไรรึเปล่าพฤกษ์?” ผมเดาไม่ออกเลยว่าพฤกษ์จะมาเคาะห้องของผมทำไม จะมาขอนอนด้วยอย่างน้องวา หรืออ้างว่าหิวข้าวอย่างเพลิงก็คงไม่น่าใช่

               “คือเราจะมาถามตะวันน่ะว่า ที่ห้องนี้มีอะไรขาดเหลือ...อ้าว! พี่ธาร เพลิง วา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่กันได้ล่ะ!” พฤกษ์ที่กำลังพูดอยู่ดีๆ พอเห็นทั้ง 3 คนอยู่ในห้องกับผมก็เบิกตากว้างแล้วอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

               “เรื่องมันยาวน่ะ เอาเป็นว่าถ้าอยากฟังก็เข้ามา” คุณธารพูดขึ้น พฤกษ์เลยหันมามองหน้าผม ผมจึงยิ้มแล้วก็พยักหน้าให้พฤกษ์เข้าไปข้างใน

               หลังจากนั้นคุณธารก็เล่าที่มาที่ไปของแต่ละคนที่เข้ามาในห้องนี้ให้พฤกษ์ฟัง ตามด้วยการคุยเล่นต่างๆ นานา ซึ่งก็เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละคนให้ผมรับรู้ อย่างเช่นนิสัย งานอดิเรก อาหารที่ชอบ โดยที่ผมได้จดใส่สมุดเล็กๆ เอาไว้ เพราะจะได้ทำหน้าที่ของแม่บ้านให้สมบูรณ์มากขึ้น

               “ฮ้าวววววว” เมื่อเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงน้องวาก็อ้าปากหาวขึ้นมา แต่ละคนเลยตัดสินใจว่าจะแยกย้ายกันกลับห้อง เพราะว่านี่เป็นเวลา 5 ทุ่มเกือบจะเที่ยงคืนซึ่งมันก็ดึกมากแล้ว

               “ราตรีสวัสดิ์นะทุกคน” ผมเดินออกมาส่งทุกคนที่หน้าห้องแล้วโบกมือให้ ทุกคนจึงโบกมือกลับก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดแล้วแยกย้ายเข้าไปในห้องของตัวเอง ส่วนผมก็ปิดประตูแล้วเดินขึ้นไปนอนบนเตียง ในที่สุดก็จะได้นอนสักทีสินะ...

               แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น เพียงไม่กี่นาทีต่อมาในระหว่างที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับไปอีกรอบ ก็มีเสียงเคาะประตูห้องผมดังขึ้น

               ก๊อก ก๊อก ก๊อก

               หืม...ใครอีกเนี่ย?

               ผมคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนตรงไปยังประตู พลางคิดว่าบางทีคุณธาร พฤกษ์ เพลิง หรือว่าน้องวาอาจจะมีใครลืมของเอาไว้ในห้องของผมก็ได้

               แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

               พอผมเปิดประตูออกไปกลับพบว่า…คนที่มาเคาะประตูกลับเป็นคนที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายอย่างคุณภูผาซะงั้น!

               คุณภูผามีธุระอะไรกับผมล่ะเนี่ย!

               2BC

สวัสดีค่า หัวใจชิงรักตอนแม่บ้านผู้เนื้อหอมก็จบลงไปแล้วน้า แบบว่า...ประตูห้องไม่เคยเงียบหัวกระไดไม่เคยแห้งเลยจริงๆ พี่น้องแต่ละคนที่เข้ามานี่ก็สารพัดเหตุผลเลยเนอะ แต่คือทุกคนนั้นก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ประเด็นคือพี่ภูนี่สิจะเคาะประตูห้องตะวันทำไม ไหนลองเดากันหน่อยซิทุกคน อิอิ ​ แต่ถ้าเดาไม่ออกก็รอเฉลยตอนหน้านะคะ ซึ่งเราอาจจะมาช้านิดหน่อยเพราะต้องแพคหนังสือไปป์เซนต์กับโรเวนนายรอบพรี บางทีอาจจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ยังไงก็ช่วยรอเรานิดนึงน้า แต่เราจะพยายามมาให้เร็วที่สุดเลยค่ะ ว่าแต่...จบไป2ตอนแล้วมีใครเปลี่ยนเมนที่เชียร์ หรือว่าฟันธงพระเอกไปแล้วบ้างเอ่ยว่าคือใคร? ส่วนจะใช่คนที่เชียร์กันหรือไม่ก็ต้องติดตามและลุ้นกันต่อไปนะคะ จุ๊บๆ ​ก่อนลากันตรงนี้ที่ขาดไม่ได้เลยคือการขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ รวมทั้งคนที่เม้นให้ กดโหวต กดไลค์ และเข้ามาเม้ามอยกับเราที่แฟนเพจนะคะ ทุกคนคือกำลังใจของเราเลยค่ะ รักน้า กอดทุกคนแน่นมากกกกก ​ (18 มิ.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}