ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอมเม้นท์ให้กำลังใจของรีดเดอร์ที่น่ารักทั้งหลายด้วยนะขอรับ ทุกคอมเม้นท์ที่ได้อ่านไรต์มีความสุขมาก(ทำให้มีแรงเขียนบทต่อไปเลย) ยังไงก็อย่าลืมติดตามให้กำลังใจกันแบบนะต่อไปเรื่อยๆนะขอรับ 💟

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น : ราชันย์พ่ายรัก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ

แคว้นชางที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ หรือแร่รัตนชาติเล่อค่า แม้กระทั่งเพชรที่แสนจะหายากล้วนมีอย่างเหลือเฟือในแคว้นแห่งนี้ ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้จิ้นหยาง ประชาราษฎร์อยู่กันอย่างสงบสุข กองทัพหรือก็แข็งแกร่งไม่เป็นรองแคว้นใด ด้วยเกียรติยศที่เลืองลือไกลไปยังแคว้นใกล้เคียง และการค้าที่สร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรอย่างมหาศาลทำให้ไร้ซึ่งศึกสงครามภายนอก หากแต่สงครามภายในก็หาได้สงบสุขไม่ เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่แบ่งฝักฝ่ายกันเพื่อความเป็นใหญ่ ต่างแยกชิงผลประโยชน์ในสัมปทานต่างๆจน ฮ่องเต้หนุ่มปวดหัว ต่างฝ่ายต่างยกบุตรสาว หลานสาวของตนถวายให้กับฮ่องเต้อย่างเขา จนเป็นที่ชินชาของเขายิ่งนัก พวกคนหัวสีดอกเลาพวกนี้เห็นเขาเป็นอะไรกัน ถึงได้นิยมส่งสตรีมาอุ่นเตียงให้เสียมากมาย ด้วยความเบื่อหน่ายหลังจากว่าราชการเสร็จสิ้น พร้อมกับการจัดการบอกปัดบรรณาการที่เหล่าขุนนางมอบให้อย่างละมุนละม่อม เพื่อไม่ให้เกิดความขุ่นเคืองแล้ว ฮ่องเต้หนุ่มก็หยิบกระบี่คู่ใจออกไปยังลานฝึกที่บัดนี้ มีบุรุษสวมอาภรณ์สีดำกำลังใช้อยู่ รอยยิ้มเย็นยกขึ้นอย่างสนุกสนาน ร่างปราดเปรียวกระโดดเพียงนิดเดียวก็ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าผู้ที่ฝึกกระบี่อยู่ก่อนแล้ว พลางตวัดกระบี่เขาฟาดฟัดอย่างรวดเร็วและรุนแรง

เคร้ง เคร้ง เคร้ง !!!

เสียงกระบี่กระทบกันจนเกิดประกายไฟ พวกองครักษ์เงาที่ติดตามองค์ฮ่องเต้มาก็ได้แต่ใจหายใจคว่ำไปกับการประลองดาบที่ดุดันตรงหน้า ไม่นานนักกระบี่ของทั้งสองก็พาดอยู่ที่บ่าของกันและกัน เพียงแค่นั้นทุกอย่างก็สงบลง

"เสมออีกแล้วงั้นรึ" ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยพลางตวัดกระบี่เข้าฝักแล้วโยนให้องค์รักษ์เงาของตน

"ถวายบังคมพะยะค่ะ ฝ่าบาท" บุรุษในอาภรณ์สีดำเอ่ยอย่างนอบน้อม พลางก้มศีรษะเพื่อแสดงความเคารพ

"ช่างเถอะๆ ฟู่เหิง เจ้ากับข้าก็คนกันเอง พวกเจ้าไปเอาสำรับสุรามา" กล่าวกับเพื่อนสนิทของตนเสร็จ ฮ่องเต้ก็หันไปสั่งขันทีที่ตามเสร็จทันที

บุรุษทั้งสองเดินไปยังศาลากลางวนอุทยานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝึกวรยุทธ์ขององค์ฮ่องเต้ครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาทอยู่นั้นด้วยความคุ้นเคย

"เหตุใดฝ่าบาทจึงดูหงุดหงิดทุกครั้งที่ออกว่าราชการเล่า" ฟู่เหิงเย้าหยอกสหายตนที่ตอนนี้เป็นถึงฮ่องเต้ แม้ตนจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเหตุใดที่ทำให้เพื่อนรักของเขามีสีหน้าหงุดหงิดเช่นนี้

"เจ้าก็น่าจะรู้ ว่าพวกขุนนางนั่นชอบที่จะยกบุตรสาว หรือไม่ก็หลานสาวมาปรนนิบัติข้า" ฮ่องเต้หนุ่มมีท่าทีหงุดหงิดอย่างถึงที่สุดเมื่อกล่าวถึงเรื่องที่ตนหนักใจ

"เหตุใดท่านไม่รับไว้เสียเล่า" จอกเหล้าที่ถูกรินเหล้ารสเลิศจนเต็มเปี่ยมแล้ว ถูกมือแกร่งยกขึ้นดื่มอย่างพึงพอใจ

"แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่รับ ลูกสาวตระกูลหูมาเป็นชายาเล่า" ฮ่องเต้จึงกล่าวขึ้นบ้างเมื่อเห็นสหายทำท่าไม่ทุกข์ไม่ร้อน

"ใครว่าหม่อมชั้นไม่รับกันเล่า นางต่างหากที่ไม่ยอมแต่งกับหม่อมชั้น" ฟู่เหิงได้แต่ยกยิ้มอย่างขบขันเมื่อคิดถึงคุณหนูหูผู้โสภาที่ถูกเขาทำให้ขวัญกระเจิง แทบจะวิ่งออกจากจวนเขาแทบไม่ทัน

"คราวนี้เจ้าทำอะไรอีกล่ะ"ฮ่องเต้เหมือนจะรู้ว่าฟู่เหิงต้องมีเรื่องสนุกที่ยังไม่ได้เล่าให้ตนฟังอยู่เป็นแน่ จึงได้แต่หรี่ตาคมอันแสนทรงพลังนั้นจ้องมองสหายรักอย่างประเมิน แต่ก็พบเพียงสายตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มเท่านั้น

"จะอันใดเล่า ฝ่าบาทไม่อยากทราบหรอกพะยะค่ะ"

"เจ้าเล่ห์เช่นเจ้า ก็คงหลอกผีนางอีกล่ะซิ"

"กระหม่อมหาได้ทำเช่นนั้น เพียงแค่ทำให้ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น ใต้เท้าหูเป็นคนทะเยอทะยานหมายให้ลูกสาวแต่งกับกระหม่อมก็เพื่อจะใช้อำนาจการคุมกองทัพที่กระหม่อมบัญชาการอยู่ มีหรือกระหม่อมจะไม่รู้ อีกทั้งคุณหนูหูก็หาใช่สตรีที่ควรค่าสำหรับเป็นชายากระหม่อมไม่ ถูกแล้วที่นางจะถอนตัวไป"

"ข้านับถือเจ้านัก กี่รายกี่รายก็เผ่นกระเจิงไม่เป็นท่า" ฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวกับความเจ้าเล่ห์ของสหาย ฟู่เหิงเป็นเพียงคนเดียวที่เขาพอจะไว้ใจได้ อีกทั้งข่าวลับที่    ฟู่เหิงหามาได้นั้นล้วนเป็นเรื่องจริงแทบทั้งสิ้น สาเหตุที่เขาปฏิเสธสตรีทุกนางที่เหล่าขุนนางหามาให้นั้น โดยส่วนสำคัญก็มาจากข้อมูลที่ได้จากสหายเขาคนนี้แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะสวยแค่ไหนก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พวกนางล้วนถูกบิดาบังคับให้ถวายตัว      ส่วนสตรีที่พร้อมใจถวายตัวก็หาได้มีสตรีใดที่ถูกใจเขาแม้แต่คนเดียว

"กระหม่อมได้ยินมาว่า เนื่องจากตำแหน่งฮองเฮานั้นว่างอยู่ อีกทั้งพระองค์ก็หาได้สนใจสตรีจึงไม่มีพระสนมเลยแม้แต่นางเดียว จนมีข่าวลือออกไปว่า พระองค์เป็นพวกตัดแขนเสื้อ ทำให้ไทเฮาไม่สบายใจอย่างมาก จริงหรือไม่พะยะค่ะ"

ฮ่องเต้ฟังสหายตนกล่าวแบบนั้นก็ให้ขุ่นเคืองนัก แต่นั่นก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย ไทเฮาออกปากหลายครั้งจน เขาเองก็จนใจจะหาข้ออ้างมาถ่วงเวลา แต่สตรีนางใดกันที่จะคู่ควรมาอยู่ข้างกายเขากันเล่า ทั่วทั้งวังหลวงเขายังไม่เห็นจะมี แม้สวยหยาดฟ้ามาดินอย่างไรก็หาได้ถูกตาต้องใจเขาไม่

"กระหม่อมยังได้ยินมาอีกด้วยว่า พระองค์มีสัญญาหมั้นหมายกับองค์หญิงแคว้นเฉิง อีกทั้งไทเฮายังส่งราชสารทวงสัญญาหมั้นหมายไปแคว้นเฉิงตั้งแต่เมื่อวาน"

"เจ้าว่าไงนะ!" เสียงเข้มตวาดดังลั่น ทำไมเขาถึงไม่รู้กันล่ะ ไทเฮาคิดจะมัดมือมัดเท้าเขาเชียวหรือนี่ กล่าวกันตามจริงไทเฮาหาใช่มารดาแท้ๆของพระองค์ไม่ หากแต่พระองค์เกิดจากพระสนมเอกที่เป็นน้องสาวแท้ๆของไทเฮา เมื่อเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ พระองค์จึงถูกเลี้ยงดูโดยไทเฮา ถึงไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดแต่ก็เป็นมารดาที่เลี้ยงดู จะขัดใจก็ใช่ที

"พระทัยเย็นลงก่อนเถิดพะยะค่ะ" ฟู่เหิงยังคงแสดงท่าทางสุขุมอย่างเคย พลางหยิบจอกเหล้ามาจ่อที่ริมฝีปากก่อนจะละเมียดชิมสุราเลิศรสอย่างใจเย็น

"ข้าหาได้สนใจไม่ ถึงอย่างไรไม่นาน นางก็ต้องมาแต่งกับข้าอยู่แล้ว สัญญาของฮ่องเต้องค์ก่อนจะละเลยได้หรือ" เมื่อครุ่นคิดถึงความจำเป็นของการอภิเษกครั้งนี้ก็อดหนักใจมิได้ เขามิใช่คนเลือกนางแต่เป็นโชคชะตาต่างหากที่มอบนางมา และเขาก็หลีกเลี่ยงมิได้

"ฝ่าบาทไม่อยากไปเห็นพระสิริโฉมคู่หมั้นของพระองค์หรอกหรือพะยะค่ะ" เสียงนุ่มเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้

"หากเป็นนางที่ไม่ต้องการแต่งกับข้า อาจยกเลิกสัญญาหมั้นหมายครั้งนี้ได้" คิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้ยกยิ้มอย่างพอใจ พลางกระดกสุราเข้าปากไป

"เห็นที่ข้ากับเจ้าคงต้องไปขี่ม้าเล่นกันสักครั้งกระมัง" ฮ่องเต้หนุ่มยกยิ้มอย่าง  เจ้าเล่ห์มองออกไปยังสวนดอกไม้ร่มรื่นเบื้องหน้าอย่างใจเย็น

แคว้นเฉิง แคว้นที่เป็นทางออกสู่ทะเล ทรัพยากรธรรมชาติล้วนมากมาย ทั้งในน่านน้ำก็เต็มไปด้วยสัตว์น้ำจำนวนมาก หนึ่งในของขึ้นชื่อของแคว้นคือ ไข่มุกราตรี ซึ่งจะสามารถทอแสงสีขาวนวลดังจันทรายามเต็มดวงก็ไม่ปาน นับว่าเป็นของหายากยิ่ง แคว้นเฉิงจึงเป็นแคว้นที่ร่ำรวยและเต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากแดนต่างๆ ที่ต่างเดินทางเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยน ทำให้ตลาดคลาคล่ำไปด้วยผู้คน หนุ่มน้อยหน้าหวานในชุดสีเทากำลังโบกพัดไปมาอย่างสำราญใจ ข้างๆกันเป็นชายหนุ่มอีกคนในอาภรณ์สีขาวทั้งชุดใบหน้าเรียบเฉยในมือถือกระบี่ที่ตัวฝักกระบี่มีลวดลายบรรจงบ่งบอกว่าฐานะของคนทั้งสองดูจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

"หย่งเจิ่น เจ้าจะทำอันใดอีกนี่ก็คล้อยบ่ายแล้วควรรีบกลับบ้านกันเสียที" บุรุษในชุดขาวเอ่ย พลางมองไปยังเด็กหนุ่มอีกคนที่ยังคงสนุกสนานไปกับการดูผู้คนเล่นตีไก่ที่กำลังพนันกันอย่างได้เสีย

"อีกประเดี๋ยวจะเป็นไรไปเล่า พี่หลินหมิน ข้าอยากจะลองเสี่ยงดูสักหน่อย" หนุ่มน้อยหาได้สนใจคนที่เตือนไม่และยิ่งไม่นำพาต่อใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย เดินอาดๆคลี่พัดลายดอกท้อเข้าไปยังกลุ่มคนที่กำลังพนันกันอย่างออกรส

"คุณชายน้อยสนใจจะเล่นสักหน่อยไหม เลือกได้เลยว่าจะลงเงินฝั่งไหน" เจ้ามือเห็นหนุ่มหน้าหวานแต่งตัวสะอาดหมดจนด้วยผ้าไหมอย่างดีก็ตาวาวด้วยรู้ว่าจะต้องเป็นบุตรของผู้รากมากดีแน่นอน

"นั่นสิ เจ้าไก่ดำตัวนั้นดูอาจหาญเสียจริง ข้าแทงตัวนั้น พี่หลินหมินขอเงินหน่อย" บุรุษหนุ่มหน้ามนใบหน้าเรียบตึงที่อยู่ข้างตัวจึงหยิบตั๋วเงินออกมาจำนวนหนึ่งแล้วโยนลงไปในตำแหน่งของไก่ตัวดำตามที่เด็กหนุ่มเอ่ย

"จำนวนเงินมากขนาดนี้ หากข้าเสียข้ามิต้องปิดร้านเลยหรือขอรับ" เจ้ามือที่เพิ่งเคยเห็นจำนวนเงินมหาศาลที่ลงข้างไก่ตัวดำ ก็ได้ทำตาวาว

"ทำไมล่ะ ถ้าเจ้าไม่มีเงินจะมาเปิดบ่อนเป็นเจ้ามืออย่างอาจหาญต่อทางการเช่นนี้หรือ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าการเปิดบ่อนตีไก่แบบนี้ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย" เด็กหนุ่มหุบพัดและชี้ไปที่หน้าของเจ้ามือบ่อน

"ทางการเรอะ! ถ้าข้ากลัวคงไม่มาเปิดบ่อนแบบนี้หรอก เจ้าหนูเอ๋ย ข้าเตือนเจ้าแล้ว หากเจ้าแพ้ เท่ากับว่าเงินทั้งหมดนี่เป็นของข้า เจ้าจะมาร้องขอคืนไม่ได้เชียวนะ" เจ้าของบ่อนเหมือนถูกหักหน้าก็เริ่มเลือดขึ้นหน้า

"รีบสิ ข้ารอที่จะแพ้เจ้าไม่ไหวแล้ว" หนุ่มน้อยยิ้มระรื่น หน้าแปลกนักที่รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าเด็กหนุ่มนั้นกับสะกดตาตรึงใจผู้คนยิ่งนัก หลายคนถึงขนาดเผลอเอามือจับอกตัวเองเลยทีเดียว

ไม่รอช้า เจ้าของบ่อนไก่ก็เปิดกรงไก่ออกมา ไก่ที่ถูกนำออกมาเป็นสีน้ำตาลแดงตลอดทั้งตัว ทั้งยังตัวใหญ่กว่าไก่สีดำที่เขาเลือกอยู่มากโข แบบนี้จงใจโกงกันนี่นา

"เจ้า! บังอาจนัก"  หลินหมินตะคอกเสียงกังวานอย่างไม่พอใจ เจ้าพวกนี้ไม่จักที่สูงที่ต่ำกล้าโกง แม้กระทั่ง.....

"ช่างเถอะน่าพี่หลินหมิน ข้าเชื่อว่าเจ้าไก่ดำตัวนี้ต้องชนะแน่" เสียงนุ่มเอ่ยพลางจับจ้องไปยังไก่สองตัวที่กำลังเเลกอาวุธกันอย่างดุเดือด

"เอาเลยเจ้าดำ! ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะหาไก่ตัวเมียสวยๆให้เจ้าเป็นฮาเร็มเลย"หนุ่มน้อยตะโกนอย่างสนุกสนาน ส่วนบุรุษอีกคนก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา

ผ่านไปไม่ถึงเค่อ (1 เค่อ = 15 นาที) ไก่ตัวสีดำก็ตีไก่อีกตัวจนมันหมอบลง เสียงเฮดังลั่น เจ้ามือบ่อนไก่ได้แต่ทำหน้าซีด โยนถุงเงินจำนวนมากส่งให้ผู้ชนะ

"เห็นไหมล่ะ พี่หลินหมิน ข้าบอกแล้วว่าต้องชนะ" หนุ่มน้อยทำท่าจะก้มเก็บเงิน แต่จู่ๆปลายทวนแหลมก็พุ่งมาที่ใบหน้าของตนเฉียดใบหน้าหวานไปเพียงนิดเดียว ทำให้เขาต้องพลิกตัวหลบอย่างรวดเร็ว

"บังอาจนัก! เจ้าพวกอันธพาล" บุรุษในชุดขาวชักกระบี่ขึ้น แววตาเรียบเฉยฉายแววคุกรุ่นพุ่งเข้าใส่ผู้ที่มุ่งทำร้ายพวกตนอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว เด็กหนุ่มทั้งสองก็ถูกโอบรวมไปด้วยพรรคพวกของเจ้ามือบ่อนพนัน

"พวกเจ้าไม่ใช่คนแคว้นเฉิงแน่ พวกเจ้ามาจากที่ใดกัน" หนุ่มน้อยหน้าหวาน ไม่มีแววหวาดกลัวเลยแม้แต่นิด เขาทำเพียงคลี่พัดในมือแล้วพัดไปมา

"พวกข้าเป็นโจรสลัด ไม่ได้เป็นคนของแคว้นไหนทั้งนั้น พวกเจ้าวอนหาที่ตายเอง ไม่รู้หรือว่าคนที่มีเรื่องกับพวกข้ามักจะตายอนาถแค่ไหน" หัวหน้าบ่อนพนันที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าโจรเอ่ย

"งั้นก็พวกเจ้าสินะ ที่เข้าปล้นเรือที่บรรทุกสินค้ามายังแคว้นเฉิง หลายต่อหลายลำ" พัดเล่มงามถูกหุบลงแล้วตีเบาๆลงบนฝ่ามือนุ่ม

"ใช่แล้ว! เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! ได้เจอกับพวกข้าแบบนี้ ถือเป็นโชคร้ายของเจ้าแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!"

"ข้าว่าเจ้าต่างหากที่จะต้องไปลงนรก" เสียงเย็นเอ่ยพลางขยับตัวเข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็ว เพลงกระบี่วิหคเหินของบุรุษชุดขาวนั้นรุนแรง รวดเร็วและสง่างาม อีกด้านหนุ่มน้อยหน้าหวานก็หาได้ตื่นตกใจหรือหวาดกลัวไม่ เขาเพียงใช้พัดปัดป้องการโจมตี รุกหนักเบาสลับกันด้วยรอยยิ้ม ผีเสื้อสยายปีกเป็นวรยุทธ์สำหรับอาวุธเช่นพัด ดูด้วยตาเปล่าอาจเป็นเพียงการโจมตีที่แผ่วเบา หากแต่ผู้โดนโจมตีนั้น ยากที่จะรอดทุกราย ถึงจะดูอ่อนแรง แต่กลับเน้นจุดตายทั้งสิ้น เพียงไม่ถึงสองเค่อร่างใหญ่น้อยของบุรุษเกือบสิบคนก็ล้มลงกับพื้น นอนหายใจรวยริน ฉับพลันกองทหารก็แห่กันมาถึงสถานที่เกิดเหตุ

"ถวายบังคมพะยะค่ะองค์หญิง! คารวะคุณหนูลี่!" ผู้คนต่างแตกตื่นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าหัวหน้าหน่วยกองปราบทำความเคารพอีกทั้งยังเรียกบุรุษน้อยทั้งสองด้วยฐานะที่แท้จริง ทุกคนที่ได้ยินต่างคุกเข่าลงกับพื้นและส่งเสียงสดุดีเซ่งเเซ่

"เอาล่ะ ไม่ต้องมากพิธี ข้าแค่ออกมาเที่ยวเล่นเท่านั้น เจ้าจัดการต่อแล้วกัน" หนุ่มน้อยหย่งจิ่น หรือก็คือองค์หญิงอิงฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้

"เจ้านำเงินพวกนี้ไปบริจาคที่โรงทาน แล้วก็นำไก่ทั้งหมดไปเลี้ยงที่หมู่บ้านเชิงเขา ส่วนเจ้าไก่ดำตัวนี้ นำเข้าวัง เอาไปไว้ตำหนักของข้า หาไก่ตัวเมียสวยๆสักสิบตัว ทำโรงนอนให้พวกมันด้วย เข้าใจหรือไม่"

"พะยะค่ะ!!" เมื่อกล่าวจบ และได้รับการตอบรับเรียบร้อย องค์หญิงอิงฮวาในมาดหย่งจิ่น และ คุณหนูใหญ่ลี่จิงหลานในมาดหลินหมินก็เดินจากมา

"กลับวังเถิดเพคะองค์หญิง" ใบหน้าคุณหนูตระกูลลี่เริ่มบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม ออกนอกวังทีไร เป็นอันต้องมีเรื่องมีราวทุกที ครั้งก่อนก็ไปหอนางโลม เกี่ยวพาหญิงคณิกา ทำเอาหอแทบแตก ครั้งนี้ยังมามีเรื่องต่อยตีกลางถนน องค์หญิงที่ไหนเขาทำกันบ้าง นางที่เป็นผู้ติดตามก็อดส่ายหัวไปมากับความแสบทรวงขององค์หญิงน้อยเสียมิได้

"โธ่! พี่จิงหลาน กว่าข้าจะแอบออกมาได้ ก็ขอเที่ยวเล่นให้สมใจสักหน่อยมิได้หรือ"อิงฮวาทำหน้าออดอ้อน พลางเอาแก้มนุ่มนิ่มของตนถูไปที่แขนของอีกฝ่ายประหนึ่งแมวน้อยขี้ประจบ มีหรือที่ใครจะปฏิเสธลง

"เฮ้อ! ถ้าเช่นนั้นหม่อมชั้นจะอนุญาตอีกแค่ 1ชั่วยาม (1 ชั่วยาม​=2 ชั่วโมง)เท่านั้นนะเพคะ"

"พี่จิงหลานน่ารักที่สุดเลย"

อิงฮวายิ้มแก้มปริแล้วกอดลี่จิงหลานอย่างเต็มรัก ไม่สนว่านี่คือย่านตลาด และคนอื่นกำลังมองทั้งยังซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปาก

"ท่านแม่ พี่ชายทั้งสองกำลังกอดกันขอรับ" เด็กหนุ่มหัวจุกชี้นิ้วมาที่นางทั้งสอง คนเป็นแม่ของเด็กได้แต่ดึงมือลูกของตัวเองให้เดินไปเร็วๆ ก่อนจะกระซิบบอกลูกชายตัวเองเสียงเบา

"คุณชายพวกนี้เป็นพวกตัดเเขนเสื้อ เจ้าอย่าได้เอาอย่างเชียว" แต่ดูเหมือนคำสอนลูกของนางจะไม่เบาพอ จึงทำให้ทั้งสองได้ยินเต็มสองรูหู ทั้งคู่มองหน้ากัน ได้แต่กลั้นหัวเราะไม่หยุด

"คุณชายลี่ ข้าต้องขออภัย" อิงฮวาดัดเสียงให้ดูมาดแมนขึ้นก่อนจะคำนับจิงหลานพอเป็นพิธี

"คุณชายฮัว กล่าวเกินไปแล้ว" จิงหลานเองก็ดัดเสียงแล้วคำนับอิงฮวาคืน เพียงแค่นั้นทั้งคู่ก็ปล่อยเสียงหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ ถึงจะรู้ว่ามันเป็นการไม่สมควรก็เถอะ

"เราไปโรงน้ำชากันเถอะ ข้าได้ยินมาว่า วันนี้จะมีนักเล่านิทานจากแคว้นชางเดินทางมาเล่านิทานที่นั่น ข้าอยากฟัง"อิงฮวาพูดอย่างตื่นเต้น

"ท่านอยากจะได้ยินอะไรกันเล่า เรื่องราวของฮ่องเต้แคว้นชางนะหรือ" จิงหลานเอ่ยเย้า เพราะรู้ดีว่า ฮ่องเต้จิ้นหยางนั้นเป็นคู่หมั้นตั้งแต่ยังไม่เกิดขององค์หญิง

"ไม่ใช่สักหน่อย ข้าหาได้สนใจคนคนนั้นไม่" ใบหน้าหวานบูดบึ้ง แก้มป่องอย่างแสนงอน เห็นแบบนี้จิงหลานก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่อยากจะคิด หากองค์หญิงน้อยต้องแต่งไปแคว้นชางจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น

"เอาเถิดๆ เรารีบไปกันได้แล้ว หากช้าจะครบกำหนด 1 ชั่วยามเสียก่อน"จินหลานเอ่ยเร่ง เมื่อเห็นว่าองค์หญิงแสนงอนดูเหมือนจะอารมณ์คุกรุ่นไม่มีทีท่าว่าจะหายง่ายๆ

อิงฮวาได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปยังโรงน้ำชาที่พูดถึง เมื่อมาถึงก็พบว่านอกจากองค์หญิงน้อยของแคว้นอย่างนางแล้ว เหล่าลูกคุณหนูและชาวบ้านต่างจับจองโต๊ะที่นั่งที่ดีที่สุดเพื่อที่จะได้ฟังในระยะประชิด ทำให้ในโรงน้ำชาแห่งนี้เเน่นขนัดไปด้วยผู้คน

"เถ้าแก่ ยังพอมีที่เหลือหรือไม่" ลี่จิงหลานเอ่ยถามเถ้าแก่ทันทีเมื่อเข้ามาถึงในร้าน

"เรียนคุณชายทั้งสอง ตอนนี้ร้านเราโต๊ะเต็มหมด เหลือแค่ที่เดียวบนชั้นสองนั่น แต่โต๊ะตรงนั้นราคาค่อนข้างสูง เกรงว่าท่านทั้งสอง..." เถ้าแก่นี่หัวใสเสียจริง ลี่จิงหลานจึงหยิบตำลึงทอง (1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน) ขึ้นมาวางบนฝ่ามือของเถ้าแก่หัวการค้าผู้นั้น เพียงแค่เห็นตำลึงทอง เถ้าแก่ก็ตาลนลาน รีบเรียกสาวใช้หน้าตาสะสวยให้พาทั้งสองขึ้นไปยังชั้นสองของร้านทันที

"ไม่มากไปหรือพี่จิงหลาน " อิงฮวาทำหน้าตื่นเต้นเมื่อมานั่งที่โต๊ะเรียบร้อย แน่นอนว่าที่ตรงนี้ดีจริง มองเห็นเวทีได้ชัดเจนทีเดียว

"เงินทองแค่นั้น ไม่ทำให้ผมหม่อมชั้นร่วงหรอกเพคะ" พูดถึงความร่ำรวยแล้ว ตระกูลลี่จัดอยู่อันดับต้นๆเลยก็ว่าได้

จิงหลานสั่งอาหารสองสามอย่างเพื่อรอเวลา รอเพียงไม่นานนักเล่านิทานก็ปรากฏตัว เขาเป็นชายร่างผอมวัยกลางคน ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม ท่าทางไม่แตกต่างจากนักเล่านิทานของแคว้นเฉิงเท่าไหร่ นางนึกว่านักเล่านิทานของแคว้นชางจะมีอะไรพิเศษเสียอีก แต่ดูๆไปแล้ว ก็ธรรมดา

"สวัสดีพี่ๆ น้องๆ ชาวแคว้นเฉิง ข้าน้อยตู้หยินจง เดินทางมาจากแคว้นชาง มาถึงแคว้นเฉิงแห่งนี้ ได้ยินว่าองค์หญิงฮัวอิงฮวานั้นงดงามกว่าเทพสตรีนางใดบนสรวงสรรค์ใช่หรือไม่"

เสียงนักเล่านิทานเอ่ยต่อไปเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คน แน่นอนว่าอิงฮวาที่เป็นบุคคลที่นักเล่านิทานพูดถึงก็หูผึ่งทันที ทั้งยังตั้งใจฟังอย่างสนอกสนใจอีกด้วย

"แต่น่าเสียดาย ถึงจะงดงามปานใดก็ไม่อาจจะพิชิตใจฮ่องเต้ของพวกเราได้ รู้ไหมว่าเพราะอะไร" เสียงอืออึงดังขึ้นจากผู้คน ที่กำลังเดากันไปต่างๆนานา ตามที่นักเล่านิทานเอ่ยนำร่อง

"ฮ่องเต้นั่นมีอะไรดีนักหนา"อิงฮวาได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดอาการไม่ชอบใจขึ้นมายกใหญ่ จิงหลานจึงต้องเป็นฝ่ายเตือนสติไม่ให้องค์หญิงของนางก่อเรื่องวุ่นวาย

"นั่นก็เพราะฮ่องเต้ของข้านั้น เป็นพวกนิยมชายด้วยกันน่ะสิ และบุรุษคู่กายของพระองค์ก็เป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจากท่านแม่ทัพผู้กล้าหาญชาญชัย นามว่า หวงฟู่เหิง พวกท่านทั้งหลายคิดดูเอาเถิด หญิงงามมากมายฮ่องเต้ของเรายังมิแล ไม่นับรวมการขับไล่สตรีของท่านแม่ทัพหวงฟู่เหิงอีก" ชายเล่านิทานส่ายหน้าอย่างลำบากใจ ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องนิทาน ที่ตัวเอกคือ ฮ่องเต้ฮุ่ยจิ้นหยาง และ  หวงฟู่เหิง กับเรื่องราวรักต้องห้ามในวังหลวง ยิ่งฟังอิงฮวาก็ยิ่งรู้สึกสนใจใคร่รู้มากยิ่งขึ้น ผิดกับจิงหลานที่ออกอาการเกลียดหวงฟู่เหิงคนนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ ล่วงเลยจนยามเว่ย (13.00-15.00) ทั้งสองก็พากันขึ้นรถม้าเพื่อที่จะกลับวัง

"พี่จิงหลาน หากเป็นจริงดั่งที่นักเล่านิทานนั่นเล่า ข้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแต่งกับเขาแล้วนะสิ"

"ทำไมล่ะเพคะ นั่นก็เป็นแค่นิทานเท่านั้น" คนทั้งสองเอ่ยสนทนากันเมื่อเข้ามานั่งในเกี้ยวที่กำลังมุ่งหน้าสู่วังหลวง

"ดูเอาเถิด ความรักที่ฮ่องเต้จิ้นหยางเฝ้าถะนุถนอมเช่นนั้น หากข้าไปเป็นก้าง มิน่าเศร้าหรอกหรือ อีกอย่างข้าจะไม่ยอมแต่งกับชายที่ตัดเเขนเสื้อเด็ดขาด ท่านอยากให้ข้าต้องไปเป็นหญิงใจร้ายที่แย่งของรักของคนอื่นหรือ" อิงฮวาเอ่ยเสียงเศร้า สะเทือนใจ นางประทับใจกับเรื่องราวที่นักเล่านิทานคนนั้นเล่ายิ่งนัก

"ข้าไม่คิดว่าเรื่องพวกนั้นจะจริง แต่ถ้าหากองค์หญิงมิต้องการอภิเษก หม่อมชั้นก็จะหาทางช่วยเองเพคะ" จิงหลานเอ่ย เพราะการแต่งงานคือความสุขชั่วชีวิตของสตรี นางไม่มีทางให้องค์หญิงน้อยของนางต้องชอกช้ำ แต่งกับพวกตัดเเขนเสื้อเด็ดขาด หรือต่อให้ต้องแต่งจริง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางนี่แหละที่จะเป็นคนฆ่าแม่ทัพผู้นั้นเสียเอง

....................................................................................................................................

ความคิดเห็น