เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

​​ตอนที่ 9 คราปักษากำเนิดพลังมาโฮ

ชื่อตอน : ​​ตอนที่ 9 คราปักษากำเนิดพลังมาโฮ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 577

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​​ตอนที่ 9 คราปักษากำเนิดพลังมาโฮ
แบบอักษร

​​ตอนที่ 9 คราปักษากำเนิดพลังมาโฮ 

นับแต่โบราณกาล พลังงานต่างๆถูกค้นพบโดยนักสำรวจและนักวิจัย กระทั่งทุกสิ่งดำเนินถึงยุคแตกหัก ยุคสมัยที่โดนกวาดล้างทำลายและลบล้างเทคโนโลยี ภูมิปัญญาต่างๆให้จมหายไปในชั่วพริบตา ยุคนั้นหรือวันนั้นเปรียบดั่งวันล้างโลกของพระเจ้า มิใช่ด้วยอุทกภัยหรือโรคร้าย แต่มันคือความพินาศย่อยยับด้วยพลังแห่งการทำลายล้างเหนือศาสตราวุธทุกชิ้น 

โอเวอร์โฮ หรือในชื่อปรากฏการณ์ปะทุของพลังมาโฮระดับต้นกำเนิด พลังทำลายเทียบเท่ากับการระเบิดของแกนโลก มีพลังมหาทวีที่แผดเผาทุกสิ่ง สรรพสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมอดไหม้มิเหลือเศษธุลี ความร้อนระอุประหนึ่งผิวดวงอาทิตย์ปกคุลมโลกนานนับหลายพันปี กระทั่งมีการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตใหม่มากมาย และจุดเริ่มต้นของชีวิตก็คือ แก่นพลังมาโฮ หัวใจวิเศษ ต้นไม้โลก[พฤกษาปฐมกาล] และมนุษย์คนแรก[เดอท์ เฟิรน์ฮันแมนต์] 

เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดหรือใครเป็นผู้สร้างโอเวอร์โฮ แต่ผลลัพธ์ของมันคือการพลิกประวัติศาสตร์ สร้างเรื่องราวและกำเนิด อุบัติ จุติ สิ่งใหม่ๆที่มิเคยมีมาก่อน พลังมาโฮคือพลังชีวิตที่แทรกซึมอยู่ในสรรพสิ่ง เก้าอี้ โต๊ะ แมว หมา แก้ว บนอากาศและในลำธารน้ำ ทุกหนแห่งเปี่ยมด้วยมาโฮ หากปราศจากมาโฮแปลว่าสิ่งนั้นมิใช่สิ่งที่ควรมีอยู่บนโลก เป็นสิ่งแปลกปลอมและอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติทีหลัง 

สิ่งแปลกปลอมถูกเรียกว่า เมล็ดพันธุ์แห่งหายนะ 

คนธรรมดามิอาจมองเห็นมาโฮ คนที่สามารถเห็นต้องมีการฝึกฝนและครองพลังวิเศษระดับหนึ่ง อย่างเช่น นักผจญภัยบางพวก จอมขมังเวทย์ หรือแม่ทัพพยุหะ อาชีพที่ชอบวิ่งเล่นแถวประตูปรโลกและผู้ใช้วิถีชีวิตแห่งการไขว้คว้า 

พลังมาโฮถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยทีมนักวิจัยศึกษาเกี่ยวกับพลังตัวนี้และแปรสภาพมันเป็นของหลายสิ่ง อาทิ เสาไฟ เครื่องทำน้ำอุ่น อาวุธวิเศษ ที่คนธรรมดาก็สามารถใช้ได้ แต่เรื่องราคานั้นแพงระดับที่คนกัดก้อนเกลือทำงานสิบชาติก็มิมีเงินซื้อไหว ของวิเศษที่แฝงพลังมาโฮจึงมิค่อยพบเห็นนัก ในเมืองนอก หรือแถวบ้านนอกอย่างเมืองลักกี้ 

สมบัติและอาวุธบรรจุพลังมาโฮคืออาวุธวิเศษของนักผจญภัย สามารถขุดหามันได้ในโบราณสถานหรือให้ช่างตีเหล็กหลอมขึ้นด้วยชิ้นส่วนมาโฮ 

การเห็นผลลัพธ์ของพลังมาโฮก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะถึงแม้จะไม่มีสิ่งของ แต่เด็กๆหรือคนที่มีพลังมาโฮติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็สามารถใช้พลังมาโฮ มันเป็นแขนขาพวกเขา เด็กๆส่วนมากหนึ่งในร้อยจะมีพลังมาโฮเด่นชัด หากมีมากก็จะถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงและขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลพิเศษ อนาคตเรียกว่าสวยหรู เพราะพลังวิเศษคือความต้องการของพระราชา กองทัพ 

ระดับพลังมาโฮของมนุษย์มีมากสุดคือนักรบอันดับหนึ่ง และต่อด้วยระดับถัดไป 

พลังมาโฮคือหัวใจหลักของพลังวิเศษ เรียกว่ามันคือจุดใจกลางที่หยั่งรากในสายโลหิตและยังเป็นปริศนาจวบจนถึงทุกวันนี้ และแม้ทุกคนจะไม่สามารถใช้พลังมาโฮได้อย่างอิสระ แต่พลังมาโฮก็มีอยู่ในตัวของคนทุกคน ยกเว้น 

หมอผีตัวน้อยที่กำลังถือไม้ถูพื้น ก้มเอวเช็ดพื้นไม้อย่างร่าเริงเหมือนกำลังกวาดไม้ใบหน้าลานศาลาวัด 

“เมรัยละก็ รีบทำความสะอาดแล้วมาช่วยกันซะทีสิ” 

“เหลืออีกสองจุดสามส่วน รออีกประเดี๋ยว” 

ลุงซิงเป็นชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันและมีรอยแผลเป็นที่ตา เขามีพลังมาโฮที่สามารถเสกไฟได้นิดหน่อย ตอนนี้เขากำลังใช้มันจุดไฟและลงมือทำข้าวผัดอย่างคล่องแคล่ว นอกจากร้านเหล้าซิงจะบริการเหล้าสุราลัยแล้วยังมีบริการเรื่องอาหารการกินอีกด้วย ฝีมือครัวของลุงก็มิใช่ย่อย มันสามารถเรียกลูกค้าได้มิต่างจากเหล้าดีๆสักถัง เมรัยลองชิมแล้ว นางบอกว่าอร่อยเหมือนฝีมือพ่อครัวหลวงมาทำเอง 

เวลากลางคืน บรรยากาศในร้านเต็มเปี่ยมด้วยความครื้นเครงและเสียงหัวร่อ คำโอดครวญและร่ำไห้หาเมีย เมรัยทำความสะอาดพื้นเรียบร้อยก็หยิบผ้ากันเปื้อนและวิ่งเข้าช่วยเหลือนารีที่กำลังรับรายการอาหาร ดวงดาวน้อยเริ่มทำงานให้ร้านเหล้าซิงได้สามวันแล้ว นางเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะเด็กสาวปัญญานิ่มคนที่สอง ตอนนี้นางวางรายการอาหารและพลันถือถาดข้าวผัดไปให้ลูกค้า นักเดินทางปริศนาในชุดจอมโจรทมิฬ 

เมรัยล้างมือและเช็ด หมอผีน้อยปกติก็มิมีงานให้ทำ จึงรับงานเพิ่มคือเป็นลูกจ้างร้านเหล้า นางทำงานอย่างว่องไหวเหมือนนินจาผุดโผล่รอบร้านกวาดทุกเมนูและเครื่องดื่ม ใครสั่งอะไรก็คิดคำนวณ บริการลูกค้าด้วยความเต็มใจถึงแม้อีกฝ่ายจะพูดไม่รู้เรื่องหรือเมาก็ตาม ปกติร้านเหล้าซิงมิค่อยมีลูกค้ามากนักเพราะเมื่อก่อนคนที่บริการมีแค่ลุงซิง กระนั้นยามนี้มีสองเด็กสาวค่อยช่วยเหลือ ทำให้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ใครๆก็ต่างมารบกวน 

“ข้าวหน้าเนื้อหนึ่งที่” 

“มันบดสองที่ได้แล้วค่ะ” 

“เหล้าสูตรมักงรเผาไฟสองเหยือก”นอกเหล้าปกติ ลุงซิงยังชอบวิจัยและคดค้นเหล้าอีกด้วย 

เป็นอีกคืนที่วุ่นวายและเหนื่อยขาลาก ครั้นถึงเวลาปิดร้านลูกค้าก็เริ่มทยอยกลับบ้านกลับช่อง เมรัยบิดเอวมือนวดต้นขาเริ่มทำความสะอาดเก็บกวาดทำความสะอาดร้าน นารีเฝ้าห้องครัวคอยล้างจานที่เมรัยยกมาให้ ซิงคิดตัวเลขลูกค้าและทำการตรวจเช็คความถูกต้อง แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมิท้อแท้ กระนั้นแรงพวกนางก็แทบไม่มีเหลือ นารีพึ่งเคยทำอะไรแบบนี้ แรกๆตัวแทบจะหมุนสลบหน้ามืด แต่ตอนนี้เริ่มชินชา รู้สึกดีเหมือนกัน 

“ลุงซิงขอมันบดหน่อยสิ” 

“ถ้าเหลือก็เอาไป” 

“เยี่ยม”เมรัยชอบทานมันบด มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ชาติภพเธอก็ยังคงรักและบูชามันบดขึ้นแท่นสักการะ นารีชอบเครื่องดื่มมากกว่าอาหาร แต่ละคนล้วนมีข้อแตกต่างทั้งนิสัยใจคอและสิ่งชมชอบ มีเรื่องเล่าและบทวิจัยเขียนเกี่ยวกับความชอบและพลังมาโฮ ทั้งสองอย่างมีส่วนสัมพันธ์กันในหลายกรณี ตัวอย่าง คนที่ชอบวาดเขียนจะมีพลังมาโฮทำให้สิ่งที่เขียนเป็นจริง คนที่ชอบว่ายน้ำจะมีพลังมาโฮทำให้ดำน้ำได้ลึกกว่าคนปกติ พลังมาโฮมีส่วนในทุกเรื่องราวบนโลก บางครั้งมันก็มีพลังพอลิขิตชีวิต ชักนำผู้คน 

“เหนื่อยจังเลย” 

“ฮา…”เด็กน้อยสองหน่อนั่งแช่ในถังน้ำร้อน เพราะว่าห้องอาบน้ำมิใช่มีทุกบ้านในยุคสมัยนี้ ห้องอาบน้ำที่มีอ่างทองคำกับบริการน้ำอุ่นมีแค่เฉพาะคนรวยและนักธุรกิจ พ่อค้าที่เป็นเศรษฐีและลูกหลานผู้มีสายโลหิตกษัตริย์ คนบ้านๆตาดำๆเหมือนลูกหมาข้างถนนอย่างพวกเมรัยจึงมีโอกาสน้อยที่จะได้อาบน้ำในอ่างกระเบื้อง ร้านเหล้าซิงมีถังหมักเหล้าไม่ได้ใช้ พวกนางจึงนำมันมาทำอ่างอาบน้ำกลางแจ้งที่สวนข้างหลังร้าน เมรัยเป็นพวกไม่ยึดติดความสบาย ปกตินางอาบน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง แต่เพราะยามนี้มีนารีอาศัยร่วมห้อง หมอผีน้อยจึงต้องรีดเข่นความเป็นหญิงกลับมาก่อนที่เพื่อนสาวจะบ่นว่า เมรัยตัวเหม็นเหมือนขี้วัว 

ใต้ฟ้านภากาล ต้นตาลและต้นหลิว พุ่มดอกเข็มสีแดงและลานกลางที่มีกล่องหีบและผ้ากระโจม เมรัยใช้อาคมควบคุมไฟ นางมิได้ใช้พลังมาโฮในการเติมเชื้อพลังหรือเป็นแหล่งกำเนิดพลัง ต้นกำเนิดพลังไสยศาสตร์คือเส้นชีพจรใต้พิภพ เมรัยศึกษาวิธีเรียกใช้พลังจากธรรมชาติ นางเป็นเด็กที่ไม่มีพลังมาโฮและปราศจากพลังวิเศษใดๆ 

เป็นคนธรรมดาของจริงที่สู้ไม่ได้แม้แต่กับเด็กสมัยนี้ 

“ฮา..เป็นอ่างอาบน้ำที่สบาย”นารีเป็นเผ่าดารา ห้องอาบน้ำที่นางรู้จัก ใหญ่กว่า กว้างกว่า สบายยิ่งกว่า และหรูร่ายิ่งกว่าถังไม้เก่าๆในตอนนี้ กระนั้นนางก็มิสนใจว่าที่แช่นั้นจะเป็นอ่างที่เมรัยแอบฉี่ใส่หรืออ่างบุษราคัมที่บ้าน นารีอ้าปากยิ้มรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ทุกอณูในร่างอ่อนยวบเป็นผ้าชุมน้ำ สีหน้าแดงระเรื่อราวผลลูกท้อ เมรัยก็มีสภาพมิต่างกัน เนื้อตัวเปลือยเปล่าขับผิวเปล่งปลั่งนุ่มละมุนน่าจิ้ม 

หลังจากอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวก็ถึงเวลานอน 

ร้านเหล้าซิงมีสองชั้น ชั้นล่างคือร้านเหล้า ชั้นบนคือที่พักอาศัยและห้องเก็บของ ลุงซิงมีบ้านพักอีกหลังใกล้ๆร้านเหล้า ปกติแล้วเขาจะนอนที่นั้นและฝากเมรัยเฝ้าร้านตอนกลางคืน เด็กสาวกราบเท้าอ้อนวอนขอที่พักเพราะตอนแรกลุงซิงถีบหัวส่งนางไปหาที่นอนเอาเอง แต่ด้วยความน่ารักและหน้าหนายิ่งกว่านักแสดง เมรัยจึงได้รับกุญแจห้องเก็บของมาห้องหนึ่งซึ่งต่อมามันกลายเป็นห้องนอนของนางนั่นเอง ห้องแคบๆมีเตียงและโต๊ะหนังสือ ถึงจะไม่ค่อยน่าอยู่แต่สำหรับคนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต แค่นี้ก็พอแล้ว 

อีกอย่างถ้าวัดขนาดสัดส่วนเมรัยกับห้องนอน มันก็ถือว่าใหญ่นะ มีพื้นที่พอให้นางกลิ้งเล่นสามสี่ตลบ พื้นไม้ด้วย ได้อารมณ์ความขลังเวลาทำพิธีศาสตร์มืด กำแพงผนังมีหินประกอบทำให้หากเกิดระเบิดก็สร้างเสียหายไม่มาก เยี่ยมยอด 

“นารีบอกว่าคนที่หนึ่งอยู่ที่เมืองลักกี้หรือ” 

“อืม อยู่ที่นี่” 

ระหว่างทั้งคู่กำลังแต่งตัวสวมชุดนอน นารีเปลี่ยนเสื้อผ้าไหวยิ่งกว่าลิง นางใส่แค่ชุดเดรสบางๆไม่ใส่กางเกงใน เรียกว่าแทบมองเห็นส่วนโค้งและส่วนสงวนเรือนราง เรือนผมยาวพัดไสวคราต้องลมที่พัดผ่านหน้าต่าง ทำให้เมรัยมองนารีตาค้างรู้สึกมีลมตีในอก นารีเห็นเมรัยแต่งตัวช้าจึงลงมือช่วยเพื่อนสาวอีกแรง เมรัยทำตัวเงอะงะเหมือนพึ่งหัดแต่งตัว นารีหยิบชุดและสวมเข้าใส่หัวหมอผีน้อย เมรัยท่าทางดื้อดึงชั่วครู่กระทั่งถูกนารีจับแต่งจนเสร็จ 

“เรียบร้อย”ดวงดาวน้อยมือเท้าเอวสีหน้าภูมิใจประหนึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ 

ใส่ชุดนอนให้ข้าได้น่าดีใจกระมังหรือ เมรัยหน้าเหวอรู้สึกเดาใจเพื่อนมิถูก ตั้งแต่รู้จักกันได้สองสามวัน เมรัยก็สังเกตว่านารีสมเป็นเผ่าดารา อะไรบนโลกมนุษย์ที่แปลกๆนางเห็นครั้งแรกก็ตกใจและถามเมรัยทันที นารีเหมือนคนนอกกรุงที่พึ่งเข้าเมืองหลวงครั้งแรก พบอะไรแปลกใหม่ก็ตื้นเต้น ลุ้นระทึก สีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานมิมีความอายสักหยด ทำให้เมรัยรู้สึกชอบสาวน้อยผู้นี้ เมรัยก็ตกใจเช่นกันเวลาเจอของใหม่ๆที่ไม่รู้จัก และถึงแม้จะรู้จักนางก็ตกใจเหมือนเดิม 

“นี่คือไพ่แห่งสะกดรอย” 

“ไพ่มันเดินได้รึ” 

“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” 

นารีหยิบไพ่ที่เป็นสมบัติล้ำค่าจากดวงไฟปริศนา ดวงไฟที่เหมือนสามเหลี่ยมพีรามิ ลอยตุ๊บป่องบนอากาศและหมุนส่วนปลายมุมตัดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มันเปล่งแสงสีเขียวอ่อนและราวมีชีวิต นารีเรียกมันว่า “ประตูโยดา” เป็นญาติของสะเก็ดโยดา มันเป็นเหมือนกระเป๋าสี่มิติที่สามารถเก็บของได้ทุกชนิดและไม่มีวันเต็ม ใส่รถถัง เรือดำน้ำ ปราสาทได้ทั้งหลัง มันคือกระเป๋ามีชีวิตที่ฟังคำสั่งนารีและสามารถล่องหนได้เหมือนมนุษย์กระจก 

ไพ่แห่งสะกดรอยตามที่นารีอธิบายคืออุปกรณ์เสาะหาคน เพียงเขียนลักษณะเฉพาะตัวบุคลลงในไพ่ ไพ่ก็จะฉายลำแสงไปหาคนผู้นั้นโดยที่จะไม่มีใครเห็นลำแสงนอกจากเจ้าของไพ่และคนที่เจ้าของไพ่อนุญาต นารีบอกว่าไพ่ทั้งหกนี้คือคนที่น้องสาวนางอยากทำให้ความอธิษฐานเป็นจริง คนที่ขอพรจากดวงดาวกำลังรอนารีไปช่วย 

“น้องสาวเจ้าหรือ” 

“อืม เพราะพวกน้องสาวมิอาจลงมายังโลกมนุษย์ด้วยตัวเอง พวกนางจึงฝากข้าให้ทำหน้าที่แทน” 

“เช่นนั้นหรือ”เมรัยอมยิ้มและนั่งลงข้างๆนารี บนเตียงนอนสองสาวมองดูบรรดาไพ่ทั้งห้าที่ลอยตรงหน้า “มันมีห้าใบมิใช่หรือ”เมรัยถามเพราะเห็นนารีบอกว่ามีหกคน แต่มีไพ่เพียงห้าใบ 

“คือ…ไพ่สุดท้ายข้าทำหาย” 

“เอ๊ะ ข้านึกว่ามันหนีไปเองเสียอีก” 

“…”นารีเม้นปากสีหน้าอับอายอยากมุดดินหนี ระหว่างที่นางหลบหนีจากดินแดนเกาะลอยปลาวาฬนางพลั่งทำไพ่ใบสุดท้ายหายไปในอวกาศ นางต้องอาศัยคำพูดของน้องสาวเท่านั้นจึงจะสามารถตามหาคนที่หกเจอ เมรัยอยากหัวเราะแต่ก็กลัวทำร้ายจิตใจเพื่อน จึงปลอบเบาๆว่า ไม่เป็นไร คนเราผิดพลาดกันได้ และอมยิ้มกลั้นหัวเราะ 

“ก็คนสุดท้ายเอาไว้คิดตอนนั้น ตอนนี้มาดูคนแรกก่อนนะ”นารีพยายามเบี่ยงประเด็น นางเก็บไพ่ที่เหลือลงในประตูโยดา และนางหยิบไพ่ที่เหลือพลางพยายามอ่านลายมือน้องสาวคนที่สามอย่างตั้งใจ แม้เบาะแสบนไพ่จะทำให้หาคนเจอ แต่เพราะว่าน้องสาวนางยังเล็ก ภาษาเขียนจึงมิแน่น สิ่งที่เขียนจึงให้ข้อมูลบุคคลมิแน่ชัด และหากมันไม่ชัดเจนพอก็จะไม่มีลำแสงชี้ตัว อย่างเช่นไพ่ใบนี้ 

“เกาเคยช่วยยายคนหนึ่ง..เด็กเคเล” 

“ฮาๆๆๆ” 

“ยะ อย่าขำสิ โธ่” 

เมรัยอ้าปากขำอย่างไม่ไว้หน้า นารีมือดึงแก้มเพื่อนสาวพยายามอธิบายว่าน้องสาวยังเล็ก นางบอกเองมิใช่หรือว่าใครๆก็ผิดพลาดกันได้ ยิ่งคนเขียนเป็นเด็กด้วย โธ่ ทำไมเมรัยต้องขำเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ด้วยนะ ถึงนารีจะแอบขำในใจเหมือนกันก็เถอะ ฮึๆ 

“พอเถอะ ห้ามขำนะ” 

“…”เห็นนารีจ้องหน้าเขม่นเมรัยจึงปิดปาก 

“ฮาๆๆๆ”และก็หัวเราะต่อ นารีปลงตกเผยสีหน้าเอือมระอาและส่งค้อนให้เจ้าหมอผีทารก 

“ข้าว่าข้าพอช่วยหาเด็กคนนี้ได้นะ” 

“อย่างไรหรือ” 

“ข้ามีวิธี” 

เจ้าดวงดาวน้อยคิดว่าเมรัยได้ชื่อหมอผีเพียงแค่สามารถใช้ศาตสตร์มืด พ่นไฟ เสกตะปูเข้าท้องได้อย่างนั้นหรือ สิ่งที่หมอผีถนัดก็คือการคุยกับภูตพรายอย่างไรล่ะ…ถึงส่วนพวกภูตจะไล่กัดก้นนางมากกว่านั่งจิบชาคุยกันก็เถอะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น