Hunter13

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Flower Crown.

คำค้น : อินทรีย์ ทะเล

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 217

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 มิ.ย. 2560 20:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Flower Crown.
แบบอักษร

‘พะ... พี่! พี่ฉลาม~~~ พอก่อนพี่ มัน... อึก! มันเจ็บพี่’

‘เงียบๆหน่อยได้ไหม? น่ารำคาญ!’

‘อ๊ะ! อึก! ไม่ไหวแล้วพี่ พอก่อนเหอะ! ผมเจ็บ’

‘ไม่เงียบใช่ไหม! ได้! เดี๋ยวปิดปากให้เอง’

‘อื้ม... อืม... อือ’

               ร่างกายภายใต้ผ้าห่ม ส่งเสียงครางงึมงำ พลางขยับตัวไปมาบนเตียงนอนอยู่นาน ก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างอยู่เหนือร่างของเขา ทำให้เปลือกตาหนาเปิดออกช้าๆ และพยายามเพ่งสายตามองอะไรบางอย่างเบื้องหน้าผ่านความมืดนั้น และเมื่อดวงตาสีทองชินกับความมืด ภาพที่อินทรีย์เห็นคือรูปร่างของคน ที่ชะโงกลงมาหาเขาในระยะประชิด ทำให้ปฏิกิริยาตอบสนองของชายหนุ่มมีมากกว่าปกติหลายเท่านัก เขาใช้ฝ่าเท้าหนักๆออกแรงถีบบางสิ่งบางอย่างที่คร่อมร่างออกเขาไว้อย่างเต็มแรง จนเจ้าสิ่งนั้นกระเด็นและตกไปยังพื้นตรงปลายเตียง พร้อมกับส่งเสียงแปลกๆออกมา ชายหนุ่มจึงรีบเอื้อมมือไปเปิดไฟที่หัวเตียงเพื่อให้มองเห็นภายในห้องได้อย่างชัดเจน

“โอย...  พี่.. พี่ถีบผมทำไมเนี่ย!”

               ร่างกายของอินทรีย์คลานไปจนถึงปลายเตียง พร้อมกับมองดูร่างของรุ่นน้อง นอนกุมท้องของตัวเองพร้อมกับโอดครวญออกมาด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆ ซึ่งเมื่อดวงตาคมเฉี่ยวพิจารณาภาพตรงหน้าอยู่ชั่วอึดใจ เขาก็ส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจในทันที

“พี่บอกแล้วไงว่าห้ามเข้ามาในห้องนอนพี่! โดนแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”

“ก็ผมได้ยินเสียงพี่ร้องนี่นา ก็นึกว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยเข้ามาดู พี่ผิดเองนะที่ไม่ล็อกห้องนอนดีๆ”

“เพราะพี่ไม่คิดว่าจะมีคนฝ่าฝืนคำสั่งพี่ไงล่ะ! สมน้ำหน้า โดนถีบแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ อยากขึ้นมาคร่อมตัวพี่ไว้ทำไมกัน”

“ก่อนจะว่า ช่วยดึงผมขึ้นไปทีเหอะ! จุกจะตายอยู่แล้ว”

               ร่างสูงที่อยู่ในท่าคลาน จึงยื่นมือลงไปหาชายหนุ่มที่ยังคงนอนกุมท้องอยู่บนพื้นช้าๆ ดวงตาสีครามมองฝ่ามือเรียวยาวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคว้าเอาไว้แน่น แต่ทันทีที่อินทรีย์ออกแรงดึงให้ชายหนุ่มลุกขึ้น ทะเลก็ใช้มืออีกข้างดันร่างตัวเอง และกระโจนคร่อมร่างของหนุ่มรุ่นพี่อีกครั้ง อินทรีย์ที่ถูกเด็กหนุ่มจู่โจม ก็หงายหลังลงไปนอนกับเตียงอีกครั้ง ใบหน้าคมสวยของหนุ่มน้อยค่อยๆเลื่อนต่ำลงมาหาพี่เลี้ยงของเขา ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะยังตะลึงกับการจู่โจมอันรวดเร็วของเขาอยู่

“ตอบผมหน่อยสิ ว่าที่ละเมอครวญครางออกมา... พี่กำลังทำอะไร?”

“อะ... เอ่อ... ไม่ได้ทำอะไรนี่! แล้ว... แล้วก็ลุกออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่พี่จะถีบอีกรอบ!”

               เจ้าของเสียงตระหนกพยายามดิ้นให้หลุดจากมืออันเย็นเฉียบ ที่ขึงร่างของเขาเอาไว้ด้วยแรงที่มีมากพอดูอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจหลุดหลุดออกไปจากเงื้อมมือของชายหนุ่มที่อยู่เหนือร่างของเขาได้ เสียงห้าวพูดกึ่งหัวเราะออกมา เมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของพี่เลี้ยงหนุ่ม

“ผมว่าผมเคยบอกพี่ไปแล้วนะ ว่าให้ระวังผมปล้ำพี่มากกว่า แต่ว่า.... คงไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะผมไม่มีอารมณ์”

“งั้นก็รีบลุกออกไปเสียที! ไม่อย่างนั้นพี่จะโกรธแล้วนะ”

“โกรธที่ผมไม่ยอมลุก... หรือโกรธที่ผมไม่ยอมปล้ำกันแน่ครับ?”

“ทะเล!!!”

“ฮ่าๆๆๆ ล้อเล่นน่า เรื่องลุก ผมลุกแน่ แต่ต้องตอบผมมาก่อน... ว่าพี่ฝันถึงใครกัน?”

“พี่... พี่......”

               แม้แสงจากโคมไฟหัวเตียง จะไม่ได้สว่างมากมายอะไร แต่มันก็ให้แสงสว่างที่มากพอจะมองเห็น ว่าใบหน้านวลผ่องของอินทรีย์ ถูกเจือสีแดงระเรื่อไว้บนแก้มทั้งสองข้าง ทั้งคู่สบตากันอยู่เนิ่นนานจนไม่อาจตอบได้ว่าเวลาได้ผ่านไปนานเพียงใดแล้ว ราวกับดวงตาของพวกเขามีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน จนไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้เลย มือซีดขาวค่อยๆผ่อนแรงที่ตรึงร่างของอินทรีย์ให้คลายลง พร้อมกับเลื่อนใบหน้าต่ำลงเรื่อยๆ จนปลายจมูกของคนทั้งคู่สัมผัสกันเบาๆ ดวงตาคมเฉี่ยวสีทองสว่างมองดูชายตรงหน้าในระยะประชิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาสีครามของทะเล จะถูกซ้อนทับด้วยดวงตาสีเทาเยือกเย็นของใครคนหนึ่ง ทำให้อินทรีย์ที่ได้สติขึ้นมาออกแรงผลักร่างของทะเลให้ถอยออกไปได้ในที่สุด

“ออกไปเดี๋ยวนี้!”

“พี่อินทรีย์.... พี่เป็นอะไรหรือ....”

“พี่บอกให้ออกไปเดี๋ยวนี้!!!!!!”

                ร่างสูงแผดเสียงออกมาอย่างคุมไม่อยู่ ทำให้ชายหนุ่มจำต้องเดินออกไปจากห้องด้วยความงุนงงระคนเป็นห่วง เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นพี่ของเขา ถึงทำให้คนที่แสนสุภาพ ตวาดออกมาอย่างไร้สาเหตุแบบนี้ได้ ทันทีที่เด็กหนุ่มเดินออกไปจากห้อง ร่างสูงก็ทิ้งตัวลงนอนกับเตียงอีกครั้ง พร้อมกับใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดบังดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาซึ่งรื้นขึ้นมาอีกครั้งในรอบเดือน

“พี่ฉลาม... ฮึก! ทรีย์คิดถึงพี่ ฮือ....”

.......................................

               เสียงร้องของเหล่านกน้อยที่ออกหากินในยามรุ่งเช้า ได้ปลุกให้ชายหนุ่มที่หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการร้องไห้ ตื่นขึ้นจากนิทราอันแสนสั้นอีกครั้ง เขาพาร่างตัวเองที่ยังตื่นไม่เต็มที่เข้าห้องน้ำ เพื่อหวังว่าน้ำเย็นๆจะช่วยชำระความขุ่นมัวในใจดวงนี้ออกไปได้บ้าง

“อรุณ.... สวัสดิ์”

               เสียงห้าวของเด็กหนุ่มเอ่ยทักแทบจะในทันทีที่ร่างสูงเดินออกมาจากห้องนอน สีหน้าที่ดูทะเล้นเหมือนเช่นทุกที ทำให้อินทรีย์รู้สึกเบาใจอย่างบอกไม่ถูก เขานึกว่าเช้านี้จะเจอกับบรรยากาศตรึงเครียดแต่เช้าระหว่างเขากับทะเลเสียแล้ว

“ตื่นเช้าเหมือนกันนี่เรา”

“เรียกว่า... ยังไม่นอนตั้งแต่เมื่อคืนจะเข้าใจง่ายกว่านะ กาแฟไหม?”

“เดี๋ยวพี่เดินไปเอาเองดีกว่า จะได้อุ่นกับข้าวให้เราด้วย”

“ให้ช่วยไหม?”

               อินทรีย์หยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ เขาก็ไม่อยากทำเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ และดูเหมือนว่าทะเลก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน บรรยากาศในการรับประทานอาหารเช้า จบลงไปอย่างอึมครึมพอควร เพราะนอกจากการสนทนาสั้นระหว่างพี่น้อง ก็ไม่มีอะไรอีกเลย จนกระทั่ง.....

“พี่ต้องออกไปหาข้อมูลกับพี่อังสะนะ อยู่บ้านดีๆล่ะ”

“ผมไปด้วยสิ อยู่บ้านคนเดียวเบื่อแย่ ถือว่าได้ออกไปเรียนนอกสถานที่ด้วย”

“อืม... ถ้าอยากไปก็ได้ เตรียมกล้องไปด้วยล่ะ ต้องทำรายงานส่งวิทยาลัยไม่ใช่เหรอ?”

“หือ? พี่รู้ได้ยังไง ว่าผมต้องทำรายงานส่งวิทยาลัยด้วย!”

“รุ่นพี่ของพี่เขาเคยไปเรียกแลกเปลี่ยนที่วิทยาลัย เขาก็ต้องทำรายงานส่ง เพราะทางวิทยาลัยจะได้รู้ว่าเราได้อะไรจากการมาเรียนแลกเปลี่ยนครั้งนี้บ้าง ซึ่งพี่ว่าการออกนอกสถานที่แบบนี้ น่าจะได้รายงานที่น่าสนใจดี”

               เด็กหนุ่มพยักหน้าตามอย่างเข้าใจ ก่อนจะหายเข้าห้องนอนของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว และกลับมาพร้อมกล้องคู่ใจกับกระเป๋าสะพายที่เตรียมของจำเป็นเอาไว้ทั้งหมดแล้ว หลังจากโทรนัดสถานที่อีกครั้งกับอังสะ ทั้งสองก็ออกเดินทางในทันที โดยมีทะเลเป็นคนขับรถเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า อินทรีย์ขับช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน กว่าจะถึงที่นัดคงเย็นพอดี อินทรีย์ซึ่งไม่สามารถเถียงเรื่องนี้ได้ จึงจำใจเป็นคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์อีกวัน

               ด้วยความเร็วที่เกิดเท่าความไวแสง อินทรีย์และทะเลก็มาถึงสถานที่นัดหาข้อมูลทำโปรเจ็คจบของอังสะเรียบร้อย ซึ่งที่นี่คือ... กรมอุทยานแห่งชาตินั่นเอง

“ทำไมถึงได้นัดมาหาข้อมูลที่นี่กันล่ะ?”

“พี่จะทำสารคดีสัตว์สงวนไง ก็เลยมาขอข้อมูลที่นี่ก่อน แล้วก็ทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายในอุทยานอื่นๆด้วย คิดว่าน่าจะเริ่มโปรเจ็คเดือนเมษาเลย สนใจไปกับพี่ไหมล่ะทะเล?”

“ถ้าพี่อินทรีย์ไป ผมก็ไปนะพี่อังสะ”

“งั้นก็คงต้องไปแล้วล่ะนะ เพราะทรีย์มันคู่หูพี่ ยังไงก็ต้องไปด้วยกัน จริงไหม?”

               อังสะพูดพลางยีเรือนผมสีน้ำตาลของน้องรหัสตนเองอย่างเคยชิน หากแต่อินทรีย์ก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆตอบกลับไปเท่านั้น ทำให้ชายหนุ่มอดที่จะถามรุ่นน้องของเขาไม่ได้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“ไม่มีอะไรหรอกพี่อัง แค่รู้สึกมึนๆนิดหน่อย แต่เดี๋ยวก็หายพี่”

“ถ้าไม่ไหวก็บอกพี่นะ เดี๋ยวพี่จัดการต่อเอง”

“อย่าห่วงเลยพี่ ผมอึดจะตายไป แล้ววันนี้ก็แค่มาทำเรื่อองขอใช้สถานที่ถ่ายสารคดี กับขอข้อมูลสัตว์สงวนที่เหลืออยู่แค่นั้นเอง สบาย”

               แม้ดวงตาสีทองจะยังดูหม่นๆอยู่บ้าง แต่ริมฝีปากบางๆก็ยังยิ้มออกมาได้ ทำให้หนุ่มรุ่นพี่อย่างอังสะเบาใจขึ้นพอควร แต่รอยยิ้มนั้นไม่สามารถหลอกสายตาของทะเลได้เลย จากนั้นทั้งสามก็ไปพบกับเจ้าหน้าที่ซึ่งรับหน้าที่ให้ข้อมูลกับพวกเขาในทันที อังสะและอินทรีย์อยู่ฝ่ายเก็บข้อมูล โดยมีทะเลเป็นคนคอยเก็บภาพบรรยากาศและภาพที่จำเป็นเอาไว้ให้อินทรีย์ด้วย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่นำพวกเขาทั้งสามมาถึงทุ่งแห่งหนึ่ง ซึ่งมีดอกไม้ ดอกหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ทำให้ทะเลอดที่จะเก็บภาพสวยๆเอาไว้ไม่ได้

“ทะเลครับ อยู่ถ่ายรูปตรงนี้ก่อนนะ พี่กับพี่อังจะไปเดินดูพวกสัตว์สงวนบาดเจ็บแถวๆนั้นก่อน”

“ผมไปด้วย! จะได้ไปถ่ายรูปให้พี่ด้วยไง”

“ไม่เป็นไรครับ พี่ก็มีกล้องมาด้วย เราอยู่ถ่ายภาพแถวนี้เถอะ”

“ไม่! ผมจะไปกับพี่ด้วย เคยบอกแล้วนี่นา ว่าผมไม่ชอบให้พี่อยู่กับคนอื่น ถ้าไม่มีผมอยู่ด้วย”

“อย่าเด็กได้ไหมทะเล! ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง พี่จะไม่ยุ่งกับเราแล้วนะ!”

               เสียงตวาดของอินทรีย์ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทะเลนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินจากไปและนั่งพักอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามกับทางที่อินทรีย์และอังสะจะไปแทน ร่างสูงถอนหายใจออกมายาวๆอีกครั้งและเดินไปสมทบกับอังสะที่ยืนฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อยู่ไม่ไกลนักทันที

               ดวงตากลมสีครามมองดูชายหนุ่มรุ่นพี่ทั้งสองคน ทำงานด้วยกันอย่างสนิทสนม ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาไม่ดีมากขึ้นไปอีก และมันเป็นมาตั้งแต่ตอนที่เขาถูกอินทรีย์ไล่ออกมาจากห้องนอนเมื่อคืนแล้ว แต่เพราะเขาเห็นดวงตาที่ช้ำแดงของผู้เป็นพี่เลี้ยง ทำให้เขาเลือกที่จะไม่เซ้าซี้อะไร แต่พอโดนตวาดอีกครั้งเพราะไม่ต้องการให้ตัวเขาตามไปอยู่ใกล้ๆด้วย ทะเลกลับรู้สึกว่ามันน่าหงุดหงิดยิ่งกว่าเสียอีก

               ชายหนุ่มกัดกรามพลางมองดูอังสะที่คอยพัด คอยซับเหงื่อให้กับอินทรีย์ตลอดเวลา ในขณะที่อินทรีย์นั้นคอยจดบันทึกต่างๆมือเป็นระวิง มันยิ่งทำให้เขาไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ แต่พอนึกถึงใบหน้าที่ดูหงุดหงิดของอินทรีย์เวลาขึ้นเสียงทีไร เขาก็อดกลัวไม่ได้ว่าถ้าพี่เลี้ยงของเขา ไม่สนใจตัวเขาขึ้นมาจริงๆ เขาจะทนได้ไหม? และในตอนนั้นเองที่มือยาวๆของเขาไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างกาย ผิวสัมผัสที่บอบบาง และสีสันที่ดูอ่อนโยนสบายตา ทำให้ความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัว ก่อนที่มือซีดขาวนั้นจะเอื้อมคว้าสิ่งตรงหน้ามาไว้ในมือ และเริ่มทำสิ่งที่คิดเอาไว้ทันที

...........................................

“แล้วอย่างนี้ สัตว์พวกนี้จะได้กลับคืนสู่ป่าไหมครับพี่?”

“แน่นอนครับ แค่เรายังต้องใช้เวลาในการรักษาอีกพอสมควร แต่ก็มีบางตัวที่รักษาเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน และรอพากลับสู่ป่า ถ้าพวกน้องจะไปที่อุทยานแห่งชาติออบหลวงล่ะก็... รอไปพร้อมกับพวกพี่ก็ได้ เพราะเราก็จะเอาสัตว์กลับไปปล่อยเหมือนกัน ถ้าได้ตามติดชีวิตเจ้าพวกนี้ พี่ว่าก็น่าสนใจดีนะ”

“ไปได้จริงๆเหรอพี่? ดีเลย! ผมก็อยากจะจำกัดสารคดีสัตว์ป่าสงวนให้แคบลงเหมือนกัน งั้นเราทำเรื่องของเจ้าตัวนี้แล้วกันเนาะ อินทรีย์”

               ร่างสูงหันมาถามรุ่นน้อง ที่ดูจะสนใจกับเจ้ากวางผาสาวซึ่งนอนเล่นอยู่ภายในกรง เพื่อรอการกลับไปยังบ้านของมัน หลังจากที่หายดีแล้ว และดูเหมือนเจ้ากวางน้อยก็ถูกใจอินทรีย์อยู่เหมือนกัน เพราะมันทั้งเดินมาอ้อน มาคลอเคลียแทบจะตลอดเวลาที่อินทรีย์เดินมาหามัน

“ก็ดีนะพี่อัง โฟกัสเรื่องเดียวไปเลย น่าจะทำงานได้ง่ายขึ้น”

“โอเค! งั้นกลับไปค่อยหารือกันอีกที ยังไงก็ขอรบกวนพี่พฤกด้วยนะครับ”

“ไม่มีปัญหาหรอกน้อง ไป! เดี๋ยวพี่พาเดินดูกรงอื่นๆต่อ”

               ชายหนุ่มบอกลาเจ้ากวางน้อยที่ทำตาละห้อย ก่อนจะเดินไปดูที่กรงอื่นๆ ซึ่งมีสัตว์มากมายนอนพักผ่อนกันอยู่ ในระหว่างที่ร่างสูงกำลังก้มหน้าก้มตาจดข้อมูลที่ได้รับมาอยู่นั่นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ถูกวางลงบนศีรษะของเขาอย่างเบามือ ทำให้อินทรีย์วางปากกาในมือและเอื้อมไปสัมผัสกับบางสิ่งที่สวมอยู่เหนือศีรษะของเขาอย่างระวัง พร้อมกับเงยหน้ามองนิดๆ ก็พบว่ามันคือมงกุฎที่ทำจากดอกไม้สีขาวนวลนั่นเอง อินทรีย์จึงละสายตาจากเจ้ามงกุฎนั้น และหันกลับไปหาคนที่สวมเจ้าสิ่งนี้ให้กับเขา อย่างประหลาดใจ

“เอามาจากไหนครับทะเล?”

“ถามแบบนี้มันน่าน้อยใจนะพี่อินทรีย์ ไม่คิดว่าคนอย่างผมจะทำมงกุฎดอกไม้เป็นบ้างเลยหรือยังไง?”

“ก็.... ปกติมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นแหละที่จะทำกัน ก็เลยสงสัย”

“...... มีคนสอนผมมา แล้วผมก็... ไม่เคยลืม เขาเคยพูดกับผมว่า... ความสวยงามของธรรมชาติ จะทำให้ความทุกข์ใจที่มีอยู่หายไปได้ และผมก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน”

               นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปจัดมงกุฎดอกไม้เหนือศีรษะของหนุ่มรุ่นพี่ช้าๆ ดวงตาสีฟ้าครามสดใสสะท้อนความรู้สึกที่มีในใจออกมา พร้อมกับยิ้มอย่างจริงใจ จนอินทรีย์ที่รับรู้ถึงความหวังดีนั้นได้ ก็รู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ ทั้งเรื่องเมื่อคืน และเรื่องเมื่อครู่นี้ ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดของทะเลเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะความหวั่นไหวที่มีอยู่มากในใจ ทำให้เขายั้งคำพูดเอาไว้ไม่ได้ และตวาดใส่ทะเลในที่สุด ทั้งสองมองตากันและกันอยู่นาน แต่ก่อนที่อินทรีย์จะได้กล่าวขอโทษหรือขอบคุณกับเด็กหนุ่มตรงหน้า เสียงเข้มดุของเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับพวกเขา ก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน

“พี่เข้าใจนะครับว่าดอกไม้มันช่วยเยียวยาจิตใจคนได้ แต่ดอกคาโมมายด์นั่นไม่ใช่ดอกหญ้าที่ให้เด็ดได้นะครับ”

“...........”

“.................”

“ดอกคาโมมายด์​นั่น เราปลูกดอกคาโมมายด์ไว้ใช้ทำชาและหมอนสำหรับรักษาพวกสัตว์ครับ”

               สองพี่น้องหันมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนที่อินทรีย์จะลากเจ้าน้องตัวแสบมาขอโทษพฤกใกล้ๆ ที่ไปเด็ดดอกไม้มาใช้โดยพละการ

“ขอโทษจริงๆนะครับพี่พฤก น้องผมเขาไม่ทราบจริงๆว่าเป็นดอกไม้ไว้ใช้รักษาสัตว์ ขอโทษจริงๆนะครับ”

“เอาเถอะๆ พวกพี่ก็ไม่ได้ติดป้ายห้ามเอาไว้ด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าพวกเราไม่รีบไปไหน พี่วานปลูกให้ใหม่หน่อยแล้วกันนะ เดี๋ยวมันจะไม่พอสำหรับใช้งาน”

               คำพูดเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความกดดันนั้น ทำให้อินทรีย์รับอาสาที่จะปลูกดอกไม้คืนให้เอง แน่นอนว่าทะเลก็ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน แม้ว่าเขานั้นจะไม่ค่อยรู้สึกสำนึกผิดสักเท่าไหร่ อังสะจึงต้องแยกกับอินทรีย์เพื่อไปเก็บข้อมูลต่อ ส่วนอินทรีย์นั้นก็ลากทะเลกลับมายังแปลงดอกคาโมมายด์ และเริ่มปลูกดอกไม้คืนเจ้าหน้าที่ด้วยกัน

               ทั้งสองช่วยกันปลูกดอกไม้ซึ่งกำลังรอลงแปลงกันอย่างเงียบๆ โดยมีทะเลเป็นคนขุดหลุม ส่วนอินทรีย์เป็นคนลงมือปลูก ไม่มีการสนทนาใดๆเกิดขึ้น จนกระทั่งมาถึงการปลูกต้นสุดท้าย เสียงอ่อยๆของทะเลก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา เพื่อพูดบางอย่างกับชายตรงหน้าที่ยังคงก้มหน้าก้มตา กลบดินอยู่เหมือนเดิม

“ขอโทษนะครับ ที่ทำให้ต้องวุ่นวายแบบนี้”

“........”

“ทั้งเรื่องที่ไม่ฟังคำพูดของพี่ ทั้งเรื่องที่ผมเอาแต่ใจ ผมขอโทษ”

“..................”

“จะไม่.... เลิกเป็นพี่เลี้ยงของผมใช่ไหม?”

               นัยน์ตาสีทองซึ่งละสายตาจากพื้นดินและเงยขึ้นมามองชายตรงหน้า ได้สะท้อนใบหน้าที่เศร้าสร้อยและดวงตาสีครามที่หม่นหมองของหนุ่มน้อยอย่างชัดเจน ดวงตาเฉี่ยวคมยังคงจ้องมองสีหน้าที่สำนึกผิดของรุ่นน้องคนนี้อยู่นาน จนใจของทะเลเหมือนจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรก็ไม่ปาน กระทั่งเขาได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเล็กๆจากร่างสูงตรงหน้า ดวงตากลมสวยของทะเลก็เป็นประกายขึ้นมาในทันที

“ไม่ยักรู้ว่าเด็กแสบเอาแต่ใจ จะขี้กลัวกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย”

“....... ผมก็โตพอจะรู้ว่าอะไรมันถูกหรือผิดนะ ก็แค่... ยังทำไม่ได้เท่านั้นแหละ”

“โถๆๆ น้องพี่~~~ น่าเอ็นดูจริงๆ พี่ไม่ทิ้งน้องไปไหนหรอกนะ ยังอยู่ตามใจเราแบบนี้ไปเรื่อยๆนั่นแหละ แล้วพี่เองก็ต้องขอโทษด้วย ที่ตวาดใส่เราแบบไม่มีเหตุผล พี่ขอโทษนะ”

               มือเรียวสวยขยี้เรือนผมสีสว่างของเด็กหนุ่มอย่างเบามือ ดวงตาเจ้าเล่ห์นิดๆ มองตรงไปยังร่างสูงตรงหน้า ก่อนที่จะถูกมือที่เย็นเฉียบเจ้าของเรือนผมสีอ่อนดึงมือที่อ่อนโยนมาจับไว้ ทะเลจับมือซ้ายของอินทรีย์ไว้มั่น พร้อมทั้งหยิบบางอย่างในกระเป๋าเสื้อออกมา นัยน์ตาสีทองสะท้อนภาพของแหวนดอกคาโมมายด์ ในมือของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างชัดเจน อินทรีย์มองดูการกระทำของทะเลอย่างประหลาดใจ มือซีดขาวค่อยๆประคองแหวนดอกไม้ ใส่เข้าไปในนิ้วนางที่เรียวยาวคล้ายนิ้มผู้หญิงของอินทรีย์ช้าๆ พลางพึมพำออกมาเบาๆเป็นภาษาและสำเนียงที่ร่างสูงไม่เข้าใจ

“Du gefallst mir gut.”

“เอ่อ.... มันแปลว่าอะไรงั้นเหรอ?”

“.......... เอาไว้สักวัน ผมจะแปลให้ฟังก็แล้วกันนะ”

“เฮ้อ! ไม่เข้าใจพวกลูกครึ่งเลยจริงๆนะ”

“ใครว่าผมเป็นลูกครึ่งกัน? ผมเป็นคนเยอรมันเต็มตัวเลยต่างหาก ที่พูดไทยได้ก็เพราะมีแม่เลี้ยงเป็นคนไทยต่างหาก”

               จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันทั้งเรื่องวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของทะเลก่อนที่จะมาอยู่ที่ไทยกันอย่างออกรส และดูเหมือนว่าทะเลก็เต็มใจที่จะเล่าเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเขารักและคิดถึงบ้านเกิดของตนเองมากจริงๆ เสียงหัวเราะและการหยอกล้อระหว่างทั้งสองคน คล้ายกับว่าช่วงเวลาที่หม่นหมองเมื่อหลายชั่วโมงก่อน มันไม่เคยมีอยู่จริงๆ พวกเขากลับมาเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันเหมือนเดิม และดูเหมือน... จะมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งคนที่สัมผัสเรื่องนี้ได้ ไม่ได้มีแค่อินทรีย์หรือทะเล แต่ยังมีใครอีกคนที่ยืนมองคนทั้งคู่ไม่ไกล

“ถึงเวลาชัดเจนได้แล้วสินะเรา”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}