akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 49 นายเป็นของฉัน

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 49 นายเป็นของฉัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 50.4k

ความคิดเห็น : 360

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2560 20:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 49 นายเป็นของฉัน
แบบอักษร

49

นายเป็นของฉัน

            พอลวางสายไปทันทีหลังจากที่ตอบคำถามไปเรียบร้อยแล้ว เขาก้มมอง            เบอร์โทรของหยางจิน ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาโทรสั่งคนของตัวเอง     ให้สืบเรื่องของผู้ชายปริศนา

                “อ๊า…สดชื่นดีจัง”

                วิรุจน์เดินออกมาจากห้องน้ำ เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าตัวเองพร้อมกับผมบางส่วนที่เปียกชื้น วิรุจน์มองพอลที่อยู่ใกล้ๆกับโทรศัพท์ของเขา ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าพอลจะลักเงินในกระเป๋าเงินของเขาแน่นอน ไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องกลัวว่าพอลจะขโมยของเลยสักนิด

                “จะไปกันได้หรือยัง ฉันหิวแล้ว”

                “ใจเย็นสิ ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จเองนะ”

                ชายหนุ่มหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ เขาเช็ดหน้าจนเสร็จแล้วจึงนำผ้าขนหนู          ไปผึ่ง วิรุจน์เดินกลับมาหาพอล

                “ไป…ไปกันเถอะ”

                เขาเลื่อนมือจะไปหยิบโทรศัพท์แต่พอลก็จับมือของวิรุจน์เอาไว้ วิรุจน์เงยหน้ามองพอลด้วยความแปลกใจ

                “ทำไม มีอะไร”

                “จะเอาไปทำไม”

                “ห๊ะ…ก็เผื่อมีใครโทรมา”

                คำตอบนั้น ทำให้พอลหน้าบึ้งตึง วิรุจน์ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอลหยิบกระเป๋าเงินส่งให้กับชายหนุ่ม

                “แค่นี้ก็พอ”

                “นี่นายเป็นอะไรของนาย”

                ท่าทางของพอล ทำให้วิรุจน์แปลกใจเข้าไปทุกที เขาคิดว่าตัวเองยอมพอลมากเกินไปแล้ว เขาไม่อยากจะยอมอีกแล้ว วิรุจน์รีบคว้าโทรศัพท์ของตัวเองมาใส่กระเป๋ากางเกง

                “อย่าคิดว่านายจะทำอะไรกับฉันก็ได้นะพอล”

                เขาจ้องหน้าพอลอย่างไม่พอใจ ร่างสูงหมุนกายจะเดินออกจากห้อง               เหลือเพียงร่างสูงใหญ่ที่ยืนมองอยู่เงียบๆ ก่อนจะรีบเดินตามไป

                “อย่ามาเดินหนีฉัน”

                พอลคว้าข้อมือเอาไว้ได้ทัน วิรุจน์หันขวับมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

                “แล้วยังไง นายมันยิ่งกว่าเด็กซะอีก เอาแต่ใจ นิสัยไม่ดี”

                “ใครกันแน่ ที่มันนิสัยไม่ดี”

                “นายหมายความว่ายังไง”

                ต่างคนต่างอารมณ์เสียไม่ต่างกัน พอลเองก็หงุดหงิดตั้งแต่คุยกับหยางจิน              เขาไม่รู้ว่าใครคือหยางจิน แล้ววิรุจน์ไปรู้จักผู้ชายคนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปสนิทกัน              ตอนไหน ในระหว่างที่เขาไม่อยู่ อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ยังไง เพราะตลอดเวลาคิดว่าไม่ได้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเขาถึงได้นิ่งนอนใจ แต่ตั้งแต่วิรุจน์เบี้ยวนัดเขาในคราวนี้               มันก็ทำให้เขาไม่อาจจะอยู่เฉยได้อีกแล้ว

                Rrrr

                พอลขมวดคิ้วฉับ เมื่อมีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของวิรุจน์ เขาจับมือสวยเอาไว้ไม่ให้วิรุจน์กดรับสาย

                “นายทำอะไรเนี่ย”

                “นายอยู่กับฉัน ก็ต้องฟังฉัน”

                ความเผด็จการเกิดขึ้น พอลกระชากโทรศัพท์มาเก็บไว้เอง เขากดปิดเครื่องอย่างรวดเร็ว วิรุจน์เริ่มไม่พอใจเป็นอย่างมาก

                “มันจะมากเกินไปแล้วนะพอล นายไม่ใช่เจ้าชีวิตฉันนะ”

                “งั้นเหรอ”

                พอลกดล็อกห้อง เขาอุ้มวิรุจน์พาดบ่า แล้วเดินตรงไปที่เตียง วิรุจน์ดิ้นพล่าน

                “ปล่อย! นี่นายจะทำบ้าอะไรห๊ะ โอ้ย!”

                เขาร้องลั่น เมื่อพอลเหวี่ยงเขาลงเตียง กายสูงใหญ่แทบจะกระโจนเข้ามาตะครุบร่างของวิรุจน์เอาไว้

                “นะ นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย”

                วิรุจน์รับรู้ได้ถึงความโกรธของพอล ไม่รู้ว่าพอลเกิดบ้าคลั่งอะไรขึ้นมาอีก          ชายหนุ่มแทบจะกลายร่างเป็นเสือโคร่งขาวอยู่แล้ว

                “ออกไปนะ!”

                คราวนี้วิรุจน์ไม่คิดจะยอมง่ายๆ เขาเองก็ยังไม่อยากเอาตัวเองไปเสี่ยงรองรับอารมณ์ของพอลในตอนนี้ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

                “ฉันไม่รู้ว่านายโกรธอะไรฉัน แต่ถ้านายไม่บอก ฉันก็ไม่เข้าใจนายหรอกนะ”

                “เอาไว้ที่นี่”

                พอลวางโทรศัพท์ไว้บนเตียง วิรุจน์พยักหน้าเข้าใจ พอลจึงยอมถอยกาย         ออกห่าง เขาพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่คิดว่าเพียงแค่เขาจะพกโทรศัพท์        ไปด้วย พอลถึงกลับโมโหขนาดนี้

                “โอเค ฉันเข้าใจแล้ว นายไม่อยากให้ฉันพกโทรศัพท์ไป เพราะกลัวฉันจะเล่นโทรศัพท์แล้วไม่สนใจนายใช่ไหม”

                เพราะชายหนุ่มไม่ยอมตอบ วิรุจน์จึงคาดคะเนคำตอบเอาเอง

                “ฉันจะไม่ให้นายใช้โทรศัพท์ จนกว่าจะกลับกรุงเทพ”

                “อะไรของนาย นี่นายไม่อยากให้ฉันเล่นโทรศัพท์ขนาดนั้นเลย”

                ยิ่งเห็นพอลไม่ตอบ วิรุจน์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่คิดว่าพอลจะทำตัว          น่ารำคาญแบบนี้

                “ก็ได้ ฉันพานายมาเที่ยวครั้งนี้ ฉันจะตามใจนาย”

                พอทำข้อตกลงกันได้แล้ว พอลก็ไม่เข้ามาหาเรื่องวิรุจน์อีก ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปเปิดประตู พอลหันมามองวิรุจน์

                “ไปกันได้แล้ว”

-------+++++-------

                “อารมณ์ดีแล้วสินะคุณชาย”

                วิรุจน์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพอลไม่ได้มีท่าทางหงุดหงิด พอลหันไปมองวิรุจน์

                “กินสิ”

                เขายื่นห่อขนมที่ซื้อมา ทั้งสองเดินเล่นในตอนกลางคืน โดยซื้อของตามร้านรวงข้างทาง พอลขมวดคิ้ว

                “อะไรกัน อร่อยดีนะ กินสิ”

                พอเห็นคนตัวสูงเอาแต่นิ่ง  วิรุจน์จึงตัดสินใจหยิบขนมยื่นไปตรงหน้าพอล          คนตัวสูงหันไปมองวิรุจน์ เขาจับมือสวยแล้วก้มลงไปงับขนมเข้าปาก  วิรุจน์คลี่ยิ้มหวาน แล้วเดินเคียงข้างชายหนุ่ม

                “หาอะไรทานแถวนี้ แล้วค่อยกลับโรงแรมแล้วกันนะ”

                ตอนแรกวิรุจน์คิดว่าพอลจะเรื่องมาก อยากจะไปทานอาหารในโรงแรมหรือภัตตาคารเท่านั้น  แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไร  พอลก็พยักหน้าเออออไปซะหมด ช่างแตกต่างกับตอนที่คุยกันในโรงแรมเลยจริงๆ

                “นายจะไปเล่นน้ำทะเลด้วยหรือเปล่า”

                ถึงแม้พวกเขาจะเดินทางมาในจังหวัดที่มีทะเลก็ตาม แต่โรงแรมที่วิรุจน์เข้าพักนั้นก็ไม่ได้อยู่ติดทะเล ชายหนุ่มจึงได้ถามเพื่อนร่วมเดินทางกับกิจกรรมต่อไป                 พอลละสายตาจากอาหารในจาน

                “อืม”

                “งั้นไว้ไปพรุ่งนี้แล้วกัน”

                วิรุจน์ตอบรับความต้องการของพอล ทั้งสองหันมาสนใจอาหารตรงหน้า ก่อนที่มื้อเย็นสำหรับทั้งคู่จะผ่านพ้นไปในช่วงหัวค่ำ วิรุจน์จึงพาพอลกลับห้องพัก

                “นี่มันก็ดึกแล้ว นายอาบน้ำเถอะ จะได้เข้านอนกัน…หาว”

                ร่างสูงมองวิรุจน์ที่ยืนยกมือปิดปากหาวด้วยความอ่อนเพลีย พอลหมุนกายเดินเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้อีกฝ่ายนั่งรออยู่บนเตียง

                วิรุจน์หยิบโทรศัพท์มาเปิดเครื่องโดยที่ไม่ได้คิดอะไร ลืมไปเสียสนิทว่าพอล

บอกไม่เขาเล่นโทรศัพท์

                คิ้วทั้งสองขมวดหากันแทบจะทันที เมื่อพบทั้งสายเรียกเข้า และข้อความไลน์ของใครบางคน

                “อ่า…”

                ความรู้สึกผิดเกิดขึ้น วิรุจน์ไม่คิดว่าตัวเองจะทำให้หยางจินเป็นห่วงและกังวล ถ้าเขาพกโทรศัพท์ไปด้วย ก็คงรับรู้ว่าอีกฝ่ายโทรมา

                “อ่า…ผมไม่คิดว่าจะทำให้คุณเป็นห่วงมากขนาดนี้”

                วิรุจน์ออกจากห้องไปเพื่อไปคุยโทรศัพท์กับหยางจิน

                [เห็นว่าคุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ เอ่อ ก่อนหน้านี้มีผู้ชายรับโทรศัพท์คุณ เขาเป็นใครเหรอครับ]

                “เอ๊ะ…มีคนรับโทรศัพท์”

                จะมีใครรับโทรศัพท์ของเขาได้ ฉับพลัน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่อนึกถึงใครบางคน

                [เขาบอกว่าเป็นคนรักของคุณ]

                เสียงของหยางจินเหมือนจะแฝงไปด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่คนฟังก็ไม่ทันได้สังเกต วิรุจน์หลุดออกมาจากความคิดของตัวเอง

                “เอ่อ คงต้องมีการเข้าใจผิดแน่ครับ ผมยังไม่มีคนรัก”

                [อย่างนั้นเหรอครับ อึ่ก]

                เสียงร้องครวญครางของหยางจิน ทำให้วิรุจน์ตกใจ เขารีบถามกลับด้วยความเป็นห่วง

                “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

                [ผม…โครม!!!]

                “คุณหยางจิน!  คุณหยางจิน!”

                อยู่ๆ สายโทรศัพท์ก็ตัดไป วิรุจน์เริ่มใจคอไม่ดี พยายามโทรหาอีกฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครรับสาย ชายหนุ่มรีบหมุนกายเข้าไปในห้องเพื่อไปหยิบกุญแจรถยนต์               และกระเป๋าเงิน เป็นจังหวะเดียวกับที่พอลเดินออกมาจากห้องน้ำ

                “นี่นายจะไปไหน”

                “ฉันจะกลับกรุงเทพ”

                น้ำเสียงร้อนรนทำให้พอลขมวดคิ้วฉับทันที ความไม่พอใจเกิดขึ้นบนใบหน้า สายตาคมปะทะกับโทรศัพท์มือถือในมือของวิรุจน์

                “นี่นายเล่นโทรศัพท์”

                “ใช่! ถ้าฉันไม่เปิดโทรศัพท์ดูก็คงไม่รู้หรอกว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”

                “นายจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

                “ตอนนี้ฉันทำตามที่นายต้องการไม่ได้หรอกนะ ฉันเองก็มีเรื่องที่ฉันจะต้องทำเหมือนกัน ถ้านายอยากเที่ยวต่อ นายก็เที่ยวไปเลย แล้วฉันจะกลับมารับนาย             แต่ถ้าไม่…ก็กลับกรุงเทพพร้อมฉันเดี๋ยวนี้”

                “มันจะมากไปแล้วนะวิรุจน์”

                เขาแทบไม่เคยได้ยินพอลเรียกชื่อเขาจนเต็มยศแบบนี้ แต่วิรุจน์ไม่มีเวลามาสนใจ เขาต้องการที่จะเดินทางกลับไปหาหยางจินเดี๋ยวนี้ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นกับชายหนุ่มบ้าง

                “นายมีเหตุผลอะไร ถึงจะกลับกรุงเทพตอนนี้”

                “ฉันเป็นห่วงคนคนหนึ่ง เขาอาจจะกำลังได้รับอันตรายก็ได้ ฉันติดต่อเขาไม่ได้”

                “แล้วคนคนนั้นเป็นใคร”

                “พูดไปนายก็ไม่รู้จักหรอก”

                “หยางจิน…งั้นสิ”

                ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของพอล ทำให้วิรุจน์เบิกตากว้าง เพราะไม่คิดว่าพอลจะพูดชื่อนี้ออกมา

                “นาย…นายรู้จักเขาได้ยังไง”

                “หึ…ต้องสวมเขาให้ฉันนานแค่ไหนล่ะ ถึงจะยอมให้ฉันรู้จักได้น่ะ”

                พอลสาวเท้าเข้ามาใกล้วิรุจน์ เขากระชากร่างสูงโปร่งเข้ามาแนบชิด                ในตอนบ่าย เขาคิดว่าจะหยุดวิรุจน์ได้แล้ว แต่ตอนนี้วิรุจน์กลับทำให้เขาโมโห     มากกว่าเดิม โดยการที่จะเดินทางไปหาชายชู้ถึงที่ ทั้งๆที่กำลังจะเข้านอนอยู่แล้ว

                “ง่วงมากไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่นอนล่ะ”

                “ฉันนอนไม่หลับหรอก ตราบใดที่ฉันยังไม่รู้ว่าเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง”

                “ถึงกลับจะขับรถไปหามันตอนนี้เลยเนี่ยนะ”

                “ใช่! ฉันต้องไป…พอล ถ้านายไม่ให้ฉันไป อย่างน้อยนายก็ช่วยส่งคนไปที่บ้านหยางจินได้ไหม ฉันกลัวว่าเขาจะได้รับอันตราย”

                สิ่งที่วิรุจน์ขอ เหมือนว่าจะเป็นทางออกที่ดี และเขาก็หวังว่าพอลจะเห็นด้วย ในเมื่อพอลไม่อยากให้เขาเดินทางกลับไปกรุงเทพตอนนี้

                “คิดว่าฉัน…เป็นคนใจดีขนาดนั้นเชียว?”

                ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างคนใจร้าย วิรุจน์อึ้งไป เพราะไม่คิดว่าพอลจะเห็นเรื่องความเป็นความตายของคนเป็นเรื่องล้อเล่นไปได้ ทั้งๆที่เขาเป็นห่วงหยางจินมากขนาดนี้ แต่ดูเหมือนว่าพอลจะไม่สนใจเลยสักนิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ชายหนุ่มโอบกอดเขาเอาไว้แน่นอย่างที่ไม่คิดจะปล่อยให้เขาได้เป็นอิสระ

                “ปล่อยนะ! ปล่อย! ถ้านายไม่ส่งคนไปช่วยเขา นายก็ปล่อยให้ฉันไปสิ!”

                วิรุจน์เองก็หมดความอดทนแล้วเหมือนกัน เขารู้ว่าพอลชั่วร้ายแค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใจร้ายใจดำมากถึงเพียงนี้ เขาไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องเลวร้าย               กับหยางจินเด็ดขาด 

                ภาพเพื่อนรักที่จากโลกนี้ไป ยังฝังอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม เขาจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นอีก  วิรุจน์ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของพอล เขาอาศัยจังหวะที่พอลเผลอ ใช้แรงที่มีฟาดใส่ใบหน้าหล่อ จนพอลเผลอปล่อยตัวเขาออก

                เมื่อได้จังหวะหนี วิรุจน์ก็ไม่รอช้า เขารีบหมุนกายจะวิ่งออกจากห้อง แต่ทว่าร่างกายของเขาก็ล้มลงไปกับพื้น เมื่อร่างกายใหญ่โตในร่างเสือโคร่งขาวกำลังคร่อมร่างของเขาอยู่

                กรรร์!!

                ดูเหมือนว่าคราวนี้เขาจะทำให้พอลโกรธจนต้องกลายร่าง แต่วิรุจน์ก็ไม่หยุดหนี เขาไม่มีทางเลือก วิรุจน์กลายร่างเป็นเสือโคร่งเพื่อจะสู้กับพอล

                ทุกอย่างเกิดภายในห้องพัก เสือโคร่งทั้งสองตัวกำลังเผชิญหน้ากัน พอลไม่คิดว่าวิรุจน์เลือกที่จะสู้สุดตัวโดยไม่สนใจอะไรแบบนี้ การที่เลือดผสมกลายร่างเป็นเสือโคร่งย่อมจะควบคุมตัวเองได้ยากกว่าสายเลือดบริสุทธิ์แบบเขา และที่สำคัญก็คือ             ปกติวิรุจน์ไม่ค่อยจะได้กลายร่างสักเท่าไหร่นัก

                วิรุจน์พุ่งเข้ามาจะต่อสู้กับพอล เขาไม่เคยคิดจะทำร้ายร่างกายของพอลจนบาดเจ็บสาหัส แต่ในครั้งนี้ ถ้าเขาไม่สู้ เขาก็จะไม่ต่างกับทาสของอีกฝ่ายที่ปล่อยให้          ร่างสูงทำทุกอย่างได้ตามใจ ครั้งนี้พอลเอาแต่ใจมากเกินไปแล้ว วิรุจน์ไม่คิดจะยอมพอลอีกต่อไป

                “นายคิดว่าตัวนายจะสู้ฉันได้เหรอ”

                “ก็ต้องลองดู”

                ถ้าไม่ลองก็คงไม่รู้ แต่ลึกๆแล้ว วิรุจน์ไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะสามารถเอาชนะพอลได้ ในเมื่อเขาในต้องสู้กับคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้

                ตุ้บ!!

                สุดท้ายวิรุจน์ในร่างของเสือโคร่งก็กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงห้อง เขาร้องโอดโอยด้วยความทรมาน ไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างของมนุษย์ วิรุจน์นอนหมดแรง พอลเดินเข้ามาใกล้กับชายหนุ่ม

                “ยังคิดจะไปหามันอยู่อีกหรือเปล่า”

                “แน่นอน…ฉันเป็นห่วงเขา”

                คำตอบนั้น ทำให้พอลที่อยู่ในร่างของเสือโคร่งขาว กลับมาอยู่ในร่างของมนุษย์ เขาเลื่อนมือไปบีบคางสวย

                “ฝันไปเถอะ ฉันไม่ปล่อยให้นายไปหามันหรอก!”

                แรงโทสะและหึงหวงมากขึ้นเป็นทวีคูณ พอลไม่คิดจะอธิบายถึงเหตุผล         ของการกระทำ เขาอุ้มร่างที่สะบักสะบอมขึ้นไปบนเตียง กายแกร่งพลิกคร่อมร่างงดงาม ก่อนจะมอบจุมพิตที่รุนแรงให้กับอีกฝ่าย

                “อื้อ”

                แม้จะพยายามขัดขืน แต่ดูเหมือนว่าช่างยากเหลือเกิน วิรุจน์ยกมือจะทุบตีพอล แต่ข้อมือทั้งสองก็ถูกพอลรวบเอาไว้ด้วยมือเดียว

                “ปล่อย!”

                “ถ้าปล่อย นายก็หนีน่ะสิ”

                “นายไม่มีสิทธิจะทำแบบนี้กับฉัน! นายกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน!”

                “นายกับฉัน…เป็นอะไรกันมากกว่าที่นายคิดซะอีก”

                “ฉันไม่เข้าจะ---- อื้อ”

                ยังไม่พูดจบประโยค ริมฝีปากของเขาก็ถูกพอลช่วงชิง วิรุจน์หลับตาแน่น          เขาปล่อยให้พอลกดจูบแนบแน่นจนราวกับว่าได้ปลิดลมหายใจไปจากตัวเขา               ทั้งๆที่บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีวันยอมพอล แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจะต้านทาน          แรงปรารถนาได้เลยสักนิด ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้โอนอ่อนไปกับสัมผัสที่พอล          ได้มอบให้

                “อื้อ พอล…หยุดนะ”

                วิรุจน์บอกเสียงครางพร่า เมื่อริมฝีปากร้อนเริ่มสัมผัสแทบจะทั่วร่างกาย               เขาปรือตามองพอล เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเหมือนจะเริ่มหายไป ทั้งๆที่พอลรุนแรงกับตน แต่ลึกๆแล้วเหมือนว่าเขากำลังต้องการอีกฝ่ายจนไม่อยากให้อยู่ห่างเลยสักนิด

                “ปล่อย อื้อ”

                ใช่ว่าเขาจะยอมสงบง่ายๆ แม้ร่างกายจะเปลือยเปล่า และร่างกายโอนอ่อนตามแรงอารมณ์มากแค่ไหน แต่วิรุจน์ก็พยายามจะฝืนตัวเองเอาไว้ เขาต้องไม่ตกเป็นทาสของพอล เขาจะต้องไม่ยอมให้พอลทำทุกอย่างได้ตามที่ใจต้องการไปมากกว่านี้ กายสวยพยายามบิดหนีสัมผัสที่รุกเร้า แต่ทว่ายอดอกกลับแข็งชันรับแรงสัมผัส              จากลิ้นร้อน ปากสวยอ้างับขบกัดจนวิรุจน์กายสั่นเทา เขาพยายามกลั้นเสียงคราง           เพื่อเป็นการต่อต้านพอล

                “หึ…ถ้าทรมานก็ครางออกมา”

                น้ำเสียงเหมือนเย้าแหย่ให้วิรุจน์ได้อายนั้น ยิ่งทำให้ชายหนุ่มกัดปากตัวเอง          จนเลือดซึม เขาพยายามดิ้นให้มากขึ้น แต่ยิ่งดิ้น ฟันแหลมคมของพอลก็ยิ่งกัดฝังลงไปบนร่างของเขา

                “อะ อื้อ”

                แท่งเนื้อถูกกอบกุมเอาไว้ในมือร้อน พอลรูดชักพร้อมกับใช้ริมฝีปากปลุกเร้าอารมณ์ วิรุจน์เผลอแอ่นกายรับสัมผัสอย่างลืมตัว สติของเขาพร่าเลือนไปทุกขณะ อยากจะหนี อยากจะต่อต้าน แต่ร่างกายของเขามันช่างน่าอาย

                “อะ อย่านะ”

                ได้แต่ร้องห้าม เพราะรู้ทันทีว่าพอลกำลังจะทำอะไรต่อไป ความใหญ่โตเผยให้เห็นจนเต็มตา พอลกำลังคิดที่จะแทรกกายเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเขา              ซึ่งเขาจะยอมให้เกิดเรื่องพวกนี้ไม่ได้

                “พอล…อย่า ฉันขอละ นายทำเพื่อฉันไม่ได้เลยหรือไง  แค่นิดเดียวก็ได้ ฉันเป็นห่วงเขา”

                แต่ดูเหมือนว่าคำขอร้องของวิรุจน์จะไม่เป็นผล แต่กลับเป็นการไปกระตุ้นความไม่พอใจของพอลให้มากขึ้น ร่างสูงไม่คิดจะฟังคำขอ เขาแทรกกายเข้าไปร่างงดงามอย่างไม่คิดจะปรานี

                “อ๊า!!”

                คนใต้ล่างได้แต่ครางลั่นด้วยความเจ็บ เพราะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางกาย        กับพอลมานานพอสมควรแล้ว ไม่ว่ายังไง เขาก็ยังรู้สึกว่าอาวุธของพอลนั้นช่างใหญ่โตและสร้างความเจ็บปวดปนสุขสมให้กับเขาไม่เปลี่ยนแปลง

                “อะ อึ่ก เอาออกไป เจ็บ พอล”

                เขาได้แต่ร้องบอก แม้ร่างกายจะเป็นอิสระไม่ได้รับการตรึงไว้แล้วก็ตาม          แต่วิรุจน์ก็ยังสู้แรงของพอลไม่ได้ ความร้อนแรงที่เคลื่อนเข้าออกที่ช่องทางด้านหลัง            เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ วิรุจน์ไม่เข้าใจว่าพอลเกิดบ้าคลั่งอะไรขึ้นมา ทั้งที่ครั้งก่อนๆ              เขาก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนของพอลที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้ พอลกลับดูไม่ต่างกับสัตว์ร้าย

                “อ๊ะ โอ้ย”

                ชายหนุ่มได้แต่ร้องครางด้วยความเจ็บ เมื่อคมเขี้ยวฝังลงมาบนร่างของเขา ใบหน้าของพอลราวกับมีใบหน้าของเสือโคร่งซ้อนทับเอาไว้ วิรุจน์พยายามจะถอยกายหนี แต่ทว่าช่างยากลำบากเหลือเกิน เขาหาจังหวะที่จะหนีพอลไม่ได้

                “อะ แฮ่กๆๆ พอ…พอสักที ไม่ไหว”

                ร่างกายของเขาสั่นไหวไปมาตามแรงกระแทกกระทั้นที่รุนแรงไม่หยุดหย่อน หยาดเหงื่อผุดเต็มใบหน้าของทั้งคู่ พอลรั้งร่างของวิรุจน์มาโอบกอด เขาซุกไซ้ซอกคอขาวอย่างคนหิวกระหาย

                “อึ่ก”

                วิรุจน์รู้สึกร้อนขึ้นมาบริเวณลำคอ ปลายลิ้นร้อนชื้นแฉะแตะสัมผัสลากไปมา ก่อนที่จะรับรู้ได้ถึงความเจ็บแปลบเพราะแรงดูดและเขี้ยวที่แหลมคม               

                สะโพกสอบ ไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดเคลื่อนไหว  พอลรั้งกายวิรุจน์ขึ้นมาใกล้           จนแทบจะนั่งตัก แขนเรียวสวยโอบคอแข็งแรงเอาไว้เป็นที่ยึด ก่อนที่เรือนร่างงดงาม        จะเริ่มขยับขึ้นลง เพราะถูกฝ่ามือร้อนจับสะโพกไว้แล้วสวนใหญ่ความเป็นชายให้กระแทกกระทั้นลึกเข้าไปในร่างกายนี้

                “อะ อึ่ก”

                ปลายเล็บจิกลงที่ผิวกายของพอล วิรุจน์ซบหน้าลงกับไหล่กว้าง การจะขยับตัวบนแท่งเนื้อที่ร้อนรุ่มนี้ช่างไม่ง่ายเอาเสียเลย ปลายนิ้วสวยบีบขยี้ยอดอกจนร่างกายต้องเผลอบิดเร่าเพราะความเสียวซ่าน ยิ่งพอลกระแทกมากเท่าไหร่ วิรุจน์ก็ยิ่งทรมานมากเท่านั้น ความเป็นชายเข้าไปลึกเสียจนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

                “อะ อ๊ะ อ๊า…”

                ใบหน้างดงามส่ายสะบัดไปมา พอลบีบเค้นแก่นกายอีกฝ่ายเอาไว้เสียแน่น          ไม่ยอมให้วิรุจน์ได้ปลดปล่อย เขาจึงได้แต่บิดเร่าอย่างทรมาน เสียงร้องครางนั้น           แสนรัญจวน

                “ใกล้แล้ว”

                เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู วิรุจน์ไม่ค่อยเข้าใจความหมายนั้นนัก           แต่เพียงครู่ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง เมื่อเริ่มจะเข้าใจในสิ่งที่พอลพูด

                “นะ นี่นาย อ๊ะ”

                ความอุ่นร้อนที่ฉีดพุ่งเข้ามาในร่าง ทำให้วิรุจน์ตัวเกร็ง หัวใจของเขาเต้นแรง ร่างกายนิ่งงัน อยู่ในสภาวะที่ตกใจอย่างมาก เพราะมันนานมากแล้วที่พอลเคยปล่อย    ใส่ในตัวเขา แต่โชคดีที่คราวนั้นเขาไม่ท้อง

                “พอล…นี่นายปล่อย…ในตัวฉันเหรอ…นายทำแบบนี้ทำไม หรือว่านายเอาออกไม่ทัน”

                วิรุจน์เงยหน้าไป หวังว่าพอลจะตอบคำถามของเขา และหวังว่าคำตอบนั้น           จะเป็นคำตอบเดียวกับที่เขาถามไป

                “เปล่า”

                เพียงเท่านี้ วิรุจน์ก็อึ้งจนพูดไม่ออก ยิ่งพอลดันร่างเขาให้นอนลงบนเตียง          ใจของวิรุจน์ก็ยิ่งเต้นแรง

                “นะ นี่นายจะทำอะไรอีก”

                “ฉันจะทำ จนกว่าฉันจะพอใจ”

                “แล้วถุงยางนายล่ะ!”

                พอลสบตากับวิรุจน์ เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไม่ได้สะทกสะท้าน         แต่อย่างใด

                “ไม่มี”

                ยังไม่ทันที่วิรุจน์จะได้อ้าปากท้วง พอลก็ก้มลงมากดจูบปิดปากของเขา          เสียแล้ว แม้จะพยายามดิ้นขัดขืน เพราะชายหนุ่มเริ่มกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป            แต่พอลก็ไม่ยอมให้เขาหลุดออกไปจากอ้อมกอดที่รุนแรงและป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นอีกครั้งได้ ยิ่งพยายามหนีและพยายามขัดขืนมากเท่าไหร่ รอยงับกัดและดูดเม้มที่ผิวกาย             ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แรงส่งและแรงกระแทกสอดใส่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้ง่ายๆ              หลายครั้งหลายคราที่ร่างกายได้รับความอุ่นร้อนจากสายธารขาวขุ่น จนวิรุจน์              สติพร่าเลือน ไม่รับรู้ต่อไปแล้วว่าพอลปลดปล่อยใส่ร่างกายของเขาไปกี่ครั้ง

                ช่องทางด้านหลังระบมจนช้ำ ความเหนอะหนะเกิดขึ้นภายใน ร่างกายของเขาแทบจะขยับไปไหนไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าพอลโมโหอะไร ถึงได้รุนแรงและป่าเถื่อนมากขนาดนี้ สะโพกสวยเต็มไปด้วยรอยนิ้วมือและรอยบีบเค้นที่เหมือนจะบีบให้เนื้อเขาช้ำไปหมด

                ความเหนื่อยล้าทำให้ร่างกายปิดสวิตช์ตัวเอง วิรุจน์สลบไปโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกมรักบนเตียงระหว่างเขาและพอลได้จบลงหรือยัง

                พอลถอนกายออกจากร่างที่บอบช้ำ น้ำขาวขุ่นไหลจนเปื้อนผ้าปูเตียง             พอลมองผลงานของตนเองด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ไม่มีคำอธิบายใดๆกับการกระทำ       ในครั้งนี้ เขารู้แค่ว่าเขาโมโหมาก และหงุดหงิดมากที่เห็นวิรุจน์มีทีท่าว่าจะหนีเขาไป        ให้ได้ ทั้งที่เขาอยู่ตรงนี้ แต่อีกฝ่ายกลับเรียกหาใครอีกคน

                “คิดจะไปจากฉัน…มันไม่ง่ายหรอก”

                เขาไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เขารู้จักกับวิรุจน์มาตั้งหลายปี         ไม่มีเหตุผลอะไรเลยในการทำพันธะวิญญาณ ทั้งที่เขาควรจะยกเลิกพันธะนี้                ไปตั้งนานแล้ว แต่เขากลับยื้อมันเอาไว้

                เหตุผลมีแค่ข้อเดียว…

                …ผู้ชายคนนี้เป็นของเขา…

                ร่างสูงก้มลงมาจูบที่หน้าผากสวยอย่างแผ่วเบา แม้ว่าสิ่งที่เขาทำมันคือความเห็นแก่ตัว เขาก็ไม่สน ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคนที่เขาไม่คิดจะปล่อยมือ เขาก็จะฉุดรั้งและกักขังให้ถึงที่สุด

                …ในเมื่อพันธะวิญญาณยังรั้งนายให้อยู่กับฉันไม่ได้…ฉันก็จะให้สายเลือดของฉันเป็นสิ่งที่รั้งนายไว้เอง…

100%


แจ้งเรื่องการเปิดรีปริ้น หนังสือ Royal tiger ภาค 2 นะคะ

เนื่องจากมีหลายท่านทักเข้ามาถาม แต่หนังสือหมดแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนก่อนๆโน้น

ปีหน้า อากิเรียนจบ น่าจะกลับ ตจว ยังไม่แน่ใจเรื่องการทำหนังสือนะคะอีก ในอนาคต


รายละเอียดการซื้อจะอัพให้ประมาณ วันที่ 12 มิถุนายน 2560

น่าจะเปิดให้ซื้อกันประมาณเดือนกว่าๆค่ะ


ปล. หนังสือจะพิมพ์และจัดส่ง หลังจากปิดการซื้อนะคะ เพื่อจะได้รวมยอดแจ้งให้โรงพิมพ์จ้า


รายละเอียดจะมาแจ้งอีกทีจ้า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}