Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

ชิงรักครั้งที่ 1 ศึกระหว่างพี่น้อง

ชื่อตอน : ชิงรักครั้งที่ 1 ศึกระหว่างพี่น้อง

คำค้น : HEART , Hanger , หัวใจชิงรัก , ภูผา , ธารา , ภูมิพฤกษ์ , เพลิงกัลป์ , วาโย , ตะวัน , yaoi , สามีแจจุง , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.9k

ความคิดเห็น : 62

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มิ.ย. 2560 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชิงรักครั้งที่ 1 ศึกระหว่างพี่น้อง
แบบอักษร

#




Part 1# Tawanศึกระหว่างพี่น้อง

               นี่ผมคิดอะไรอยู่นะ ถึงได้พยักหน้าแล้วก็เดินขึ้นรถตามคำชวนมาอย่างง่ายดายแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าคนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังขับรถอยู่ไม่ได้เป็นคนไม่ดี แถมยังเป็นเพื่อนที่เรียนอยู่เอกเดียวกันอีกต่างหาก แต่ว่าเราสองคนก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

เอาจริงๆ เคยคุยกันถึง 5 ประโยครึเปล่าผมยังไม่รู้เลย!

               “พฤกษ์” หรือ “ภูมิพฤกษ์” หนุ่มอัจฉริยะสุดหล่อประจำเอก เป็นคนที่โดดเด่นทั้งเรื่องเรียน กิจกรรม และหน้าตา เป็นคนที่ดังมากๆ จนน่าจะไม่มีใครในมหา’ลัยที่ไม่รู้จัก ซึ่งต่างจากผมที่แทบจะไม่เป็นที่จดจำของคนในเอกด้วยซ้ำไป

               “หน้าเรามีอะไรติดหรอตะวัน?” ที่พฤกษ์ถามอย่างนี้คงเพราะสังเกตเห็นว่าผมมองอยู่นานแล้ว ปกติผมก็เห็นพฤกษ์พูดมึง-กูกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นตลอด แต่ที่เรียกแทนตัวเองว่าเราคงเพราะไม่สนิทกับผม หรือไม่ก็เห็นว่าผมไม่พูดคำหยาบเลยไม่อยากพูดก็ได้ล่ะมั้ง

               เป็นคนที่ละเอียดอ่อนจังเลยนะ

               “เอ่อ...หน้าพฤกษ์ไม่มีอะไรติดหรอก แต่เราแค่ยังงงๆ อยู่น่ะว่าคนอย่างพฤกษ์จะชวนเราไปอยู่ด้วยจริงๆ หรอ มันดูน่าเหลือเชื่อยังไงก็ไม่รู้”

               “หืม? ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?”

               “ก็พฤกษ์เป็นคนดังนี่นา ความจริงเราไม่คิดว่าพฤกษ์จะจำเราได้เลยด้วยซ้ำ” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์เลยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันหน้ามามองผมแว้บหนึ่ง จากนั้นจึงได้หันกลับไปมองถนนที่อยู่ตรงหน้าต่อ

               “ตะวันนี่ไม่ได้รู้อะไรเลยนะ คนดังในเอกคือตะวันที่ทำตัวลึกลับจนแทบไม่สุงสิงกับใครมากกว่า”

               “หา? เราเนี่ยนะ? นี่พูดเล่นใช่มั้ยพฤกษ์” ผมชี้มือเข้าหาตัวเองอย่างงงๆ แต่พฤกษ์กลับไม่ตอบอะไร ได้แต่ยักไหล่แล้วขับรถต่อไปเท่านั้น

               “ว่าแต่...พฤกษ์รู้ได้ยังไงว่าเราไม่มีที่ไปถึงได้ชวนไปอยู่ด้วย แถมยังจะให้เราไปเป็นแม่บ้านด้วยอีก” อันที่จริงต้องพูดว่าพ่อบ้านถึงจะถูกมากกว่านี่เนอะ

               “ก็ไม่รู้หรอก แค่เดาเอาจากท่าทางตะวันกับข้าวของที่หอบมาน่ะ ส่วนเรื่องแม่บ้าน เราจำได้ว่าเข้าค่ายตอนปี 1 ตะวันทำกับข้าวอร่อยมาก แถมยังดูแลคนอื่นเก่งด้วยเลยน่าจะเหมาะ เพราะแม่บ้านคนเก่าพึ่งออกไปพอดี” สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมถึงกับอึ้งไปเลย

                “โห...จำได้ถึงขนาดนั้นเลยหรอ พฤกษ์นี่จะความจำดีเกินไปแล้วนะ” ถ้าผมความจำดีสักครึ่งหนึ่งของพฤกษ์ก็ดีสินะ งานพิเศษจะได้ทำได้หลากหลายมากขึ้น

               “ก็ถ้าเรื่องนั้นมันสำคัญ ถึงไม่ต้องพยายามก็จำได้เองใช่มั้ยล่ะ”

               “หา? เมื่อกี้พฤกษ์ว่ายังไงนะ?” ผมมัวแต่คิดเรื่องงานพิเศษอยู่เลยไม่ทันได้ฟังสิ่งที่พฤกษ์พูด ได้ยินแต่อะไรสำคัญๆ ก็ไม่รู้

               “ถ้าไม่ได้ยินก็ไม่เป็นไร...จะว่าไปเรายังไม่ได้โทรบอกคนที่บ้านเลยนี่นะ งั้นขอคุยโทรศัพท์แป๊บนึง” ตอนนี้กำลังติดไฟแดงพอดี พฤกษ์เลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาคนที่บ้าน

               “อยู่ไหนน่ะเพลิง?....เออดีเลย งั้นฝากบอกทุกคนด้วยว่ากูหาแม่บ้านคนใหม่ได้แล้ว...เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยคุยที่บ้าน แค่นี้แหละกูขับรถอยู่” พูดถึงตรงนี้พฤกษ์ก็ตัดสายไปเลยเพราะไฟจราจรได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว

               หลังจากนั้นรถก็ตกอยู่ในความเงียบ เพราะทั้งผมและพฤกษ์ต่างก็เป็นคนพูดไม่เก่งทั้งคู่ ผมเลยได้แต่มองเส้นทางตามกระจกข้างไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านไปสักพักพฤกษ์ก็ชะลอรถแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอยที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นจึงได้เอ่ยปากพูดกับผม

               “ใกล้จะถึงบ้านแล้วนะ ตะวันเก็บของเตรียมตัวเลยแล้วกัน”

               “อ๋อ โอเค” ผมพยักหน้าแล้วรีบเก็บของให้เข้าที่ ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที พฤกษ์ก็เลี้ยวรถเข้าไปในบ้าน 2 ชั้นหลังหนึ่งที่สร้างได้สวยเก๋และทันสมัยมาก ผมไม่แน่ใจว่านี่ใช่สไตล์โมเดิร์นรึเปล่า แต่ว่ามันแตกต่างจากบ้านทั่วไปแบบฉีกออกมาเลย

               “บ้านสวยจังพฤกษ์ สวยสุดๆ เลย” ผมเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง

               “ถ้าพี่ภูได้ยินคงดีใจ เพราะนี่คือผลงานที่พี่ภูภูมิใจมากที่สุด...พี่ภูเป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้น่ะ”

               “ว้าว พี่ของพฤกษ์เก่งจัง แล้วนี่ที่บ้านอยู่กันกี่คนหรอ?” ถึงแม้จะเรียนเอกเดียวกัน แต่ผมก็ไม่ได้สนิทกับพฤกษ์ขนาดที่จะรู้ว่าครอบครัวมีกี่คน แต่ถ้าเพื่อนผู้หญิงในห้องก็คงจะรู้หมดแม้กระทั่งชื่อเลยล่ะมั้ง

“ที่นี่อยู่กัน 5 คน มีพี่ชาย 2 คน ชื่อภูผากับธารา แล้วก็มีน้องชายอีก 2 คน ชื่อเพลิงกัลป์กับวาโย และ 1 ในนั้นก็มีน้องชายฝาแฝดของเราด้วย

               “หา! พฤกษ์มีแฝดด้วยหรอ?”

               “อืม ชื่อเพลิง แต่เอาจริงๆ ก็มีไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าเราเป็นแฝดกัน เพราะนอกจากหน้าก็ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักอย่าง”

               “ขนาดนั้นเลยหรอ?” ผมทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะขึ้นชื่อว่าแฝดอย่างน้อยมันก็น่าจะมีอะไรที่เหมือนกันบ้างสินอกจากหน้าตา

               “เดี๋ยวพอได้เจอตะวันก็รู้ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปสุงสิงกับมันมากหรอกนะ เพราะไอ้นี่มันเป็นตัวอันตราย” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่พฤกษ์ก็ไม่ได้มีท่าทีเกลียดชังแฝดคนน้องแต่อย่างใด แถมยังอมยิ้มน้อยๆ เมื่อพูดถึงอีกต่างหาก

               “เราจะพยายามก็แล้วกัน แต่ว่าท่าทางพฤกษ์จะสนิทกับพี่น้องมากเลยเนอะ คุณพ่อกับคุณแม่คงดีใจมากที่มีลูกชายตั้ง 5 คน เราอยากมีครอบครัวอบอุ่นแบบนี้บ้างจัง” พอผมพูดแบบนี้ สีหน้าของพฤกษ์ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นยิ้มหยันทันที

               “พ่อกับแม่งั้นหรอ? หึ!” พฤกษ์พูดแค่นี้ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ผมที่รู้สึกสงสัยเลยว่าจะถามสักหน่อย แต่พฤกษ์ก็ชวนผมเข้าบ้านซะก่อน

               “เข้าไปข้างในกันเถอะตะวัน ป่านนี้ทุกคนคงกำลังรออยู่ มีอะไรให้ช่วยถือรึเปล่า?”

               “ไม่มีหรอก ของมีไม่กี่อย่างเราถือเองได้” จะให้คนที่มีบุญคุณอย่างพฤกษ์มาช่วยถือของได้ยังไงกันล่ะ

               “ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ถุงหนังสือท่าทางจะหนักนะ เดี๋ยวเราช่วยดีกว่า” แล้วพฤกษ์ก็เอื้อมมือมาหยิบถุงหนังสือที่ตักของผมไปเลย จากนั้นก็เปิดประตูแล้วเดินลงจากรถ ผมที่ถึงแม้จะไม่อยากรบกวน แต่พอพฤกษ์ทำแบบนี้ก็เลยต้องเลยตามเลย

               ผมเปิดประตูลงจากรถแล้ววิ่งตามไปหาพฤกษ์ที่ตอนนี้กำลังกดรหัสเข้าบ้าน จากนั้นก็พาผมเดินเข้าไปข้างใน ซึ่งพอได้เห็นก็ทำเอาผมถึงกับตกตะลึงจนตาค้างอีกครั้ง

               แต่ที่ตาค้างไม่ใช่เพราะการตกแต่งภายในที่ดูสวยเก๋แบบโมเดิร์นที่เห็นภายนอกหรอก ที่ผมตาค้างเพราะเห็นผู้ชายที่มีออร่าความหล่อรายล้อมตัวเหมือนพฤกษ์ถึง 3 คนต่างหาก!

               “หืม? นี่หรอแม่บ้านคนใหม่ที่มึงพูดถึง?” ผู้ชายที่มีใบหน้าเหมือนพฤกษ์ราวกับแกะพูดขึ้น จะต่างกันก็แค่ทรงผมและการแต่งตัวที่ไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่ ซึ่งหลังจากที่พูดจบผู้ชายคนนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วใช้สายตาคมกริบมองผมจนแทบจะทะลุเข้าไปในร่าง

                 “น่ารักใช้ได้เหมือนกันนี่หว่า พอเห็นท่าทางใสๆ แบบนี้แล้วชักอยากทำให้แปดเปื้อนยังไงก็ไม่รู้” ไม่พูดเปล่าผู้ชายตรงหน้ายังแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหายอีกต่างหาก สายตาที่มองมากับการกระทำนั้นทำให้ผมถึงกับกลัวจนขนลุกซู่

                 คนคนนี้ต้องเป็นน้องชายฝาแฝดของพฤกษ์ที่ชื่อเพลิงไม่ผิดแน่ ผมเชื่อแล้วล่ะว่านอกจากหน้าตา สองคนนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยแม้แต่อย่างเดียว!

               “เดี๋ยวเถอะเพลิง พูดอะไรอย่างนั้นกันเล่า ไม่เห็นรึไงว่าหนุ่มน้อยหน้าหวานคนนี้กำลังกลัวน่ะ...ชื่ออะไรหรอเรา? ฉันชื่อธารนะ” ผู้ชายหน้าสวย ที่มีรูปร่างสูงโปร่งแต่เพรียวบางถามขึ้น แถมยังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเชยคางของผมขึ้นอีกต่างหาก

               “อะ...เอ่อ...ตะวัน...ผมชื่อตะวันครับ” ผมตอบอย่างตะกุกตะกักเพราะยังปรับอารมณ์ไม่ทัน แถมยังตกตะลึงกับความสวยของผู้ชายอย่างคุณธาร มิหนำซ้ำยังมีความยั่วยวนถึงแม้ว่าจะกำลังสวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแลคก็ตาม

               เป็นคนที่เสน่ห์เหลือล้นและเซ็กซี่เรี่ยราดจริงๆ!

               “ตะวันงั้นหรอ? แหม...ช่างเป็นชื่อที่ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มซะจริง ถามตรงๆ เลยนะ สนใจลองมามีเซ็กส์กับฉันมั้ยหนุ่มน้อย?”

               “ห้ะ!” ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อกี้ผมฟังผิดไปใช่มั้ย ใครมันจะไปชวนคนที่พึ่งเจอกันมีเซ็กส์ได้เล่า!

               แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นคุณธารกลับก้มหน้าลงมาหาผมเพื่อที่จะจูบซะงั้น ผมที่กำลังช็อกอยู่ร่างกายเลยขยับไปไหนไม่ได้ ยังดีที่หนุ่มน้อยน่ารักในชุดนักเรียนม.ปลายเข้ามาขวางเอาไว้ได้ทัน เลยทำให้ริมฝีปากของคุณธารเฉียดริมฝีปากของผมไปแค่นิดเดียว

               “หยุดเลยนะครับพี่ธาร! ว่าพี่เพลิงไม่ดูตัวเองเลยนะ! พี่ธารทำให้พี่ตะวันกลัวจนสั่นไปหมดแล้วนะครับ!”

               “ถ้างั้นวาก็ไม่ดูตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ มือน่ะจับเต็มๆ เลยไม่ใช่หรอ แล้วก็อย่าอ้างนะว่าไม่ได้ตั้งใจ ใครจะไปเชื่อก็เล่นขยำซะขนาดนั้น” ที่คุณธารบอกว่ามือน้องวาจับเต็มๆ...ไม่สิ ต้องเรียกว่าขยำมากกว่า ก็เพราะตอนนี้มือทั้ง 2 ข้างของน้องวากำลังวางอยู่ที่แผ่นอกของผม!

               ใจจริงผมก็อยากจะผลักน้องวาออกไปหรอกนะ แต่มันก็ติดอยู่ที่ว่าผมไม่กล้าทำร้ายเด็ก แถมตัวของผมตอนนี้ก็ยังช็อกจนแข็งค้างอยู่เลย

               “ชิ! เกลียดจริงๆ คนรู้ทัน” น้องวาแลบลิ้นใส่คุณธาร จากนั้นก็ปล่อยมือที่ขยำแผ่นอกของผม แล้วเอาไปกอดอกของตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่

               “อะ...เอ่อ...นะ...นี่มันอะไรกันพฤกษ์...” ผมถามอย่างตะกุกตะกักพลางหันหน้าไปหาพฤกษ์ช้าๆ ซึ่งตอนนี้พฤกษ์กำลังทำหน้ากลุ้มใจแล้วใช้มือข้างหนึ่งเสยผมของตัวเองขึ้นไปด้านบน

               “เฮ้อออออ ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะนะว่าทุกคนต้องเข้ามาจีบตะวัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะรุกจีบหนักกันถึงขนาดนี้”

               “หา? จีบ? จีบเราเนี่ยนะ?” ผมชี้มือเข้าหาตัวเองด้วยความงุนงง ผมว่าวันนี้ผมต้องเสียใจเรื่องคุณพ่อจนสมองทำงานไม่ปกติแน่ๆ แล้วบางทีการกระทำกับคำพูดของพี่น้องบ้านนี้ผมอาจจะคิดไปเองคนเดียวก็ได้

               ใช่...มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!

               แต่ทั้งๆ ที่กำลังจะสะกดจิตตัวเองให้คิดแบบนั้นได้อยู่แล้ว พฤกษ์กลับขยับเข้ามาใกล้แล้ววาดมือมากอดคอของผม จากนั้นจึงก้มหน้าลงมาจนจมูกแทบจะชนกัน แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า...

               “บ้านนี้ไม่มีใครชอบผู้หญิงหรอกนะ แล้วรูปร่างหน้าตาแบบตะวันถึงแม้จะไม่ใช่สเปค แต่ทุกคนก็ยังอยากได้อยู่ดี”

               หา! หา!! หา!!!

               นี่มันอะไรกันเนี่ยยยยยยยยยย!!!

               ผมเบิกตากว้างจนแทบจะถลนกับเรื่องที่ได้ยินเมื่อกี้ แถมท่าทีของพฤกษ์ก็ไม่มีวี่แววล้อเล่นอีกต่างหาก มิหนำซ้ำทุกคนในบ้านก็ยังยิ้มรับไม่มีปฏิเสธอีกด้วย แล้วอย่างนี้การเป็นแม่บ้านของผมจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย!

               ซึ่งขณะที่ผมกำลังสองจิตสองใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี จะเป็นแม่บ้านของที่นี่หรือว่าจะไปตายเอาดาบหน้า ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาซะก่อน

               “อย่าเหมารวมพี่ไปกับพวกแกสิพฤกษ์ พี่ไม่เคยบอกสักคำว่าพี่ชอบผู้ชาย”

               ผู้ชายที่พึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องคนนี้ คงต้องเป็นพี่ชายอีกคนของพฤกษ์ที่ชื่อภูผา แน่นอนว่าออร่าความหล่อที่รายล้อมตัวก็มีเหมือนกันกับทั้ง 4 คน แต่ผมกลับรู้สึกว่าคุณภูผาแตกต่าง เพราะนอกจากจะดูเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้แล้ว คุณภูผายังบอกว่าไม่ได้ชอบผู้ชายอีกด้วย

               คนคนนี้อาจทำให้การเป็นแม่บ้านของผมไม่ลำบากอย่างที่คิดก็ได้!

               “แต่พี่ภูก็ไม่ได้ชอบผู้หญิงใช่มั้ยล่ะ ไม่สิ...ต้องบอกว่าเกลียดผู้หญิงเหมือนพวกเราทุกคนมากกว่า”

               “หา! เกลียดผู้หญิง?” ผมก็ว่าจะอุทานขึ้นมาในใจเฉยๆ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้กลายเป็นอุทานออกเสียงซะได้ ยังดีที่ไม่มีใครว่าผมสอดรู้สอดเห็น มีแต่คุณภูผาคนเดียวที่ใช้สายตาดุๆ ตวัดมองมาทางผม

               “ก็จะไม่ให้เกลียดได้ยังไง ก็แม่ของพวกเราเป็นกะ...โอ๊ย! พี่ธาร! ผมเจ็บนะ!” แต่ยังไม่ทันที่เพลิงจะได้พูดไขข้อข้องใจให้ผมจนจบประโยค ก็ถูกคุณธารเอื้อมมือไปบิดหูซะก่อน แถมยังบิดอย่างแรงจนหูของเพลิงแดงเถือกอีกต่างหาก

               เพลิงกำลังจะบอกว่าแม่ของทุกคนเป็นอะไรกันนะ จะเป็นกะลาสี หรือว่าเป็นเกษตรกร?

               “พูดให้มันดีๆ หน่อย ถึงจะเกลียดยังไงแต่นั่นก็แม่นะเพลิง”

               “เออๆๆ ผมไม่พูดคำนั้นก็ได้ งั้นเปลี่ยนเป็นอีตัวที่รับแต่แขก VIP พอมีลูกทีก็เอามาทิ้งให้ยายเลี้ยงแทนก็แล้วกัน พอใจแล้วนะ”

               “พอใจกับผีน่ะสิ! ไอ้น้องคนนี้!” แล้วหลังจากนั้นคุณธารก็บิดหูของเพลิงแรงขึ้นไปอีก จนเพลิงต้องร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด โดยมีน้องวาคอยปรบมือเชียร์และหัวเราะสมน้ำหน้าเพลิงใหญ่ แต่ผมกลับรู้สึกหดหู่กับเรื่องที่ได้ยินยังไงก็ไม่รู้

               “ขอโทษนะตะวัน คงจะรู้สึกแย่กับพวกเราสินะ” พฤกษ์พูดขึ้นเมื่อเห็นว่าผมเงียบไป สีหน้าของพฤกษ์ตอนนี้ราวกับว่าเสียใจเพราะคิดว่าถูกผมรังเกียจ

               “เปล่านะพฤกษ์ เราไม่ได้รู้สึกแย่หรือว่ารังเกียจทุกคนเลยนะ แต่ว่าเรารู้สึกสงสารน่ะ ตอนเด็กๆ คงจะลำบากกันน่าดู”

               “ก็...ไม่เท่าไหร่หรอก แม่ส่งเงินมาให้ยายเดือนละหลายหมื่น แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราทุกคนก็เกลียดแม่กันอยู่ดี เกลียดทั้งเงิน ทั้งนิสัย และอาชีพที่แม่ทำ จนพาลเกลียดผู้หญิงทุกคนบนโลกไปด้วยน่ะ” พอได้ยินแบบนี้ผมก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมพี่น้องบ้านนี้ถึงได้ไม่ชอบผู้หญิง ก็มีปมขนาดใหญ่อยู่ในใจเลยนี่นา

               “แล้วตอนนี้คุณแม่ของพฤกษ์เป็นยังไงบ้าง?” ผมคิดว่าอายุท่านน่าจะมากแล้ว คงไม่น่าจะทำอาชีพแบบนั้นได้หรอก แต่ผมก็ไม่คิดว่าท่านจะ...

               “ตายแล้ว ถูกฆ่าปิดปากเพราะไปรู้ความลับของนักการเมืองที่นอนด้วยได้ 10 กว่าปีแล้ว” สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมถึงกับใจหล่นวูบ แต่ถึงอย่างนั้นพฤกษ์กลับเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความรู้สึกเศร้าหรือว่าเสียใจเลยแม้แต่น้อย

                ผิดกับผมที่กลับรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก พฤกษ์ที่เห็นสีหน้าของผมตอนนี้จึงได้ยิ้มออกมาบางๆ แล้ววางมือลงบนศีรษะของผม จากนั้นก็ลูบไปมาเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน

               “เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ตะวันไม่ต้องทำหน้าเศร้าไปหรอก แค่เรื่องของตะวันก็หนักหนามากพออยู่แล้ว เพราะงั้นไม่ต้องเก็บเรื่องของครอบครัวเราไปใส่ใจหรอกนะ” ที่พฤกษ์พูดแบบนี้ ก็เพราะว่าผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตอนที่พฤกษ์เดินกางร่มลงจากรถมาหาผมที่ป้ายรถเมล์

               “จะให้ทำอย่างนั้นได้ยังไงกันล่ะ เพราะงั้นเราจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดีเอง เราจะทำหน้าที่ของแม่บ้านอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย” ผมยิ้มกว้างอย่างหมายมั่นปั้นมือ

               แต่แล้วยังไม่ทันที่พฤกษ์จะได้พูดตอบกลับมา เสียงของคุณภูผาก็ดังขัดขึ้นมาซะก่อน

               “เดี๋ยวนะ แม่บ้านงั้นหรอ? นี่มันเรื่องอะไรทำไมพี่ไม่เห็นรู้เรื่อง” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์เลยรีบหันหน้าไปหาเพลิงทันที

               “ไอ้เพลิง กูสั่งให้มึงบอกทุกคนเรื่องตะวันแล้วไม่ใช่หรอวะ”

               “ก็กูบอกทุกคนแล้วไง แต่ยกเว้นพี่ภูที่ทำงานอยู่ในห้อง”

               “เอ๊า แล้วอย่างนี้มันจะเรียกว่าทุกคนได้ยังไงล่ะวะ”

               “ก็ทุกคนนั่นแหละ ยกเว้นแต่พี่ภูคนเดียว มึงนี่เข้าใจอะไรยากเนอะ”

               “มึงนั่นแหละที่เข้าใจอะไรยาก ไอ้...”

               “พอได้แล้วทั้งสองคน เถียงกันเป็นเด็กๆ ไปได้ ปีนี้ก็จะ 22 กันแล้วนะให้ตายเถอะ” คุณภูผาพูดขึ้นเพื่อห้ามทัพของพฤกษ์และเพลิงที่มีแววจะทะเลาะกันจริงๆ

               “เฮ้ออออ ผมไม่เถียงกับไอ้เพลิงก็ได้ ส่วนเรื่องตะวันก็เอาเป็นว่าผมบอกตอนนี้เลยแล้วกันว่าจะมาเป็นแม่บ้านคนใหม่ของที่นี่ พี่ภูคงยังไม่ได้จ้างแม่บ้านที่ไหนหรอกใช่มั้ย”

               “อืม พี่ยังไม่ได้จ้าง” เท่านั้นแหละพฤกษ์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่จะยิ้มบางๆ ออกมาด้วยความดีใจ แต่ยังไม่ทันไรรอยยิ้มของพฤกษ์ก็ต้องหุบลงซะแล้ว เพราะคุณภูผาได้พูดขึ้นมาอีกว่า...

               “แต่ถึงยังไม่ได้จ้างแม่บ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าพี่จะรับคนที่แกพามาสักหน่อย เพราะงั้นแกไปเก็บมาจากไหนก็เอาไปคืนที่เดิมซะ” คำพูดนั้นทำให้ผมช็อกจนตัวแข็งค้าง ยิ่งสายตาอันดุดันของคุณภูผาที่มองมา มันก็ยิ่งทำให้ผมใจหล่นวูบจนแทบจะตกลงไปที่พื้น

               ผมได้ไปทำอะไรให้คุณภูผาไม่พอใจรึเปล่านะ?

               “ผมจะไม่พาตะวันไปไหนทั้งนั้น ตะวันกำลังลำบากไม่มีที่ไป บ้านเราก็ต้องการแม่บ้านอยู่พอดี ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ภูต้องมีปัญหาด้วย เพราะทุกคนก็โอเคกันหมดแล้ว” หลังจากที่พฤกษ์พูดจบทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยกันหมด แต่คุณภูผากลับยิ้มหยันออกมาซะงั้น

               “หึ แม่บ้านงั้นหรอ นั่นมันเป็นแค่ข้ออ้างมากกว่า จริงๆ แล้วพวกแกแค่อยากได้คู่นอนที่สะดวกเวลาอยากไม่ใช่รึไง” คำพูดนั้นทำให้ผมถึงกับหัวร้อนด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวอะไรเลยได้แต่เงียบแล้วก็เม้มปากแน่นเท่านั้น เป็นพฤกษ์ซะอีกที่ทนไม่ได้จึงรีบแก้ตัวแทนให้ผม

               “ตะวันเป็นเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกันกับผม ตะวันไม่ใช่คู่นอนของพวกเราหรือว่าใครคนใดคนหนึ่งทั้งนั้น พี่ภูควรจะถอนคำพูดและขอโทษตะวันเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของพฤกษ์ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดังหรือว่าตะคอก แต่กลับดูแข็งกร้าวและน่ากลัวเอามากๆ

               “นี่แกกล้าสั่งพี่หรอพฤกษ์” ส่วนคุณภูผาก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงและสีหน้าน่ากลัวไม่ต่างกัน...ไม่สิ ต้องเรียกว่าน่ากลัวมากกว่าต่างหาก

               “คำว่า ‘ควรจะ’ มันเป็นคำสั่งตรงไหนหรอพี่ภู ผมก็แค่พูดให้พี่คิดเท่านั้นเองว่าสมควรมั้ยที่พูดกับตะวันไปแบบนั้น”

               “พฤกษ์!”

               “ทำไมครับพี่ภู?”

               ตอนนี้คุณภูผาจ้องมองมาที่พฤกษ์ด้วยสายตาวาวโรจน์ ส่วนพฤกษ์ที่ถึงแม้สีหน้าจะยังเรียบเฉย แต่ก็จ้องคุณภูผากลับไปอย่างไม่ลดละเช่นกัน ผมที่เห็นแบบนั้นเลยคิดว่าคงปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้ จะให้พี่น้องมาทะเลาะกันเพราะผมได้ยังไงกันล่ะ

               “พฤกษ์ เอ่อ...อย่าทะเลาะกับคุณภูผาเพราะเราเลยนะ เราไม่ทำงานที่นี่ก็ได้” ถึงแม้ว่าผมจะกำลังลำบากเรื่องที่พักก็เถอะ แต่เดี๋ยวผมไปนอนที่วัดอย่างที่เคยคิดเอาไว้น่าจะดีกว่า

               “ไม่ได้ เราไม่ให้ตะวันไปไหนทั้งนั้น” พฤกษ์พูดจบก็จับมือของผมเอาไว้แล้วดึงให้เข้าไปประชิดตัว คุณภูผาที่เห็นอย่างนั้นเลยเดินเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นก็ตวัดสายตามองมาที่ผมอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะเบนกลับไปจ้องที่พฤกษ์เหมือนเดิม

               “แต่พี่ก็ไม่ยอมรับผู้ชายคนนี้เป็นแม่บ้านเหมือนกัน ที่นี่เป็นบ้านของพี่ เพราะงั้นพี่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด” พอได้ยินแบบนี้พฤกษ์ก็ทำเสียงขึ้นจมูก จากนั้นก็ใช้นิ้วดันแว่นพลางใช้สายตาคมกริบจ้องมองไปที่คุณภูผา

               “แต่พวกเราเคยตกลงกันแล้วไม่ใช่หรอว่า บ้านหลังนี้ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครใหญ่กว่าใครถึงแม้จะเป็นพี่ภูก็ตาม”

               สายตาและคำพูดของพฤกษ์ยิ่งทำให้คุณภูผาไม่สบอารมณ์หนักขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นพฤกษ์ก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด เพราะงั้นทั้งสองคนจึงได้จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนผมแทบจะเห็นสายฟ้าผ่าลงมาตรงกลาง แถมยังรู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุสุดๆ อีกต่างหาก

               ทำยังไงดี เรื่องราวมันชักจะบานปลายไปกันใหญ่แล้ว ผมต้องทำยังไงถึงจะให้พฤกษ์กับคุณภูผาเลิกทะเลาะกันได้ล่ะเนี่ย!

               2BC

สวัสดีค่า H. Hanger หัวใจชิงรักตอนแรกก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วน้า แต่ตอนแรกก็เกิดศึกระหว่างพี่น้องซะแล้ว แล้วต่อไปเรื่องราวมันจะวุ่นวายบานปลายไปจนถึงขนาดไหนกันน้อ ยังไงก็ขอฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้กับตะวันกับพี่น้องทั้ง 5 ด้วยนะคะ ​ว่าแต่...อ่านมาจนถึงตอนนี้พอจะเดากันได้รึยังน้อว่าใครคือพระเอกของเรื่องนี้ (บอกไว้ก่อนเน่อว่าไม่ใช่ 3 4 5 หรือ 6P นะคะ) มีคนที่เชียร์เป็นพิเศษมั้ยคะ คือเท่าที่เห็นเหมือนเรื่องมันจะเอนเอียงเอียงไปทางพฤกษ์ไม่ก็ภูผาใช่ม้า แต่ก็ไม่แน่น้าว่าบางทีพระเอกอาจจะเป็นเพลิง ธาร หรือว่าวาก็ได้ (ถึง 2 คนหลังจะเป็นเคะก็เถอะ แต่เคะxเคะก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเขียนใช่ม้า อิอิ) ​แล้วมาลุ้นกันตอนต่อๆไปนะคะว่าใครจะเป็นพระเอก ซึ่งตอนหน้าอีกสัก 2 วันเราน่าจะมาลงให้อ่านกันได้ค่ะ หวังว่าคงจะไม่นานเกินไปเนอะ ยังไงก็รอเค้าด้วยน้า ขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะคะที่เข้ามาอ่านและเม้นให้นิยายเรื่องนี้ __/\__ ตอนแรกๆถึงคนอ่านและเม้นจะยังน้อยอยู่แต่เราก็หวังว่าต่อไปจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนะคะ ยังไงก็อย่าพึ่งทิ้งเราไปไหนน้า แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ บ๊ายบายยยยยยยย
(12 มิ.ย. 60)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}