หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 6: ไหนลองเรียก ‘อ้าย’ ซิ[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 6: ไหนลองเรียก ‘อ้าย’ ซิ[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2560 20:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 6: ไหนลองเรียก ‘อ้าย’ ซิ[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****6: ไหนลองเรียก ‘อ้าย’ ซิ

พอเกิดเรื่องนั้น ผมกลับมาถึงเกสต์เฮ้าส์ได้ก็แจ้งกับพนักงานทันทีว่าพรุ่งนี้ผมจะเช็กเอาท์ออก แล้วก็ขอยุติการจ้างไกด์นำเที่ยวด้วย ตอนแรกก็กะจะไม่บอกเหตุผลเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญหรอก แต่เพราะตอนที่ผมไปแจ้งเรื่อง คุณแอนก็อยู่ที่นั่นพอดี เธอจึงมาเค้นถามผม สุดท้ายผมก็ต้องยอมเปิดปากบอก

สาเหตุที่ผมยกเลิกทุกอย่าง...ก็เพราะไอ้ปั้นรักนั่นแหละ

ทว่าปากดันบอกไปไม่หมด

“ผมจะไปเที่ยวที่จังหวัดอื่นน่ะครับ”

“บอกมาตามตรงเถอะค่ะว่าเพราะปั้นรัก ไม่อย่างนั้นคุณดื้อคงไม่เปลี่ยนใจไม่เอาไกด์หรอกค่ะ” คุณแอนว่าอย่างรู้ทัน สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

ผมไม่อยากจะใส่ไฟหรอกนะ แต่ในเมื่อเธอพูดมาอย่างนี้ ผมก็พยักหน้า

“มันก็มีเหตุผลส่วนนั้นนิดหน่อยน่ะครับ”

“ปั้นรักไปทำอะไรคุณเหรอคะ” เค้นถามมาอีกละ

ผมลังเลครู่หนึ่งว่าจะบอกหรือไม่บอกดี สุดท้ายก็...

“ปั้นรักไม่ได้ทำอะไรผมหรอก ผมแค่คิดว่าผมกับเขาเข้ากันไม่ค่อยได้น่ะครับ คุยกันไม่ค่อยถูกคอ”

บอกกลายๆ เอาก็แล้วกัน

คุณแอนก็รู้ว่าผมจงใจไม่บอกตามตรง ทว่าเธอก็ไม่ได้เค้นถามอะไร นอกจากจะระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันต้องขอโทษคุณดื้อมากๆ เลยนะคะที่ปั้นรักสร้างปัญหาให้ เมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้เป็นแบบนี้หรอกค่ะ แต่ตั้งแต่ที่...”

“ครับ?” เห็นคุณแอนเงียบไปพักหนึ่ง ผมก็เลิกคิ้วถาม

คุณแอนมองหน้าผม ถอนหายใจอีกครั้งแล้ว

“ตั้งแต่ที่ฉันให้เขาไปอยู่กับพ่อ ปั้นรักกับฉันก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ เวลาฉันบอกให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำตรงกันข้ามแทบทุกเรื่องค่ะ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน”

ผมจับประเด็นได้ทันทีว่าปั้นรักมันคงมีปัญหาครอบครัวตามประสาเด็กบ้านแตก แต่อย่างที่บอกว่าผมไม่ยุ่งเรื่องของใครไง ครอบครัวมันจะเป็นยังไงก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะมาทำกิริยามารยาทแย่ๆ ใส่ลูกค้าอย่างผม ผมเลยได้แต่พยักหน้ารับส่งเดชไป

“ฉันก็แค่อยากให้เขามีการมีงานทำจะได้มีแนวทางในชีวิตว่าจะไปต่อทางไหน แค่นี้ฉันก็ห่วงจนไม่รู้จะห่วงยังไงแล้ว ยิ่งช่วงนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง”

“ผมเข้าใจครับ”

กลายเป็นว่าการที่ผมมาเช็กเอาท์ออกเป็นการเปิดโอกาสให้คนเป็นแม่ระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับลูกชายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดูท่าทางแล้ว ก่อนที่ปั้นรักจะมาหาแม่ที่ลาว มันคงไปทำเรื่องอะไรชวนให้แม่ต้องหนักใจมา ทว่าคุณแอนก็ไม่ได้บ่นต่อเมื่อสายตาเหลือบเห็นปั้นรักเดินเข้ามาที่เกสต์เฮ้าส์พอดี เท่านั้นสีหน้ากลัดกลุ้มของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นกรุ่นโกรธ พลันบอกผมเร็วๆ

“ขอตัวไปจัดการไอ้ตัวดีก่อนนะคะคุณดื้อ แล้วก็ต้องขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกครั้งด้วยค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ”

บอกไปอย่างนั้นเพื่อให้คุณแอนสบายใจ พลันมองตามคนรุ่นราวคราวแม่ที่เดินเข้าไปหาปั้นรัก ก่อนที่เธอจะฟาดฝ่ามือลงบนกบาลของลูกชาย พร้อมกับดึงหูไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆ แล้วเริ่มบ่นออกมาเสียงดังเป็นภาษาลาว ดีนะที่ช่วงนี้ไม่มีแขกเพราะดึกมากแล้ว ไม่อย่างนั้นปั้นรักต้องขายขี้หน้าแน่ๆ

แต่มันจะขายขี้หน้าหรืออะไร ผมก็ไม่สนใจอยู่ดี ได้แต่ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นมันมองผมกลับอย่างโกรธๆ ประหนึ่งรู้ว่าผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้มันถูกแม่เล่นงาน ผมก็ยักคิ้วให้ทีหนึ่งก่อนจะเดินกลับขึ้นไปชั้นบน ทิ้งให้มันถูกเช็กบิลตามลำพัง

ผมใช้เวลาเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเป้ใบเขื่องไม่นานนัก ลงมาเช็กเอาท์ออกตั้งแต่เช้ามืดเพราะผมตั้งใจจะไปขึ้นรถบัสเที่ยวแรกไปวังเวียง อาหารเช้าของผมในวันนี้จึงต้องไปฝากท้องที่ร้านอาหารแถวๆ คิวรถที่หน้าสนามกีฬาเจ้าอนุวงศ์ เปิดในหนังสือแนะนำท่องเที่ยวดู เขาแนะนำให้ผมสั่งข้าวเปียกมากิน ผมก็เลยลองเพื่อให้รู้ว่ามันเป็นยังไง มันคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสของบ้านเราครับ แต่รสชาติของน้ำซุปก็จะต่างกันพอสมควร ส่วนข้าวเปียกก็เป็นแป้งเส้นกลมๆ ค่อนไปทางเหนียวและลื่นๆ มองเผินๆ มันดูคล้ายกับเส้นอุด้ง กินกับเนื้อสัตว์ซึ่งก็แล้วแต่ว่าแต่ละร้านจะใส่อะไร บนโต๊ะมีเครื่องปรุงสำหรับให้ปรุงรสเพิ่ม ผมไปนั่งงงๆ อยู่นิดหน่อยที่แม่ค้าบอกว่าให้เติมแป้งนัวเพิ่มได้ ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าแป้งนัวมันคือผงชูรสเมื่อสังเกตสีและรูปร่างลักษณะของมันที่อยู่ในกระปุก

ผมไม่ได้เติมอะไรเพิ่มหรอก รสชาติดั้งเดิมของมันก็อร่อยอยู่แล้ว หลังจากจัดการกับมื้อเช้าเสร็จก็ไปนั่งรอรถตามเวลาที่ระบุในตั๋ว พอรถบัสมาแล้วก็ขึ้นไปนั่ง เตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง บอกตามตรงเลยนะว่าพอคิดว่าจะไม่ได้เจอหน้าปั้นรักอีกแล้ว ผมก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด

สดชื่นมากที่ตัวน่ารำคาญออกไปจากชีวิตผมสักที จากนี้ต่อให้หลงหรือถูกโกงก็ช่างมันเถอะ เที่ยวๆ ไป พอเบื่อแล้วก็ค่อยกลับไทยแล้วกัน

ทำตามที่หนังสือท่องเที่ยวแนะนำมันก็ไม่ได้แย่ เขาบอกให้ผมมาขึ้นรถเที่ยวแรกสุด ผมเลยมาถึงที่วังเวียงในช่วงบ่าย แต่เพราะความที่นั่งรถมานานติดกันหลายชั่วโมง ผมก็เลยตัดสินใจว่าจะยังไม่ไปเที่ยวที่ไหน นอนพักและเดินเล่นในละแวกเกสต์เฮ้าส์ที่ไปเช่าอยู่ก่อน ไปลุยเที่ยวอีกทีในวันพรุ่งนี้

วันใหม่มาถึง ผมก็เที่ยวตามที่หนังสือแนะนำการเที่ยวเขียนไว้อีกเช่นเคย เริ่มจากออกมาหาข้าวกินแถวริมแม่น้ำซอง นั่งชมบรรยากาศร่มรื่นเสียเพลิน พอตกบ่ายถึงได้ออกไปเช่าจักรยานแล้วปั่นไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ ที่ไม่ไกลจากเมือง เช่น ถ้ำพจัง ถ้ำพูคำ ถ้ำผาปวก ถ้ำฤาษี บลูลากูน ฯลฯ

จากการเที่ยววันนี้ ผมค่อยข้างจะชอบและธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของวังเวียงทำให้ผมหายฟุ้งซ่านได้มากเลยทีเดียว และแน่นอนว่าพอผมได้พัก ก็ไม่ลืมที่จะส่งรูปที่ไปเที่ยวมาวันนี้ให้กลุ่มแชตพี่กับน้องชายของผม พวกนั้นเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดกลับมา

จอมแสบ เจ้าของร้านเหล้าที่หล่อน้อยกว่าเจ้าของร้านนม**:** เที่ยวเพลินเลยนะมึง เดี๋ยวกูหมั่นไส้จะแกล้งทำร้านมึงเจ๊ง

จอมแก่น น้องที่ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง**:** ถ้าคนไม่รู้จักมาชวนไปไหนก็อย่าไปกับเขานะพี่ดื้อ เผื่อเป็นพวกมิจฉาชีพ

แต่ละคนพิมพ์ตอบมาคนละอย่าง ส่วนชื่อในแชตที่ดูแปลกๆ นั่น ผมตั้งให้พวกมันตามลักษณะนิสัยเองแหละ  

จอมดื้อ**:** พวกมึงอย่าพล่ามเยอะว่ะ เดี๋ยวขากลับ กูเอาของฝากไปเซ่น

พิมพ์ตอบไปอย่างนี้ ทั้งสองคนก็ส่งสติ๊กเกอร์โอเคมาแทบจะพร้อมกับ อ่านข้อความของพี่กับน้องแล้วก็ขำอยู่คนเดียว

ไอ้พวกนี้...พอมีของฝากเข้าล่อหน่อยก็เงียบกันเลยเชียว

ผมก็กะจะยุติการคุยกับมันสองคนแค่นั้นแล้วเพราะกะว่าจะรีบไปซื้อทัวร์ล่องแม่น้ำซองกับพายเรือคายักวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะมืด ทว่าจู่ๆ จอมแก่นก็ดันพิมพ์ข้อความบางอย่างมา

จอมแก่น น้องที่ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง**:** พี่ดื้อได้คุยกับไอ้ธารบ้างไหม

จอมดื้อ: ไม่ได้คุยเลย มีอะไรวะ

ในใจตงิดแปลกๆ ว่ามันถามมาอย่างนี้คงต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง ซึ่งก็จริงเสียด้วยเมื่อจอมแก่นตอบกลับมา

จอมแก่น น้องที่ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง**:** เหมือนช่วงนี้มันจะมีปัญหากับพี่เหนืออะ

ผมก็อยากจะถามนะว่ามีปัญหาอะไร แต่พอเห็นชื่อแสงเหนือเท่านั้น ผมก็นิ่งไปทันควัน เป็นห่วงขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้

จอมดื้อ**:** แล้วทะเลาะกันแรงมากไหม

จอมแสบ เจ้าของร้านเหล้าที่หล่อน้อยกว่าเจ้าของร้านนม**:** ไอ้แก่น มึงลงมาข้างล่างได้แล้ว กูจะไปที่ร้านแล้ว เร็วเข้า

กำลังรอคำตอบจากจอมแก่น ไอ้แสบก็ดันพิมพ์แทรกขึ้นมาเสียอย่างนั้น ผมรู้ว่ามันคงไม่อยากให้จอมแก่นพูดถึงคนที่ทำให้ผมอกหักสักเท่าไหร่ และเหมือนว่าจอมแก่นจะรู้ตัวในตอนนี้ว่าหลุดพิมพ์อะไรออกมา มันเลยรีบส่งสติ๊กเกอร์ว่าโอเคมาอีกครั้ง แล้วบอกผมสั้นๆ

จอมแก่น น้องที่ทำตัวเหมือนแม่คนที่สอง**:** ไว้คุยกันใหม่นะพี่ดื้อ

แล้วบทสนทนาของพวกเราก็จบลงแค่นั้น ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะติดต่อไปหาแสงเหนือดีไหมเพราะเป็นห่วงจนวุ่นวายใจขึ้นมา ทว่าพอคิดดูดีๆ แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม ถ้าผมยื่นมือเข้าไปยุ่ง จากที่จะตัดใจได้มันจะกลายเป็นว่าผมเป็นฝ่ายที่ต้องเจ็บมากกว่าเดิมอีก

คิดดังนั้นผมจึงเอาโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม นั่งนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะลุกจาตรงนั้นเพื่อไปต่อ

ชีวิตของผม...มันต้องเดินหน้าต่อไปต่างหาก

กลับเข้าเมืองมาซื้อทัวร์ล่องน้ำซองกับพายเรือคายักของวันพรุ่งนี้ในช่วงเย็นของวันตามที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย ผมก็ไปเดินเล่นก่อนจะไปจบที่ร้านอาหารแถวริมน้ำซองเช่นเคย ได้เจอกับกรุ๊ปนักท่องเที่ยวชาวไทยระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่พอดี พวกเขาก็เลยชวนผมไปต่อที่บาร์ในละแวกนั้น ความจริงแล้วแผนของผมคือกลับไปนอนพักผ่อนหลังกินข้าวเสร็จ ทว่าดูจากการที่ผมเอาแต่คิดถึงแสงเหนือไม่หยุด ผมเลยคิดเอาว่าถ้ากลับห้องไป ผมคงจะต้องฟุ้งซ่านจนหัวแตกตายก่อนได้ไปเที่ยววันพรุ่งนี้แน่ๆ

การไปนั่งดื่มกับคนไทยกรุ๊ปนี้ก็สนุกดี อย่างน้อยก็ทำให้ผมไม่ต้องเหงาเป็นพระเอกในมิวสิควิดีโอที่ห้องพักอยู่คนเดียว พวกเขาค่อนข้างจะเฮฮาปาร์ตี้กันมาก เกือบจะทำผมลืมเรื่องแสงเหนือไปแล้วเมื่อผมเริ่มดื่มเยอะขึ้น พร้อมพูดคุยอย่างสนุกสนาน ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมลืมเรื่องแสงเหนือได้เป็นปลิดทิ้งกลับเป็นการปรากฏตัวของใครบางคน

มองไปแวบแรก ผมก็นึกว่าตัวเองตาฝาดที่เห็นผู้ชายในแจ็กเก็ตหนัง แต่งตัวประหนึ่งหลุดออกมาจากนิตยสารแต่สะพายกระเป๋าสายรุ้งสำเพ็งเดินผ่านหน้ามาให้เห็น ขยี้ตาไปที สะบัดหัวไปอีกหน่อยเผื่อว่าจะเมาแล้วมองไปยังผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง พอเห็นเข้าเดินเข้ามาในบาร์ ตรงไปคุยอะไรสักอย่างกับพนักงาน ผมก็ต้องอ้าปากค้าง

เฮ้ยเดี๋ยว...นั่นมันไอ้ปั้นรักนี่หว่า!?

ไม่แน่ใจเลยสะกิดถามคนข้างๆ ว่าเขาเห็นเหมือนกับผมหรือเปล่าอย่างรวดเร็ว

“เอ่อ...ตรงนั้นมีผู้ชายใส่ชุดหนังกับสะพายกระเป๋าสายรุ้งใช่ไหมครับ”

คนถูกสะกิดมองไปยังจุดที่ผมชี้ ก่อนจะพยักหน้า

“ใช่ครับ”

เท่านั้นผมก็อ้าปากค้าง

ไอ้ปั้นรักจริงๆ ด้วย มันมาได้ยังไงวะเนี่ย!

ไม่ต้องถามก็น่าจะเดาได้ว่าผมต้องแกล้งทำเป็นไม่เห็นมันอยู่แล้ว พอมันหันซ้ายหันขวามองหาที่นั่งปุ๊บ ผมก็เบนสายตาหนีปั๊บ ทำเป็นนั่งดื่มไม่สนใจมันไปเรื่อยๆ ดีที่วันนี้คนเยอะพอสมควร ปั้นรักเลยไม่ทันจะได้สังเกตว่าผมก็นั่งอยู่ในบาร์ร้านเดียวกับมันด้วย ดื่มไปสักพัก ผมก็รู้สึกตัวว่าควรกลับก่อนที่มันจะเห็น ไม่ใช่ว่ากลัวมันหรอกนะ แต่ไม่อยากจะเจอเรื่องยุ่งยากใจมากกว่า แค่เห็นหน้ามันก็เบื่อแล้ว ขนาดหนีมาถึงวังเวียงแล้ว มันยังตามมาได้อะคิดดู

ทว่าพอกำลังจะขอตัวกลับไปยังที่พัก ปั้นรักมันก็ลุกขึ้นกวักมือเรียกพนักงานพอดี ดูท่าทางมันก็กำลังจะไปเหมือนกัน ผมเลยรอให้มันไปก่อนจะได้ไม่ต้องเจอหน้ากัน หากแต่พอพนักงานเดินมาเก็บเงินปุ๊บ ปั้นรักที่กำลังล้วงกระเป๋าเงินจากกระเป๋ากางเกงก็มีสีหน้าตระหนกขึ้นมา ก่อนที่มันจะมีสีหน้าวิตก พร้อมกับพูดอะไรบางอย่างกับพนักงานนั้นหน้าเครียด ไม่นานพนักงานก็มีสีหน้าตรึงเครียดเช่นกัน พลันเดินไปเรียกผู้ชายอีกคนซึ่งน่าจะเป็นผู้จัดการมาคุย จากนั้นก็พากันทำหน้าเครียดทั้งหมด

ผมมองแล้วก็ย่นคิ้ว

ไอ้ปั้น... มึงจะดื่มเบียร์แล้วชักดาบเหรอ

ไม่น่าชักดาบหรอก แต่น่าจะกระเป๋าเงินหาย ดูจากลักษณะแล้วถ้าไม่หล่นหายแบบไม่รู้ตัวก็คงจะถูกล้วงน่ะ แถวนี้มีพวกมิจฉาชีพขโมยของนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร พนักงานในเกสต์เฮ้าส์ก็เตือนผมให้ระวังมาเหมือนกัน

แต่ว่า...มึงเป็นคนลาวไม่ใช่เหรอไอ้ปั้นรัก มาเสียท่าให้คนลาวด้วยกันนี่มันใช่เรื่องเหรอ

เออ เกือบลืมไปว่ามันไม่ใช่คนลาว แค่ลูกครึ่งลาว แต่สัญชาติไทย และความจริงแล้วผมจะทำเฉยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็ได้ ทว่าพอเห็นเหมือนกับว่าเรื่องราวจะใหญ่โตถึงขั้นเรียกตำรวจ ผมก็อดนั่งดูเฉยๆ ไม่ได้

แค่เบียร์ขวดเดียวถึงขั้นจะเรียกตำรวจมันก็เกิดไปใช่ไหมล่ะ ไปจ่ายให้มันก็แล้วกัน

“เดี๋ยวผมเลี้ยงเขาเอง” ผมที่ลุกขึ้นไปแทรกกลางวงโพล่งขึ้น

พวกพนักงานกับผู้จัดการที่ทำท่าเหมือนจะมีปัญหา พอผมยื่นเงินให้ ทุกอย่างก็จบทันที ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ ก่อนจะกลับไปทำงานตามเดิม ปล่อยให้ผมกับปั้นรักเผชิญหน้ากันตามลำพัง

“ยูตามไอมาทำไม”

แทนที่มันจะขอโทษ มันดันขมวดคิ้วมองหน้าผมด้วยสายตาหงุดหงิด ผมเห็นแล้วก็ลอบถอนหายใจ

“ผมว่าคำถามนี้ผมควรเป็นฝ่ายถามมากกว่า ผมมาที่นี่ก่อนคุณมั้ง ไม่งั้นไม่เห็นคุณดื่มเบียร์แล้วไม่มีเงินจ่ายหรอก”

ผมย้อนไปแบบนี้ ปั้นรักก็เงียบ

“ไม่ได้ขอให้ยูมาช่วยสักหน่อย”

ทำเป็นปากดี เมื่อกี้ยังเห็นหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เลยเถอะ

ผมไม่อยากจะถือสาหรอก คิดว่าแค่ช่วยก็จบไปเท่านั้น ไม่คิดจะถามมันด้วยว่ามาที่นี่ทำไม หากแต่หูดันได้ยินมันพึมพำขึ้นมาเสียก่อน

“ทำไมต้องมาเจอกันที่นี่ด้วยวะ”

อันนี้กูก็อยากรู้เหมือนกัน ประเด็นคือกูมาที่นี่ก่อนด้วยไง!

“ผมก็อยากรู้” ผมว่า

ปั้นรักทำหน้ารำคาญ “ก็ยูตามไอมา”

“ตลก ถ้าบอกว่าคุณตามผมมายังจะน่าเชื่อกว่าอีก แม่คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าผมจะมาเที่ยววังเวียง”

พูดมาอย่างนี้ ปั้นรักก็เถียงต่อไม่ออก ทำปากขมุบขมิบพึมพำอีกครั้ง เห็นท่าทางอย่างนั้น ผมก็จับทางได้เลย

มันโดนแม่มันบังคับให้มาตามหาผมแล้วนำเที่ยวเป็นการชดเชยที่มันทำไม่ดีกับผมไว้แน่

ที่คิดอย่างนี้ก็เพราะพอจะอ่านนิสัยคุณแอนออกน่ะ เธอคงอยากจะให้ลูกชายคนเดียวที่ได้ชื่อว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อทำงานจนสำเร็จลุล่วงล่ะมั้งถึงได้ตัดสินใจอย่างนี้ ทว่าจู่ๆ ความโลกสวยของผมก็อันตรธานหายไปเมื่อนึกขึ้นมาได้

คุณแอนน่าจะกลัวว่าผมจะไปวิจารณ์แล้วให้คะแนนติดลบในหน้ารีวิวบนเว็บไซต์จองห้องพักมากกว่า...

หัวเราะในลำคอไปอีกที ทำเอาปั้นรักที่มองหน้าผมอยู่ถามเสียงขุ่น

“หัวเราะอะไร”

“เปล่า”

“เป็นบ้าปะเนี่ย”

ไม่รู้มันไปกินรังแตนที่ไหนมา ทั้งๆ ที่ผมช่วยมันแท้ๆ มันไม่ขอบคุณไม่พอ ยังจะค่อนขอดผมไปเรื่อย ทำเอาผมต้องว่าออกมาอย่างจริงจัง

“นี่คุณ ผมอุตส่าห์ช่วยคุณขนาดนี้ยังไม่ขอบคุณอีก ไม่ขอบคุณแล้วยังจะมาพูดโน่นพูดนี่ว่าผมไปเรื่อยด้วย คุณนี่โตมายังไงเนี่ย”

คล้ายกับว่าผมด่ามันนะ แต่ไม่ได้ด่าหรอก ผมแค่พูดตรงเลยดูเหมือนพูดแรง ก็อย่างว่า นิสัยผมออกจะห่ามๆ ถึงจะไม่ค่อยวุ่นวายอะไรกับใครและใจเย็นในสายตาของคนอื่น แต่ถ้าเอาจริงแล้ว ผมก็เลือดร้อนไม่แพ้ใครเหมือนกัน

พอพูดไปอย่างนั้น ปั้นรักก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ว่าออกมาเร็วๆ

“ขอบคุณ”

เป็นการขอบคุณที่ไร้ซึ่งความจริงใจมาก ผมไม่ถือสา แต่อยากจะสั่งสอนสักหน่อย เห็นคนตรงหน้าทำให้แม่หนักใจถึงขนาดมาบ่นกับลูกค้าอย่างผมแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงน้องชายตัวเองขึ้นมาบ้าง

ถ้าไอ้จอมแก่นโตขึ้นมาเป็นเหมือนปั้นรักล่ะก็ ผมคงจะตบกะโหลกมันแยกอย่างแน่นอน

เท่านั้นผมก็เลยพูดไปอีกที

“แบบนี้เรียกว่าขอบคุณเหรอ ไหนหางเสียง?”

ปั้นรักกลอกตา ดูท่าจะรำคาญผมสุดฤทธิ์ และเพื่อให้เรื่องมันจบๆ ไป มันเลยยอมพูดออกมาแต่โดยดี

“ขอบคุณครับ”

เป็นครั้งแรกที่มันยอมผมเลย สงสัยจะโดนแม่เล่นงานมาเยอะถึงได้อ่อนลงขนาดนี้

“โอเค แล้วนี่ยังไง ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่” ผมพอใจกับการขอบคุณของมันละ เปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“ไอก็มาเที่ยวสิ” ปั้นรักตอบเสียงเขียว

ผมหัวเราะในลำคออีกที ว่าทีเล่นทีจริง “โดนแม่บังคับให้มาล่ะสิ”

เท่านั้นริมฝีปากหนาก็เม้มเข้าหากัน ดูก็รู้เลยว่าผมพูดถูก

คุณแอนใช้ให้มาจริงๆ ด้วย...

“จะมาเป็นไกด์ให้เหรอ”

“เออ” ปั้นรักตอบรับเสียงห้วน

“ถ้าจะมาเป็นไกด์อะไรเพราะกลัวว่าผมจะไปคอมเพลนดิสเครดิตอะไรล่ะก็ ไม่ต้องหรอก ผมไม่เสียเวลาทำเรื่องอย่างนั้น อีกอย่าง ตอนนี้ผมไม่อยากได้ไกด์แล้ว มีหนังสือนำเที่ยวอยู่ คนไทยที่นี่ก็มี เดี๋ยวผมไปเที่ยวกับเขา” ผมว่า

ปั้นรักได้ยินแล้วก็บ่นออกมาซึ่งๆ หน้า “เสียเวลานั่งรถมาฉิบ”

ก็ใครใช้ให้มึงมาล่ะ บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าไม่เอาไกด์แล้ว ตอนอยู่ในเวียงจันทน์ก็น่าจะพูดชัดเจนแล้วนะ

“อยากกลับไหมล่ะ” ผมถามอีกครั้ง

ปั้นรักไม่ตอบ แต่ผมรู้ว่ามันคงอยากกลับจะแย่ ก็เลยล้วงกระเป๋าเงินจากกระเป๋าที่คาดอยู่บนหน้าอก นับเงินไทยออกมาจำนวนหนึ่งแล้วส่งให้มัน ปั้นรักรับไปอย่างงุนงงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ผมก็ไม่ปล่อยให้มันได้พูดอะไรด้วยเมื่อเห็นว่ามันทำท่าจะถามว่าผมทำอะไร

“เงินนี่เอาไว้ขึ้นรถกลับแล้วกัน แล้วผมก็มีอะไรจะบอกอย่างนึง”

ปั้นรักทำหน้าตาไม่พอใจออกมาให้เห็นอย่างไม่ปกปิดหากแต่ไม่พูดอะไร เปิดโอกาสให้ผมได้พูดต่อ

“ผมอายุมากกว่าคุณ”

ความจริงก็ไม่รู้หรอกว่ามันอายุเท่าไหร่แน่ แต่เดาจากที่แม่มันบอกว่ามันเพิ่งเรียนจบ มันก็น่าจะอายุยี่สิบสอง ส่วนผมเรียนจบมาสักพักแล้ว ตอนนี้อายุยี่สิบสี่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังไงผมก็อายุมากกว่ามันแน่นอน

และการที่จู่ๆ ผมก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ปั้นรักเลยเอ่ยเสียงเบา “อะไรวะเนี่ย” ตามมาด้วยการเลิกคิ้วสูงอย่างยียวน “ยูจะบอกว่าภูมิใจที่แก่ตัวขึ้นว่างั้น เหอะ พวกคลั่งระบบอาวุโส”

ตบท้ายด้วยการเบ้ปากจนผมอยากจะยื่นมือไปตีให้เลือดกบปากนัก ทว่าเลือกที่จะยืนนิ่งๆ แล้วอธิบายเสียงเรียบแทน

“มันไม่ได้เกี่ยวกับคลั่งหรือไม่คลั่งระบบอาวุโส ผมแค่กำลังจะบอกให้คุณรู้จักเคารพคนอื่นบ้างก็เท่านั้น ผมไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านี้คุณไปเจออะไรมาบ้าง แต่การที่คุณต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคม คุณจะต้องรู้จักเคารพคนอื่น เริ่มจากผมเลยเพราะคุณทำเสียมารยาทกับผมหลายครั้งมาก ขนาดเมื่อกี้ผมเพิ่งช่วยคุณแท้ๆ คุณยังดูไม่สำนึก” ผมให้เหตุผล ว่ามันไปด้วยอีกหน่อย

ปั้นรักทำท่าจะเถียง ทว่าผมก็สวนขึ้นก่อน

“คนมีการศึกษาสูงคงเข้าใจนะว่าผม...ไม่สิ พี่หมายความว่าอะไร ปั้นก็เพิ่งจะเรียนจบมาหมาดๆ ใช่ไหม” เรียกแทนตัวเองว่าพี่เลย เป็นการตอกย้ำเป็นนัยๆ ว่ามันควรจะเคารพผมและเรียกผมว่าอะไร

ปั้นรักไม่แสดงออกง่ายๆ หรอก ทำเสียงจึ๊จ๊ะในลำคอ เบ้หน้าขึ้นมาอีกระลอกแล้ว แต่ก่อนที่มันจะได้พูดอะไร ผมก็สวนขึ้นอีกครั้ง

“แถมตอนนี้ไม่ใช่แค่อายุเยอะกว่าแล้วด้วย แต่พี่ยังเป็นผู้มีพระคุณอีก ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้พี่ช่วย ปั้นจะทำยังไง ไปโรงพักเพราะกินเบียร์ขวดเดียวแล้วไม่มีเงินจ่ายเลยจะชักดาบงี้เหรอ”

ทวงบุญคุณเรื่องเมื่อกี้แม่งเลย ปั้นรักทำหน้าเหม็นบูดออกมา คล้ายกับว่าพลาดไปแล้วที่เปิดโอกาสให้ผมเข้าไปยุ่มย่ามปัญหาของมันโดยไม่เต็มใจ ก่อนจะเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้

“แต่เมื่อกี้ไอก็ขอบคุณไปแล้วไง”

“แค่ขอบคุณมันไม่พอหรอกนะ”

“แล้วยูจะเอาอะไร” เอียงคอ ทำท่าหาเรื่องผมชัดเจน บ่งบอกชัดเจนเลยว่ามันรำคาญเต็มทน แต่มันก็พยายามที่จะอดทนนะ ถ้าไม่อดทน ป่านนี้มันคงกวนโมโหผมกลับแล้ว

ทว่าตอนนี้ผมถือไพ่เหนือกว่า พลันว่าออกมานิ่งๆ

“ไหนลองเรียก ‘อ้าย’ ซิ”

พูดไปเท่านั้น ปั้นรักก็ทำหน้าแหยง

“ทำไมต้องเรียก”

“อายุมากกว่าก็ชัดเจนแล้ว เป็นผู้มีพระคุณอีก ถ้าไม่อยากมีอะไรติดค้างก็เรียกสิ”

ดูก็รู้ว่าปั้นรักไม่อยากเรียก แต่มันก็หยิ่งในศักดิ์ศรีพอที่จะไม่หนีสถานการณ์ที่ผมบีบคั้นมันตรงหน้า สิ้นเสียงผม มันก็ทำท่าฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา

“เรื่องเหอะ แขยงปาก”

สิ้นเสียง มันก็เดินเข้ามากระแทกไหล่ผมอย่างแรง ทำท่าจะออกไปนอกร้าน ผมเห็นท่าทางมันแล้วก็ได้แต่ยักไหล่ไม่ยี่หระ

ไม่อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก คงจะใช้อธิบายเรื่องนิสัยของมันได้

หากแต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้เดินไปไหน จู่ๆ ปั้นรักก็เดินกลับมาในบาร์ เข้ามาหยุดยืนตรงหน้าผมด้วยสีหน้าหงุดหงิดกว่าเดิม

“มีอะไร” เห็นมันไม่พูดสักที ผมเลยถาม

ปั้นรักทำท่าอึกอัก แล้วก็พูด

“จะเรียกว่าอ้ายก็ได้ แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร”

“รถกลับเวียงจันทน์หมดเที่ยวแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้น ผมก็ยกมือขึ้นกอดอก เดาอะไรออกขึ้นมารางๆ

อย่าบอกนะว่ามัน...ไม่ได้จองห้องพักเอาไว้?

ใช่อย่างที่ผมคิดนั่นแหละเพราะหลังจากประโยคนั้น มันก็พูดออกมาอีก

“เงินก็มีแค่ค่ารถกลับ”

“แล้ว?”

“ก็ไม่อยากไปนอนที่ขนส่ง”

นั่นไง ผิดจากที่ผมคิดที่ไหน

ผมยกยิ้มมุมปากขึ้นข้างหนึ่งอย่างผู้มีชัยทันที

“สรุปคือจะขอค้างกับพี่คืนนึงว่างั้น”

ปั้นรักไม่อยากจะพยักหน้ารับหรอก เบือนหน้าไปด้านข้าง ว่ามุบมิบ

“เออ”

“งั้นก็เรียกอ้ายสิ ไหนพูด...อ้าย...”

ผมได้ทีก็ขี่ช้างไล่ใหญ่ ปั้นรักชำเลืองมองหน้าผมแล้วก็ค่อยๆ ขยับปากในขณะที่ผมรอฟังอย่างตั้งใจ

“อะ...อ้าย...”

“อีกทีซิ ได้ยินไม่ชัด”

“อ้าย...” พูดไปก็ทำหน้าหงุดหงิดไป

“อ้ายดื้อ...” ผมพูดขึ้นมา พยักพเยิดเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้มันพูดตาม

ปั้นรักสบถอะไรสักอย่างออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ทำท่าเหมือนจะไม่พูด แต่สุดท้ายก็...

“อ้ายดื้อ...โว้ย!” ก่อนที่มันจะทำท่าขนลุก แล้วเอามือมาเกาคอตัวเองรัวๆ “โอ๊ย! คัน!”

แสลงปาก แสลงคอสินะ กูก็แสลงหูเหมือนกัน

ขนลุกเกรียวเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ก็ทำให้ผมถึงกับหลุดหัวเราะออกมา หยุดหัวเราะได้ก็ออกปากชวนมัน

“ดึกแล้ว กลับกันเถอะ พรุ่งนี้ปั้นจะได้กลับแต่เช้า”

พูดจบก็เดินนำมันออกมานอกบาร์ ขณะที่ปั้นรักลูบแขนลูบคอตัวเองเป็นพัลวัน

“ขี้เดียดเด้! (ขยะแขยง!)”

ผมได้แต่หัวเราะกับท่าทางนั้นอีกครั้ง

เด็กน้อยเอ๊ย คิดจะเล่นกับพี่มันเร็วหลายปีแล้ว

---------------------------

อัปเต็มตอนแล้วค่ะ พี่ดื้อตีตื้นมาแล้ว ได้ทีแกล้งน้องใหญ่เลยนะ บอกตรงๆ ตอนน้องเรียกอ้ายนี่แบบขนลุกแทนพี่ดื้อ 555

ฝากฟีดแบ็กด้วยค่า เดี๋ยวเย็นๆ จะเอาตัวอย่างตอนต่อไปมาแปะให้นะคะ

ความคิดเห็น