เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 8 คราปักษาร่วมทางกับดารา [จบบทที่ 2]

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 คราปักษาร่วมทางกับดารา [จบบทที่ 2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 504

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2560 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 คราปักษาร่วมทางกับดารา [จบบทที่ 2]
แบบอักษร

ตอนที่ 8 คราปักษาร่วมทางกับดารา

          เมรัยกระพริบตาปริบๆแววตาสีแดงหงส์ดินทอประกายวูบวาบดุจเม็ดมณีกลมโต กระจ่างใสและมันเงาดั่งกระจกที่ภายในสะท้อนภาพใบหน้านารีกำลังแก้มแดงระเรื่อด้วยความขวยเขิน หมอผีน้อยผละห่างด้วยสีหน้าเรียบเฉยแม้ว่าเรื่องที่ทำจะไร้ยางอายและคุกขามอีกฝ่ายอย่างมาก เมรัยหมายกล่าวสวัสดี ทว่าปากมิอาจขยับเพราะหัวใจกำลังเต้นเร็วขึ้นอย่างน่าตกใจ ตึกตัก ตึกตัก

          “ข้าเห็นเจ้ามิได้สติจึงทำการผายปอด…”แม้น้ำเสียปรากฏแววร้อนรน ทว่ามันก็เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นจริงใจว่าเรื่องที่ทำนั้นถูกต้อง

          “เช่นนั้นหรือ”

          สาเหตุร้อยแปดประการมีให้ชี้แจ้งกับนารี แต่เมรัยเลือกตอบเช่นนี้ เพราะหมอผีน้อยเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ เรื่องมันร้ายแรงถึงชีวิต หากเมรัยมิทำนางก็มิอาจช่วยชีวิตดวงดาวน้อย

          มันจะไปใช่ได้อย่างไรละ นารีอยากเอาม้วนกระดาษฟาดหัวเมรัยผู้เจ้าเล่ห์และมิเต็มบาท ดวงดาวน้อยหรือนารี หมอผีน้อยหรือเมรัย ทั้งสองลุกขึ้นนั่งพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังดำเนินด้วยความกระอักกระอ่วน นารีมือขยุ้มเสื้อคลุมที่มีกลิ่นไออบอุ่นและกลิ่นดินทราย เมรัยนั่งเกาแก้มท่าทางพิลึกวางตัวมิถูก

          “ข้าพยายามผายปอดเจ้าจริงนะ”เมรัยเน้นย้ำ ถึงแม้มันจะไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย

          “ฮึๆขอบใจนะ”

          นารีรู้ว่ามันไม่จริงกระนั้นนางก็เชื่อ ความสัมพันธ์ทั้งคู่อย่าพึ่งกล่าวถึง เพราะพวกนางเจอกันมิถึงหนึ่งชั่วยาม เมรัยคิดว่าอย่างน้อยก็ควรรู้ชื่ออีกฝ่าย จึงกระแอมถามอย่างมีหวัง

          นางมิมีเพื่อนมากนัก ซึ่งทำให้ทุกครั้งที่เจอเพื่อนใหม่ต้องมีการเอียงอาย หลบสายตา ทีท่ากลัดกลุ้มคล้ายกลัวผิดใจกับอีกฝ่าย

          “เรียกข้าว่านารีละกัน”

          “เช่นนั้นหรือ ข้าคือ เหล้าเอ้ย เมรัยเรียกเมรัยก็ได้นะ”

          “เมรัย? ที่อ่านว่า เม-ไร หรือเปล่า”

          “อืม”

ภายในแววตาสีเขียวมรกตมีความยินดีพาดผ่าน

          แม้ไม่รู้อีกฝ่ายเป็นใคร แต่เพียงแค่บอกชื่อเรียกขาน พวกนางก็ต่างวางใจซึ่งกันและกัน เมรัยถามนารีว่านางเป็นดวงดาวหรือ ดาวตกใช่หรือไม่ นารีก็ตอบตามตรงว่า ใช่ นารีเป็นดาวตกตกลงสู่โลกมนุษย์เพื่อทำภารกิจลับ ซึ่งมันเป็นความลับแห่งฟ้า ลิขิตสวรรค์มิอาจเปิดเผย แต่เจ้าตัวก็บอกเนื้อหาสำคัญกับเมรัยเสียดื้อๆทำเอาวลี ความลับไม่มีในโลก เด่นชัดขึ้นทันตา

          “เฮ…พึ่งรู้ว่าดาวมีชีวิตด้วย”

          “พวกข้าคือชนเผ่าดาราที่อาศัยบนโน่น”

          สายลมฤดูฝนซัดกลิ่นอายชื้นแฉะ นารีพรวดพราดลุกขึ้นและหมุนตัว พลันเรื่องแต่งกายชาวเผ่าปรากฏบนเรือนร่างสาวน้อยผู้เล่อโฉม นางหมุนเท้าคล้ายกำลังร่ายรำและเหวี่ยงแขน ชี้นิ้วขึ้นฟ้า สีหน้าอมยิ้มกรุ่มกริ่ม ชายกระโปรงสีเงินครามปลิวไสวดั่งหางมัจฉา

          “เจ้าอยู่บนหมู่เมฆหรือ ว้าว”

          “มิใช่ เหนือท้องฟ้าต่างหาก โธ่เจ้าละก็”นารีปากค้างพลันมองค้อนเมรัยผู้ใสซื่อและผิดเพี้ยน 

          เมรัยอ้าปากตื่นตะลึง นางมิเคยรู้มาก่อนเลยว่าเหนือท้องฟ้านั้นมีดินแดนอย่างว่า ตั้งแต่สมัยก่อนเรื่องอวกาศนั้นยังเต็มไปด้วยปริศนามากมาย และที่สำคัญคือไม่มีนักบินอวกาศคนไหนบอกเลยว่ามีดินแดนเกาะลอยปลาวาฬ สมัยนี้เช่นกัน ไม่เคยมีใครรู้ความจริงข้อนี้ แม้แต่มหาปราชญ์

          หากเมรัยประกาศเรื่องนี้ ทุกคนต้องหาว่านางบ้าบอแน่ๆฉับพลันก็รู้สึกเศร้าแปลกๆ

          เกศายาวพัดปลิวลู่ลม นารีกางแขนและหมุนเอวพลันดวงไฟที่นำทางเมรัยผุดโผล่รอบตัวนารี ดวงดาวน้อยเรียกดวงไฟนี้ว่า สะเก็ดโยดา เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งในดินแดนมายา จับต้องได้ด้วยมือเปล่าและก็สามารถทะลุทะลวงกำแพงสิ่งกีดขวางทุกชนิด พวกมันไม่มีปาก แต่ก็มีคนส่วนน้อยสามารถสื่อสารกับพวกมันได้ อย่างเมรัย

          ไม่รู้ว่าความบ้าในจิตวิญญาณมหาศาลเกินไปหรือเปล่า เมรัยถึงสามารถพูดคุยได้กับทุกสิ่ง

          “สวัสดีสะเก็ดโยดา ข้าเมรัย”

          หมอผีน้อยรับเสื้อคลุมลายนกกระเรียนคืนจากนารี และสวมมันกลับที่เดิม เมรัยลุกขึ้นยื่นและเริ่มเต้นรำกับนารี ดวงดาวน้อยเบิกตากว้างรู้สึกสนใจในตัวเมรัยเพิ่มขึ้นอีกระดับ นารีเคลื่อนตัวทุกครั้งขับให้นางสง่าราวนักเริงระบำกำลังสะบัดพู่กัน แต่เมรัยสะบัดแขนทีเหมือนคนเมายาก็มิปาน

          มีครั้งหนึ่งนางพลั่งสะดุดเท้าลงก้นกระแทงร้องอูย

          “ฮึๆ”

          นารีน่ารักและเหมือนคุณหนูมากกว่าเมรัยสิบล้านเท่า นางแม้เวลาพูดจะเต้นไปด้วย แต่ก็มิทำให้รู้แปลกประหลาดใจเท่าใด หรือเพราะในสายตาเมรัย นารีนั้นเป็นดวงดาวกันนะ ใช่หรือไม่ว่าคุณดาวชมชอบเต้นรำและร้องเพลงและการเฉลิมฉลอง

          “ถ้าหากเจ้าเป็นดวงดาว ข้าขอพรได้หรือไม่”เมรัยเมื่อยขาจึงทรุดก้นนั่งแปะพื้น เอียงคอมองนารีและสะเก็ดโยดา ดวงไฟสีน้ำเงินหางวาฬแตกระยิบแพรวพราว ดั่งว่านั้นคือภาพเขียนที่สวยงามที่สุดในโลก

          ฉากหลังคือโบราสถาน เด็กสาวผู้นั่นกำลังขับร้องและร่ายรำท่ามกลางหมู่หิ้งห้อย โดดเดี่ยวและอัศจรรย์ เมรัยอมยิ้มคิดว่าเกิดมาชาตินี้ ได้เห็นภาพดังกล่าวก็คุ้มค่าแล้ว งดงามเหลือเกิน

          “เสียใจด้วยนะ ข้าให้พรเจ้ามิได้ เพราะข้ามีภารกิจสำคัญที่ต้องทำความปรารถนาของคนทั้งหกให้เป็นจริง”

          จะบอกว่ามีมนุษย์น่าไม่อายหกคนขอพรกับนารีก่อนแล้วสินะ แย่จังเลย เมรัยคิดว่าตัวเองคุยกับดวงดาวทุกวันแล้ว ถึงจะพลาดไปวันหนึ่งก็เถอะ

          สาวน้อยหัวเขียวน้ำชาอมยิ้มและเบือนหนีนัยน์เนตรจับจ้องของเมรัย นารีซ่อนสีหน้าแดงระเรื่อพลันคิดถึงรสจูบเมื่อครู่ มิใช่ว่านางอยากปฏิเสธคำขอเมรัย แต่เพราะมันช่วยมิได้จริงๆ นางอยากทำคำขอของคนที่ปลุกนางให้เป็นจริง แต่ด้วยพลังและสาเหตุบางอย่าง

           “หากเมรัยช่วยตามหาคนทั้งหก ข้าจะลองพยายามให้พรก็ได้นะ”

          “จริงหรือ”

          “ถ้าเมรัยช่วย..ข้า”จู่ๆนารีก็กล่าวเสียงแผ่วดั่งว่ามิมีความมั่นใจที่จะรักษาสัญญา เมรัยมองออกว่าดวงดาวน้อยลำบากใจ แต่ไม่รู้ทำไม ปากจึงเอ่ยตอบอย่างมิต้องคิด

          “ช่วยสิ..”

          “…”นึกแล้วก็เจ็บปวดทันใด เมรัยเป็นผู้ยอมแพ้ต่อความหวัง นางจะมีประโยชน์กับนารีหรือ จะช่วยนารีได้จริงหรือ มิใช่ตัวถ่วงหรือ เมรัยสะอึกในใจรู้ฝาดขม มือสั่นเพราะจู่ๆก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต หากว่าทำไม่สำเร็จ

          จะเสียใจอีกใช่หรือไม่

          “ไม่เป็นไร..กระมัง”เมรัยก้มหน้ามือขวากำมือซ้าย พยายามปลอบประโลมตัวเองให้สงบลง อย่าทำให้นารีรู้สึกเวทนาหรือสงสัยสะกิดใจเรื่องของตัวเอง อย่าพยายามส่งต่อความรู้สึกมืดมนนี้ให้ใคร เมรัยกัดฟันเงียบกริบ พลันอุ้งมือผิวขาวผ่องยื่นมากอบกุมมือของนาง

          “ใช่แล้วมันจะไม่เป็นไร…หากช่วยกันละก็”

          เมรัยอาจไม่ทราบ แต่นารีอยากช่วยเหลือหมอผีน้อยผู้นี้ ช่วยดึงเมรัยขึ้นจากบ่อโคลนและผลักนางก้าวต่อไป บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจทำให้หัวใจเมรัย เปลวไฟแห่งความหวังลุกโชนอีกครั้ง

          “ตอนนี้ข้ายังไม่มีพลังพอจะตอบแทนเพราะฉะนั้นเอาลูกอมไปก่อนนะ” นารีหดคออย่างจนปัญญา นางหมายให้กำลังใจเมรัย แต่มิรู้จะกล่าวเช่นไร

          “ค่าตอบแทนช่างน้อยนิด ฮึๆ”เมรัยแกะห่อลูกอมโยนเข้าปากและหัวเราะเบาๆ

          “ฮาๆ”

          ใต้ท้องฟ้าและมหาจักรดารา สองสาวน้อยตัดสินใจร่วมเดินทางเพื่อหาคนทั้งหก บางเรื่องนารียังไม่บอกเมรัย นางจะพยายามเล่าเรื่องทั้งหมดในวันข้างหน้า ระหว่างที่พวกนางเดินทางไปด้วยกัน

          บนเส้นทางแห่งคำอธิฐานและปาฏิหาริย์ ความรัก และความฝัน ครั้งอุปสรรคนั้นยังคงขวางทางพวกนางเรื่อยไป

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น