สามกันยา

ขอบคุณที่รักกัน ❤

ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๑ [ ปลัด & เพียว ]

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๑ [ ปลัด & เพียว ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.7k

ความคิดเห็น : 201

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2560 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ : เปลี่ยนเธอให้เป็นเจ้าของหัวใจ ๑ [ ปลัด & เพียว ]
แบบอักษร

“กาแฟได้แล้ว” น้ำเสียงขุ่นดังขึ้นทางซ้ายมือ ตามด้วยการกระแทกพวงใส่แก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้อย่างแรง ผมสะดุ้งก่อนจะละสายตาจากหนังสือพิมพ์ไปมองเด็กเสิร์ฟหน้าบูดของร้านกาแฟโบราณประจำชุมชนโนนยางนา เธอยังอยู่ในชุดนอน ดวงตาตี่มองมาที่ผมอย่างขุ่นขวางนัยจะตำหนิว่าเป็นเพราะพวกผมมานั่งที่ร้านแต่เช้า เธอจึงต้องตื่นไวกว่าเดิม

“ขอบคุณครับ” ผมบอกพร้อมกางหนังสือพิมพ์อ่านต่อ แต่เมื่อเธอสะบัดก้นเดินจากไป สายตาเจ้ากรรมก็อดที่จะมองตามหลังไม่ได้

สิ่งแรกที่ผมเห็นก็คือก้นกลม ๆ ที่ขยับซ้ายทีขวาทีตามการก้าวขาของสาวผมสั้นลุคทอมบอย เมื่อมองสูงขึ้นไปนิดเสื้อชุดนอนตัวหลวมที่แนบเนื้อก็เผยให้เห็นเอวคอดกิ่ว ซึ่งแม้จะเพียงหมิ่นเหม่ แต่ก็พอเดาได้ว่ารูปร่างของเธออ้อนแอ้นมากแค่ไหน

งานดี...ผมให้คะแนนขณะที่ปากก็ยกยิ้มน้อย ๆ

“อย่าไปถือสามันเลยครับปลัด อีเพียวมันก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่ค่อยถูกกับผู้ชาย” พ่อเฒ่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้นพร้อมหยิบแก้วกาแฟออกจากพวง วางแบ่งเพื่อนร่วมวงอีกคนที่นั่งอยู่ทางขวามือของผม

ผมหุบยิ้มพร้อมละสายตาจากเธอคนนั้นกลับมามองเพื่อนต่างวัย มือก็พับเก็บหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ เมื่อครู่นี้ แกคงไม่เห็นว่าผมไม่ได้มีอาการถือสาใด ๆ แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเผลอยิ้มยามมองทรวดทรงอรชรนั่นอีกด้วย

“ผมไม่ถือสาหรอกครับ แค่แปลกใจว่าทำไมถึงหน้าบูดแต่เช้า” ผมบอกแล้วหันมาสนใจแก้วกาแฟร้อนซึ่งวางเคียงกับจานปาท่องโก๋ตรงหน้า

ใช่ ตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ของวัน แต่ถึงอย่างนั้นชาวบ้านโนนยางนาก็ตื่นขึ้นมาประกอบกิจวัตรกันหนาตากว่าที่คาดเอาไว้มาก ผมเองก็ติดนิสัยตื่นเช้า แม้จะนอนดึกเพราะนั่งปรึกษาหารือเรื่องงานกับกำนันตุ้ยมาทั้งคืน แต่เมื่อถึงเวลาที่เคยตื่นนอน ผมก็สะดุ้งตื่นเองทุกที และเมื่อตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไรในบ้านทรงไทยหลังนั้น ผมจึงเลือกที่จะมานั่งเล่นที่ร้านกาแฟตามคำแนะนำของกำนัน

“จะไม่ให้หน้าบูดได้ยังไงอาคุณปลัด” เสียงหนึ่งดังขึ้นทางซ้ายมือผมอีกครั้ง ตามด้วยเสียงวางแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะ “ก็อีโกรธที่อั๊วไม่ให้ไปเที่ยวงานหมอลำเมื่อคืนวาน ก็เลยฟึดฟัดใส่ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในร้าน” เป็นเจ๊กอู่ เจ้าของร้านกาแฟโบราณแห่งนี้นั่นเองที่ถือโอกาสมานั่งร่วมวงสนทนากับลูกค้าหลังจากที่ว่างจากการชงเครื่องดื่ม

ผมหยิบหนังสือพิมพ์โยนไปไว้ที่โต๊ะว่างเพื่อเพิ่มพื้นที่บนโต๊ะ เจ๊กอู่ยกชาขึ้นจิบแล้วก็พูดต่อ

“บอกว่าเป็นผู้หญิง ไปไหนมาไหนยามค่ำคืนมันอันตรายก็ไม่ยอมฟังสักที แอบหนีไปได้อยู่บ่อย ๆ นี่ถ้าเมื่อคืนอั๊วไม่นอนเฝ้าที่หน้าห้อง อีก็คงย่องออกไปอีกนั่นแหละ”

“วันรุ่นก็อย่างนี้แหละครับ” ผมบอกพร้อมฉีกปาท่องโก๋ส่งเข้าปาก อื้ม กรอบนอกนุ่มใน ใช้ได้เลย

“มันก็เที่ยวบ่อยเกินไป เผลอเป็นไม่ได้ หายตลอด” เจ้าของร้านยังคงบ่นเรื่องลูกสาวต่อไป แกเล่ามาผมก็ฟัง แต่ไม่ใคร่จะไปยุ่งเรื่องในครอบครัวของใครสักเท่าไหร่ ลำพังแค่เรื่องโจรปล้นชาวบ้านก็หนักพอแรง แถมตอนนี้ยังไม่มีรถมารับกลับอำเภออีก ไม่รู้ว่านายจะบ่นถึงไหนต่อไหนแล้ว

“เอ้อ แล้วปลัดจะจับโจรที่ออกปล้นได้เมื่อไหร่ครับ?” เพื่อนร่วมวงที่นั่งทางขวามือถามขึ้น ทำให้ผมที่เพิ่งกินปาท่องโก๋ชิ้นใหม่แทบสำลัก จะพูดอย่างไรดี เพิ่งมาถึงเมื่อวาน ชาวบ้านก็หวังให้งานสำเร็จเสียแล้วรึนี่

ผมเคี้ยวแป้งทอดที่อยู่ในปากอย่างลวก ๆ แล้วกลืนลงคอ กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำไปบ้างแล้ว

“เมื่อวานผมได้คุยกับกำนันตุ้ยแล้วครับ” ผมกวาดตามองชายทั้งสามคนที่รอคำตอบ “พอจะมีเบาะแสบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ว่าคงจะยังบอกรายละเอียดอะไรมากไม่ได้ เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนระมัดระวังตัวและให้ความร่วมมือกับทางการกันด้วยนะครับ” ผมบอกด้วยสีหน้าจริงจัง ซึ่งชายทั้งสามก็พยักหน้ารับอย่างดี

บรรยากาศเงียบลงก่อนมีคนเดินเข้ามาสั่งกาแฟในร้าน เจ๊กอู่ขอตัวไปทำงานต่อ ส่วนผมก็ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ ไปเสียครึ่งแก้วแล้วจึงวางเงินสำหรับชำระค่าอาหารเช้าทั้งหมดลงบนโต๊ะก่อนจะเดินจากมา

อันที่จริงผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิด การมานั่งที่ร้านกาแฟโบราณใกล้บ้านของเจ๊กอู๋ก็เพราะมีจุดประสงค์คือการมาจับตาดูพฤติกรรมของพวกเด็กขนข้าว เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้ผมกับกำนันลงความเห็นว่าคนหนุ่มกลุ่มนี้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโจรปล้นชาวบ้านมากที่สุด


***


การมานั่งดื่มกาแฟเพื่อจะได้จับตามองพวกโทนในทุกครั้งที่มาค้างที่บ้านกำนันทำให้ผมได้พบกับเพียวบ่อยขึ้น แต่ไม่ว่าจะพบกันบ่อยแค่ไหน คนที่ผมสนทนาด้วยบ่อยที่สุดกลับเป็นผู้หญิงอีกคน

“ปลัดกินอะไรมารึยังคะ?” น้ำเสียงเนือย ๆ คล้ายว่าไม่เต็มใจถามดังขึ้น ผมหันไปตามเสียงนั้นก็พบกับใบหน้าเฉยเมยของคนที่คิดเอาไว้ในใจ

คำแพงนั่นเอง

หญิงสาวนัยน์ตาเศร้าที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าเธอสวยที่สุดในชุมชนมองมายังผมอยู่ก่อน ผมรีบเชื้อเชิญให้เธอนั่งร่วมโต๊ะแล้วจึงถามรายการอาหารที่เธอสนใจ

เมื่อกี้พูดถึงไหนแล้วนะ ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอสวยที่สุดในชุมชนใช่ไหม 

ใช่ ผมเองก็คิดอย่างนั้น คำแพงสวยแบบไม่ต้องพยายาม ต่างจากสาวอีกคนที่ดำเกิงชมนักชมหนาว่าสวยฝุด ๆ (ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อของเธอไม่ได้จริง ๆ)

คำแพงเป็นคนสวยทุกท่วงท่า ไม่ว่าเธอจะหันทางซ้ายหรือทางขวา มองด้านหน้าหรือเห็นเพียงด้านหลัง ทุกอย่างที่ประกอบเป็นเธอก็ดูดีไปเสียหมด สวยไม่มีที่ติแบบนี้ ผมทายว่าใคร ๆ ก็คงชอบเธอ

...แม้แต่ตัวผมเองก็เช่นกัน

อ๊ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คุณเข้าใจความรู้สึกนิยมชมชอบใช่ไหม นั่นแหละคือสิ่งที่ผมรู้สึกต่อเธอ

“ผมกินข้าวมาจากในเมืองแล้วครับ” ผมตอบหลังจากที่ร้องสั่งชาเย็นสำหรับสุภาพสตรีตรงหน้า

“น่าเสียดาย ป่านนี้พ่อคงรอกินข้าวกับปลัดแย่แล้ว” เธอแสร้งบ่นถึงบิดาคล้ายกับว่าห่วงใย แต่ผมรู้ว่าความจริงแล้วเธอแค่ประชด

คำแพงพูดเพียงเท่านั้นก็มองออกไปนอกร้าน ดูใจลอยเหมือนเคย

“มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่าครับ” ผมเปิดประเด็นชวนคุย แว่วมาว่าเธอมีคนรัก แต่บิดาไม่เห็นดีเห็นงามด้วย จึงทำให้ความสัมพันธ์ต้องเป็นไปอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ

“ไม่มีหรอกค่ะ” เธอหันกลับมามองหน้าผมพลางส่ายหน้าน้อย ๆ ประกอบคำตอบ “หรือบางทีอาจจะมีบ่อยจนชินไปแล้ว” พูดจบคำแพงก็กลับไปใจลอยต่อ ทำให้ผมต้องเงียบปาก นั่งรอให้เพียวยกชาเย็นมาเสิร์ฟ จะได้ดื่มพร้อมกัน

จะว่าไป คนสวยตรงหน้าของผมนี้ก็น่าสงสาร เธอถูกพ่อบังคับให้มาสนิทกับผม วันไหนที่ผมออกเยี่ยมชุมชน วันนั้นเธอก็ต้องเดินตามผมต้อย ๆ ตามคำสั่งของบิดาที่เคยลั่นวาจากับใครต่อใครว่า ‘ปลัดจีบลูกสาวฉัน’

โอ้ ให้ตายเถอะ ผมไม่ได้จีบใครเลย แค่มาทำงาน พองานเสร็จก็อาจจะไม่ค่อยได้มาบ่อยแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ถ้าผมแก้ข่าวไปว่าไม่ได้จีบก็คงจะเป็นการหยามเกียรติคำแพงเกินไป เธอออกจะนิสัยดี แม้ว่าตอนแรกที่พบกันเธอจะต่อต้านคำสั่งของพ่อด้วยการชักสีหน้าบึ้งตึงใส่ผม แต่เมื่อผมบอกว่าเข้าใจความจำเป็นของเธอและสามารถพูดคุยกันฉันเพื่อนได้ เธอก็เริ่มจะญาติดีกับผมขึ้นบ้าง

เอาเป็นว่ารอให้งานเสร็จแล้วค่อยแยกย้ายกันไป...แบบนั้นน่าจะดีกว่า

“ชาเย็นได้แล้ว” เพียวถือแก้วเครื่องดื่มมาวาง ตามัวแต่สนใจหน้าจอโทรศัพท์ หูก็ใส่หูฟัง จึงไม่ทันระวังว่าตำแหน่งที่วางแก้วลงนั้นมีแก้วของผมตั้งอยู่ก่อน และ...แม่นอะไรเบอร์นั้น แก้วน้ำสองใบชนกัน ใบหนึ่งล้มกลิ้ง เครื่องดื่มหกในทันใด มิหนำซ้ำของเหลวรสหวานเจี๊ยบยังไหลมาเปียกกางเกงของผมอีกด้วย !

“ว้าย หก!” คำแพงอุทานลั่น ทำให้เพียวที่เดินจากไปแล้วต้องหันกลับมา

“เชี่ย ปลัดเยี่ยวแตก” เธออุทานบ้าง จากนั้นจึงถอดหูฟังออกเพื่อรับรู้สิ่งแวดล้อม

“ขอผ้าหน่อยครับ” ผมลุกขึ้นยืนพลางก้มมองเป้ากางเกง คำว่าเยี่ยวแตก ช่างสอดคล้องกับภาพที่ปรากฏ ต...แต่ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย

“อ้ะ เอาไป” เพียวส่งผ้าใส่มือของผม ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าเธอหยิบมาจากไหน นำมาซับ ๆ เช็ด ๆ อยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งกางเกงเลอะกว่าเดิมถึงได้เริ่มเอะใจ

อา...มันคือผ้าขี้ริ้วที่พาดอยู่ตรงโต๊ะชงกาแฟนี่เอง ขอบคุณมากครับ เพียว ช่วยได้เยอะเลย


***


จากวันที่เพียวต้องรับผิดชอบกางเกงของผมด้วยการนำไปซักรีด เราสองคนก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ของเราจะดีวันดีคืน เธอยังทำหน้าเหวี่ยงใส่ผมเหมือนเดิม วันนี้ก็เช่นกัน

ผมมานั่งเล่นกับพวกกำนันตุ้ย ลูกชายเทวดาของแกกับลูกสมุนอีกสองคนก็มาด้วย เรามาตอนย่ำค่ำ เพียวบ่นว่าอุตส่าห์ล้างแก้วจนเสร็จ ร้านก็จะปิดอยู่แล้ว ยังจะมานั่งกันอีก เสียเวลาไปเที่ยวจริง ๆ

แต่ถึงจะบ่นก็ได้แค่บ่นนั่นแหละครับ เจ๊กอู่ พ่อของเธอต้อนรับเราดีจะตายไป

พวกเราดื่มเครื่องดื่มพร้อมกับสนทนาเรื่องสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย แต่แล้วจู่ ๆ ดำเกิงก็เหลือบไปเห็นหรั่ง เพื่อนในกลุ่มเด็กแบกกระสอบข้าวของโทน กำลังเดินดุ่ม ๆ มาทางด้านหลังของผม

ดำเกิงพยักพเยิดให้ผมหันไปมอง เมื่อผมหันไปและกำลังจะกวักมือเรียกหรั่งให้มานั่งร่วมวง เขาก็ทำหน้าตาตื่นตกใจแล้วหันหลังออกวิ่งทันที นั่นทำให้ดำเกิงต้องผลุนผลันวิ่งตาม

เราจับหรั่งได้ที่ป่าข้างทางนอกหมู่บ้าน กำนันตุ้ยพยายามซักถามสาเหตุที่เขาวิ่งหนี แต่หรั่งก็ไม่ยอมบอกอะไร ดำเกิงเสนอว่าให้เอาตัวหรั่งไปทรมานเหมือนในหนังที่เขาเคยดู จากนั้นก็สั่งให้ลูกสมุนคือแสนกับแสบลากตัวหรั่งไปที่บ้านโดยไม่ฟังคำทัดทานจากผมหรือกำนันตุ้ยเลย

การสอบเครียดโดยดำเกิงดำเนินไปไม่นาน หรั่งก็ยอมสารภาพออกมา เขาบอกว่าคืนนี้จะมีการปล้นที่บ้านของพ่อเฒ่าอ่ำซึ่งตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากชุมชน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรหรั่งก็ไม่ยอมบอกว่าใครคือคนที่จะออกปล้น พวกเราจึงได้แต่สันนิษฐานว่าคงจะเป็นพวกโทน...

การจับโจรเป็นไปตามที่ทราบ ผมพลาดที่ปล่อยให้โจรหนีไปได้ ครั้นพอเริ่มมีเบาะแสว่าใครคือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกฟันตรงอก กำนันตุ้ยก็ดูจะกันท่าอย่างไรชอบกล ทำเป็นถ่วงเวลาบ้าง ทำเป็นไม่เห็นพิรุธในท่าทางของหญิงสาวที่เป็นน้องของโทนบ้าง จนในที่สุดผมก็จนใจที่จะพยายาม

(ซึ่งข้อกังขานี้ กำนันได้มาอธิบายกับผมในภายหลังว่าพวกเด็กหนุ่มที่ก่ออาชญากรรมนั้นไม่ได้เลวโดยสันดาน พวกเขาอาจจะคึกคะนองไปบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนใจดี อย่างไรก็...ขอให้เขาซึ่งเป็นหัวหน้าชุมชนเป็นคนจัดการตามความเหมาะสมจะดีกว่า)

แม้ว่าผมจะทำพลาดในงานหลัก แต่ก็ยังดีที่มีผลงานการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดอย่างเฒ่าอ่ำมาชดเชย ทำให้นายไม่ติงเรื่องที่ผมมาขลุกอยู่ที่หมู่บ้านโนนยางนาเสียนานแต่กลับคว้าน้ำเหลว​

จากนั้นเพียงไม่นาน โทนก็พาคำแพงหนีไปจากชุมชนโนนยางนา...

ส่วนผม คนที่ยังอยู่ก็ยังต้องมาตรวจตราชุมชนเหมือนเคย กางเกงที่เพียวรับไปดูแลก็ยังไม่ได้คืน เธอบอกเพียงว่ายังไม่ได้รีด ซึ่งผมทราบความจริงจากพ่อของเธอว่ามันหมดสภาพการเป็นกางเกงเพราะถูกเตารีดทาบจนกรอบไปแล้ว

“โอเลี้ยงได้แล้ว” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ตามด้วยเสียงวางแก้วโอเลี้ยงลงบนโต๊ะไม้

“ขอบคุณครับ” ผมบอกคำเดิมซึ่งปกติแล้วเพียวไม่ค่อยอยู่รับฟัง ผิดจากคราวนี้ที่เธอยืนค้ำหัวผมอยู่

“อกหักเลยดิปลัด” เธอส่งสายตาสุดเวทนามายังผม

“อกหักอะไร?” ผมเลิกคิ้วพร้อมถามกลับ

“อย่าฝืนเลย ถ้าเศร้าก็ร้องไห้ออกมาเถอะ ฉันเข้าใจ” เธอถือโอกาสที่ตอบคำถามตบบ่าของผมอย่างให้กำลังใจ ตาก็มองไปยังเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามกับที่ผมนั่ง

“อ๋อ...” ผมลากเสียงยาว คงเป็นเรื่องคำแพงแน่ เธอเคยเห็นผมอยู่กับคำแพงจนชินตา จึงคิดว่าผมอาจจะเสียใจที่คำแพงหนีไปกับโทน โถ แม่คุณ ช่างน้ำใจงามเหลือเกิน เอาวะ รับน้ำใจจากเธอหน่อยก็แล้วกัน “อันที่จริงก็...เสียใจอยู่ แต่ไม่เป็นไร ผมไม่ร้องหรอก ผมเป็นคนเข้มแข็ง”

“อย่างนั้นก็ดีแล้ว มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ถ้าช่วยได้ก็จะทำ” เธอบอกเท่านั้นก็ยิ้มให้ก่อนจะเดินจากไป

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของผมกับเพียว


***


เป็นจริงตามที่คาดเอาไว้ เมื่อโทนไม่อยู่ในหมู่บ้าน ข่าวโจรปล้นก็ซาลง นั่นเป็นเหตุให้ผมห่างเหินจากการออกตรวจชุมชนแห่งนี้โดยปริยาย แต่แม้จะไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยือนที่หมู่บ้านก็ใช่ว่าผมจะไม่ได้คุยกับชาวโนนยางนา ผมรับข่าวสารของชุนชนในความดูแลจากสื่อสังคมออนไลน์ทุกวัน เฟซบุ๊กบ้าง ไลน์บ้าง ตามแต่ใครจะสะดวกทางไหน

ไลน์ !

อ้ะ นี่ไง อย่างเช่นคนนี้ที่เพิ่งทักมาสด ๆ ร้อน ๆ

[ดำ โนนยางนา : ปลัดครัช พ่อให้ชวนปลัดมากินข้าวที่บ้าน แม่จะแกงปลาช่อนตัวเบ้อเร่อไว้รอ]

[ดำ โนนยางนา sent a sticker]

ผมอ่านข้อความแล้วหันมองตารางงานที่แปะไว้บนโต๊ะ วันนี้ตอนเย็นผมว่างนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าไปได้

[ป.มะขวิด : ได้ครับ ขอบคุณมาก]

[ดำ โนนยางนา : ยินดีคนับ]

ผมกดอ่านข้อความแล้ววางโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างกองเอกสารที่รอการลงลายมือชื่อ ก่อนจะไปที่ไหนได้นั้น จำเป็นจะต้องสะสางงานบนโต๊ะให้แล้วเสร็จเสียก่อน อา...มีเอกสารมาเพิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

ไลน์ !

เสียงเตือนข้อความดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากเพียว เพื่อนใหม่ที่เพิ่งมีไมตรีต่อกัน เธอส่งมาฝากซื้อน้ำตาลทรายให้พ่อ ปลัดเข้ามาที่หมู่บ้านเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ ฝากด้วย ออกตังค์ให้ก่อนก็แล้วกัน เธอส่งข้อความมารัว ๆ ครั้นพอผมตอบกลับไป ก็ไม่ปรากฏว่าเธอเปิดอ่าน...

อีกแล้ว เธอใช้คนเป็นจริง ๆ ใช้เป็นตรงที่มาใช้ผมเนี่ย ให้ตายเถอะ สั่ง ๆ แล้วก็หายต๋อม ยังไม่ได้ถามเลยว่าจะเอายี่ห้อไหน แล้วจะใช้กี่กิโลกรัม

เฮ้อ...ผมถอนหายใจเล็กน้อย บอกตัวเองว่าให้ชินเสียที

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างผมกับเพียวก่อตัวขึ้นเพราะอาการอกหักจอมปลอมที่ผมสมอ้างไปตามข้อสันนิษฐานของเธอ จากวันนั้นเธอก็ยอมให้ช่องทางเพื่อติดต่อ ทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งไลน์ เพียวทำตัวเป็นศิราณี เป็นที่ปรึกษาหัวใจให้กับผม เธอให้เหตุผลว่าเข้าใจความรู้สึกของคนอกหัก จึงอยากให้ผมมีเพื่อนคุย จะได้ไม่ต้องเก็บความเศร้าไว้คนเดียว...เธอกลัวว่าผมจะฆ่าตัวตาย

จากวันนั้นเราก็ได้พูดคุยกันบ่อยขึ้นกว่าเดิม ย้ำว่ากว่าเดิม คือมากขึ้น แต่ไม่ถึงกับมากเท่าคนปกติทั่วไป มักจะเป็นผมที่เป็นฝ่ายทักไปหาเธอก่อน ถามไถ่เรื่องประจำวันว่าทำอะไรบ้าง กินข้าวรึยัง วันนี้มีเรื่องที่พิเศษบ้างไหม อย่างนี้เป็นต้น หรือถ้าวันไหนที่ไม่ได้คุยกัน ผมก็เป็นต้องเข้าไปส่องดูความเคลื่อนไหวของเพียวจากทางหน้ากระดานข่าวในเฟซบุ๊กของเธอ

ตอนแรก ผมยอมรับว่าลังเลในเพศที่เธอเลือกเอง ไม่แน่ใจว่าเธอชอบเป็นชายหรือหญิง แถมตอนที่เพิ่มเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก เพื่อน ๆ ของเธอก็มีแต่เด็กสาวที่มีแฟนเป็นทอมบอย ยิ่งทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเธออาจจะ...เป็นทอม อ๊ะ อย่าเข้าใจผิดนะ ผมไม่ได้เหยียดเพศหรืออะไรทั้งนั้น เพียงแค่เป็นนิสัยที่ผมชอบวิเคราะห์ผู้คนเท่านั้นเอง

แม้ตอนแรกจะคิดอย่างนั้น แต่เมื่อได้พูดคุยกันมากกว่าเดิม ผมถึงได้เห็นว่าเธอก็ไม่ได้ห้าวเป้งอะไรอย่างที่เคยเดา ออกจะรักสวยรักงามเสียด้วยซ้ำไป

มีครั้งหนึ่ง เพียวเคยหลุดปากว่าตัดผมสั้นมาตั้งแต่สมัยที่อกหัก แหงล่ะ แฟนที่ทำลายหัวใจของเธอเป็นผู้ชาย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่ค่อยญาติดีกับบุรุษ จนใคร ๆ ต่างก็คิดไปว่าเพียวอกหักจนหัวใจพลิกกลับด้านไปแล้ว

ผมได้แต่รับฟังคำระบายอย่างเอาใจใส่ ไม่พูดแย้ง ไม่แสดงความเห็น แค่พยักหน้ารับรู้และยิ้มให้เธอเบา ๆ เพื่อเป็นกำลังใจ หวังว่าเท่านี้ก็คงจะช่วยให้เธอสบายใจขึ้นมาได้บ้าง แต่เพียวกลับมองว่า...

‘ปลัดไม่มีความคิดอะไรดี ๆ บ้างเลย’ เธอบอกมาอย่างนั้น ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มตอบไปตามนิสัย ก็เธอไม่สนใจ แล้วเธอจะไปรู้อะไร ?

ผมออกจากที่ว่าการอำเภอในช่วงเย็น เดินเท้าไปในตลาดสดเพื่อหาซื้อน้ำตาลทรายไปให้จอมบงการ แวะซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปให้กำนันกับภริยาสักหน่อย จากนั้นจึงย้อนกลับมาขึ้นรถกระบะยี่ห้อยอดนิยมซึ่งลงทุนควักเงินในกระเป๋าซื้อมาเพื่อใช้ในหน้าที่การงาน ก็แหม น้องเขียวของที่ว่าการอำเภอเรา เธอแก่หง่อมซะขนาดนั้น จอดทิ้งไว้ในสุสานเถอะ


***


“อีกสองเดือนจะมีงานบุญใหญ่ที่วัดครับ” กำนันตุ้ยชิงบอกผมทันทีที่ก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับค้างคืน “ปลัดอย่าลืมมาเที่ยวงานนะครับ...นานทีปีหน”

ผมเพียงแต่พยักหน้ารับรู้ ยังไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ เพราะไม่ได้ดูตารางงานมาเผื่อ แต่ใจจริงก็อยากมาเหมือนกันนะ เด็กเมืองกรุงอย่างผมไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นงานวัดบ่อยนักหรอก วัน ๆ ก็เรียน เลิกเรียนก็ช่วยป๊ากับม้าขายของ หรือไม่ก็หมกตัวอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือ เพื่อที่เวลาสอบจะได้มีเกรดดี ๆ มาให้บิดรมารดาได้ภูมิใจ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ผมก็เป็นลูกที่พ่อกับแม่ภูมิใจน้อยที่สุดอยู่ดี

‘ใช้ไม่ได้!’ คือคำพูดจากปากบุพการีเมื่อผมบอกว่าจะไปรับราชการที่ต่างจังหวัด พวกท่านแสดงความผิดหวังในตัวผมอย่างชัดเจน จากนั้นก็ยกตัวอย่างพี่สาวคนโตที่เป็นแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังในกรุงเทพฯ ขึ้นมากล่าวว่างานของเธอมีรายได้มากมายแค่ไหน ตามด้วยพี่ชายคนรองที่เป็นวิศวกรไฟฟ้าทำงานรัฐวิสาหกิจ แล้วดูผมสิ ลูกคนที่สามของบ้าน เลือกเรียนสายสังคมซึ่งผ่าเหล่าจากพี่และน้องชายคนเล็ก ซึ่งรายหลังนี้ก็เลือกสอบเข้าคณะเภสัชศาสตร์ ทุกคนล้วนเชื่อฟังบุพการี ต่างจากชายกลางผู้ใจกล้าอย่างผม

ตอนแรกที่ผมสอบเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ป๊ากับม้าที่ผิดหวังเพราะอยากให้ผมเป็นทันตแพทย์ก็ปลอบใจกันว่าบางทีผมอาจจะได้เป็นศาล เป็นอัยการ เป็นที่เชิดหน้าชูตาได้อีกทาง แต่เมื่อผมเบนเข็มมาสายงานปกครอง เลือกสอบเป็นปลัดอำเภอที่ต้องทำงานเฉพาะในต่างจังหวัด พวกท่านก็หมดความอดทน ออกปากไล่ลูกชายผู้ไร้ค่าให้ไปให้พ้นตา

สิ้นคำของป๊า ผมก้มหน้านิ่ง ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมแล้วเดินขึ้นไปเก็บกระเป๋าในห้องนอน แต่ใครเลยจะรู้ว่าในใจของผมนั้นลิงโลด เยส จะได้ไปไกลบ้านสักที คำว่าไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าเป็นเหมือนคำอวยพรครั้งสุดท้าย มันดีต่อใจอย่างที่สุด

ผมไหว้ลาท่านทั้งสอง ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่หวนกลับไปให้ป๊ากับม้าเห็นหน้าเลยสักครั้ง...ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง

“ปลัด...ปลัด” เสียงเรียกชื่อพร้อมกับมือที่โบกไหว ๆ ตรงหน้าทำให้ผมกลับคืนสู่ปัจจุบัน ดำเกิงที่นั่งข้างกันบอกว่าชิ้นปลาในจานข้าวของผมเย็นหมดแล้ว

“ขอโทษทีครับ พอดีเหนื่อยกับงานนิดหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบกินครับปลัด จะได้พักผ่อน” กำนันตุ้ยคะยั้นคะยอพร้อมตักปลาชิ้นใหม่ใส่จานให้ 

ผมยิ้มรับแล้วสับแบ่งชิ้นปลาออกพอดีคำ ตักน้ำแกงมาราดข้าวแล้วเริ่มรับประทานอีกครั้ง รสชาติอาหารฝีมือน้าพิกุลว่าอร่อยแล้ว รสชาติของความปรารถนาดีกลับอร่อยยิ่งกว่า นี่เป็นความอบอุ่นที่หาได้ยากในเมืองหลวง ผมบอกตัวเองว่าคิดถูกแล้วที่เลือกเมิินความต้องการของบุพการีแล้วเดินทางสายนี้ 

การสนทนาบนโต๊ะอาหารมีขึ้นเป็นระยะ และนี่เองที่ทำให้ผมทราบว่าจากวันนี้ไป ชาวบ้านโนนยางนาก็จะเริ่มเตรียมงาน ทั้งจัดเตรียมสถานที่ หาอุปกรณ์ ว่าจ้างหมอลำและหนังกลางแปลง รวมถึงการเปรียบมวย ผมรับฟังอย่างสนใจ รู้สึกว่าวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละพื้นถิ่นนั้นแตกต่างกัน ก่อนหน้าที่จะมาประจำที่อำเภอแห่งนี้ ผมเคยอยู่ทางใต้มาก่อน งานประจำปีที่เจอก็คือการแข่งวัวลาน ส่วนเรื่องอาหารก็แน่นอนว่าต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้ว โชคดีที่ผมเป็นคนกินง่าย จึงเข้ากับคนเข้ากับท้องที่ได้ไม่ยากนัก

“จะลำบากก็ตรงซุ้มสาวน้อยตกน้ำนี่แหละ ดูอย่างตอนกลางวันก็ไม่เห็นจะมีความสามัคคีกันเลย สมาชิกทีมรึไม่น่ามองสักคน ไม่มีใครดึงดูด...” เมื่อพูดถึงการเตรียมงาน ดำเกิงก็บ่นอุบ มือที่ถือช้อนก็คนหาไข่มดแดงที่ใส่ปนมาในแกงปลาช่อน “อีกระถินเอย อีเพียวเอย หูย ที่แย่สุดคืออีขมิ้น ทั้งเตี้ย ทั้งดำ ปากหนา ตาเหล่ ผมหยิก บรื๋อ ใครจะไปอยากปาให้มันอนาถตามากไปกว่านั้นอีกวะ”

“เพียวอยู่ซุ้มสาวน้อยตกน้ำด้วยเหรอครับ?” ผมถามทวนเพื่อให้แน่ใจ ดำเกิงนิ่งไปครู่หนึ่งก็พยักหน้า บอกว่าใช่ มันเลือกซุ้มนี้เพราะจะได้เลิกงานไวกว่าใครเพื่อน จะได้มีเวลาไปเที่ยวกับผู้สาว

ผมอยากจะแย้งว่าเพียวไม่มีผู้สาว แต่เมื่อเห็นความดันทุรังของคู่สนทนาแล้วก็คิดใหม่ว่าไม่พูดดีกว่า เถียงอย่างไรก็แพ้อยู่ดี


***


เมื่อรับประทานอาหารเย็นจนอิ่ม ผมนั่งคุยกับกำนันตุ้ยพอเป็นพิธีก็ขอตัวเข้าห้องพักซึ่งอยู่บนเรือนไม้ทรงไทยซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนหมู่สามหลังเชื่อมติดกันด้วยชานเรือนขนาดกว้าง

อดที่จะถามเพียวถึงเรื่องซุ้มงานไม่ได้...

ผมหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าเป้ พบว่าการเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi ของบ้านเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ขอบอกว่าที่บ้านกำนันตุ้ยสัญญาณแรงมาก ดาวน์โหลดไวยิ่งกว่าการกระพริบตาเสียอีก ไม่บอกก็รู้ว่าใครคือคนที่ใช้ประโยชน์จากความสะดวกสบายนี้

[’​โหลปลัด] เสียงปลายสายดังขึ้นหลังจากที่ถือสายรออยู่นาน เพียวบอกว่าเธอเพิ่งกินข้าวเสร็จ กำลังจะเปิดคอมฯ เล่นเฟซบุ๊กตามปกติ และเมื่อผมบอกเธอว่ารู้เรื่องซุ้มสาวน้อยตกน้ำจากกำนันตุ้ยเมื่อช่วงหัวค่ำ เธอก็โวยวายเสียยกใหญ่ว่ามาที่หมู่บ้านแล้วทำไมไม่เอาน้ำตาลไปให้เธอก่อน

ดูเครียดเสียจริง

“ให้เอาไปให้ตอนนี้เลยไหมล่ะ” ผมประชดเล็กน้อย แต่เธอบอกว่าถ้าได้ก็ดี

นั่นทำให้ผมต้องเดินไปขอยืมรถจักรยานของบ้านกำนันเพื่อปั่นไปยังร้านกาแฟ

“ให้บักแสบเอาไปให้ก็ได้ปลัด แค่นี้เอง” ดำเกิงที่นอนเล่นอยู่ตรงชานบ้านเอ่ยขึ้น แต่ผมบอกไปว่ามีธุระจะพูดกับเพียวด้วย เขาจึงเดินไปหยิบกุญแจรถมินิไบค์ของเขามาส่งให้

นี่ถ้าไม่ได้คลุกคลีจนเห็นกับตา ผมคงไม่เชื่อว่ากิตติศัพท์เรื่องความใจป๋าของดำเกิงจะเป็นความจริง คนอะไรใจกว้างเสียจนน่ากลัว สงสารแต่กำนันกับแม่พิกุลที่ต้องหาเงินให้ทันลูกใช้ เฮ้อ แต่ก็ขอบใจที่ให้ยืมรถก็แล้วกัน

ผมเดินลงจากบ้านพร้อมหิ้วถุงน้ำตาลไว้ในมือ ปากก็ฮัมเพลงงุ้งงิ้งไม่หยุด แปลกใจไม่น้อยที่พบว่าตัวเองรู้สึกตื่นเต้นกับการที่จะได้พบหน้าเพียวมากถึงเพียงนี้ 

ช่วยบอกทีว่าระยะเวลาสองเดือนที่ได้คุยกันผ่านทางโทรศัพท์ มันจะทำให้เกิดความผูกพันได้ด้วยหรือ ?

...อะไรจะเร็วไวถึงปานนั้น

‘ไม่ใช่ว่าจูบกับหมอนแล้วนับมาโม้นะปลัด’

จู่ ๆ คำพูดทะลึ่งตึงตังของเพียวที่จับผิดเรื่องประสบการณ์ลับ ๆ ของผมก็แทรกเข้ามาในหัว ไม่รู้ว่าครั้งนั้นเราคุยกันถึงเรื่องอะไร เพียวถึงได้วกมาสู่เรื่องลามกนี้ได้ เธอเลียบเคียงถามผมว่าเห็นหล่อ ๆ แบบนี้คงจะมีสาวอยู่ทุกอำเภอ ครั้นพอผมบอกว่าไม่มีใครเธอก็ไม่เชื่อ แถมยังขี้ตู่ว่าไม่มีสาว แต่มีเมียแล้วใช่ไหมล่ะ?

ผมเปล่านะ ผมไม่มีใครจริง ๆ สาบานได้

น้ำเสียงของผมคงจะจริงจังเกินไป จึงทำให้คนปลายสายหัวเราะลั่นแล้วเฉลยว่าแค่แกล้งเล่นขำ ๆ ซึ่งพอรู้ความจากปากเพียว ผมก็เออออตามเธอไป แต่ความจริงแล้วสัญชาตญาณของบุรุษเพศมันฟ้องว่าเธอกำลังหลอกถามสถานภาพของผม ! 


###



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น