เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 6 คราปักษาไล่ตามดวงไฟปริศนา [จบที่1]

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 คราปักษาไล่ตามดวงไฟปริศนา [จบที่1]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 459

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 มิ.ย. 2560 22:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 คราปักษาไล่ตามดวงไฟปริศนา [จบที่1]
แบบอักษร

ตอนที่ 6 คราปักษาไล่ตามดวงไฟปริศนา

          นักล่าสมบัติต้องวางแผนและตรวจสอบเส้นทางเพื่อค้นหากับดัก ช่องลับ ปริศนารอยแทง หรือสิ่งกีดขวาง พวกเขาส่วนน้อยใช้พลังใจขับเคลื่อนบุกทำลายสิ่งที่ขวางทางแต่ส่วนใหญ่มักเป็นพวกชอบระมัดระวังระหวาดระแวงทุกจุดที่เท้าเหยียบย่ำ ใต้ฝ่ารองเท้า เหนือเพดาน แต่ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ล้วนมีความห่วงใยชีวิตเป็นที่หนึ่งทำให้พวกเขาทำงานอย่างระวังไม่ช้าหรือเร็วเกินไป ผิดกับใครบางคนแถวนี้ไม่ต้องอาศัยการตรวจเช็คแต่สามารถผ่านกับดักทั้งหมดอย่างเหลือเชื่อ และรวดเร็วกว่านักล่าสมบัติคนไหน

          “…”กรีดร้องเบาๆปากอ้าพะงาบ นกฮูกกอดลูกน้อยและเอียงคอสะดุ้งตอนที่ตัวเมรัยพุ่งผ่านช่องรัง สาวน้อยดิ่งพสุธา

          แม่จ้าพ่อจ้า สาวน้อยตกลงสู่ก้นบ่อน้ำด้วยความเร็วและแรงประหนึ่งเรือเหาะลอยฟ้าดิ่งลงปล่องภูเขาไฟ อย่างไรดีเมรัยมีการตอบสนองต่อความตายเหนือกว่ามนุษย์ปกติ ก่อนที่นางจะตัวเละเป็นวุ้น เมรัยเม้นปากมือสาดอักขระโบราณใช้ศาสตร์โบราณทำให้ตัวนางล่องลอย เบาหวิวเหมือนขนนกนางนวล เท้าแตะพื้นอย่างนิ่มนวล เมรัยถอนหายใจนึกขอบคุณสวรรค์ที่ยังไม่ทอดทิ้งนาง พลันเท้าแตะเศษหินพื้นเบื้องล่างก็ถล่มทันใด “!!…”วิญญาณประเดี๋ยวหลุดประเดี๋ยวเข้า หัวใจน้อยหวาดหวั่นเต้นโครมครามดั่งมีงานเลี้ยงฉลองในห้องหัวใจ เลือดสูบฉีดสีหน้าแดงเถือก เมรัยตกลงมาเบื้องใต้ก้นบ่อน้ำ นางเกือบสิ้นใจ มิใช่เพราะก้นกระแทงเสาหินแหลมคมประหนึ่งคมมีดโกน แต่เป็นเพราะหัวใจวาย

          “ใจเย็นลูกแม่..”สาวน้อยลูบเนินอกปรอยๆพยายามปลอบเจ้าหัวใจที่กำลังเต้นตึกตักและอยากหนีกลับบ้าน มันมีชีวิตและมีความคิดคำนึงเป็นของตัวเอง สมองอย่างหนึ่ง ใจอย่างหนึ่ง พลั่งสองสิ่งขัดแย้งกันเมรัยก็สับสนว้าวุ่น ปวดหัว และป่วย

          ถ้ำหินมืดสลัวไร้แสงแดด เมรัยคิดว่าตอนกลางคืนเช่นนี้คงไม่มีแสงอาทิตย์กระมัง มันจะมีอย่างไร สาวน้อยมือบีบแก้มก้นรู้สึกปวดรวดร้าว นางลืมตะเกียงไฟไว้ข้างบ่อน้ำทำให้ตอนนี้รอบข้างมืดดั่งก้นสมุทร เมรัยสูดหายใจพลันสำลักอากาศเย็นยะเยือง นางเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ ฤดูหนาวมาเยือนหนใดเป็นว่าป่วยโทรมนอนตายบนเตียง

          อยากได้ไฟจังเลย เมรัยมีอาคมเสกเปลวไฟเผาเมืองได้ทั้งเมือง นางกำลังจะใช้มันทว่าก่อนหน้านั้น ใต้เท้าก็ปรากฏดวงไฟสีน้ำเงินหางวาฬและสีฟ้าคราม พวกมันเหมือนแสงหิ้งห้อยทว่ามันไม่ใช่แมลงเรืองแสงหรือกระทั่งญาติๆของหิ้งห้อยตัวน้อย เมรัยเลิกคิ้วสีหน้าประหม่า ดวงไฟกลุ่มนี้คงมิใช้สัตว์มรณะที่หมายเขมือบนางกระมัง เนื้อนางไม่อร่อยนะ ใส่พริกไทยกับเกลือก็มิดีขึ้น

          มิใช่แสงล่อเหยื่ออย่างที่คิด กลุ่มดวงไฟมีราวๆสิบสองสิบห้าดวง แต่ละดวงเปล่งแสงระยิบระยับ ริบหรี่เยี่ยงแสงเทียน พวกมันเหมือนเครื่องนำทางที่กำลังเชิญชวนให้เมรัยวิ่งไล่ตามไล่จับ หากว่ามันมีชีวิตและหากคงเอ่ยกับนางว่า มาสิ   

           แม้เป็นหมอผีแต่หลายสิ่งบนพิภพก็ยังทำเมรัยตื้นเต้นและหวาดกลัว ความอัศจรรย์มีมากพอกับความพิศวงพิสดาร เสมือนว่าทั้งสองย่างเป็นเพื่อนรัก ความอัศจรรย์สถิตหนใด ความพิศวงพิสดารก็สถิตมิห่างไกล

          เมรัยมีสัญชาตญาณและนางเลือกเชื่อในสิ่งนั้น สาวน้อยกำมือเช็ดคาบหินบนแก้มนุ่มนิ่มและออกวิ่ง พลังกายเต็มเปี่ยมแม้เท้าเจ็บหรือหลังจะหัก นางวิ่งและเดินย่องๆรู้ตัวว่าร่างกายอ่อนแอและมีแรงน้อยเท่าลูกวัว แต่บางครั้งนางก็มีแรงฮึดเท่าพ่อช้าง ถ้าหากหัวใจและเปลวไฟในอกลุกโชติช่วง ไม่ว่าใครขวางหน้านางก็จะบุกฝ่าไปจนได้ ต่อให้พระเจ้าก็ห้ามนางไม่อยู่ ชีวิตนางนางจะลิขิตมันเอง  

          ใต้โบราณสถานเก่าแก่ เมรัยคลานลอดช่องส่งน้ำ กระโดดข้ามรากไม้ และปีนไต่เถาวัลย์ ชายกระโปรงและแขนเสื้อยาวมิใช่อุปสรรคต่อการขยับตัว เมรัยชอบใส่เสื้อผ้าเช่นนี้มิใช่เพราะมันสวยงาม แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า ชอบ แค่ชอบเท่านั้น สาวน้อยปาดเหงื่อและยื่นมือกุมเสาหินที่โผล่เล็กๆคล้ายจุดวางมือของนักปีนเขา นางมิถนัดเรื่องออกแรงและก็ย่ำแย่เรื่องใช้สมอง แต่ถ้าใจพร้อมนางก็มิหวั่นว่าจะพลาดพลั่ง  

          ความเชื่อคือพลังที่ยิ่งใหญ่ มันมีมากในตัวเมรัยยิ่งสมัยก่อน

          วันนี้นางมีแต่ไม่มากนัก เพราะนางกลัวว่าจะเจ็บอีกครั้งหากลองเชื่อมั่นในความหวังใหม่ กระนั้นนางก็ยังหลอกตัวเองว่าเลิกเชื่อมั่นทั้งที่ในใจยังคงเชื่อ และจะเชื่อตลอดไป คิดว่าต้องทำได้ คิดว่าจะสำเร็จ ความหวังสำหรับเมรัยเป็นทั้งพรวิเศษและคำสาป บางคราวมันช่วยรักษาและผลักดันบางคราวมันสร้างบาดแผลและเหยียบย่ำนาง

          แต่ว่าเมื่อไหร่ที่หัวใจนางพร้อมสู้ นางก็จะสู้มิถอยอย่างแน่นอน

          “…”และครั้งนี้มันช่วยนางมาถึงห้องสมบัติ เมรัยหอบหายใจเนื้อตัวมอมแมมเหมือนลูกหมาพึ่งกระโดดโลดเต้นในบ่อโคลนตม นางตัวเหม็นกลิ่นดินดำ ผมยาวสลวยพันกันหยุกหยิกประหนึ่งมิสักมาสามเดือน ต่อให้อยากร้องไห้เพราะเหนื่อยแต่คิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา เมรัยเก็บน้ำตาไว้สำหรับช่วงสำคัญของชีวิต ถึงทุกคืนจะมีแอบร้องนิดหน่อย แต่นางจะไม่ยอมร้องไห้จนน้ำตาท่วมร้านเหล้า นางมีเงินน้อยจ่ายค่าซ่อมไม่ไหว หากเลวร้ายก็อาจโดนลุงซิงเตะตูดไล่ ไม่เอานะ

          ห้องสมบัติว่างเปล่า เมรัยถอนหายใจคิดว่านักล่าสมบัติคงมาถึงก่อนหน้าและขโมยสมบัติ ทองคำ มณี ไปหมดแล้ว สาวน้อยย่ำเท้าและก้มเก็บเศษเหรียญทอง พลิกโยนเล่นในอุ้งมือ อมยิ้มและคิดว่าอย่างน้อยพวกนักล่าก็ทิ้งเหรียญทองไว้ให้นางตั้งหนึ่งเหรียญ มีค่าพอซื้อขนมปังกระเทียมและนกรสน้ำผึ้งสิบแก้วเลยนะ

          เศษแจกันแตกกรานพื้น ฝุ่นผงและใยแมงมุม รอยเท้าหนังมนุษย์ และธรณีบันไดสามขั้น เมรัยอยากทรุดกายนั่งพักแต่ทุกที่ที่มองไปล้วนแต่สกปรกฝุ่นจับ สาวน้อยถอนหายใจและยกชายเสื้อปิดจมูก พวกดวงไฟบินรอบห้องคล้ายกำลังเล่นสนุก เมรัยเงยหน้ามองพวกมันนึกอยากขอบคุณที่อุสาช่วยนำทาง นางคิดไม่ถึงว่าพวกมันยังคงนำทางนางต่อไป

          ดวงไฟหมุนตัวและลอยเหนือที่จับประทวาร เมรัยคิดว่าพวกมันกำลังร้องเรียกนาง ประเมินว่า มาตรงสิ

          “มีห้องลับหรือ..”

          ไม่ใช่ เพราะหากเป็นห้องลับก็ต้องฝังไว้ใต้ดินและข้างผนัง พวกดวงไฟนำทางให้เมรัยเดินขึ้นสู่โบราณสถานเบื้องบน ช่องเพดานเป็นรูโหว่ เสียงน้ำตกหลั่งรินเสนาะหู ไพเราะดุจเสียงพิณที่กำลังบรรเลงใต้แสงจันทร์ เมรัยหลงคิดว่าบางทีอาจมีแม่นางโฉมสะคราญนั่งเล่นพิณเฝ้ารอนางข้างบน แต่ไม่ใช่ สิ่งที่รอเมรัยคือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ดวงดาวและท้องทะเลดาราแพรวพราว ลมเย็นพัดโชยกลิ่นสายฝนและเถ้าธุลี เมรัยแหงนหน้าและกางแขนรับแรงผลักละมุมละไม รู้สึกโล่งอกและสดชื่นเหมือนได้เกิดใหม่ บางทีท้องฟ้านี้อาจเป็นสมบัติที่เจ้าหัวขโมย ขโมยไม่ได้

          ไม่เคยมีใครขโมยท้องฟ้าและท้องสมุทร เพราะมือมนุษย์โอบกอดมันมิไหว

          “พวกเจ้ากำลังนำข้าไปที่ใดกันนะ…”เมรัยน้อยพึมพำมิหวังคำตอบจากดวงไฟ สิ่งมีชีวิตหรือว่าสิ่งที่อยู่กฎธรรมชาติ เมรัยไม่รู้ว่าดวงไฟคืออะไร กระนั้นอย่างน้อยพวกมันก็มิใช่ภูตผี นางหวังว่าจะไม่มีผีในโบราสถานเพราะนางคงมิมีเวลาและแรงใจพอจะช่วยเหลือพวกเขา ผู้ตายตาไม่หลับหรือที่เรียกง่ายๆว่าตายแล้วแต่ยังอะไรค้างคาใจ ผีพวกนี้มักขอความช่วยเหลือจากเมรัย แต่ก็มีไม่น้อยที่ตามฆ่านาง

          ดวงไฟล่องลอยเหมือนดวงวิญญาณแหวกว่ายในท้องมหาสมุทร เมรัยย่ำเท้าเหยียบยอดหญ้าแห้งที่ผุดขึ้นจากใต้แผ่นอิฐ พลันในแววตาปรากฏภาพ

          “นี่มัน…ดาวตก…”

          และนั้นก็คือการพบกันของโชคชะตา มหากาพย์เรื่องราวแห่งแสงดาว จอมอาคม ปักษาน้อยจึงเริ่มขึ้น…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น