akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 48 ฉันเป็น...

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 48 ฉันเป็น...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.3k

ความคิดเห็น : 232

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มิ.ย. 2560 19:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 48 ฉันเป็น...
แบบอักษร

48

ฉันเป็น**…**

            ท่าทางหงุดหงิดไม่พอใจของเจ้านายของบ้าน ยิ่งทำให้คนรับใช้ในบ้านรู้สึกหวาดกลัว  ปกติพอลนั้นก็ชอบทำหน้านิ่งอยู่แล้ว ทั้งๆที่เมื่อวานมาถึงไทยยังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ แต่พอกลับมาจากบ้านของพยัคฆ์ ชายหนุ่มก็แผ่รังสีแห่งความหงุดหงิด                และไม่พอใจ จนทุกคนในบ้านรับรู้ได้

                เขาหยิบโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะขึ้นมารับสาย ชายหนุ่มยืนอยู่ติดชิดกระจกบานใหญ่ มองเห็นความมืดมิดที่รายรอบกายอยู่

                “มีอะไร”

                รายชื่อคนที่โทรมา ไม่ได้ทำให้พอลอารมณ์ดีขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวยังมีคดีที่ผิดนัดกับเขา ทั้งๆที่ตอนแรกก็นัดกันไว้แล้ว

                [นายโกรธฉันเหรอพอล]

                วิรุจน์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ เขาได้ฟังเสียงนี้จนเคยชินเสียแล้ว                พอลขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยตอบ

                [คุณชาย…นายอย่าโกรธเลยนะ ฉันผิดเอง ที่ผิดนัดนาย]

                “ไปไหน”

                จากน้ำเสียงของพอล วิรุจน์พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังโกรธเขาอย่างแน่นอน วิรุจน์พรูลมหายใจ

                [ฉันติดธุระ]

                “ธุระอะไร สำคัญกว่าฉันหรือไง”

                วิรุจน์รู้ดีว่าพอลชอบเอาแต่ใจ แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันมากจนเขาทนไม่ได้     ขนาดนั้น ชายหนุ่มพยายามคุยต่อ เพื่อจะได้ปรับความเข้าใจ

                [นายอย่าโมโหเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปรับนายถึงบ้าน แล้วพานายไปเที่ยวเลยดีไหม]

                ยังไงเสีย เขากับพอลก็รู้จักกันมาตั้งหลายปี จะเรียกว่าเหมือนเพื่อนกัน            ก็อาจจะใช่ แต่วิรุจน์ก็รับรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและอีกฝ่ายดูเหมือนจะมากกว่าเพื่อนแต่กลับไม่มีสถานะที่ชัดเจน

                “งั้นก็รีบมาแล้วกัน”

                [โอเคๆ คืนนี้ฝันดีนะคุณชาย]

                หลังจากวางสายไปแล้ว พอลก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง เขาระบายยิ้มจางๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงนอนเพื่อพักผ่อนร่างกาย

-------+++++-------

                “วันนี้ตื่นเช้าจังเลยนะครับ”

                หนึ่งในคนสวนเอ่ยทักทายพอลที่ออกมาเดินเล่นในสวนหน้าบ้าน ชายหนุ่ม   หันไปมองคนสวนที่กำลังพรวนดิน

                “ฉันก็แค่เบื่อๆ เลยออกมาเดินเล่น”

                ชายวัยกลางคนได้แต่ส่งยิ้มให้กับเจ้านาย เขารู้สึกได้ว่าเจ้านายของเขากำลังอารมณ์ดีมากกว่าทุกวัน ถึงได้มาเดินเล่นที่สวนยามเช้าแบบนี้

                “ดอกไม้พวกนี้”

                พอลหยุดมองดอกกุหลาบที่ปลูกเอาไว้ในสวน ไอรีนชอบดอกไม้ ในขณะที่เขาไม่ค่อยจะใส่ใจสักเท่าไหร่

                “คุณพอลจะให้ผมตัดให้เลยไหมครับ”

                พอลยืนคิดเพียงครู่ เขานึกถึงหน้าของวิรุจน์ ชายหนุ่มเอ่ยตอบ

                “ขอสักดอกแล้วกัน”

                “ครับ”

                คนสวนตัดดอกกุหลาบแล้วยื่นส่งให้กับพอล ชายหนุ่มรับมา เขาก้มมองดอกไม้ในมือเหมือนกำลังคิดบางสิ่งอยู่

                เขาเดินกลับเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มนั่งลงที่โซฟาใจกลางบ้าน เขาให้คนรับใช้ตั้งโต๊ะอาหารเช้าเอาไว้แล้ว วิรุจน์จะมาทานมื้อเช้ากับเขาด้วยในวันนี้ พอลขยับก้านดอกกุหลาบไปมา

                …นี่ฉันกำลังคิดจะทำอะไร…

                ชายหนุ่มวางดอกกุหลาบลงบนโต๊ะ แล้วยันกายลุกขึ้น เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองสักนิด ว่าทำไมถึงได้บอกให้คนสวนตัดดอกกุหลาบแบบนี้ แล้วทำไมวันนี้เขาต้องรีบตื่นมาเพื่อรอใครบางคน

                “คุณพอลคะ คุณรุจน์มาแล้วค่ะ”

                พอได้ยินว่าคนที่ตัวเองรอมาแล้ว พอลก็เริ่มปั้นหน้านิ่ง เขาพยักหน้ารับรู้            เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

                “ตื่นแล้วเหรอคุณชาย”

                ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในบ้าน พร้อมกับทักทายด้วยรอยยิ้ม พอลมองหน้า

วิรุจน์  เขาเดินเข้ามาหาพอล

                “วันนี้นายจะให้ฉันทานมื้อเช้าที่นี่ใช่ไหม”

                “อืม”

                พอลตอบรับในลำคอ วิรุจน์เลิกคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นดอกกุหลาบวางอยู่บนโต๊ะ เขามองพอล

                “ทำไมดอกไม้มาวางตรงนี้ล่ะหรือว่าแม่บ้านใส่แจกันไม่หมด”

                “ก็คงงั้น”

                เจ้าของบ้านตอบหน้าตาย เรื่องอะไรที่เขาจะบอกความจริง วิรุจน์ก้มลงมาหยิบกุหลาบ

                “งั้นเดี๋ยวฉันเอาไปปักแจกันให้แล้วกัน”

                “ไม่ต้อง”

                วิรุจน์ต้องหยุดชะงัก เพราะเสียงของพอลที่ดังขึ้นขัดการกระทำของเขา             ชายหนุ่มหันไปมองพอลอย่างไม่เข้าใจนัก พอลยันกายลุกขึ้น เมินหน้าไปทางอื่น           พูดออกมาราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ

                “นายเก็บเอาไว้เองเลยแล้วกัน แม่บ้านเขาจัดแจกันไว้สวยอยู่แล้ว ถ้านายไปปักเพิ่มอีก มันจะน่าเกลียดไปซะเปล่าๆ”

                พอได้ฟังคำกล่าวของร่างสูง วิรุจน์ก็อึ้งไป เขาแยกเขี้ยวใส่พอลที่เดินนำไปที่ห้องอาหารโดยที่ไม่คิดจะรอเขาเลย

                “เจ้าบ้าเอ้ย”

                เขาได้แต่ต่อว่าพอลตามหลัง ชายหนุ่มก้มมองกุหลาบในมือ แล้วเลือกที่จะสอดก้านมันเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแทน ก่อนจะรีบเดินตามพอลไป

                วิรุจน์หย่อนกายนั่งลงที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามกับพอล พอลเหลือบมองที่อก                ของอีกฝ่าย เห็นกุหลาบเสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อยืด เขากระตุกยิ้มเพียงนิดโดยที่วิรุจน์           ไม่ทันได้สังเกต

                “โห นายทานคนเดียวเลยเหรอเนี่ย”

                ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่าอาหารบนโต๊ะในยามเช้านี้ค่อนข้างที่จะเยอะ เป็นพิเศษ พอลทำเป็นไม่สนใจ             

                “ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

                “นั่นสินะ  นายคงไม่ได้บอกให้คนเตรียมอาหารไว้เผื่อฉันแบบพิเศษอยู่แล้ว จริงไหม”

                พูดไปก็อมยิ้มไป วิรุจน์ไม่ได้จริงจังกับคำพูดของตัวเองมากนัก แต่นั่นกลับทำให้พอลพูดไม่ออก เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเตรียมอาหารเป็นพิเศษ ก็แค่อยากให้อยากให้ทำหลายอย่างเอาไว้ก็เท่านั้น…ไม่ใช่เพื่อใครสักนิด

                “อืม…อร่อยจังเนอะ แม่ครัวบ้านนายนี่ฝีมือดีจริงๆ”

                ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่วิรุจน์เคยมาทานอาหารที่บ้านของพอล แต่ชายหนุ่มก็อดชมฝีมือแม่ครัวของที่นี่ไม่ได้อยู่ดี

                “มันแน่อยู่แล้ว”

                “แหม ไม่ถ่อมตัวเลยนะ”

                พอลไม่ตอบโต้อะไร เขามองวิรุจน์ที่ทานมื้อเช้าอย่างเอร็ดอร่อย แต่ใบหน้า    ของเขาก็ยังนิ่งเฉยค่อนไปทางบึ้งตึงเสียด้วยซ้ำ

                “เมื่อวานทำไมผิดนัด”

                ข้าวที่กำลังจะเข้าปากมีอันต้องหยุดชะงัก วิรุจน์วางช้อนในมือลงบนจานข้าว แล้วยิ้มเจื่อนๆ

                “ฉันก็ขอโทษนายไปแล้วไง”

                “บอกเหตุผลของนายมา”

                ในตอนนี้ไม่ต่างกับการโดนเจ้าหน้าที่สอบสวนหลังไปทำความผิดครั้งใหญ่ ใบหน้าของพอลจริงจังและกำลังคาดคั้นคำตอบจากปากของวิรุจน์

                “นี่…ทำตัวเป็นคุณพ่อหวงลูกสาวไปได้นะนายน่ะ”

                วิรุจน์อดไม่ได้ที่เย้าแหย่ท่าทางของพอล แต่ดูเหมือนว่าพอลจะไม่มีอารมณ์เล่นด้วย ทำให้อาการขบขันของวิรุจน์ต้องหยุดลง เขาหุบยิ้ม

                “จะไม่บอกใช่ไหม”

                “ไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันก็มัวยุ่งๆก็เลยลืมแค่นั้น”

                “คิดว่านัดกับฉันมันไม่สำคัญหรือไง”

                พอลเริ่มเสียงดังขึ้น วิรุจน์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพอลต้องหงุดหงิดขนาดนี้ด้วย ทั้งๆที่เมื่อก่อน พอลก็ไม่ได้ใส่ใจเขาสักเท่าไหร่

                “ก็ขอโทษแล้วไงเล่า นายจะโมโหทำไมเนี่ย ฉันรู้ว่าฉันผิด แต่ฉันก็ขอโทษแล้ว และยังขอแก้ตัวพานายไปเที่ยวอีก นายจะเอาอะไรอีกห๊ะ”

                คราวนี้วิรุจน์เริ่มหมดความอดทนกับคนเอาแต่ใจแบบพอล พอลไม่ได้บอกว่าหงุดหงิดเรื่องอะไร และหงุดหงิดไปทำไม แต่ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะเงียบไม่พูด            และทำตัวเหมือนไม่พอใจเขาแบบนี้ แล้วจะให้เขารู้สึกยังไง เขาเองก็ไม่ใช่                           ที่ระบายอารมณ์ของพอลเสียด้วย เขารู้ว่าตัวเองผิด แต่เขาก็ขอโทษแล้ว อีกฝ่ายก็ควรจะให้อภัย ไม่ใช่ เอาแต่ทำตัวโมโหใส่เขาแบบนี้

                “เอาเถอะ ฉันน่าจะรู้ว่านายมันนิสัยแบบนี้แต่แรก โมโหกับนายไปมันก็เท่านั้น ฉันขอพูดตรงๆเลยแล้วกัน”

                “…”

                “นายกับฉันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่จะต้องยอมให้อีกฝ่ายมาโมโหหงุดหงิดใส่ได้ สำหรับฉัน นายก็เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แต่สำหรับนาย ฉันก็หวังว่านายจะมองว่าฉันเป็นเพื่อนเหมือนกัน”

                “ฉันไม่เคยมองนายเป็นเพื่อน”

                คำพูดที่สวนกลับมาอย่างรวดเร็วของพอล ทำให้วิรุจน์ตัวชา ใจของเขา                มันบีบรัดโดยที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกเจ็บที่หัวใจมากขนาดนี้

                …แค่เพื่อน พอลยังไม่ยอมรับให้เขาเป็น แล้วเขาเป็นอะไรสำหรับชายหนุ่ม          กันแน่…แค่สัตว์เลี้ยงหรือไงกัน…หรือเป็นเพียงของเล่นแก้เบื่อ

                “เอาเถอะ…ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว นายกินเสร็จแล้ว ก็ออกมาหาฉันข้างนอกแล้วกัน”

                วิรุจน์หมดอารมณ์ที่จะทานมื้อเช้า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกแย่มากขนาดนี้ พอลมองตามวิรุจน์จนเดินลับตาออกไป

                ชายหนุ่มเข้าไปรอพอลในรถ เขาสตาร์ทรถยนต์รอพอล กุหลาบที่เสียบไว้ที่กระเป๋าเสื้อสร้างความรู้สึกขัดหูขัดตาของเขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

                “โถ่เอ้ย ก็แค่กุหลาบที่เหลือทิ้งสินะ แกน่ะ”

                เขาหยิบกุหลาบออกมา แล้วพูดกับมันเหมือนเย้ยหยันดอกไม้ในมือ วิรุจน์          วางกุหลาบไว้ตรงคอนโซลรถ อันที่จริงก็ไม่ได้นึกหมั่นไส้ดอกไม้ขนาดนั้น เพียงแต่เขาหมั่นไส้เจ้าของดอกไม้ก่อนหน้านี้มากกว่า ที่ทำเหมือนว่าตัวเองฝากดอกไม้ให้เขามาทิ้งขยะไปเสียได้ ทั้งๆที่ดอกไม้ยังสดยังสวยอยู่แท้ๆ

                ประตูรถยนต์ฝั่งข้างๆคนขับเปิดออก ก่อนที่ร่างกายสูงใหญ่จะนั่งลงข้างๆ

วิรุจน์มองตรงไปข้างหน้า เขาไม่อยากจะมองหน้าพอลด้วยซ้ำ เพราะคนคนนี้ชอบทำให้เขาหงุดหงิดใจอยู่เรื่อย

                “ชักช้าจริงนะ”

                “รอแค่นี้ทำเป็นบ่น”

                “ที่ฉันบ่นก็เพราะว่านายมันพูดไม่รู้เรื่องต่างหาก”

                “หึ”

                เสียงร้องในลำคอเหมือนไม่พอใจของพอล ยิ่งทำให้วิรุจน์ยู่หน้า ฝ่ามือใหญ่เลื่อนมาจับให้วิรุจน์หันมาหาเขา

                “เป็นอะไร”

                “ปล่อยเลยนะ ไม่ต้องมาจับ”

                เขาปัดมือของพอลออก แต่พอลกลับรั้งใบหน้าวิรุจน์เข้ามาใกล้มากขึ้น            จนลมหายใจเขาเป่ารดที่แก้มของวิรุจน์

                “ฉันไม่อยู่ นายคงซนไปทั่วเลยล่ะสิ”

                “นายยังเคืองฉันเรื่องเมื่อวานใช่ไหม”

                “ถ้าใช่ นายจะทำให้ฉันหายเคืองหรือไง”

                “ขอโทษแล้วยังไม่หายเคืองอีกเหรอ”

                “ไม่”

                พอลกระซิบบอก วิรุจน์หันไปมองพอล เขารั้งใบหน้าหล่อเข้ามากดจูบ            อย่างแผ่วเบา ก่อนจะเค้นคลึงริมฝีปากสวยให้หนักขึ้น เขาเลียที่กลีบปากล่างของพอลเบาๆ พลางถามเสียงแผ่ว

                “หายเคืองยัง”

                “ถ้าบอกว่ายัง”

                วิรุจน์เหลือบตามองเพียงครู่ แล้วเลื่อนกระชับใบหน้าหล่อให้เข้ามาใกล้          มากขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะบดจูบให้แนบแน่นมากกว่าเดิม ลิ้นร้อนแทรกเข้าไป               ในโพรงปากอุ่น พอลเลื่อนมือมาโอบกอดที่บริเวณเอวของวิรุจน์ ชายหนุ่มลูบไล้            ที่เอวบางเบาๆ เขาจูบตอบอย่างไม่ขัดเขินแต่อย่างใด

                “อื้อ”

                เมื่อฝ่ายรุกล้ำเข้าไปก่อนเริ่มโดนรุกกลับอย่างไม่คิดจะยอมกันทำให้วิรุจน์           เริ่มที่จะหายใจไม่ออก เพราะพอลจูบกลับอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับว่า                  จะสูบวิญญาณของเขาเสียอย่างนั้น

                “อื้อ พอ”

                วิรุจน์ออกแรงผลักพอลออกจนได้ เขาหอบหายใจ ชายหนุ่มชะงักไปนิด              เมื่อเห็นพอลเหมือนเลียริมฝีปากตัวเองแต่วิรุจน์มองอีกครั้งทุกอย่างก็อยู่ในความปกติ    นี่เขาคงกำลังคิดไปเองมากกว่า

                “แฮ่กๆๆ นายคิดจะให้ฉันขาดอากาศหายใจเลยใช่ไหม”

                “หึ”

                พอเห็นว่าพอลกำลังหัวเราะในลำคอ วิรุจน์ก็หน้าเหวอไปชั่วขณะ จ้องหน้าพอลอย่างเอาเป็นเอาตาย

                “ที่ฉันทำก็เพราะว่าเมื่อวานฉันผิดจริงๆหรอกนะ ไม่ใช่ว่าฉันพิศวาสอะไรนาย”

                พอลพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ใบหน้าทำเหมือนไม่ได้รับรู้ตามเลยสักนิด              และนั่นทำให้วิรุจน์เริ่มเคืองพอลแทน

                “นายกำลังทำฉันโมโหรู้ไหม”

                “จะรีบพาฉันไปไหน ก็รีบขับรถไปสิ”

                คนตัวสูงทำเหมือนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวิรุจน์กำลังพูดอะไร ในขณะที่พอลอารมณ์ดีขึ้น แต่วิรุจน์กลับเริ่มเคืองอีกฝ่ายแทน ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกปากอย่างเซ็งจัด

                “แล้วอยากไปไหนล่ะ!”

                พอลนิ่งคิดไปเพียงครู่ ที่จริงเขาก็ไม่ได้คิดเอาไว้ก่อนว่าอยากจะไปไหน

                “นายก็คิดเองสิ”

                “เอ้า ก็ฉันพานายไปเที่ยวจะให้ฉันมาคิดเองได้ยังไง นายนั่นแหละที่ต้องคิด อย่าลีลาจะได้ไหมคุณชาย”

                “ที่ไหนก็ได้ พาๆไปเถอะ”

                คำตอบที่เหมือนไม่ใส่ใจ ยิ่งทำให้วิรุจน์แทบจะถลึงตาใส่คนตอบ

                “ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ไม่ไปแบบค้างคืน”

                “ฉันจะค้างคืน”

                “นี่นาย!”

                แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่า พอลกำลังกวนประสาทเขาอยู่เต็มๆ วิรุจน์พยายามนับเลขในใจ เขาไม่ได้พบพอลเป็นครั้งแรก เขาควรจะชินกับเจ้าตัวได้แล้ว ที่ชอบกวนประสาทเขาแบบนี้

                “งั้นไปเกาะเลยไหมละ…ไปอยู่เป็นชาวเกาะไปเลย”

                “ก็ดี”

                ไม่คิดว่าการประชดประชันมันจะได้ผลขนาดนี้ วิรุจน์บอกกับตัวเองว่าไม่น่าหาเรื่องเลยแท้ๆ

                “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้เอาเสื้อผ้ามา”

                “ก็ไปซื้อเอาข้างหน้า”

                พอลตอบแบบง่ายๆโดยไม่ต้องคิด แต่วิรุจน์คิดไม่หยุด เขาถอนหายใจ             เฮือกใหญ่กับคำกล่าวของพอล

                “มักง่าย”

                “งั้นนายก็กลับบ้านไปเก็บเสื้อผ้า”

                “ไม่เอาแล้ว ไม่กลับแล้ว!”

                “งั้นก็พาฉันไปเลย”

                สุดท้ายวิรุจน์ก็ต้องขับรถพาพอลไปจนได้ เขาแอบก่นด่าพอลอยู่ในใจ            แต่ดูเหมือนว่าพอลจะรู้ว่าเขากำลังต่อว่าอีกฝ่ายอยู่ สายตาที่มองมามันถึงได้ค่อนข้างน่ากลัวแบบนั้น

                “อะไรเล่า”

                “เห็นหน้านายแล้วมันน่าหงุดหงิดจริงๆ”

                “อะไรนะ”

                วิรุจน์ขมวดคิ้วฉับ เขาไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับพอล แต่พอลก็ช่างหาเรื่องเสียเหลือเกิน ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะขับรถพาอีกฝ่ายไปเที่ยวตามสัญญาที่ให้ไว้ แต่พอลกลับ   กวนประสาทเขาไม่หยุดหย่อน

                “หน้าฉันมันทำไม”

                “ถ้าปวดท้องก็ไปเข้าห้องน้ำซะ”

                คงเป็นเพราะว่าหน้าวิรุจน์ช่างบูดบึ้ง พอลจึงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ วิรุจน์พรูลมหายใจออกมาอย่างหนัก เขาขับรถไปได้พักใหญ่แล้วจึงแวะปั๊มจอดรถ                เพื่อเติมน้ำมัน

                “นายจะลงมาด้วยไหม”

                เขาขับรถมาหยุดจอดที่บริเวณหน้าห้องน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับร้านสะดวกซื้อ          และร้านกาแฟต่างๆ

                “ไม่ล่ะ ฉันจะรออยู่บนรถ”

                วิรุจน์ไม่ได้ดับเครื่อง เขาเริ่มสงบสติของตัวเองลงบ้างแล้ว ไม่อยากจะโมโหมากนักเพราะเขารู้ดีกว่า การเดินทางด้วยสภาวะที่ไม่มีสมาธินั้น ค่อนข้างที่จะอันตรายต่อการเดินทางเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง

                “งั้นนายอยากกินอะไร ฉันจะลงไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็แวะซื้อของด้วย”

                “กาแฟ”

                ตอบเพียงสั้นๆ แต่วิรุจน์ก็พอเข้าใจ เขาลงจากรถยนต์เพื่อไปเข้าห้องน้ำ              และเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อของที่จำเป็นสำหรับตนเอง

                พอลนั่งอยู่ในรถอย่างเงียบๆ เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดดูสิ่งต่างๆ          ที่แจ้งเตือน รวมถึงเช็คเมลล์ แต่ทว่าฉับพลัน ดวงตาคมกริบก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์ที่

วิรุจน์วางทิ้งเอาไว้ในรถยนต์

                การจับหยิบของคนอื่นมาดู นับว่าเป็นการไร้มารยาท แต่ในความคิดของพอลตอนนี้ เขาคือเจ้าชีวิตของวิรุจน์ การที่วิรุจน์ผิดนัดกับเขาเมื่อวาน พอลรู้สึกได้ว่ามันต้องมีเบื้องหลังบางอย่าง

                …สัญชาตญาณของเขาบอกแบบนั้น…

                โทรศัพท์ของวิรุจน์ไม่ได้ตั้งค่าแสกนลายนิ้วมือเอาไว้ ไม่ได้คิดจะตั้งค่าความปลอดภัยไว้ นั่นอาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวไม่คิดว่าจะมีใครมายุ่งกับโทรศัพท์ของตน            พอลชั่งคิดอยู่พักหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดีนัก เขาไม่ได้ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น                แต่ทำไมในเรื่องของวิรุจน์ เขาถึงได้อยากรู้มากขนาดนี้

                …เสียมารยาท…

                พอลรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำมันคือการเสียมารยาท แต่ในเมื่อถาม แล้ววิรุจน์          ไม่ยอมตอบคำถามเขาว่าเมื่อวานหายไปไหน เขาก็อยากจะรู้ด้วยตนเองว่าระหว่างที่เขาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ เจ้าตัวทำอะไรอยู่กันแน่

                พอเปิดเข้าหน้าจอมา ก็เป็นภาพลูกเสือโคร่งสองตัวที่แสนน่ารัก พอลจำได้ว่าเป็นรูปของไทกะและโทระตอนเด็กๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเห็นแล้วถึงได้รู้สึกขัดหูขัดตา           ไปเสียหมด ที่อีกฝ่ายเอารูปคนอื่นมาตั้งเป็นรูปหน้าจอแบบนี้…นี่เขากำลังคิดอะไร คาดหวังให้มันเป็นรูปของเขาหรือไงกัน

                ยิ่งคิดแบบนั้น พอลก็เริ่มหงุดหงิดกับตัวเอง เขาเลือกที่จะเข้าไปเช็คในไลน์           ว่าวิรุจน์คุยกับใครบ้าง

                “ทำบ้าอะไรอยู่”

                พอลรู้สึกว่าตัวเองไร้มารยาทมากเกินไปแล้ว การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมากขนาดนี้ มันเหมือนกับว่าเขาเป็นแฟนที่กำลังเช็คความผิดปกติของแฟนว่าอาจจะนอกใจ

                …เขากับวิรุจน์ไม่ได้เป็นอะไรกัน…

                ทั้งๆที่บอกกับตัวเองแบบนั้น แต่ทำไมเขาถึงได้อยากเข้าไปดูรายละเอียดในโทรศัพท์เครื่องนี้ให้มากขึ้น

                ตึ้ง!

                ข้อความไลน์ที่เด้งเข้ามาโดยที่พอลยังไม่ได้ทันเปิดดูในโปรแกรม เพราะเขามัวแต่คิดมากจนหน้าจอดับไปแล้วนั้น ทำให้เขาเห็นข้อความไลน์ที่เด้งขึ้นมา

                ‘เย็นนี้คุณรุจน์ว่างหรือเปล่าครับ’

                พอลอ่านข้อความแล้วก็ต้องขมวดคิ้วฉับทันที เขาอ่านชื่อของคนที่ส่งมาแล้วก็พาลสงสัยไม่หยุดหย่อน

                …หยางจิน…

                มันเป็นใคร…

                คำถามนี้เกิดขึ้นในหัวของพอลทันที เขาเหลือบตามองไปนอกรถยนต์              ชายหนุ่มวางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เดิม ไม่นานวิรุจน์ก็เดินกลับมาหาเขาที่รถ

                “นี่กาแฟของนาย”

                วิรุจน์ยื่นแก้วกาแฟเย็นที่ไปซื้อมาจากร้านกาแฟมาให้ ส่วนในมือของชายหนุ่มมีไอศกรีมหนึ่งแท่ง

                “กินเป็นเด็ก”

                อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น วิรุจน์หัวเราะออกมาเบาๆ

                “คุณชาย…นี่เมืองไทย อากาศร้อนจะแย่ กินแค่แท่งเดียวยังไม่พอให้หายร้อนเท่าไหร่เลย เอาด้วยไหมละ ซื้อมาหลายแท่ง”

                “เชิญนายกินไปคนเดียวเถอะ”

                พอเห็นพอลหันหน้าหนี เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ การได้รับน้ำตาล                       เข้าสู่ร่างกายทำให้อารมณ์เริ่มดีขึ้นมามากพอสมควร วิรุจน์นั่งทานไอศกรีม                   จนเริ่มอารมณ์ดี เขาจึงเปิดน้ำดื่มต่อ แล้วเริ่มขับรถ

                “จะแวะซื้อเสื้อผ้าก่อนเลยไหม หรือว่าจะรอให้ถึงโรงแรม แล้วค่อยออกมาซื้อ”

                เขาถามพอลเมื่อรถยนต์ติดไฟแดง พอลไม่ตอบ ดวงตาคมกริบเอาแต่จับจ้องโทรศัพท์มือถือของวิรุจน์

                “พอล”

                เมื่อเห็นว่าพอลไม่ตอบคำถาม วิรุจน์จึงถามออกไปอีกครั้ง พอลหันมามองหน้าคนถามเหมือนกับว่าเขากำลังไม่พอใจที่มีคนมากวน

                “นายได้ยินที่ฉันถามไหม”

                “อะไร”

                “เอ้า ไอ้คุณชาย นี่ไม่ได้ฟังกันเลยเรอะ”

                วิรุจน์เริ่มเซ็งจัด ไม่คิดว่าคุณชายพอลจะไม่ฟังที่เขาพูด เขาอุตส่าห์ขับรถมา ตั้งนาน แต่ว่าพอลกลับทำเป็นไม่ฟังเสียอย่างนั้น ไม่รู้ว่าแกล้ง หรือว่าไม่ได้ฟังจริงๆ

                “มีอะไร”

                “ฉันถามว่านายจะให้ฉันแวะซื้อเสื้อผ้าก่อนไหม หรือจะไปจองโรมแรมเสร็จแล้วค่อยออกมาซื้อ”

                “ไปหาที่พักก่อนแล้วกัน”

                พอลตอบเหมือนไม่ใส่ใจ แต่นั่นมันก็มากพอที่จะทำให้วิรุจน์ตัดสินใจได้              ในเมื่อเจ้าตัวต้องการแบบนั้น เขาก็จัดให้

                วิรุจน์พาพอลมาพักที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง เขาเลือกที่จะเปิดจองสองห้อง            แต่พอลไม่ยอม

                “มาสองคนก็คนละห้องไง”

                “ห้องเดียว”

                เหมือนว่าเป็นการยื่นคำขาด พอลเอาแต่ใจจนวิรุจน์ต้องถอนหายใจ

                “นี่ฉันต้องนอนห้องเดียวกับนายด้วยหรือไง”

                ดวงตาดุๆที่ส่งมาทำให้วิรุจน์เถียงไม่ออก เขาถอนหายใจอย่างเซ็งจัด สุดท้ายก็พยักหน้าส่งๆ

                “เข้าใจแล้วๆ ห้องเดียวก็ห้องเดียว งั้นพักห้องเดียวครับ”

                ทำไมพอลถึงได้เรื่องมากขนาดนี้  วิรุจน์ไม่เข้าใจเลยสักนิด วิรุจน์รับคีย์การ์ดของห้องพัก เพราะว่าเขามีเสื้อผ้าติดในรถอยู่แล้วหนึ่งชุด วิรุจน์จึงหยิบขึ้นมา             บนห้องพักด้วย เขามองพอลที่ไม่มีเสื้อผ้าสักตัว แต่ดูเหมือนพอลก็ไม่ได้แสดงท่าทางกังวลจนต้องรีบไปซื้อเสื้อผ้า

                “จะไปซื้อเสื้อผ้าเลยไหม”

                “นายอยากอาบน้ำไม่ใช่เหรอ อาบให้เสร็จก่อนก็ได้ แล้วค่อยไป”

                วิรุจน์เลิกคิ้วกับความใจดีของพอล แทบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเลยจริงๆ แต่พอเห็นว่าพอลไม่น่าจะพูดเล่น เขาก็ระบายยิ้มออกมา

                “สงสัยจะผีเข้า”

                แม้จะไม่ได้พูดดังมาก แต่พอลก็ได้ยิน เขามองหน้าวิรุจน์ทันที วิรุจน์ทำเป็นเมินไปทางอื่นแล้วหยิบเสื้อผ้าของตัวเองเดินเข้าไปในห้องน้ำ ทิ้งกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือเอาไว้ด้านนอก

                หลังจากที่ประตูห้องน้ำปิดลงแล้ว สายตาของพอลก็เปลี่ยนไปยังโทรศัพท์ของวิรุจน์ทันที เขาเดินตรงไปหาเครื่องมือสื่อสาร

                สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่วัตถุสีเหลี่ยมที่หน้าจอมืดสนิท เขายืนคิดอยู่พักหนึ่งว่าควรจะทำอย่างไร แต่เพียงไม่นานก็มีสายเรียกเข้า

                …หยางจิน…

                พอลอ่านชื่อที่ปรากฏตรงหน้า ชื่อของคนที่โทรมาสร้างความสงสัยให้กับเขาเป็นอย่างมาก พอลตัดสินใจหยิบมากดรับสาย

                [คุณรุจน์ครับ]

                “…”

                เสียงที่เขาได้ยิน คือเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง พอลเองก็อยากจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้จะพูดอะไรต่อไป

                [คุณรุจน์ได้ยินผมไหมครับ ผมส่งไลน์ไปหาคุณ แต่คุณไม่ตอบ ผมเลยโทรมา เย็นนี้มาหาผมที่บ้านได้ไหมครับ]

                คิ้วของพอลกระตุกเกร็ง เมื่อรับรู้ว่ามีการชวนกันไปถึงที่บ้าน

                [ผมขอโทษที่รบกวนคุณอีก ทั้งๆที่เมื่อวานผมก็กวนคุณเสียจนมืดค่ำแบบนั้น]

                “!!!”

                สมองของพอลประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมด เขาเริ่มหายใจแรงขึ้น เลือดในกายสูบฉีดอย่างรุนแรงเมื่อรับรู้ถึงความจริงบางอย่าง   

                [คุณรุจน์ครับ…ได้ยินผมไหมครับ]

                “ได้ยิน”

                พอลตอบกลับไปเสียงดุดัน หยางจินขมวดคิ้วทันที เพราะเสียงที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงของวิรุจน์

                [นั่นใคร  แล้วคุณรุจน์อยู่ไหน]

                “เลิกยุ่งกับเจ้านั่นซะ!”

                น้ำเสียงน่ากลัวส่งไป หยางจินเงียบไปพักหนึ่ง  เขาไม่ได้นึกเกรงกลัว            เสียงปลายสายเลยแม้แต่น้อย

                [นายเป็นใครกันแน่]

                “ฉันน่ะเหรอ…”

                พอลแสยะยิ้ม ดวงตามองตรงไปข้างหน้าอย่างผู้ชนะ

                “เป็นคนรักของเจ้านั่นยังไงล่ะ”


100%

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}