ถั่ว งอก.

ติดเหรียญติดกุญแจนะจ้ะ

“เดี๋ยวมึงได้เจอกู”

ชื่อตอน : “เดี๋ยวมึงได้เจอกู”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2561 19:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
“เดี๋ยวมึงได้เจอกู”
แบบอักษร

# ขออภัยไว้ก่อน เพราะอาจมีคำหยาบคายภายในเรื่องนี้ แต่มันก็เป็นอถรรสนะแจ๊ะ

และหากผิดพลาดประการใด เขียนผิด เขียนตก ก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ

“เดี๋ยวมึงได้เจอกู”



ธุรกิจใต้ดินไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ยังคงเฟื่องฟู


มันเสี่ยง แต่ค่าตอบแทนนั้นก็คุ้มค่าเสี่ยงอย่างมหาศาล เพียงแต่หากคุณมีเส้นสายและรู้จักเอาตัวรอด ไม่ใช่แค่สมอง พละกำลังก็สำคัญ เช่นนั้นแล้วการพึงพาอาศัย ‘ยักษ์’ ใหญ่ในวงการใต้ดินนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด


ราพณาสูรนั้นเป็นเสมือนพ่อค้าคนกลางของตลาดมืด และเป็นทุกอย่างที่หากคุณมีเงินมากพอหรือของมีค่ามหาศาลจะว่าจ้างพวกเขาได้ ทั้งบอดีการ์ด และมือสังหาร


ใช่... พละกำลังที่กล่าวถึงนั้นคือเหล่ายักษ์แห่งราพณาสูร


ยักษ์เหล่านี้ขับเคลื่อนสู่ความรุ่งโรจน์ด้วยฝีมือ กำปั้น และหยาดเหงื่อ


ผู้ที่ชนะเท่านั้นสมควรจะอยู่รอดและสมควรที่จะได้รับรางวัล


ราพณาสูรเป็นสถานที่ และเป็นบริษัทใต้ดินที่รวบรวมบุคลากรชั้นยอดด้านการต่อสู้ทั่วทุกมุมโลก เพื่อมาเป็นหนึ่งในยักษ์ขาวแห่งลานประลอง


พวกเขาจัดการประลองสู้ใต้ดิน จากเพียงการต่อสู้เพื่อค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งได้เติบใหญ่เป็นธุรกิจใหญ่โตอีกอย่างของราพณาสูร มีผู้สนับสนุนและหากสนใจในตัวนักสู้คนใดก็สามารถซื้อตัวให้มาอยู่ฝั่งตน


เส้นทางของการเป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่หน้าเกรงขามย่อมต้องผ่านยักษ์ที่ขวางกั้นเส้นทางความสำเร็จเป็นเครื่องพิสูจน์


ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าร่วมต่อสู้กับเหล่ายักษ์ได้ ลานประลองแบบเปิดแต่มีการจัดการระบบ เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัวเท่านั้นเพื่อแสดงถึงฝีไม้ลายมือของนักสู้


หากคุณชนะ คุณจะขออะไรก็ได้เป็นของรางวัล


แต่หากคุณแพ้ ต้องมอบทุกอย่างที่เหล่ายักษ์ต้องการ


จากสถิตินั้น นักสู้จำนวน ๑๐๐ คน จะมีเพียง ๑ คนที่สามารถล้มยักษ์ได้


และนักสู้คนนั้นจะถูกกล่าวขานชื่อเสียงและประกาศศักดาความแข็งแกร่งในวงการโลกใต้ดิน


แต่บางคน... ไม่ได้มาเพื่อประกาศศักดาความแข็งแกร่ง







เหล่านักสู้นั้นจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเพื่อปกปิดตัวตนและเก็บความลับบนสังเวียนไว้ แม้ผลการต่อสู้จะออกมาอย่างไรให้ข่าวนั้นกลบไว้ข้างใต้ดินบนสังเวียนนั้น จะไม่นำออกไปโอ้อวดว่าตนเองได้ไปพบเจอกับเหล่ายักษ์มา


มิฉะนั้น... โทษฐานที่ปล่อยข่าวลือให้บรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้นทราบว่าถ้ำยักษ์อยู่แห่งใด มันผู้นั้นจะไม่ได้ตายดี


เพราะหากว่าแพ้บนสังเวียน เหล่ายักษ์นั้นก็จะมอบเงินรางวัลค่าตอบแทนที่มาเป็นหุ่นซ้อมให้กับเหล่ายักษ์ขาว


ไม่เคยมีนักสู้คนไหนถูกยักษ์เรียกร้องสิ่งที่เหล่ายักษ์ต้องการสักคน...


เขาปล่อยข่าวลือนี้ออกไปเพื่อกันพวกใจเสาะไม่ให้มาขึ้นสังเวียนแล้วรับเงินไปในสภาพเจ็บปางตาย


พวกเขาปรารถนาที่จะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แท้จริง


ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีนักสู้คนใดล้มยักษ์ได้มาสักพักแล้ว...


นักสู้เหล่านี้ขาดแรงผลักดันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แม้บางคนจะเป็นนักมวยบนสังเวียน แต่ก็มาเพื่อโดนซ้อมและรับเงินกลับไป


เด็กคนนั้นก็เหมือนกัน มาเพื่อเงินเหมือนกับนักสู้คนอื่นๆ...


รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้ากร้านแดดขาดการดูแลภายใต้หน้ากากที่มีสีแดง เด็กคนนั้นก้มหน้ารอฟังเสียงประกาศผลการแข่งขันว่าฝ่ายยักษ์นั้นชนะอีกตามเคยและนักสู้คนต่อไปนั้นก็จะถูกตามตัวให้มารอขึ้นสังเวียน


ชายร่างสูงในชุดสูทดูมีภูมิฐานสวมหน้ากากยักษ์สีขาว ในมีของเรามีใบสมัครของเหล่านักสู้ที่จะมาขึ้นประลองที่จะมีแค่ชื่อกับลักษณะหน้ากากที่สวม และไมค์ที่เหน็บไว้ที่หูสำหรับใช้ประกาศ เดินตรงมาที่ห้องรับรองสำหรับบรรดานักสู้ เจ้าหนูนี่เป็นนักสู้คนสุดท้ายของวันนี้


“ไอ้หนู แกอยากจะกลับตอนนี้ก็ยังทันนะ” เสียงทุ้มอุดอู้ภายใต้หน้ากากนั้นเอ่ยด้วยความเวทนา “ได้เงินไม่คุ้มค่าแพ้หรอกนะไอ้หนู เจ็บตัวฟรีเปล่าๆ”


เจ้าของร่างบางที่คลุมหัวด้วยหมวกฮู้ดจากเสื้อกันหนาวแขนยาว เงยหน้าขึ้นมาให้หน้ากากสีแดงนั้นกระทบกับแสงไฟที่ห้อยอยู่บนเพดาน เขาเล็กๆทั้งสองข้างของหน้ากากเด่นชัดขึ้น ดวงตาสีดำสนิทเรียวคม คิ้วขมวดเข้าหากัน จมูกย่นราวกับใบหน้าแห่งความโกรธา ริมฝีปากแย้มยิ้มฉีกเขี้ยวแหลม หน้ากากมารนั้นถูกชโลมด้วยสีแดงราวกับเลือด


มันดูเป็นหน้ากากที่ดูเก่าแก่และมีมนต์ขลังมากกว่าที่เด็กตัวกระเปี๊ยกจะมาใส่เล่นๆ


ร่างบางลุกขึ้นพลางขยับไหล่บริหารกล้ามเนื้อ หักนิ้วมือแล้วเคาะเท้ารัวๆเพื่อทดสอบความกระฉับกระเฉงเหมือนนักมวยก่อนขึ้นสังเวียนพลางพูดว่า “กูมาเพื่อชนะ ไม่ได้มาเพื่อแพ้”


เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่นสนั่นไปทั่วใต้พิภพรอบลานต่อสู้แห่งนี้ ยิ่งมันถูกจัดขึ้นใต้ดินทำให้เสียงหัวเราะปรามาสนั้นดังกึกก้องอยู่ในหัวของเด็กวัยสิบสี่คนนี้


พรึบ


มือเรียวที่พันผ้าเอาไว้ยกขึ้นชูนิ้วกลาง ชูไปทางด้านบนของเวทีสำหรับแขกมีมีเกียรติและผู้สนับสนุนทั้งหลายที่มาชมการประลอง ก่อนจะแถมให้อีกมือ เป็นนิ้วกลางสองนิ้วที่ยกขึ้นมาทักทายผู้มีอำนาจเหล่านั้น


ที่สำคัญเด็กคนนี้จงใจยกนิ้วกลางให้ตรงใจกลางของเวทีรับชมการประลอง


....แด่ชายบนบัลลังก์ผู้นั้น


“ไอ้เด็กเวรนี่!” ชายผู้สวมหน้ากากยักษ์ขาวคนนั้นที่พาตัวเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้ขึ้นมาถึงกลับตรงขึ้นมากระชากคอเสื้อของร่างบางบนสังเวียน


แต่ครั้นหันไปสบตาของชายผู้นั้นพร้อมเสียงที่แทรกขึ้นมาผ่านไมค์บอกให้เขาทำตามคำสั่ง ยักษ์หนุ่มจึงยอมปล่อยมือ


“ไหนล่ะคู่ต่อสู้ ?” ร่างบางนั้นปัดคอเสื้อของตนก่อนจะยกมือขึ้นมากอดอก


“เดี๋ยวมึงได้เจอกูนี่แหละ” ยักษ์คนนั้นถอดไมค์ของตัวเองออกแล้วเดินนำไปฝากให้กับยักษ์ขาวอีกตนพร้อมหักนิ้วมือตนดังกรอบแกรบก่อนจะเดินขึ้นสังเวียนแล้วเดินไปยังฝั่งตรงข้ามหันหน้าของตนที่สวมหน้ากากยักษ์ขาวประจันหน้ากับเด็กอวดดีที่สวมหน้ากากมารสีแดง


พวกเขาทั้งรอนั้นรอฟังสัญญาณเสียงตีฆ้องเพื่อให้เริ่มการต่อสู้


ชายหนุ่มบนบัลลังก์นั้นไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายกับการกระทำหยามเกียรติผู้เป็นที่น่าเกรงขามที่สุดในหมู่มวลยักษ์อย่างเขา เช่นนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากยักษ์เหมือนยักษ์ตนอื่นในราพณาสูร


ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจับจ้องไปที่ร่างบางสวมเสื้อกันหนาวสีขาวที่ทำตัวราวกับลิงเผือกมากว่าจะเหมือนดั่งหน้ากากมารที่สวมอยู่


อยากจะรู้ว่ามารแดงตัวน้อยนั้นจะแค่สลบหรือหมดลมหายใจบนสังเวียน...


“นายท่านครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากบุคคลที่เป็นเขี้ยวขวาของเขา ส่วนเขี้ยวซ้ายนั้นอยู่บนสังเวียน สมิงปรายตามองมาที่ยักษ์ผู้น้อยที่ค้อมหัวให้เขาก่อนจะเอ่ยข้างๆหูอย่างกระซิบกระซาบ “คุณหนูหายตัวไป ผมคิดว่าคงจะหนีออกไป ท่านจะให้ผมไปตาม---”


“ไม่จำเป็น” สมิงเอ่ยเสียงเข้ม สายตาของเขายังจดจ้องอยู่ที่การต่อสู้ที่เริ่มขึ้นเมื่อฆ้องนั้นถูกตีเสียงดังกังวาน “มันจะหาทางกลับมาเองนั้นแหละ”


“แต่ว่าท่านครับ...” เสียงทุ้มนั้นเอ่ยขึ้น สมิงปรายตามองไปทางยักษ์ผู้น้อยตนนั้นอีกครั้ง ราวกับห้ามเขาด้วยสายตาว่าไม่ต้องพูดอะไรมาก เขี้ยวขวาของเขาจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะถอยหลังออกมาจากจุดนั้น


สมิง รามสูรถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงพลางครุ่นคิด


อาทิตย์ที่แล้วก็แอบหนีออกไป เลี้ยงไม่เชื่องเหมือนแม่มันไม่มีผิด...


เป็นนกในกรงทองดีๆไม่ชอบ แอบใช้ช่วงเวลาที่เขาจะการประลองรวมตัวเหล่ายักษ์แห่งราพณาสูรในวันอาทิตย์เป็นช่องทางในการแอบหนีออกไปทุกที


...ถ้ามันอยากจะเจอโลกภายนอกที่โหดร้ายแบบนั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ






ตึ่ง!


ในจังหวะที่เสียงฆ้องดังขึ้นนั้น ร่างสูงของยักษ์ขาวก็พุ่งเข้ามาหาร่างบางพร้อมหมัดหนักๆที่หมายจะชกใส่หน้ากากมารนั้นอย่างเต็มแรง


หากแต่ร่างบางก็วิ่งเข้าใส่เช่นเดียวกันก่อนจะสไลด์ตัดขาหมายให้ยักษ์ร่างสูงนั้นล้มลง


แต่ยักษ์ผู้ชำนาญการต่อสู้นั้นกระโดดหลบขาของเด็กวัยสิบสี่ได้ทันแล้วหันกลับมายกตั้งการ์ดใส่ร่างบางที่วิ่งสวนไปอีกฝั่งพร้อมหันกลับมาตั้งฉากใส่เหมือนกัน


พวกเขาเลือกที่จะต่อสู้กันด้วยมือเปล่าเพื่อแสดงถึงการต่อสู้ตัวต่อตัวอย่างแท้จริง


คราวนี้มารแดงนั้นเป็นฝ่ายบุกขึ้นมาก่อน วิ่งตรงใส่อีกฝ่ายขณะที่ยักษ์ขาวนั้นกำลังจะยกขาฟาดใส่  แขนซ้ายของร่างบางก็จับล็อคขายาวนั้นแล้วลงศอกขวาที่ต้นต้นขาจนยักษ์หนุ่มร้องเสียงดังลั่น


ก่อนจะปล่อยมือจากขายาวนั้นแล้วขยับออกมาตั้งหลักแล้วกระโดดใส่ยักษ์หนุ่มหมายจะใช้ขาล็อคคอแต่มือหนานั้นคว้าจับได้ก่อนแล้วทุ้มร่างบางลงบนสังเวียน


หมวกฮู้ดที่คลุมหัวนั้นเปิดออกเผยให้เห็นผมสั้นซอยสีน้ำตาลคาราเมลหยาบกร้านราวกับไม้กวาดแห้งๆ


“อั่ก!” คนตัวเล็กว่านั้นร้องออกมาอย่างเจ็บจุกขณะที่มือหนาจะเอื้อมมือปัดหน้ากากของร่างบางออกมือของเธอก็จับแขนของเขาแล้วใช้ขาทั้งสองไขว้ล็อคแขนใหญ่ของยักษ์


ออกแรงถีบหน้าของชายหนุ่มและดึงแขนของเขาไว้


“อ้าก!” เสียงคำรามออกมาอย่างเจ็บปวดของเขาที่พลาดท่าให้จนต้องทรุดเข่าลงกับพื้น ทุบมือลงบนพื้นสังเวียนระบายความเจ็บปวด


กฎมีอยู่แค่สองข้อ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ต่อความเจ็บปวด ก็ต้องกระชากหน้ากากของอีกฝ่ายออกให้ได้ เพราะแม้ว่าจะรู้มีตัวตนของอีกฝ่ายเป็นใครแต่พวกเขาก็จะเก็บเป็นความลับเอาไว้


ชั่วครู่ที่แขนล่ำของยักษ์ตนนั้นถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาด้วยขาสองข้าง ยักษ์หนุ่มสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติเขาจึงตะโกนออกมาเสียงเสียงดังลั่น “ยอมแล้ว!”


ร่างบางรีบปล่อยมือและขาออกแล้วรีบขยับถอยห่างจากยักษ์หนุ่ม ลุกขึ้นยืนแล้วปัดเนื้อปัดตัว ท่ามกลางความเงียบสงัดของผู้ชม ก่อนจะโห่ออกมาแล้วตะโกนด่าทอร่างบางอย่างไม่เชื่อใจว่าได้รับชัยชนะอย่างขาวสะอาด


หน้ากากมารนั้นนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะหันมาโค้งคำนับให้กับชายบนบัลลังก์ผู้นั้น เขาเองก็จ้องมองมาที่เด็กน้อยคนนี้เช่นกัน


“ไอ้หนู... แกต้องการอะไรเป็นรางวัลตอบแทน” เสียงทุ้มของสมิงนั้นเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางเหล่ายักษ์ที่เงียบเสียงให้ผู้เป็นนายเอ่ย


ร่างบางยกมือขึ้นมาเท้าเอว ก้มหน้ามองพื้นสังเวียน ครางในลำคอราวกับครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมา “ล้านนึง! เงินสดนะเฮีย”


สมิงยกยิ้มมุมปากก่อนจะเคาะไม้เท้าหัวครุฑของเขา ไม่นานนักก็มีชายสวมหน้ากากยักษ์อีกคนนั้นขึ้นมาบนเวทีสังเวียนพร้อมกับกระเป๋าหนัง เขาเปิดให้ร่างบางมองเป็นเงินสดในนั้นก่อนจะปิดมันลงแล้วยื่นมันให้เธอ


“เดี๋ยว” มารน้อยนั้นเอ่ยขึ้นมาก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกให้ยักษ์ผู้นั้นเดินกลับมาหาเธอ แล้วหันมาที่คู่ต่อสู้ของเธอพลางกระดิกนิ้วเรียกเช่นกัน


ก่อนที่ร่างบางจะนั่งลงบนสังเวียนแล้วเปิดกระเป๋าบรรจุเงินสดจำนวนหนึ่งล้านที่เป็นเงินรางวัลของเจ้าตัวออกจากนั้นยื่นปึกเงินสีเทาจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้พวกเขาทั้งสอง ก่อนจะพูดผ่านหน้ากากออกมาเป็นเสียงอู้อี้ “ช่วยนับหน่อย...”


______________________




ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ gary oldman gif

"สมิง รามสูร"

กราบแทบเท้ารีดเดอร์ทุกท่านค่า ไม่มีอะไรจะพูดมาก

ก็ฝากติดตามผลงานนิยายเรื่องนี้ด้วยแล้วกันนะคะ จุ๊บๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น