หนูแดง/หนูแดงตัวน้อย/NooDangzz
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สะบายดี ครั้งที่ 5: รักนะ...แจ๊ะๆ[100%]

ชื่อตอน : สะบายดี ครั้งที่ 5: รักนะ...แจ๊ะๆ[100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.2k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2560 02:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สะบายดี ครั้งที่ 5: รักนะ...แจ๊ะๆ[100%]
แบบอักษร

สะบายดี ครั้งที่****5: รักนะ...แจ๊ะๆ

ตามแพลนแล้ว ผมกะว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะเที่ยวในตัวเมืองเวียงจันทน์ ส่วนพรุ่งนี้จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอื่นของลาว ดังนั้นการเที่ยวในวันนี้จึงเป็นการเที่ยวในสถานที่สำคัญๆ ส่งท้าย ปั้นรักเสนอผมว่าจะขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของมันพาเที่ยวอีก ซึ่งแน่นอนว่าผมปฏิเสธแทบจะในทันใด ก่อนจะรีบวิ่งปรู๊ดไปเช่าจักรยานจากร้านที่อยู่ไม่ไกล ปั่นไปเที่ยวฉายเดี่ยวคนเดียวโดยไม่บอกปั้นรักสักคำว่าจะไปไหน

ใครจะไปบอกมันล่ะ ขืนให้มันไปด้วย คนอื่นก็ได้คิดว่าผมไปเที่ยวกับคนบ้าพอดี ดูมันแต่งตัวสิ อย่างกับหลุดออกมาจากคอนเสิร์ตชาวร็อก

จะอธิบายยังไงดี คือมันแต่งตัวไม่ดูสภาพอากาศบ้านมันน่ะ แดดตอนบ่ายร้อนเปรี้ยง มันดันใส่เสื้อคลุมหนัง กางเกงยีนรัดเป้าตึงเปรี๊ยะ โดยแผ่นหลังมีผ้าอนามัยสูตรคูลลิ่งเฟรชแปะอยู่เต็มหลังไปหมด ถึงคนอื่นจะไม่เห็นแต่ผมรู้ และบอกได้เลยว่ามันโคตรจะทุเรศสายตา ไม่เข้ากันที่สุดคือกระเป๋าสำเพ็งสายรุ้งสะท้อนแสงของมันนี่แหละ จะหาว่าผมไม่เข้าใจแฟชันก็ได้นะ แต่ผมอยากจะถามมันสักคำ...

ถ้ามึงอยากได้กระเป๋าแบบนี้ ทำไมไม่ได้ซื้อที่สำเพ็ง ราคาที่มึงซื้อไอ้นี่ใบนึง ไปซื้อแบบออริจินอลได้หลายร้อยใบเลยเถอะ

แต่มันไม่ใช่เรื่องของผมไง ผมถือคติว่าถ้าไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะไม่ยุ่ง และผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักมันด้วย

จะไปรู้จักมันทำบ้าอะไรล่ะ ตอนที่มันเดินตามผมไปที่ร้านเช่าจักรยาน จู่ๆ ผ้าอนามัยที่มันเอาแปะหลังซับเหงื่อ ให้ความเย็นประหนึ่งแอร์เคลื่อนที่ก็ร่วงตกมาวางแหมะกลางบนท่ามกลางสายตาชาวบ้านอย่างนั้น ผมก็ต้องทำตัวประหนึ่งว่าไม่เคยรู้จักมันมาก่อนแล้ว

จ่ายเงินค่าเช่า คว้าจักรยานมาได้ก็ปั่นหน้าตั้งหนีมันจนน่องแทบโป่ง ดีนะที่ปั้นรักมันวุ่นวายกับสถานการณ์ทุเรศทุรังที่ผมบอกไปก่อนหน้านั้นอยู่ ผมเลยหนีมันมาได้ พ้นมันปุ๊บ จุดมุ่งหมายของผมในการเยือนเป็นที่แรกก็คือหอพะแก้ว ตามด้วยวัดสีสะเกด หอคำ วัดสีเมือง และอีกหลายๆ ที่ที่ในหนังสือคู่มือการท่องเที่ยวลาวซึ่งผมพกมาแนะนำ ทั้งหมดไปเพื่อเก็บรูปบรรยากาศต่างๆ เป็นที่ระลึกเพราะก่อนหน้านี้ที่มาดู ผมแทบไม่ได้ถ่ายรูปเลยด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีปั้นรักมาด้วยนั่นแหละถึงได้ไม่มีอารมณ์เที่ยว

เข้าบ่ายคล้อย ผมก็แวะพักที่ร้านขายเครื่องดื่มใกล้ๆ ระหว่างนั้นก็เลือกรูปสวยๆ ที่ถ่ายมาด้วยโทรศัพท์จัดการส่งไปที่ห้องแชตที่มีแต่พี่น้องเป็นการอวดว่าชีวิตผมตอนนี้มันดีแค่ไหน ตามด้วยเซลฟี่ส่งไปอีกนิดหน่อยให้ไอ้แสบกับไอ้แก่นได้ด่ากันด้วยความหมั่นไส้ว่าผมทิ้งงานมาเที่ยวสบายใจเฉิบ

แต่มันก็แค่รูปภาพแหละนะ เพราะความจริงแล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่นัก เริ่มรู้สึกว่าจะไม่โอเคแล้วด้วยเมื่อจู่ๆ ก็มีใครบางคนทักแชตส่วนตัวมา พอผมเห็นชื่อใครคนนั้น ผมก็นิ่งค้าง

แสงเหนือ...

ใจหนึ่งบอกว่าอย่าไปคุยเพราะจะทำให้ผมไปคิดถึงเขาอีก แต่อีกใจก็คิดถึง ทำให้มือกดเข้าไปอ่านข้อความที่เขาส่งมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อ่านแล้วก็ยังไม่ตอบ กระทั่งอีกฝ่ายส่งข้อความมาอีกครั้ง

แสงเหนือ คอลึกประหนึ่งอุโมงค์*:***พี่ดื้อยังไม่กลับจากลาวเหรอครับ

ผมก็อยากจะตอบไปทันทีแหละว่าใช่ แต่พอเห็นชื่อในแชตแล้วก็ต้องย่นคิ้ว

ชื่อ...อะไรของเขาน่ะ

ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นตั้งชื่อแปลกๆ นะ เดาว่าคงจะตั้งเอาไว้แกล้งไอ้ธารใจเพราะผมคิดว่าผมรู้ว่าไอ้คอลึกประหนึ่งอุโมงค์มันหมายความว่ายังไง

แต่ก็ทำเป็นไม่คิดอะไรมาก พิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่าอือ ก่อนที่แสงเหนือจะส่งข้อความกลับมาอีก

แสงเหนือ คอลึกประหนึ่งอุโมงค์*:*เห็นจอมแก่นกับพี่จอมแสบบอกว่าไปไม่บอกใคร พี่ดื้อดูแลตัวเองด้วยนะครับ อย่าไปไหนคนเดียวตอนกลางคืน มันอันตราย ทุกคนเป็นห่วง

จอมดื้อ*:***ทุกคนเป็นห่วงที่ว่า หมายถึงเหนือด้วยหรือเปล่า

ไม่รู้ทำไมผมถึงพิมพ์ถามไปอย่างนั้น ในใจลุ้นระทึกเลยทีเดียวว่าแสงเหนือจะตอบกลับมายังไง แล้วก็ต้องดีใจขึ้นมาฉับพลันเมื่อเห็นข้อความถัดไปที่ถูกส่งมา

แสงเหนือ คอลึกประหนึ่งอุโมงค์*:***ก็ต้องห่วงสิครับ พี่ดื้อก็เหมือนพี่ชายคนนึงของเหนือ เหนือจะไม่ห่วงได้ไง

ประโยคแรกก็ดีใจอยู่หรอก แต่พอประโยคถัดมา...เออ คงเป็นได้แค่นี้สินะ

ความดีใจก่อนหน้ามลายหายไปทันที สำนึกตัวขึ้นมาได้ว่าผมเป็นแค่คนที่ไม่ได้ถูกเลือก

เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีสถานะให้ผมได้เป็นอะไรสักอย่างสำหรับเขาบ้างก็แล้วกัน

จอมดื้อ*:*ไม่ต้องห่วง พี่ดูแลตัวเองได้ เดี๋ยวพี่ซื้อของฝากไปให้นะ

แสงเหนือ ที่รักของธารใจ*:*ไม่ต้องหรอกครับ แค่พี่ดื้อกลับมาอย่างปลอดภัย เหนือก็พอแล้ว

ผมควรดีใจกับประโยคนี้ แต่พอเห็นชื่อในแชตที่เปลี่ยนไปก็ยิ้มไม่ออกหนักกว่าเดิม คาดว่าน่าจะเป็นธารใจที่บอกให้เปลี่ยนชื่อเพราะรู้ว่าคุยกับผม ก็ไอ้เด็กนั่นมันขี้หึงขี้หวงอย่างกับอะไรดีนี่นา

ผมจบบทสนทนาด้วยการส่งสติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนไป ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง ทิ้งตัวนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจ

ถ้าเขาไม่เลือกผมแล้วเหม็นขี้หน้ากันไปเลย ทุกอย่างมันคงจะง่ายกว่านี้ แต่เพราะเขายังมีมิตรภาพดีๆ ให้ผมเหมือนเดิม ถึงจะรู้ว่าผมเป็นได้แค่ไหนสำหรับเขา ทว่ามันไม่ได้ทำให้ตัดใจง่ายเลยแม้แต่น้อย

ผมยังคิดถึงเขา...

ความรู้สึกที่ผมมีให้แสงเหนือยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง...

การเที่ยวส่งท้ายก่อนอำลาเวียงจันทน์ในวันนี้กร่อยไปทันตา ต่อให้นั่งดูรูปที่ถ่ายสวยมาแค่ไหน ผมก็ไม่มีอารมณ์จะหรรษาใดๆ ทั้งนั้น กลับมาที่เกสต์เฮ้าส์หลังเอาจักรยานไปคืนได้ ผมก็ขึ้นไปทิ้งตัวนอนในห้องสักพัก ก่อนที่ความคิดฟุ้งซ่านจะเข้าเล่นงานผมอย่างหนัก ผมเอาแต่คิดถึงภาพใบหน้าของแสงเหนือขึ้นมาไม่หยุดหย่อน จนสุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะออกจากห้องนี้ไปเปิดหูเปิดตา

ขืนอยู่ต่อไป มีหวังผมคงได้ทำตัวไม่ต่างอะไรจากพระเอกมิวสิควิดีโอเพลงอกหัก เข้าไปนั่งในห้องน้ำ เปิดน้ำจากฝักบัวรดหัวไปแล้ว

และเพราะคิดจะไปเปิดหูเปิดตา ยามค่ำคืนอย่างนี้ก็หนีไม่พ้นพวกผับบาร์ที่เปิดทำการในละแวกที่พัก แน่นอนว่าผมไม่ชวนปั้นรักเหมือนเดิม และไม่ได้บอกพนักงานในเกสต์เฮ้าส์ด้วยว่าจะไปไหน เดินออกมาแล้วก็ตระเวนไปรอบๆ เพื่อหาที่หมาย ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปในบาร์แบบเปิดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติดื่มกินค่อนข้างเยอะ ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก ผมก็ไม่สนหรอกเพราะผมไม่ได้อยากจะมาคุยกับใคร แค่อยากจะให้บรรยากาศครึกครื้นนี่พัดพาเอาเรื่องฟุ้งซ่านในหัวผมออกไปก็เท่านั้น

นั่งลงที่โต๊ะได้ก็สั่งเบียร์ลาวมาดื่ม วันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจมาเมา อย่างที่บอกว่ามานั่งเล่นให้ตัวเองไม่คิดฟุ้งซ่านเท่านั้น ดื่มไปก็มองบรรยากาศรอบๆ สังเกตสีหน้ารื่นเริงและการพูดคุยอย่างออกรสของนักท่องเที่ยวหัวทองทั้งหลายเพลินๆ มันก็พอจะทำให้ผมสงบจิตสงบใจได้บ้างแหละ เสียเพียงอย่างเดียว การมานั่งดื่มคนเดียวแบบนี้มัน...เหงาชะมัด

เหงาจริงๆ ผมถึงกับต้องถามตัวเองเลยนะว่าตัวเองมาโผล่หัวทำบ้าอะไรที่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียวแบบนี้ ความจริงแค่อกหัก ผมกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้านสวนในเชียงใหม่ก็ได้ อย่างน้อยก็มีพ่อแม่อยู่ใกล้ๆ มันไม่ทำให้เหงามากขนาดนี้หรอก

การอกหักทำให้ความสามารถในการตัดสินใจของผมต่ำลงจริงๆ

นึกสมเพชตัวเองขึ้นมาจนเผลอหัวเราะหึในลำคอ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าการหัวเราะของผมเมื่อครู่เป็นการทำให้ใครบางคนเข้าใจผิดว่าผมยิ้มให้

ตอนแรกผมก็ว่าผมคงจะตาฝาดที่เห็นผู้ชายซึ่งนั่งอยู่ยังโต๊ะฝั่งตรงข้ามส่งยิ้มมา ผมเลยทำเฉยๆ ทว่าพอเห็นเขามองผมนิ่ง ผมก็เริ่มเอะใจขึ้นมาละ มาชัดเจนอีกทีก็ตอนที่เห็นเขาลุกจากโต๊ะตัวเองเดินเข้ามาหาพร้อมกับส่งเสียงถามนั่นแหละถึงมั่นใจว่าเขามองผมมานานแล้ว

“Hi”

เสียงทักทายภาษาอังกฤษถูกส่งมา ผมมองหน้าเขาก็เกร็งขึ้นมาน้อยๆ ถึงจะเป็นคนเอเชียหัวดำเหมือนกัน แต่การมาถูกพูดภาษาอังกฤษใส่โดยไม่ทันตั้งตัวอย่างนี้ ผมก็วางตัวไม่ถูก แต่ก็ยิ้มตอบรับไปนั่นแหละ พลันอีกฝ่ายก็ถามขึ้นอีกครั้ง

“Can I sit here? (ขอผมนั่งตรงนี้ได้ไหมครับ)” ชี้นิ้วไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

ผมเข้าใจเพราะเขาพูดชัดถ้อยชัดคำและก็ไม่ได้สำเนียงอเมริกันจ๋าเหมือนปั้นรักด้วยเลยพยักหน้ารับ พออีกฝ่ายนั่ง เขาก็ถามผมขึ้นมาอีก

“Don’t you come here alone? (มาคนเดียวเหรอครับ)”

เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเข้าใจทุกคำพูดที่เขาสื่อสาร ผมเลยตอบรับกลับไปสั้นๆ

“เยส”

สั้นมากจริงๆ ใจก็อยากจะถามต่อแหละ แต่ต้องใช้เวลาเรียบเรียงประโยคสักหน่อย ทว่ายังไม่ทันจะได้ถาม เขาก็สวนขึ้นมาอีกแล้ว

“Where are you come from? (คุณมาจากไหนเหรอครับ)”

มึงนี่แม่งก็ถามกูถี่จัง!

ถ้าไม่ติดว่าเขาก็หน้าตาดี ผมคงลุกหนีไปแล้ว เอาจริงๆ เขาก็ไม่ได้ดูหล่ออะไรมากมายหรอก แต่จากการประเมินทางสายตา โครงหน้าและรูปร่างถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวแม้ว่าเขาจะตัวเล็กกว่าผมสักหน่อยก็เถอะ ซ้ำการที่เขาพูดคุยเหมือนจะรู้เรื่อง มันเลยทำให้ผมไม่เอ่ยปากไล่เขาไป ดันตอบกลับเสียอย่างนั้น

“ฟอร์มไทยแลนด์”

สำเนียงไท้ไทย พูดไปก็อายวุฒิความรู้ตัวเองเหลือเกิน เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวจ้อย โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงก็ไม่ได้มีความพัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ทว่าการที่ผมตอบไปอย่างนั้น คนตรงหน้าก็เบิกตาโตก่อนยิ้มกว้างออกมา

“มาจากไทยเหรอครับ ผมก็เป็นคนไทย”

เอ้า มิน่าล่ะทำไมถึงได้ฟังภาษาอังกฤษที่เขาพูดออกทุกคำเลย

“เหรอครับ” ผมยิ้มออกมา รู้สึกโล่งใจเป็นปลิดทิ้งที่ไม่ต้องคุยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ และต้องใช้ภาษามือเข้าช่วยในกรณีคุยกันไม่รู้เรื่อง

“แล้วนี่มาเที่ยวคนเดียวเหรอครับ”

เขาถามมาอีกแล้ว รู้แหละว่าชวนคุย ผมเลยพยักหน้าให้อีกที

“หมายถึงมาเที่ยวที่บาร์นี่คนเดียว หรือมาคนเดียวเลย?”

“ผมมาคนเดียวครับ ฉายเดี่ยวน่ะ” พูดจาเป็นกันเองขึ้นมากะทันหันประหนึ่งรู้จักกันมานมนานกาเล

อีกฝ่ายหัวเราะเล็กน้อย “เออ เหมือนผมเลยครับ ผมก็มาคนเดียว นี่ก็นั่งมองคุณมาพักนึงละ เห็นหน้าดูเหมือนคนไทยแต่ไม่แน่ใจก็เลยลองมาทักดู”

ให้เหตุผลมาเป็นคุ้งเป็นแคว ผมยิ้มอีก เขาคงจะไม่มั่นใจว่าผมเป็นคนไทยจริงหรือเปล่าอย่างที่ปากว่า แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็รู้ว่าเขาไม่ได้เข้าหาผมเพราะเหตุผลแรกอย่างเดียวหรอก แบบว่า...ผีมันย่อมเห็นผีด้วยกันน่ะ

“อยู่ที่นี่มากี่วันแล้วเหรอครับ”

“เกือบอาทิตย์แล้วครับ”

“ไม่มีใครมาเที่ยวเป็นเพื่อนบ้างเหรอ”

นั่นไง ถามมาอย่างนี้ก็รู้เลย กำลังจะหาคู่ขาล่ะสินะ

ผมสบตาอีกฝ่ายที่ทอดมองผมด้วยสายตาหยาดเยิ้มพลางพินิจ

รูปร่างหน้าตาดูอ้อนแอ้นเจ้าสำอางอย่างนี้ น่าจะเป็นฝ่ายรับ แต่การที่มารุกผมก่อนอย่างนี้มันเหมือนกับแสงเหนือตอนที่ผมเจอกับเขาครั้งแรกที่ร้านเหล้าของไอ้แสบเลยแฮะ ตอนนั้นแสงเหนือก็เป็นคนอ่อยผมอย่างนี้เหมือนกัน

แสงเหนือ...

จู่ๆ ก็ชะงักไปเพราะคิดถึงใบหน้าของผู้ชายคนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว ได้สติอีกทีก็ตอนที่คนตรงหน้าถามย้ำอีกครั้ง

“หืม... เงียบเลย กำลังนั่งนับอยู่เหรอ” กลั้วหัวเราะตามมาด้วย

ผมเลยยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า “ไม่มีหรอกครับ ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้น”

ผมว่าไปตามจริง บอกตามตรงว่าสังคมของคนที่มีรสนิยมทางเพศเดียวกันกับผมมันค่อนข้างจะไปไหนมาไหนด้วยกันง่าย แต่ผมไม่ค่อยชอบอะไรแบบนั้น ผมชอบความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมากกว่าผ่านมาแค่คืนเดียวหรือไม่กี่คืนแล้วก็ผ่านไป

“เหมือนผมเลย เอ้อ ลืมบอกไป ผมชื่อปาล์มนะครับ” เขาแนะนำตัว

“จอมดื้อครับ เรียกดื้ออย่างเดียวก็ได้” ผมแนะนำบ้าง ไม่อยากจะถามอายุหรอก ถึงเขาจะดูอายุอ่อนกว่าผมแต่ก็ให้เรียกชื่อเฉยๆ ไปอย่างนั้นแหละ ขี้เกียจพิธีรีตอง

“ชื่อแบบนี้ แสดงว่าตอนเด็กต้องดื้อมากแน่ๆ”

“เป็นแบบนั้นเลยครับ” ผมหัวเราะน้อยๆ

“แต่ดูจากท่าทางคุณตอนนี้มันขัดกับชื่อมากเลยนะ เรียบร้อยกว่าชื่อเยอะ หรือว่าที่นิ่งๆ แบบนี้เป็นเพราะอกหักมา?”

จู่ๆ ปาล์มก็พูดแทงใจดำผมอย่างจัง เข้าใจแหละว่าเขาคงจะหาเรื่องคุย แต่ผมไม่ชอบเลยแฮะ

“ผม...” กำลังจะบอกว่าผมก็เป็นของผมแบบนี้ ทว่าเขาก็ขัดมาก่อน

“ล้อเล่นน่ะ หล่อๆ อย่างคุณไม่น่าจะอกหักหรอกมั้ง ถ้าอย่างผมนี่สิไม่แปลก นี่ก็เพิ่งอกหักมาหมาดๆ เลย ถูกแฟนทิ้งน่ะ ผมก็เลยหนีมาทำตัวอินดี้ที่ลาวคนเดียว”

คำพูดของเขาทำเอาผมเลิกคิ้วสูงเลยทีเดียว

“อกหักเหรอ”

“จะเรียกว่าอกหักได้หรือเปล่านะ คือผมถูกแฟนทิ้งน่ะครับ เขานอกใจไปมีคนอื่น”

ตอนแรกก็ว่าเขาเป็นคนพูดมาก แต่ตอนนี้ดันมองเป็นคนหัวอกเดียวกันไปเรียบร้อยแล้ว

“แต่ช่างมันเถอะ ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะคิดถึงคนอย่างนั้นสักหน่อย กลับไปไทยเมื่อไหร่คงจะตัดใจได้” เขาว่ามาอีก

“ขอให้ทำได้นะครับ” ผมขอให้ตัวเองด้วย

ปาล์มหัวเราะออกมาทันที ก่อนที่บทสนทนาของเราจะเริ่มเปลี่ยนหัวข้อไปเป็นเรื่องอื่น ผมพอจะรู้ข้อมูลของปาล์มคร่าวๆ ว่าเป็นเด็กนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ แฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปเป็นรุ่นพี่ที่แชร์ห้องกันอยู่และคบหากันตั้งแต่สมัยเรียน เพิ่งมาเลิกกันเพราะปาล์มจับได้ว่าแฟนไปมีอะไรกับคนอื่น ปาล์มก็เลยย้ายออกมาจากห้องที่แชร์ร่วมกันและหนีมาเที่ยวลาวเพื่อพักใจเหมือนกันกับผม แต่เรื่องส่วนตัวของเขามันไม่สำคัญเท่ากับการที่ผมรู้ว่าปาล์มเป็นคนคุยเก่ง เขาสามารถคุยได้ทุกเรื่องจริงๆ ลักษณะดูคล้ายๆ กับแสงเหนือด้วย ทำเอาผมเริ่มสนุกกับการได้พูดคุยกับเขา ยิ่งอยู่กันดึกมากเท่าไหร่ การพูดคุยของเราก็ออกรสมากขึ้นตามฤทธิ์แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดที่พวกเราดื่มเข้าไป

จากพูดคุยธรรมดาก็เริ่มกลายเป็นการมองหน้ากันไปมาด้วยดวงตาหวานหยาดเยิ้ม...

ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ผมหรอกที่มองเขาอย่างนั้น เขาต่างหากที่มองผม ผมเห็นแวบเดียวก็รู้เลยว่าถ้าผมเล่นด้วย คืนนี้มันจะต้องจบลงที่ไหน ปกติแล้วผมจะเลี่ยง แต่เหมือนครั้งนี้น่าจะต้องละเว้นไว้ครั้งหนึ่งเพราะเขาดูเหงา ต้องการเพื่อนปลอบใจ ส่วนผมเองก็อยากจะลองดูสักครั้งว่าการไปกอดคนอื่นที่ไม่ใช่แสงเหนือ มันจะทำให้ผมลืมเขาได้หรือเปล่า

มือไม้ของปาล์มเริ่มอยู่ไม่สุข เอื้อมมาคว้าแขนผมไปกอด พลันซบหน้าลงบนต้นแขน พึมพำเสียงเบา

“ผมว่าผมเริ่มเมาแล้วล่ะคุณดื้อ”

แกล้งเมาชัวร์ป้าบ เป็นสัญญาณให้ผมรู้ไงว่าพร้อมจะไปต่อที่อื่นแล้ว

“ถ้าเมาแล้วก็คงถึงเวลากลับไปนอนแล้วล่ะมั้ง ที่พักคุณอยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวผมไปส่ง”

ผมเล่นด้วยไปจนได้ รู้สึกประดักประเดิดมากเลยทีเดียว ขณะที่ปาล์มช้อนสายตามองผม

“ไม่ไกลหรอกครับ ความจริงผมกลับเองก็ได้นะ แต่ถ้าคุณไปส่ง ผมก็ไม่ปฏิเสธ” ส่งยิ้มตามมานิดๆ

อ่อยเต็มที่สุดๆ ผมก็ว่าเขาน่ารักดี ไม่ได้รังเกียจหรอก ก่อนที่จะตอบรับ

“งั้นผมเรียกเก็บเงินเลยนะ ผมเลี้ยงเอง”

ปาล์มพยักหน้าหงึกหงัก ส่วนผมก็กำลังจะเรียกพนักงานให้มาคิดเงิน ทว่าปาล์มก็สังเกตเห็นอะไรแปลกๆ บางอย่างเสียก่อน พลันขัดผมขึ้นกะทันหัน

“เอ่อ...คุณดื้อ ผมว่าพวกเราถูกจ้องอยู่ล่ะ”

“ครับ?”

“นั่นไง ผู้ชายคนนั้นน่ะจ้องพวกเราเขม็งเลย”

ปาล์มว่าพึมพำ ส่งสายตาให้ผมมองไปยังสิ่งที่เขาเห็น พอผมมองไปตามทิศที่เขาบอกก็ต้องชะงักเมื่อเห็นคนคุ้นตานั่งจิบเบียร์ทอดสายตามองผมอยู่ยังโต๊ะฝั่งตรงข้ามที่เป็นโต๊ะตัวเดียวกับที่ปาล์มนั่งก่อนหน้า

นั่นมัน...ไอ้ปั้นรัก

กระดกเบียร์อึ้กๆ ทั้งที่ตายังมองผมเขม็ง ผมโคตรมั่นใจเลยว่ามันมองผม ไม่ได้มองปาล์มหรอก ทำเอาผมถึงกับย่นคิ้ว

มันมองบ้าอะไร ที่สำคัญ...มันรู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่นี่

ก็คงจะเดินตามหานั่นแหละ ผับบาร์ที่นี่มีสักกี่ร้านเชียว แต่สิ่งที่สงสัยมากกว่านั้นคือผมอยากรู้ว่ามันตามมาทำบ้าอะไร แต่ไม่ได้คำตอบจากมันแม้แต่น้อย มีเพียงคำถามจากคนข้างๆ ที่ค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกจากแขนผมไปนั่งตัวตรง

“ผมว่าเขาดูท่าทางแปลกๆ นะ”

ผมไม่เถียงเลยว่าปั้นรักมันเป็นคนแปลกๆ ขนาดมันทำท่าทางปกติ มันยังดูเป็นคนแปลกๆ เลย ยิ่งมันมาจ้องผมเขม็ง และตอนนี้ก็ขยิบตาให้เหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ผมก็ต้องย่นคิ้วยู่มากกว่าเดิม

ไม่ได้ขยิบตาส่งสัญญาณ ดูดีๆ แล้วมันน่าจะกำลังส่งสายตาปิ๊งๆ

มันคิดจะทำอะไรของมัน...

สงสัยหนักขึ้นไปอีกเมื่อมันยกมือขึ้นทำเหมือนโทรศัพท์เป็นเชิงบอกว่าจะโทรหา ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมาโทรหาผมเรื่องอะไรในเมื่อการกระทำของผมก็บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการใช้เวลาส่วนตัวคนเดียว อารมณ์สนุกสนานก่อนหน้าที่คุยกับปาล์มมลายหายไปทันที เหลือแต่เพียงความหงุดหงิดที่จู่ๆ ก็เห็นมันแลบลิ้นออกมาทำเหมือนจะเลียมือที่ทำเป็นรูปโทรศัพท์

มึงหิว? จะเลียโทรศัพท์? เออ เดาไม่ออกเลยว่ามันจะบอกอะไร

เดาไม่ออกไม่พอ ตอนนี้รู้สึกกวนฝ่าเท้าผมอะ เพราะจากนั้นไม่นานมันก็ทำปากจู๋ๆ เหมือนจะส่งจูบมา ผมเห็นแล้วก็ขนลุกเกรียว

อะไรของมึงเนี่ย!

ไม่ใช่ว่าเพราะหน้าตามันไม่ดีแล้วพอมันทำท่าแบบนั้นมันดูน่าเกลียดนะ แต่เพราะเป็นไอ้ปั้นรักต่างหาก ผมถึงได้ขยะแขยงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

ส่วนคนข้างๆ ผม พอเห็นปั้นรักทำหน้าทำตาอย่างนั้น เขาก็เอ่ยขึ้น

“ผู้ชายคนนั้น...เอ่อ...เป็นอะไรกับคุณหรือเปล่า”

ผมส่ายหน้าพรืดทันที

“ไม่ได้เป็นอะไรกันครับ”

“แล้วทำไมเขาถึงทำแบบนั้น”

“ผมก็ไม่รู้” ผมว่า ตายังจับจ้องปั้นรักอยู่ ขณะเดียวกันมันก็ยกมือขึ้นมาทำสัญลักษณ์ ‘I love you’ ส่งมาให้

“เขารู้จักกับคุณเหรอ” อีกฝ่ายถามมาอีก

ผมพยักหน้า “เขาเป็น...”

กำลังจะบอกว่าเป็นไกด์ แต่จู่ๆ ปั้นรักก็พลิกมือข้างที่ทำสัญลักษณ์ I love you หงายขึ้น ก่อนจะพึมพำออกมาให้ผมจับใจความได้ว่า... ‘รักนะ แจ๊ะๆ’

แจ๊ะบ้านมันเถอะ!

หน้าชาวาบเลย ขนหัวลุกขึ้นมาอีกระลอกด้วย ขณะที่ปาล์มขมวดคิ้ว

“คู่ขาของคุณหรือเปล่าเนี่ย”

ผมหันขวับไปมองคนถาม กำลังจะปฏิเสธ ปาล์มก็พูดขึ้นมาอีก

“แล้วคุณ...เป็นรับเหรอ”

สีหน้าผิดหวังฉาบพรายขึ้นมาบนใบหน้าของปาล์มทันที

รับบ้ารับบออะไร ดูเหง้าหน้ากูด้วย!

“ผมไม่...”

กำลังจะปฏิเสธความเข้าใจผิด ปั้นรักก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ตรงเข้ามาหาผมแล้ว ก่อนจะโพล่งขึ้นมาห้วนๆ

“ก็นึกว่าไปไหน โดนจัดหนักไปหน่อยถึงกับหนีพี่มาเลยเหรอจ๊ะน้องดื้อ”

“ฮะ?” ผมถึงกับอุทานออกมา

น้องดื้อแป๊ะอะไร มึงนี่ทะลึ่งบ้องมากเกินไปละ อะไรไม่ว่า มันทำคนข้างๆ ผมเข้าใจผิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“แล้วนี่ใครอะ จะนอกใจพี่เหรอ” พูดไปเรื่อย หันไปมองหน้าปาล์มอีกต่างหาก

ปาล์มที่จู่ๆ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์อึดอัดหัวเราะแห้งๆ ก่อนรีบโพล่งออกมา

“ผมว่าผมเมามากแล้วล่ะ ขอตัวกลับไปนอนก่อนนะครับ วันนี้ขอบคุณที่คุยเป็นเพื่อนผมมากครับคุณดื้อ”

จากนั้นก็ลุกพรวดไปทันที

มันไป มันมาง่ายขนาดนี้เลยเหรอวะ!

ผมมองแผ่นหลังคนแปลกหน้าที่ห่างออกไปพลันถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าเพราะเสียดายที่ไม่ได้ไปต่อกับเขานะ แต่เหนื่อยใจที่มาเจอไอ้ปั้นรักมากกว่า

“ง่อว์ เผลอนิดเดียวมีการเต๊าะคู่ขา แล้วนี่เอาไงต่อ จะแจ๊ะกับพี่ไหมจ๊ะ” ปั้นรักว่า

ผมไม่อยากจะคุยกับมันเท่าไหร่เลยตอกกลับไปสั้นๆ “แจ๊ะบ้าบออะไรของคุณ”

“แจ๊ะแบบนี้ไง”

มันทำมือเป็นสัญลักษณ์ไอเลิฟยูแล้วก็หงายมือขึ้น ขยับๆ เล็กน้อยเหมือนก่อนหน้าให้ผมดู ผมมองแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมา คว้ามือมันหมับแล้วสะบัดทิ้ง

“พอได้แล้ว”

“เอ้า เมื่อกี้ยังเห็นยูลั้นลาจะไปกับหนุ่มคนนั้นอยู่เลย ตอนนี้จะพอละ?”

“ผมจะไปกับใคร จะลั้นลาอะไรยังไง แล้วมันเรื่องอะไรของคุณ มาขวางผมแบบนี้มันเสียมารยาทมากเลยนะ”

“เอ้า ไอเป็นไกด์ของยู ไอก็ต้องดูแลแขกให้ดีสิ ปล่อยให้ไปสุ่มสี่สุ่มห้าได้ไง”

“แต่นี่มันเรื่องส่วนตัว”

“แต่ถ้ายูโดนหลอกไปขุด...เอ้ย รูดทอง ไอจะซวยเอาเพราะดูแลยูไม่ดีน่ะสิ ไอไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก”

ผมเข้าใจที่มันพูดนะว่ามันหมายถึงอะไร แต่การแกล้งพูดผิดอย่างนี้มันไม่ตลกเลยเว้ย!

ทว่าผมก็ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่พ่นลมหายใจใส่แรงๆ แล้วเรียกพนักงานมาคิดเงิน จ่ายเงินเสร็จก็ลุกจากโต๊ะ ตั้งท่าจะเดินกลับไปยังที่พัก ปั้นรักเดินตามมา ปากก็พูดไปเรื่อย

“เมื่อคืนก็มาเมาเพราะอกหัก แต่วันนี้ดันจะหิ้วคู่ขาไปมีซัมธิงกันละ ใจง่ายคัก”

ผมไม่เถียง การกระทำของผมก็ใจง่ายจริงๆ แหละ ทว่ามาหัวเสียตอนมันพูดอีกประโยคออกมา

“แฟนเก่ายูก็คงเปลี่ยนใจจากยูง่ายๆ ไปกับคนอื่นเหมือนกันล่ะสินะ”

มันหมายถึงแสงเหนือ ถึงแสงเหนือจะไม่ได้เป็นแฟนผมและเคยเป็นคนใจง่ายจริง แต่พอได้ยินมันมาพูดอย่างนี้ ผมก็ไม่พอใจ

มันไม่รู้จักตัวตนจริงๆ ของแสงเหนือสักหน่อย ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินคนอื่นทั้งที่ไม่รู้จักอย่างนี้!

“นี่คุณ หุบปากไปเลยถ้าไม่อยากโดนผมต่อยปากแตก” ผมหันไปว่าเสียงเขียว

ปั้นรักชะงักกึกทันควัน พอตั้งสติได้ก็เลิกคิ้วสูง

“What did you say? (พูดว่าอะไรนะ)” ส่งเสียงสูงออกมาด้วยพร้อมกับผายมือออกประมาณว่าอะไรเนี่ย

ผมพ่นลมหายใจออกมาเต็มแรง

“แล้วเมื่อกี้คุณพูดอะไรล่ะ” ผมถามกลับ

“ไอก็แค่บอกว่าแฟนเก่าที่ทิ้งยูมาคงไปนอนกับคนอื่นเหมือนกัน” มันว่าซื่อๆ

ความจริงไม่ซื่อหรอก มันกำลังกวนประสาทผม ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องมาหาเรื่องกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ผมไม่พอใจมากๆ

“ปั้นรัก บอกตรงๆ นะว่าผมรำคาญคุณมาก ถ้าพูดอะไรสร้างสรรค์ไม่เป็นก็อยู่เงียบๆ เถอะ”

“ยูเคืองที่ไอตอกย้ำความเจ็บปวดของยูเหรอ” มันยังยักคิ้วหลิ่วตาทำเป็นเล่นอีก

“ไม่ตลกครับ” ผมว่าเสียงเรียบ จ้องมันด้วยสายตานิ่งๆ ด้วย “การที่คุณไม่รู้จักคนอื่นแล้วมาพูดอย่างนี้ ผมว่ามันไม่โอเคเลยนะ ตั้งแต่เกิดมา ไม่มีใครสอนเรื่องมารยาทให้คุณบ้างหรือไง ทำตัวอย่างกับเกิดในสลัม”

ปั้นรักนิ่งไปบ้างเมื่อถูกผมสวนกลับ ผมว่าผมไม่ได้ด่านะ แต่คำพูดของผมก็แรงอยู่เหมือนกัน พอมันตั้งสติได้ มันก็ทำหน้าตาเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าได้ยินอะไรอย่างนี้จากปากผม

“แล้วเมื่อกี้ไอว่าอะไรยูหรือยัง” เถียงมาอีก

ผมตอบเสียงเรียบ “ไม่ได้ว่าผมแต่ก็เหมือนว่า คุณพูดถึงคนที่ผมรักในทางไม่ดี”

ปั้นรักร้องอ๋อ “โอเค งั้นไอพูดถึงยูในทางไม่ดีคนเดียวก็แล้วกัน แล้วนี่ชวดคู่ขาไปก็อย่ามายุ่งกับดากไอเด้อ ไม่เป็นตัวตายตัวแทนนะขอบอก”

ก็ยังจะเล่นอีก ทำไมมันถึงได้เป็นคนที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นได้ขนาดนี้นะ

“ผมไม่ตลกนะ การล้อเล่นเรื่องรสนิยมของคนอื่นมันต่ำมาก และผมก็ไม่ใช่เพื่อนเล่นคุณ เป็นลูกค้า จะพูดจะทำอะไรก็ให้เกียรติกันบ้าง ผมไม่ใช่คนที่คุณจะมาเล่นหัวด้วยได้” ผมว่าออกไปตรงๆ ละหลังจากที่ทนมันมาหลายวัน

ปั้นรักกลอกตา ทำหน้าเบื่อหน่าย ปากขมุบขมิบบ่นอะไรบางอย่าง

“บลาๆๆ”

เออ มันกำลังล้อเลียน ผมเลยก้าวเข้าไปหามันแล้วกระชากคอเสื้อมันไปทีหนึ่ง

“หยุด”

มันดูตกใจ รีบผลักผมออก โวยวายลั่น

“อะไรของยูเนี่ย!”

คงจะกลัวว่าจะถูกผมต่อยจริงๆ ล่ะมั้ง ผมก็อยากต่อยอยู่หรอก แต่ไม่เอา ไม่ได้หัวร้อนอะไรขนาดนั้น แค่อยากให้มันเลิกเล่นสักที

“ผมเข้าใจละว่าทำไมแม่คุณถึงได้บอกว่าคุณไม่เอาอ่าว เพราะคุณมันเป็นแบบนี้ไง มีการศึกษาดีซะเปล่า ทำตัวเหมือนคนไม่มีหัวคิด เลิกทำตัวอย่างนี้สักที มันหมดช่วงที่คุณจะมาทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่แล้ว”

ผมว่าผมน่าจะไปพูดอะไรแทงใจดำมันเหมือนกันนะ เพราะทันทีที่ผมพูดจบ มันก็นิ่วหน้าทันที

“แล้วไอบอกเหรอว่าเรียกร้องความสนใจ ไม่รู้อะไรก็พูดไปเรื่อย”

“ก็เหมือนกับที่ยูตัดสินคนอื่นแค่เพราะเขาเป็นเกย์นั่นแหละ” ผมหมายถึงตอนมันล้อเล่นเรื่องรสนิยมทางเพศของผม พูดถึงแสงเหนือ และเรียกปาล์มว่าเป็นคู่ขาผมอะไรแบบนั้น

“ไอก็พูดในสิ่งที่เห็น”

“ผมก็พูดในสิ่งที่เห็นเหมือนกัน เห็นว่าคุณมันทุเรศ ผมจะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณเป็นโสดตลอดชีวิต นิสัยห่วยๆ ปากก็หมาอย่างนี้คงจะมีผู้หญิงที่ไหนอยากเอาเป็นพ่อพันธุ์หรอก”

ผมสวนกลับทันควัน เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเถียงกับคนอื่นทัน อาจเป็นเพราะแสงเหนือเข้าไปเอี่ยวด้วย ผมเลยสู้สุดใจเพราะปกติผมเลือกที่จะเงียบมากกว่า

ปั้นรักยังคงไม่ยอม อึกอักไปเล็กน้อยแต่ก็ยังเถียงกลับมาอีก

“หยุดพูดไปเลย ไม่งั้นไอจะ...”

“จะทำไม” ผมก้าวเข้าไปหา กะว่าถ้ามันคิดจะทำอะไรผมขึ้นมา ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ปั้นรักดูพรึงเพริด ก้าวถอยหลังเร็วๆ ก่อนจะทำท่าหันหนี ผมเลยคว้าแขนมันเอาไว้แล้วกระชากมาหลบมุม ปั้นรักเซไปเล็กน้อย พอตั้งหลักได้ก็ถอยหลังไปจนติดกำแพงตึกอีกเมื่อผมต้อนมันไปจนมุม

“พูดมาสิว่าจะทำไม”

ปั้นรักกัดฟันแน่น สายตาจ้องผมเขม็งอย่างดื้อดึงคล้ายไม่ยอม ทว่าพอถูกผมจ้องกลับเขม็งไม่แพ้กัน มันก็เป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน

“ไอจะกลับ” จากนั้นมันก็รีบหนีออกจากตรงนั้น

ผมยอมปล่อยให้มันหนีไปแต่โดยดี กลอกตาตบท้ายอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามันหันมามองด้วยสายตาขุ่นเคืองพร้อมกับขยับปากพอให้จับใจความได้

‘You bastard (ไอ้เวร)’

ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

โอเค ผมพอกับมันละ จบกันแค่นี้เลย เลิกจ้าง

-------------------------------

มาต่อแล้วค่ะ ขออภัยที่หายไปนาน ช่วงนี้ก็จะมาช้าๆ หน่อยเพราะยังไม่มีเวลามาแก้เนื้อหาเรื่องนี้เลยค่ะ ที่เอาลงให้อ่านก็เป็นเนื้อหาก่อนรีไรท์ล้วนๆ 

คือลงในเว็บเนี่ย หนูแดงย้ำบ่อยมากว่าเป็น "ต้นฉบับที่ยังไม่ได้รีไรท์" ดังนั้นมันก็จะมีข้อผิดพลาด พิมพ์ผิด พิมพ์ถูก เนื้อหาภาษาลาวที่ยังไม่ได้ให้เจ้าของภาษาตรวจ ฯลฯ ดังนั้นถ้าใครอยากจะอ่านฉบับสมบูรณ์ที่อ่านแล้วไม่ตะขิดตะขวงใจก็รออ่านในหนังสือหรือ Ebook ได้นะคะ อันนี้หนูแดงลงให้อ่านเป็นตัวอย่างเฉยๆ จะมีการแก้ไขเนื้อหาก็ต่อเมื่อตัวต้นฉบับได้รับการแก้ไขค่ะ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่อัปเลยจนกว่าจะแก้ต้นฉบับเสร็จ แต่ก็กลัวว่าเดี๋ยวจะรอกันนานไปกว่านี้เลยเอาลงมาก่อนแก้ขัดก็แล้วกัน ย้ำกันครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว ถือว่าแจ้งแล้วเนอะ ขี้เกียจตามอธิบายแล้วค่ะ 555

ส่วนตอนนี้ พี่ดื้อมีอารมณ์กับบักปั้นแล้วข่า อารมณ์โมโห 555

หลายคนเห็นหน้าปกแล้วสับสนว่าตกลงคนไหนปั้นรัก คนไหนพี่ดื้อ บอกก่อนว่าพี่ดื้อคือคนมีหนวด ปั้นรักคือคนที่สะพายกระเป๋าสายรุ้ง แต่ใส่เสื้อสลับกันเพราะมันมีเหตุผลอยู่ในเนื้อเรื่องนะคะ รออ่านเน้อ

ฝากฟีดแบ็กไว้ให้ด้วยนะคะ ^^

ความคิดเห็น