-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 40 END

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.3k

ความคิดเห็น : 194

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2560 01:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 3,300
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 40 END
แบบอักษร

40

แค่ชั่วอึดใจก็ผ่านมาแล้วถึงปลายฤดูใบไม้ผลิ และช่วงนี้ก็มีข่าวดีของวังหลวงขึ้น เรื่องหนึ่งคืออาการความจำหายชั่วคราวของพระสนมลี่หายดีเป็นปลิดทิ้ง โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้นอาจเป็นเพราะมีครอบครัวมาอยู่ข้างกาย ในทุกวันหนิงลี่จึงได้รับการดูแลอย่างดียิ่งกว่าเก่า อีกทั้งยังมีชิงเถาคอยเล่าเรื่องให้ฟังตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อมีผู้เล่าเหตุการณ์อยู่ข้างๆ มันก็ไม่น่าแปลกที่อาการจะดีขึ้น

และอีกเรื่องคือพระสนมกุ้ยเฟยนั้นได้ตั้งครรภ์ ได้สองเดือนเศษ เหล่าขันถีและนางกำนัลต่างเข้าดูแลพระวรกาย ทั้งยาบำรุงแขนงต่างๆ ถูกหยิบยื่นเพื่อเอาอกเอาใจ หากเด็กในครรภ์เกิดเป็นบุรุษ...พระสนมกุ้ยเฟยก็จะได้รับความดีความชอบ หรืออาจกลายเป็นฮองเฮาในอนาคต ถึงจะเกิดเป็นหญิงที่ไม่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ ทว่าก็กลายเป็นธิดาองค์โตย่อมต้องมีความสำคัญเป็นอันดับแรก และไม่กี่วันต่อมาก็ได้ข่าวจากคนในตำหนักว่าพระสนมซู่เฟยก็ได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ ด้วยเช่นกัน

ข่าวที่น่ายินดี มักจะมาพร้อมกับคำนินทา

เรื่องที่เป็นเป็นข่าวลือเห็นทีจะไม่พ้นเรื่องของพระสนมลี่ ที่ได้รับความเห็นใจไปทั่ว ต่างพากันนึกสงสารที่เป็นบุรุษไม่อาจมีรัชทายาทได้ ถึงจะเป็นที่รักขององค์ฮ่องเต้เพียงใดก็ไม่อาจหลีกหนีความจริง

ทว่า...สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่คนด้านนอกเห็นเท่านั้น

ยังมีบางสิ่งที่ถูกปกปิดเอาไว้จากผู้ที่กำเนิดรัชทายาท

ซ่งจินเหลียงหาได้มีความสัมพันธุ์กับพวกนางจนตั้งท้อง แต่เขากลับทำสิ่งที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง ให้หมอหลวงนับวันเดือนของผู้หญิง เมื่อถึงวันที่เหมาะสมจึงใช่น้ำส่วนนั้นใส่เข้าไป และผู้ที่กระทำทั้งหมดคือหมอตำแย มีหน้าที่ดูแลรักษาร่างกายของพระสนมตั้งแต่ตั้งท้องจนคลอดลูก

ความอับอายในเรื่องนั้นจึงทำให้พระสนมทั้งสองต่างพากันปกปิดเอาไว้ มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่รู้เท่านั้น และหนึ่งในคนที่รู้ความลับนี้ก็คือหนิงลี่

ในห้องพระอักษร...พระสนมผู้คิดมากนั่งมองกระดาษที่ตรงด้านหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า สีหน้าที่ดูเหมือนครุ่นคิดตลอดเวลาทำให้คิ้วทั้งสองข้างขมวดจนเป็นปม

คนส่วนมากมองว่าเขาดูน่าสงสาร แต่สำหรับหนิงลี่แล้วนั้นมันไม่ใช่เช่นนั้นเลยสักนิด...ซ่งจินเหลียงมอบหัวใจทั้งดวงให้กับพระสนมผู้มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ไม่สนใจใยดีพระสนมที่ถูกแต่งตั้ง ขนาดจะให้พวกนางกำเนิดรัชทายาทยังไม่ยอมมีสัมพันธุ์ทางกาย ใช้วิธีแปลกพิศดาลเพื่อรักษาน้ำใจ

บางทีแล้วเขาอาจร้ายกาจยิ่งกว่าคนพวกนั้นก็ได้ ที่ยึดฝ่าบาทเอาไว้ในครอบครองแต่เพียงผู้เดียว

ซ่งจินเหลียงสังเกตสีหน้าที่ดูผิดปกติ จึงวางพู่กันข้าง

“มีผู้ใดรังแกเจ้างั้นรึ หากเป็นเช่นนั้นข้าจะจับมันไปตัดหัว”

หนิงลี่ตวัดหน้ามองคนงาม นึกอยากย้อนคำถามนั่นนัก! มีแต่ท่านนั่นแหละที่รังแกข้า!

ซ่งจินเหลียงดูเหมือนจะรู้ความคิดเหล่านั้น ริมฝีปากสีอ่อนยกยิ้มบางเบา “จะบอกว่าข้ารังแกเจ้างั้นรึ”

“พ่ะย่ะค่ะ” หนิงลี่ไม่อาจโป้ปด

นอกจากซ่งจินเหลียงจะรังแกตนแล้ว ยังคิดรังแกผู้เป็นพระสนมคนอื่น คิดแล้วมันก็น่าสงสารพวกนางยิ่งนัก อุตสาห์ได้แต่งเข้าวังเป็นพระสนม แต่กลับถูกหมางเมินจากผู้เป็นพระสวามี

องค์จักรพรรดิดึงพระสนมลี่มานั่งตัก เขาออกแรงนิดเดียวก็ทำให้ผู้ไม่เป็นวรยุทธ์ถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนได้อย่างง่ายดาย

หนิงลี่ผวาเฮือก ด้วยเกรงว่าซ่งจินเหลียงจะทำสิ่งที่มิควรในห้องพระอักษร ถึงตอนนี้จะมีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่อยู่ในห้อง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนด้านนอกอยู่ด้วยเสียเมื่อไหร่กัน

“ท่านรังแกข้า”

“ข้ารังแกเจ้าเมื่อใดกัน เห็นๆ กันอยู่ว่าข้ากำลังง้อเจ้า”

ซ่งจินเหลียงยิ้มน่าตายอย่างไม่ทุกข์ร้อน การเห็นพระสนมลี่แสดงความรู้สึกขัดเขินมันช่างเป็นอะไรที่ดียิ่งนัก...พระสนมลี่มิใช่พระสนมที่เป็นหญิง แน่นอนว่าเรื่องการแสดงความรู้สึกหึงหวงย่อมเป็นไปไม่ได้ จนบางครั้งเป็นเขาเองต่างหากเล่าที่ต้องหัวเสีย

“ฝ่าบาทกำลังแกล้งต่างหาก”

หนิงลี่รู้ความคิดนั้น...ซ่งจินเหลียงนอกจากเป็นฮ่องเต้แล้วกลับมีนิสัยที่ชอบแกล้ง และหลายเดือนที่ผ่านมานี้ไม่มีครั้งไหนเลยที่หนิงลี่ต่อต้านได้

“หากเจ้าไม่อยากให้ข้าแกล้งเจ้า ก็หัดทำตัวยั่วยวนหน่อยสิ” ดวงตาพราวระยับทอดมองร่างในอ้อมแขน เขานึกถึงเมื่อปีก่อน ตอนที่ตัวเขากำลังปลอมตัวเป็นหวงอี้ชิง ได้เปิดประตูพรวดเข้าไปในห้องอย่างลืมตัว เห็นพระสนมลี่แสดงท่าทีผิดแปลก พอครั้นคิดแล้วก็อดนึกขำมิได้

ช่างน่าเสียดายนัก ซ่งจินเหลียงอยากเห็นมันอีกครา

หนิงลี่ผินหน้ามองตรง ดวงหน้าแสดงถึงความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธทั้งอายผสมปนเป มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขาอยากลบไปจากความทรงจำยิ่งนัก เรื่องเมื่อคราวนั้นเป็นเพียงแค่การคิดเล่นๆ เป็นซ่งจินเหลียงต่างหากที่เป็นคนผิด! ไหนจะยังเรื่องปลอมเป็นอดีตรองแม่ทัพ ไหนจะยังเรื่องที่เข้ามาเห็นสิ่งที่น่าอายนี่อีก!

มีความผิดถึงสองกระทงใหญ่ขนาดนี้ น่าจะปล่อยให้อยู่คนเดียวสำนึกในความผิดนั้นสักปีสองปี!

“อาลี่ เจ้าคิดจะทิ้งข้าเช่นนั้นหรือ”

ราวกับรู้ความคิดนั้น ผู้เป็นพระสวามีเอ่ยถามอีกครา จนหนิงลี่อดคิดไม่ได้ว่าซ่งจินเหลียงมีญาณวิเศษ หรืออาจเป็นเซียนที่มาเกิดบนโลกมนุษย์ ถึงทำให้มีความหยั่งรู้ในความคิด

 “ฝ่าบาท ท่านไม่คิดว่าดีหรือ ข้าเป็นชายก็ย่อมอยากท่องเที่ยวในใตหล้า ส่วนท่านก็ต้องครองบัลลังก์ดูแลองค์รัชทายาท สักปีหรือสองปีข้าค่อยกลับมาอีกครั้งก็คงไม่สาย”

“ข้ามิให้เจ้าไป!”

ความขุ่นเคืองในคำพูดอีกฝ่าย คิดจะทิ้งกัน คิดจะหนีไปที่อื่น อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอม!...ต่อให้ต้องจับล่ามโซ่เอาไว้ พระสนมลี่ก็ไม่มีทางหนีองค์จักรพรรดิวิปลาสพ้น!

“ท่านห้ามข้าได้หรือ”

“แล้วเจ้าเคยหนีข้าพ้นงั้นรึ”

ซ่งจินเหลียงถามกลับ สองมือแกร่งโอบพระสนมไว้มั่นมากกว่าเก่า

มันเป็นอย่างที่ซ่งจินเหลียงกล่าวอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือตอนนี้ไม่เคยมีสักครั้งที่หนิงลี่จะหนีซ่งจินเหลียงพ้น ต่อให้ระดมความคิดทั้งวันทั้งคืนก็ไม่อาจเอาชนะคนๆ นี้ได้ มีบางครั้งที่เขาก็นึกแค้นใจในข้อนี้ ซ่งจินเหลียงนอกจากจะงามล้ำเมือง ยังฉลาดปราดเปรื่องจนหาตัวจับยาก

ว่ากัน...สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง**[19]**

ซ่งจินเหลียงถึงจะฉลาดเพียงไรก็ย่อมต้องมีจุดอ่อน และดูเหมือนว่าหนิงลี่จะรู้จุดอ่อนนั่นดีทีเดียว

ผู้เป็นพระสนมเขยิบเข้าใกล้จนใบหน้าทั้งสองอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม บดเบียดร่างกายเข้าหาอีกฝ่ายอย่างที่ไม่เคยทำ

ริมฝีปากสีเข้มบดเบียดแนบชิดริมฝีปากสีอ่อนกว่า สอดลิ้นเข้าไปในโพรงปากอ่อนนุ่ม ดูดกลืนทุกความหอมหวาน พาร่างกายไปตามห้วงอารมณ์ปรารถนา พระสนมผู้ไม่รู้ความทำตัวเงอะงะด้วยความไม่ชิน ถึงจะมีมีสัมพันธุ์ลึกซึ้งกันมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ชินกับความรู้สึกนั้นเสียที กระนั้นหนิงลี่ก็ยังคือชาย หากไม่มีชั้นเชิงจะถูกล้อเลียนเอาได้ ความไม่ยอมจึงยิ่งทำให้รุกหนัก ลิ้นเปียกชื้นกวาดต้อนทั้งโพรงปาก ก่อนจะใช้ฟันขาวกัดที่ริมฝีปากล่าง ความเจ็บแปลบเพียงนิดสร้างควมพึงให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยเช่นกัน

ซ่งจินเหลียงเคลื่อนมือที่โอบกอดกอดไปยังต้นขา สัมผัสผ่านอาภรณ์สีเข้มจนไปถึงผิวเนื้อ หนิงลี่สะดุ้งตัวโหยงละตัวออกมา ความรู้สึกบางอย่างแล่นไปทั่วกระดูกสันหลัง

“ฝ่าบาท”

น้ำเสียงสั่นเครืออ้อนแอ้นเอ่ยเรียกขาน ดวงตาทั้งสองข้างฉ่ำเยิ้มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

“อาลี่”

ซ่งจินเหลียงก็ด้วยเช่นกัน เขาเอ่ยกระซิบชื่ออีกฝ่ายข้างใบหู หยอกเย้าด้านข้างอย่างหลงใหลมิเสื่อมคลาย

หนิงลี่สอดมือเข้าไปในสาบเสื้อคนรัก แหวกปลดอาภรณ์ที่สวมใส่จนเห็นไหล่ที่ขาวนวลเนียน จะงดงามก็งดงามดั่งอิสตรี จะดูหล่อเหลาก็หล่อเหลาดั่งรูปเซียน...เขาก้มหน้าต่ำพลางแลบลิ้นออกมาเมื่อใกล้สัมผัสถึงลำคอระหง ลิ้นสากลากเลียดูดชิมจนแทบกลืนกินไปทั้งตัว

“โอ๊ย!”

ในขณะที่ซ่งจินเหลียงไม่ทันได้ตั่งตัวอยู่นั้น พลันถูกลอบทำร้ายโดยพระสนมคู่กายจนได้ หัวไหล่ขาวที่เคยไร้รอยแผลกลับมีรอยฝันให้เป็นตำหนิ แต่การจับจับตัวพระสนมมาลงโทษให้สาสมก็สายเกินไปเสียแล้ว ในเมื่อเจ้าตัวรีบใช้โอกาสงามที่ตนปล่อยมือหนีออกจากตักแล้ววิ่งตรงไปที่ประตู

“นี่เจ้ากล้าทำร้ายข้างั้นรึ”

“ข้าเปล่า ข้าแค่ป้องกันตัวเอง”

เขาเป็นคนผิดที่ไหนกัน...มีแต่ซ่งจินเหลียงนั่นแหละที่คิดรังแกตนอยู่เสมอ แค่เอาคืนนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นอะไรไป

หนิงลี่ไม่รอช้าให้ซ่งจินเหลียงจับได้ เขาเร่งรีบก้าวฝีเท้าหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย คิดไปออดอ้อนชิงเถาที่บัดนี้น่าจะอยู่กับน้องเล็ก อย่างน้อยอยู่ต่อหน้ามารดาซ่งจินเหลียงคงไม่กล้าทำอะไรผลีพลาม

การที่พระสนมลี่วิ่งออกมาจากห้องพระอักษร สร้างความงุงงงให้กับทหารผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูไม่น้อย พวกเขาต่างพากันมองตามหลัง เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นไอขององค์ฮ่องเต้จึงได้รีบคุกเขาลง

ซ่งจินเหลียงมองตามแผ่นหลังอีกฝ่ายที่กำลังวิ่งโร่ ริมฝีปากกระตุกยิ้ม ดูท่าแล้วพระสนมลี่คงจะลืมตัวไปกระมั้งว่าเขาเป็นวรยุทธ์ ความสามารถย่อมมีมากกว่าเป็นเท่าตัว เพียงแค่ใช้วิชาตัวเบาเกรงว่าจะตามถึงแค่เพียงไม่กี่ก้าว เพื่อเป็นการลงโทษผู้ที่กล้าทำร้ายฮ่องเต้ ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้ผู้ร้ายลอยนวลได้นา

คิดได้ดังนั้นจึงหันมองไปยังทิศที่เป็นที่โล่งแจ้ง ใช้วิชาตัวเบาเคลื่อนย้ายตนเองไปที่หลังคา เฝ้ามองคนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เป็นแมวขโมยติดจั่นที่กำลังหนีความผิด

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัวก็กระโจนโฉบไปในอากาศ คว้าร่างกายผู้เป็นพระสนมได้อีกครา

“ฝ่าบาท!”

“อาลี่ เจ้าหนีข้ามิพ้นหรอก”

นี่เป็นอีกหนึ่งในหลายครั้งที่ซ่งจินเหลียงเอาชนะหนิงลี่ได้อย่างง่ายดายนัก เขาขบขันให้กับใบหน้าที่ดูบึ้งตึงแต่กลับพยายามไม่แสดงความรู้สึก เขาเป็นถึงพระสวามีมีหรือที่จะไม่รู้ว่าในความรู้สึกที่ถูกซ่อนเอาไว้เป็นเช่นไร

ซ่งจินเหลียงกระโดดกลับไปที่หลังคาอีกครั้ง ใช้พลังลมปราณให้ไปอยู่รวมที่ปลายเท้า เพียงแค่ไม่กี่ก้าวก็ออกนอกวังหลวง การกระทำที่ผิดแผกนี้ถึงจะสร้างความแปลกใจให้ทหารไม่น้อยไปกว่าเดิมนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะห้ามปรามเมื่อองค์จักรพรรดิไม่คิดจะเสวนา หากผู้ที่ปวดหัวที่สุดคงจะเป็นหวงอี้ชิงที่คิดว่าฝ่าบาทของตนคงนึกเล่นอะไรแผลงๆ อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่หนีออกจากวังหลวง แถมยังทำการลักพาตัวพระสนมไปด้วย เกรงว่าคงอีกหลายชั่วยามกว่าจะกลับ

เมื่อมาถึงจุดหนึ่งผู้ตกเป็นเป้าสายตาก็หยุดเท้าลง ซ่งจินเหลียงมองซ้ายมองขวาราวกับว่ากำลังมองหาบางอย่าง หนิงลี่ที่ถูกโอบอุ้มอยู่ในท่าเจ้าสาวนึกเขินอายยิ่งนัก ป่านนี้ชาวบ้านชาวช่องคงได้เห็นหมดแน่ว่าตัวเองนั้นเป็นเหมือนหญิงสาวแรกแย้มที่ต้องการดูแล

“ฝ่าบาท ท่านปล่อยข้า”

ผู้ตกเป็นรองดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ยังไม่ทันที่จะอ้าปากห้ามอีกฝ่ายก็เร่งฝีเท้ากระโดดไปอีกทาง หนิงลี่ที่ไม่เป็นวรยุทธ์ย่อมตกอยู่ในการตื่นตกใจจนทำหน้าเหวออยู่หลายรอบ ในเมื่อห้ามไม่ได้จึงปิดปากเงียบ อย่างไรเสียเก็บแรงเอาไว้ดีกว่า ถึงจะทำยังไงในยามนี้ก็แพ้ทุกที

ซ่งจินเหลียงพาหนิงลี่ตรงไปยังทิศอุดร ที่นี่มีป่าเขาอุดมสมบูรณ์พูนสุข มีก้อนหิน มีหน้าผาสูงชัน ทุกครั้งที่ตัวเองเหินอยู่ในอากาศก็อดกลัวไม่ได้ว่าจะตกลงไป

หรือซ่งจินเหลียงจะมาฆ่าข้าหมกป่า?

ความเคลือแคลงใจในข้อนี้มันช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก เมื่อสักครู่ใหญ่หนิงลี่ได้ลอบทำร้ายผู้เป็นองค์ฮ่องเต้ บางทีซ่งจินเหลียงอาจไม่พอใจในส่วนนั้น

หนิงลี่สะบัดหัวให้กับความคิดที่ดูไร้สาระ ถ้าซ่งจินเหลียงคิดจะฆ่าตนนั้นคงได้ฆ่าไปนานแล้ว ไม่รั้งรอเวลาขนาดนี้ และอีกอย่าง...หนิงลี่ยังคงเชื่อมั่นในความรักที่พระสวามีมีให้กับตน

“อาลี่”

หนิงลี่เงยหน้ามองคนเรียกหา เพราะมัวแต่คิดอะไรมากมายจึงทำให้ไม่สังเกตว่าได้ถึงจุดหมายนานแล้ว แววตาประกายของซ่งจินเหลียงหันมองตนครั้งหนึ่งก่อนเปลี่ยนเป็นมองทิศเบื้องหน้า หนิงลี่หันมองตามก็พบว่าตัวเองนั้นได้อยู่บนยอดเขาสูง ด้านหน้าคือเมืองหลวงของแคว้นฉิน สุดลูกหูลูกตาคือท้องฟ้าสีคราม

มันช่างงดงามยิ่งนัก

“ฝ่าบาท”

คนถูกจับได้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว...

หนิงลี่ผินหน้ามอง ซ่งจินเหลียงทำเพียงแค่ยิ้มแผ่วบาง อาภรณ์สั่นไหวพลิ้วเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นผมที่หยาวเหยียดที่ต้องกระแสลมอ่อน

“ข้าตั้งใจจะปกครองเสียนหยางให้เป็นปึกแผ่น รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง เป็นบ้านเมืองที่อุดมสมบูรณ์”

หนิงลี่เชื่อว่าซ่งจินเหลียงต้องทำได้เยี่ยงนั้น...ความปรารถนาของเขาย่อมต้องสมหวัง

“ข้าอยากให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้าไปจนแก่เฒ่า”

หัวใจผู้ฟังเปี่ยมไปด้วยความสุขสม...พระสนมเอื้อมมือจับองค์ฮ่องเต้ไว้มั่นเพื่อเป็นคำสัญญา

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

หลังจากนั้น…

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มต้น

อีกสามปีให้หลังแคว้นฉินผู้มีองค์ฮ่องเต้มีนามว่าซ่งจินเหลียง ได้แต่งตั้งพระสนมชายเพียงหนึ่งขึ้นเป็น ‘ฮองเฮา’ อยู่เคียงคู่เป็นคู่บุญบารมีกับองค์จักรพรรดิ

-------

TAKE

ตอนจบแล้วววว อีกนิดก็ใกล้จบแล้ววว เหตุไฉนถึงได้จบไว? อย่าลืมสิจ้าาา เทคลงเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมหรือกุมภามั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะ ตอนนี้ก็ปาไปเดือนห้าแล้ว คงเพราะเทคแต่งทุกวัน ลงให้ทุกวัน ได้อ่านกันทุกวันเลยทำให้ดูจบเร็ว

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา จักรพรรดิวิปลาสก็ด้วยเช่นกัน เมื่อมีเริ่มต้นก็ต้องมีตอนจบ

และ...ตอนพิเศษ ขอสงวนไปในเล่มน้าา ต้องขออภัยจริงๆ T^T

สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากค่ะ ที่ติดตาม อ่าน และคอยเป็นกำลังใจให้ เทคเคยบอกตั้งแต่ครั้งแรกแล้วมันเป็นนิยายจีนเรื่องแรกที่เทคแต่ง ในความรู้สึกส่วนตัวมันยังไม่ดีนัก ขอแก้ตัวเรื่องหน้า จะทำให้ดีกว่านี้

ขอบคุณทุกคำติ คำเตือน คำชม ที่เป็นกำลังพลักดันให้เทคมาถึงจุดนี้ได้ มันมาไกลเกินกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก

และหากเทคกระทำหรือพูดสิ่งใดให้มีใครหลายคนขัดเคืองเข้าใจผิดในคำพูดคลุมเคลือก็ขอโทษด้วยนะคะ เทคไม่เคยโกรธเลย ไม่เคยคิดน้อยใจเลย เอาจริงๆ เทคเป็นคนพูดไม่เก่ง บางครั้งก็เอาแต่ที่ตัวเองเข้าใจเองโดยที่ไม่ได้ตริตรองคำพูดให้ดี อาจทำให้หลายคนคิดว่าเทคต่อว่า ซึ่งที่จริงแล้วมันบ่ใช่เลยจ้า เป็นเทคที่ไม่ดีเอง เก๊าขอโต๊ดดด

และขอบคุณจริงๆ ค่ะ

ป.ล.สุดท้าย ตอนจบเป็นอย่างที่คิดเอาไว้ ไม่หวานมาก ก็ขออภัยอย่างแรง แต่อาลี่ได้เป็นฮองเฮาสมใจชิมิ คริๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น