เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

มาทำวันนี้เป็นวันที่ดีกันเถอะเจ้าค่ะ✿◕ ‿ ◕✿

ตอนที่ 4 คราปักษาเล่าถึงเผ่าปักษา

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 คราปักษาเล่าถึงเผ่าปักษา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 801

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ค. 2563 22:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 คราปักษาเล่าถึงเผ่าปักษา
แบบอักษร

ตอนที่ 4 คราปักษาเล่าถึงเผ่าปักษา 

ฝั่งตะวันตกเมืองลักกี้คือแนวป่าทางยาวสุดปลายเทือกเขา และฝั่งตะวันออกคือชายป่าจรดแนวถนนมุ่งสู่เมืองหลวง ทิศเหนือคือดินแดนคนตาย ทิศใต้นั้นมีท้องทะเลนิพาน เมืองลักกี้เป็นหนึ่งในเมืองใต้อาณัติแคว้นแมรี่ แคว้นแมรี่คือหนึ่งในห้าแคว้นมหาอำนาจสูงสุด ปกครองด้วยกษัตริย์ ราชินี และเหล่าองค์ชายองค์หญิง เชื้อพระวงศ์คือที่สุดของระบอบวรรณะ เหนือยิ่งกว่าคนเหล่านั้นคือ ชาวปักษา 

นับแต่บรรพกาล มีเผ่าพันธุ์สามเผ่าที่ดำรงตนอย่างแท้จริงและมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ 

เผ่าปักษา ชาวปีก หรือในชื่อ เทวสา 

เผ่ามังกร 

และสุดท้ายมนุษย์ 

เผ่ามังกรมีเพียงนามเรียกขานที่หลงเหลือในกระดาษหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีใครเห็นพวกมังกรตั้งแต่พันปีก่อน พวกมันราวไร้ตัวตนและเป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก กระนั้นหลักฐานของพวกมันก็ยังคงสลักไว้ตามโบราณสถาน ดินแดนลี้ลับ ท้องทะเล และสุดปลายขอบฟ้า แผ่นศิลาจารึกบันทึกเรื่องราวของมังกรเอาไว้ และนั้นทำให้ปีนี้ก็ยังมีคนเชื่อว่ามันมีอยู่จริง อำนาจทรงพลังที่สามารถกวาดล้างพิภพและทำลายจักรวาล ความน่ากลัวของคมเขี้ยวนับร้อยยังคงเป็นที่น่าพรั่นพรึงมิเสื่อมคลาย 

เผ่ามังกรเคยดำรงตำแหน่งเทพพระเจ้าในยุคจักรพรรดิ และสิ้นสุดยุคสมัยมังกรในยุคราชัน หลังจากยุคราชันก็คือยุคแห่งปักษา 

เล่าลื่อกันว่าเผ่าปักษาเป็นคนสังหารราชันมังกรและชิงเก้าอี้พระเจ้าในสงครามชิงบัลลังก์พระเจ้า เรื่องจริงนั้นมิมีผู้ใดล่วงรู้ แต่ความจริงที่แน่ชัดและประจักษ์ในทุกวันนี้คือเรื่องที่ว่ามนุษย์นับถือเผ่าปักษาเยี่ยงทวยเทพสูงสุด 

มนุษย์ที่มีปีกกางสยายบนแผ่นหลัง พวกเขาคือเผ่าปักษา ตัวตนที่อยู่เหนือความเข้าใจและครองพลังวิเศษอันยิ่งใหญ่ พลังที่สามารถเผาทำลายและรักษาโรคร้าย พวกเขาถือว่าตนเป็นเผ่าสูงสุดและจะนั่งเก้าอี้พระเจ้าตลอดกาล เปรียบคือมนุษย์ต้องก้มหัวและเคารพบูชาพวกปักษา ยำเกรงและอย่าบังอาจท้าทาย เผ่าปักษาเปรียบดั่งเทพที่มิอาจดูหมิ่นลบหลู่ หากทำให้เผ่าปักษาบาดเจ็บหรือล้มตาย นั้นก็คือจุดจบมวลมนุษย์ชาติ สูญสลายและพังพินาศ 

ใต้ท้องวิกาล สาวน้อยปีนป่ายลงจากกำแพง มือเขี่ยผมเกี่ยวหลังใบหู สีหน้าเข้มขรึมเสมือนว่ากำลังทำภารกิจลับ ลอบสังหารและหลบหนี นางครุ่นคิดถึงเรื่องราวเผ่าปักษาเท่าที่นางได้ฟังจากปากผู้มาเยือนร้านเหล้าซิก เมรัยสงสัยใคร่สิ่งรอบตัว นางเป็นเด็กช่างสังเกตและชอบฟังนิทาน คำคมจากปากผู้ยิ่งใหญ่คือคมดาบของนาง และวลีตราตรึงของคนสมัยนี้ก็มักมีแต่เกี่ยวกับเผ่าปักษาหกส่วน 

เพราะมิว่าเมืองใดหรือมนุษย์ผู้ใดล้วนบูชาเผ่าปักษา แม้กระทั่งพระราชาก็ยังยำเกรงและหลีกทางให้พวกเขา ไม่อาจล่วงเกินหรือทำให้โมโห ห้ามกระทำการใดที่จะทำให้พวกปักษาผิดใจ ต้องรับใช้ปรนนิบัติเหมือนคนใช้ของพวกคนมีปีก แม้จะมิน่าฟังนัก แต่ว่ามันคือเรื่องปกติของยุคสมัย ยุคที่ชาวปักษาเป็นใหญ่ รุ่งเรืองและเกรียงไกร และเพราะมีพวกเขาทำให้สงครามและการเข่นฆ่าน้อยลงจากเมื่อก่อน 

ไม่ใช่ว่าพวกปักษาข่มเหงมนุษย์นะ พวกเขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากคอยเฝ้ามองท้องฟ้าและนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนพวกรักสันโดษที่ไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องทางโลก ตัดขาดจากการละเล่น การเมือง เรื่องชวนปวดหัว และดำรงอยู่บนท้องฟ้า ณ เกาะลอยฟ้าในตำนาน 

เมรัยคิดว่านอกจากพวกเขาจะไม่เลวร้ายแล้ว พวกเขายังมีส่วนช่วยให้มนุษย์เจริญรุ่งเรืองและมีอาหารกินตลอดปี ด้วยพรวิเศษของชาวปักษาทำให้พืชพรรณ ธัญญาหาร ปศุสัตว์ก้าวหน้า และอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ที่พวกเขาช่วยก็เพียงเท่านี้ เวลาที่มนุษย์ต้องการความช่วย พวกเขาก็จะให้พรวิเศษแลกกับการบูชายัญมนุษย์หนึ่งคนเท่านั้น เด็กชายเด็กสาวพรหมจรรย์ 

นับว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนแสนง่ายดาย แลกมนุษย์หนึ่งคนกับความสุขของคนทั้งประเทศ และมนุษย์ที่ถูกบูชายัญไม่ใช่โดนควักหัวใจหรือตัดหัวถวายนะ 

มนุษย์ผู้โชคดีจะได้ขึ้นไปอยู่บนเกาะลอยฟ้า ไม่มีใครรู้ความจริงว่ามนุษย์ขึ้นไปทำอะไร แต่มีแว่วกันว่ามนุษย์ผู้นั่นจะได้เป็นคนรับใช้ข้างกายชาวปักษา ชีวิตเรียกยิ่งกว่าพระราชา เพราะพวกเขาก็เปรียบเหมือนคนรับใช้พระเจ้า จะเรียกว่ามีแต่คนอยากโดนบูชายัญกระมัง 

แต่เมรัยไม่อยากนะ แม้จะสบายตลอดชีวิต แต่ก็มิอยากนั่งเฉยๆจ้องมองฟ้าและเบื่อจนแก่ตาย ยิ่งกระทั่งนางรู้ว่าเผ่าปักษามีอายุยืนยาวถึงพันปี นางยิ่งหน้ามืด ภาวนากับถังน้ำทุกคืนว่าขออย่าให้เผ่าปักษาเลือกนางเป็นคนใช้เลยนะ ถึงนางจะเป็นฝ่ายรับและชอบปรนนิบัติผู้อื่น แต่ขอไม่เลือกเผ่าปักษาเป็นเจ้านายนะ 

นอกนั้นเรื่องเกี่ยวกับเผ่าปักษายังมีอีกมากมายเท่าดินภูเขา เสมือนอาณาเขตท้องฟ้า พวกเขามีจำนวนน้อยและรักสงบ เคยมีครั้งหนึ่งที่มนุษย์อยากลองนั่งเก้าอี้พระเจ้า จึงลงมือลอบสังหารเผ่าปักษาผู้หนึ่ง และนั้นก็เป็นเหตุให้มนุษย์ต้องตายเป็นพันล้าน ลดจำนวนจากสิบเหลือสองส่วน และสองส่วนนั้นก็คือพวกตาดำๆในทุกวันนี้ เมรัยถือว่าโชคดีมากที่ระหว่างเกิดเหตุนางหลับ นางเป็นคนจากอดีต ไม่รู้ว่าปีนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ว่าจะถามใคร แต่ละคนก็ล้วนปิดปากเงียบ บอกเพียงว่า 

มันคือความโง่เขลาที่ผิดพลาด เพราะมนุษย์คนนั้น…ปักษานิลกาฬจึงถือกำเนิด 

เรื่องเล่าปริศนาและตำนานแห่งโศกนาฏกรรม เมรัยขอเป็นอีกหนึ่งคนที่จะไม่เล่าถึงมัน 

เพราะแม้แต่นามนั้นก็มิอาจเอ่ย เมรัยเป็นชนเผ่าไสยาศาสตร์นางรู้ว่าอำนาจของ ชื่อ มีพลังเพียงใด เพราะฉะนั้นนางจะลืมมันซะ เมรัยถือแผนที่และอาศัยแสงจันทร์ต่างแสงโคมไฟ นางไม่อยากจุดไฟตะเกียงแต่เพราะวันนี้มีเมฆมากทำให้แสงจันทร์ถูกบดบังต่อหลายคราว นางถอนหายใจคิดว่าคุณท้องฟ้าแกลั่นแกล้งนางหรือ เกิดเป็นคนแสนลำบากชาติหน้าให้ดีขอเกิดเป็นยุงละกัน มีชีวิตแค่เจ็ดวัน พยายามดูดเลือด ออกไข่ และก็โดนตบตาย 

ไม่เลว 

เมรัยหยิบกล่องไม้ขีดเขย่า และหยิบไม้ขีดจุดไฟให้ไส้เทียนในตะเกียง ปิดฝาและแล้วแสงเปลวเทียนก็ส่องสว่างไสว เพลิงสีส้มอ่อนละมุนดั่งหัวใจเมรัยที่อ่อนโยนและอบอุ่น นางอมยิ้มแม้จะรู้สึกฝืดขม แต่ก็พอใจที่ได้เห็นว่าในมือนี้ยังคงมีแสงสว่าง หาที่นั่งพักเท้า พยายามอ่านรอยแทงบนแผนที่ รอยแทงภาษาแคว้นแมรี่ ตัวหนังสือที่นางมิต้องฝึกก็สามารถอ่านได้ทุกตัวอักษร น่าประหลาดและพิศวง 

จุดหมายชี้ไปที่โบราสถานใกล้ๆเมืองลักกี้ บนกระดาษหนังมีชื่อสลักไว้มุมขวาบนว่า ประกายไฟแห่งปักษา 

เป็นธรรมดาที่คำว่าปักษาจะสะกิดใจผู้คน เพราะในเมื่อมันมีความหมายประหนึ่งคำว่าเทพ เมรัยอยากรู้เหลือเกินว่าสมบัติดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเผ่าปักษาหรือไม่ เพราะถ้าเกี่ยวข้องมันก็ต้องเป็นสิ่งของที่ทรงอำนาจ มากมูลค่า หรืออาจจะเป็นคำสาปไฟเคียงแค้นที่หลอกล่อให้เด็กสาวผู้มากปัญญาอย่างนางไปติดกับ กระนั้นมิว่าอยากไร หากไม่ลองไปดูด้วยตาก็คงได้แต่เฝ้าจิตนาการร่ำไป และนั้นก็คงไม่อาจตอบคำถามนางได้ว่าแท้จริงแล้ว 

มันคือสิ่งใด 

ลมกลางคืนพัดโชยกลิ่นดอกมะลิ เมรัยยกแผนที่ป้องหน้ากันลมที่พัดในทุ้งหญ้าสีเขียวสลัว นางก้มมองแผนที่และเงยหน้ามองเสาหินขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายดอกเบญจมาศ นางลองเอาเปรียบเทียบกับรูปในแผนที่ พบว่ามันเหมือนกันอย่างกับเคาะจากพิมพ์เขียวเดียวกัน รอยยิ้มเบิกบานคลี่บนใบหน้ากลมดิก แววตาทอประกายวิบวับ แม้จะไม่ชอบความยุ่งยาก แต่ถ้ามันสนุกนางก็ขอรับไว้อย่างมิเกรงใจ 

เรื่องขุมสมบัตินั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใต้เตียงนอนหรือบนต้นไม้ เพราะสมัยก่อนมีการตามล่าสมบัติและการขุดค้นทองคำ ทำให้ปัจจุบันมีอาชีพนักล่าสมบัติและนักขุดค้นมากมาย อาชีพสร้างรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าร้อยล้านเหรียญ แต่ก็มีค่าความเสี่ยงชนิดที่ยิ่งกว่าอาชีพอื่นเท่าตัว เพราะการบุกรุกดินแดนต้องห้ามไม่ใช่เรื่องที่จะประหม่าหรือใช้แต่ความรักสนุกเท่านั้นถึงสามารถทำสำเร็จ มันต้องฝึกฝน มันต้องเสี่ยงชีวิต ทำสำเร็จก็ร่ำรวย พลาดพลั่งก็ตายไร้ที่กลบ 

อาวุธวิเศษคือสิ่งของที่บรรจุไอพลังมาโฮภายใน มันสามารถรังสรรค์ ก่อกำเนิดและสร้างปาฏิหาริย์ แยกฟ้า เชื่อมแผ่นดิน นักรบและนักผจญภัยที่เก่งกาจจะมีอาวุธวิเศษติดตัวคนละไม่ต่ำกว่าหนึ่งชิ้น และอาวุธชิ้นนั้นก็ทำให้ผู้ถือครองมีอำนาจและพลังเทียบทหารหนึ่งพันคน เรียกว่าค่าตัวพวกเขาสูงติดอันดับสองของโลก เป็นหนึ่งในอาชีพที่รวยไม่แพ้นักล่าสมบัติ เพียงแต่อันแรกเสี่ยงตายกับสัตว์ประหลาด อันที่สองเสี่ยงตายกับกับดักและผู้พิทักษ์ 

นักผจญภัยมีระดับขั้นสิบระดับ ซึ่งเมรัยสามารถจ้างพวกเขามาเป็นคนคุ้มกันได้ ถ้านางมีเงินน่ะนะ 

“ไม่เป็นไร ชีวิตตัวเองก็ต้องพึ่งตัวเอง…ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”คือคำที่นางชอบพูด มันเป็นคำสอนศาสนาบ้านเกิดและเป็นคำคมที่นางชอบพึ่งพอใจ ถึงแม้บางครั้งการจะทำอะไรตัวคนเดียวจะลำบาก แต่ปกติรอบกายนางไม่มีใครช่วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตลอดเวลานางจึงต้องพึ่งมือคู่นี้ ขาคู่นี้ และหัวใจดวงนี้ 

ต่อให้ยามนี้มันเจ็บปวดรวดร้าวปานใด มันก็ยังเต้นตุบๆในกายเมรัย นางรู้สึกขอบคุณที่มันยังเต้นให้นะ 

สุดปลายทางจุดหมายในแผ่นที่คือความว่างเปล่า 

“อาเร๊ะ” 

จุดหมายสุดท้ายชี้มาถึงหน้าโบราณสถาน ประตูลับคือบ่อน้ำกลางทุ้งหญ้า เมรัยอยากขอบคุณเหลือเกินที่มันนำทางมาถึงช่องทางลับสำหรับเข้าโบราณสถาน แต่ว่านอกจากนั้นเล่า นางอยากทราบวิธีผ่านกลไกกับดัก อยากได้วิธีหนียามฉุกเฉิน อย่างน้อยนางก็อยากรู้ว่าสมบัติที่ว่ามันอยู่ส่วนไหนของโบราสถาน นางขอมากหรือ รู้ว่ามันไม่น้อย กระนั้นนางขอ 

“ขออีกสักนิด”เมรัยลองยกแผนที่ต้องแสงเดือน เผื่อมันมีอักขระลับซ้อนอยู่ ทว่าแม้แต่แผนที่ก็มิช่วยนาง นางจนใจตบแผนที่บอกว่า ไม่เป็นไร เจ้านำข้ามาถึงนี้ก็เป็นพระคุณแล้ว พักผ่อนให้สบายนะ เมรัยชอบพูดกับสิ่งของ เพราะนางรู้ว่าในของแต่ละชิ้นล้วนมีวิญญาณสถิตภายใน แม้บางครั้งจะถูกมองว่าบ้า แต่นางก็ยังอยากพูดกับพวกมัน เพราะพวกมันก็ล้วนมีเรื่องราว บางทียามนางโดดเดี่ยวก็จะลองพูดกับดวงดาวบนฟ้า 

ถึงอยู่กันห่างไกลโดยมีม่านฟ้าขวางกั้น แต่นางคิดว่าอีกฝ่ายได้ยินนางนะ อย่างน้อยนางก็คิดเช่นนั้น 

เผ่าปักษาซ่อนอะไรไว้นะ นางอยากได้ทองคำ เมรัยจะเอาทองและอัญมณีให้ลุงซิกศูนย์จุดหนึ่งส่วน และอีกเก้าจุดเก้าเก้าส่วนนางจะเก็บไว้ สำหรับงานเลี้ยงน้ำชา และการละเล่นกับคนตาย เป็นหมอผีรายได้ต่ำต้อยไม่ต่างจากขอทาน ทำงานไม่ดีก็โดนหาว่าเป็นคนลวงโลกอีก ซ้ำร้ายอาจถูกไล่ตี หนักกว่านี้ก็พลาดพลั่งถูกจับยัดคุก ฮา เศร้าจัง หากน้ำตานางแปรเปลี่ยนเป็นเงินตราป่านนี้นางคงรวยที่สุดในโลก 

ชะโงกหัวมองใต้บ่อน้ำสีทมิฬ “ขอเข้าไปนะ”และก็ราวกับบ่อน้ำตอบตกลง ระหว่างที่นางเกาะขอบบ่อเท้าลอยเหนือพื้น มือพลั่งลื่นและแล้วนางก็ตกสู่เบื้องล่าง ทุ้งหญ้าโล่งมีสายพัดพา เด็กสาวทิ้งตะเกียงไฟไว้ข้างนอก มันรู้สึกหนาวเหลือเกิน เมรัยคนบ้า ตะเกียงไฟอยากด่าเจ้าของ 

 

ความคิดเห็น