เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 3 คราปักษาบอกว่าไม่ทำอีกแล้ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 คราปักษาบอกว่าไม่ทำอีกแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 680

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2561 13:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 คราปักษาบอกว่าไม่ทำอีกแล้ว
แบบอักษร

ตอนที่ 3 คราปักษาบอกว่าไม่ทำอีกแล้ว

          สามปีต่อมา

          วิญญาณยังเป็นสิ่งน่ากลัวและสะพรึงสำหรับเหล่ามนุษย์ พวกมันคือสมุนและสิ่งมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่แปรสภาพหลังจากที่คนผู้นั่น หรือของสิ่งนั้นสิ้นอายุขัย วิญญาณมิสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และมันจะสามารถมองเห็นได้หากพวกมันโดนปลุกเสกหรือใช้พิธีกรรมโบราณ

          ผู้ติดต่อกับเหล่าสัมภเวสีคือ ชาแมนต์

          ผู้อัญเชิญเหล่าดวงวิญญาณล่วงลับคือ คนทรง

          และผู้กำจัดภูตผีปีศาจถูกขนานนามว่า หมอผี

          สมัยยังเด็กเมรัยสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ฝูงวิญญาณ ปีศาจ และสิ่งมีชีวิตต่างภพ มันวนเวียนและแหวกว่ายท่ามกลางหมู่มนุษย์ มิต่างจากสัตว์ เป็ด ไก่ นกกระจอก นกแก้ว

          และเพราะการเห็นพวกมันทำให้เมรัยถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแปลกแยกและเวทนา ชีวิตที่ถูกหาว่าบ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น เส้นทางที่เต็มไปด้วยคำดูถูกและการเสียดสีผ่านสีหน้า

          นางมิใคร่เจ็บใจนัก เพราะนางรู้ดีว่าตัวเองเป็นบ้า ถึงแม้จะมองไม่เห็นผีก็ตาม

          คนฉลาดจะเก็บซ่อนสีหน้าและปั้นหน้ายิ้มแย้ม คนโง่จะทำตัวเหมือนมันโง่เขลาและก็ถูกคนที่เฉลียวฉลาดกว่าดูหมิ่น และสิ่งที่คนบ้าทำคือ ทำทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะฉลาดมันก็ฉลาดเอง จะดูถูกมันก็ไม่เป็นไร ก็แค่แกล้งโง่ไปวันๆหลอกตาคนอื่นไปทั่ว

          สาเหตุที่ทำให้สาวน้อยเสียสติไม่ใช่เพราะการมองเห็นผีหรือเพราะอาการทางสมอง นางคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับสมองนะ ไม่รู้สิ เมรัยคิดว่าคนบ้าอย่างไรมันก็ต้องบ้าวันยังค่ำ

          ฝันจะเป็นนักบินแล้วมันผิดหรือ ฝันอยากเดินทางรอบโลกมันผิดหรือไร ก็ไม่ เมรัยเป็นผู้ไล่ตามความฝัน

          จนนางลาออกแล้วตั้งแต่รู้ว่าโลกเดิมไม่มีอยู่อีกต่อไป

          โลกใบใหม่มีอะไรเยอะแยะ สงครามกลางเมือง ตำนานเทพพระเจ้าและก็งานเลี้ยงน้ำชา เมรัยชอบงานเลี้ยงน้ำชา นางฝันอยากลองจัดงานเลี้ยงน้ำชาและเชิญเพื่อนๆมานั่งจิบชาคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยฆ่าเวลา แต่พอดียุคสมัยนางคนที่เป็นแบบนั้นจะถูกมองว่าแปลกน่ะสิ เศร้าจัง

          “ยัยหนู เจ้ากำลังทำอะไร”

          “จัดงานเลี้ยงน้ำชาค่ะ”

          “จัดกับผีหรือ”ซิงโพล่งขึ้นด้วยสีหน้าเอือมระอา สองปีแล้วตั้งแต่ที่เมรัยขอทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านเหล้าของเขา เด็กสาวสัญญานางจะตั้งใจทำงาน เป็นเด็กดี แลกกับขอที่พักให้นางเท่านั้น ให้นางได้มีเตียงนอนนุ่มๆและหมอนนุ่มนิ่มไว้ซุกหัวนอน นางไม่ต้องการเงิน แต่ถ้าลุงซิงใจดีก็ให้เงินเดือนนางหน่อยนะ

          อรุณสาดส่อง ดอกไม้เบ่งบานแย้มยิ้มรับแสงตะวัน

ลุงซิงผู้มีร่างกำยำ องอาจ เหมือนทหารตอบรับข้อเสนอและกำลังมองบริกรสาวตัวน้อยจัดงานเลี้ยงน้ำชากับตุ๊กตาเก่าผิวสีหมอง ปุ้ยฝายด้านในไหลทะลักตรงช่วงท้อง บนโต๊ะเตี้ยมีตุ๊กตา เหรียญเงินห้าบาท และเก้าอี้ว่างหนึ่งตัว

          “ใช่ค่ะ วันนี้คุณเม้าส์มางานด้วย นางบอกว่าระวังตรงประตูนะคะ”

          เรื่องแปลกแต่จริง ที่ว่าแม้แต่คนยุคนี้ก็ไม่เชื่อเรื่องผี ทั้งที่มันมีเวทมนต์เสกน้ำแข็ง ปั้นบอลไฟ อัญเชิญเทพ แต่ทำไมถึงไม่เชื่อเรื่องผีนะ นางแปลกใจเหลือเกิน

          และมันก็เหตุดังเช่นในอดีต นางถูกหาว่าบ้าเป็นตัวตลกแห่งร้านเหล้าซิง ลุงซิงผู้เก็บเด็กปัญญาอ่อนมาเลี้ยง

          “แหะ แหะ”

          “ถึงเวลาเปิดร้านแล้วไปเตรียมน้ำซะ ไป”

          ซิงขว้างถังไม้ใส่หัวเมรัย เด็กสาวร้องอิไตและยอมเก็บของเล่นส่วนตัวใส่กล่องสมบัติ เด็กสาวแต่งตัวชุดผ้าไหมแขนเสื้อยาวและกระโปรงยาวสไตล์คนตะวันออก ไว้ผมยาวสลวยสีส้มเพลิงและมีแววตาเลือนลอยคล้ายคนเมายา

          “วันนี้ข้าก็มาตักน้ำอีกแล้วนะ ใบหน้าข้ายังงดงามเช่นวันวานมิมีผิด ดีใจจัง”

          ณ บ่อน้ำหลังร้านซิง เมรัยชะโงกหัวก้มมองเงาสะท้อนใบหน้าที่มีผิวสีขาวไข่มุก อุ้มน้ำและเปล่งปลั่งอย่างน่าประหลาด เด็กสาววัยสิบกว่าขวบเคยมีขอบตาที่ใสกระจ่างและงดงามราวเจ้าหญิง แต่ยามนี้มันถูกความมืดแห่งอดีตสลักรอยหมองคล้ำไว้เต็มใต้ดวงตา เมรัยใช้มือดึงปากให้ยิ้ม ดูหน้าตลกเหมือนคนโง่หัดยิ้ม สาวน้อยใจน้ำแข็งที่พยายามยิ้มให้คนที่รัก

          คุณความเศร้ามิเคยห่างกายสาวน้อย เด็กสาวปล่อยมือ ปอยผมพลิ้วลู่ตกกรีดพวงแก้มสีชมพูระเรื่อ  นางยกถังไม้ใส่น้ำด้วยสองมือและแบกมันกลับเข้าร้าน เงาดำใต้ฝ่าเท้าทอดยาวสลัว

          เมืองขนาดเล็กที่มีพื้นที่เท่าหมู่บ้าน มันมีชื่อว่าเมืองลักกี้ ลักกี้ที่แปลว่าโชคดีนั้นล่ะ เมรัยยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไมนางถึงสามารถพูดภาษาของโลกอนาคตได้นะ อ่อ เพราะนางฉลาดนี่เอง ปัดโธ่เอ้ย

          หลงคิดว่าตัวเองโง่เสียแล้ว

          “เฮ้ยได้ข่าวฝูงดาวตกหรือไม่ หมู่นี้พวกดวงดาวทยอยร่วงหล่นแล้ว”

          “มันเป็นรางร้ายหรือดี”

          “ต้องดีสิเพื่อนยาก พระราชาสั่งให้ค้นหาดาวตกด้วยนะ”

          เสียงพูดคุยของชายหนุ่มคนงานก่อสร้างดังตั้งแต่ย่ำรุ่ง เข้าร้านค้าตั้งแต่หัววันเช่นนี้มีแต่คนไม่มีงานทำและก็พวกหนีชีวิตด้วยการดื่มเหล้า ในร้านเหล้ามีลูกค้าสามคน สองคนที่เมรัยพึ่งเดินผ่าน และอีกคนที่นั่งอยู่เค้าเตอร์

          ชายหนุ่มใส่ฮู้ดและมีผ้าคลุมเหมือนนักฆ่า มือลอบสังหาร พรรคมืด เมรัยลองชูสองนิ้วโบกๆใส่แผ่นหลังเขา ยังดีที่เขาไม่เห็น

          “เก็บนิ้วโง่ๆของเจ้าไปยัยหนู”

          “ขอโทษค่ะ!!!”

          ง่ะ คนผู้นี้มีตาหลังหรือไร เด็กสาวเม้นปากสองมือพยายามกำถังน้ำมิให้น้ำหกกราดพื้นไม้ นางพยายามไม่สร้างปัญหาให้ผู้มีพระคุณเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างไรมันก็มีปัญหาเกิดขึ้นไม่น้อย นางพยายามแล้วนะ แต่ก็ยังทำจานแตก สะดุดล้มเวลายกอาหาร

          ร้านเหล้าซิงเปิดตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน และมีปิดร้านเป็นบางวัน ร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองลักกี้ ใครๆก็บอกว่าเหล้าที่ที่นี้ดีเยี่ยม ดื่มแล้วขึ้นสวรรค์ ล่องลอยติดปีกเหมือนสูดใบเขียวๆ

          ลุงซิงไม่ชอบยาเสพติด ซึ่งมันก็ไม่แพร่ระบาดในเมืองลักกี้ เพราะชื่อเมืองแสนมงคลทำให้ภัยร้ายต่างๆไม่ย่างกรายชิดตัวเมือง เมรัยเคยลองคำนวณวิถีดวงดาว และพบว่าใต้แผ่นดินลักกี้มีขุมพลังธรรมจักร ขุมพลังที่จะเรียกโชค เรียกลาภในระดับหนึ่ง

          ที่เมืองหลวงก็มีขุมพลังธรรมจักรเช่นกัน แต่ที่โน่นใหญ่กว่าเมืองลักกี้สิบแปดเท่า มันมีชื่อเรียกตามตำราว่าเส้นชีพจรมังกร

          เส้นชีพจรมังกรสามารถมอบความรุ่งเรืองและมอบการแย่งชิงในคราวเดียวกัน มันมีทั้งผลร้ายและผลดีเป็นดาบสองคม ซึ่งสำหรับเมืองเล็กอย่างลักกี้ก็แลมีแต่ผลดีแปดส่วน ผลร้ายมีแค่คนเมาเยอะเท่านั้นเอง

          สักแปดส่วนสิบได้ คนที่มีความสุขกันมาก ผู้ชายทุกคนกลัวเมีย ทำให้เมรัยรู้สึกว่าผู้หญิงเป็นใหญ่ เยี่ยมไปเลย  

          “อีหนูเมรัยขอมื้อเช้ากับเหล้าสักเหยือก”

          “ด้วยความปรารถนาดีจากบริกรสาวสุดน่ารัก แนะนำว่าไม่ควรเมาแต่เช้านะคะ ประเดี๋ยวโดนหัวหน้าดุ”

          “เอามาเถอะ”

          “เตือนแล้วนะคะ”ซิงจัดอาหารสองชุดให้เมรัย เด็กสาวปีนขึ้นโต๊ะและลากถาดอาหารส่งให้พวกคุณลุงขี้เมาที่อีกสักพักคงโดนหัวหน้าดุอย่างรุ่นแรง เรื่องนี้นางมิต้องอ่านอนาคตก็รู้ได้

          “อย่าลืมขัดโต๊ะด้วย”

          “จะขัดจนมันรู้สึกเหมือนเกิดใหม่เลย”

          ขณะที่เด็กสาวหยิบผ้าชุบและบิดอย่างทะมัดทะแมง ใบหูน้อยก็เงี่ยฟังเรื่องที่คุณลุงขี้เมาพูดจาอย่างมีนับความลับ เห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พระราชา ปราสาท และดาวตก

          หลายวันก่อน ณ เส้นขอบฟ้าเริ่มมีดวงดาวร่วงลงสู่พื้นโลก ครั้งแรกเมรัยคิดว่ามันจะตกแค่ดวงเดียวเสียอีก แต่ผิดคาดมันตกเป็นร้อยเลย และในช่วงเดียวกันทางปราสาทก็ประกาศถึงเรื่องดาวตก

          บอกว่าใครสามารถรวบรวมดาวตกครบร้อยดวงมามอบให้บุตรธิดาของพระราชาก็จะได้อภิเษกกับเจ้าหญิงผู้เล่อโฉม โฉมสะคราญที่บรรดาหนุ่มไร้ภรรยาอยากหมายปอง

          ข่าวกระจายทั่วแคว้นทำให้ชายหนุ่มและเหล่านักผจญภัยออกไล่ล่าหาดาวตกอย่างจ้าละหวั่น มีตำนานว่าใครที่เจอดาวตก ความปรารถนาจะเป็นจริง และมันมีดาวตกตั้งร้อยดวงนะ แปลว่าความปรารถนาร้อยข้อกำลังรอพวกเขาอยู่

          “ข้าก็ลองหาบ้างดีหรือไม่นะ”

            เมรัยใจสั่นและก้มหน้าเช็ดโต๊ะ นางยังหวังให้ความฝันเป็นจริงอีกหรือ น่าขายหน้าเสียจริง นางไม่มีสิทธิ์ไล่ตามมันแล้ว ทั้งความฝันและอดีตต่างถูกฝังใต้ดินใต้เท้า มันไม่มีวันเป็นจริงอีกแล้ว ต่อให้ได้พรจากดวงดาวก็ตาม

          “เป็นหมอผีและจัดงานเลี้ยงน้ำชาทั้งชีวิตก็ไม่เลว..”สาวน้อยพึมพำน้ำเสียงแผ่วเบาราวกลัวว่าคำพูดนั้นจะกลายเป็นจริง เมรัยมือปัดผมที่ตกปิดหน้า พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่เพื่อคาดหวังกับอนาคต แต่เพื่อตอบแทนซิงและคนดีๆที่ยังมีชีวิตบนโลก

          ช่วยเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กในเมือง ช่วยเหลือเหล่าผู้เผชิญกับผีสาง

อย่างน้อยสิ่งเดียวที่เหลือในตัวนางก็คือการอยากช่วยใครสักคน อยากทำให้คนผู้นั้นมีความสุข ทำให้เขายิ้ม

          ถึงแม้มันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆแต่นั้นก็ยังทำให้นางรู้สึกว่าชีวิตนางยังมีความหมาย ถึงจะเจ็บปวด กระนั้นการหนีทุกสิ่งด้วยความตายไม่ใช่นิสัยของนาง

          แสงแดดสาดส่องในห้องนอนเมรัย ลำแสงสีขาวทอประกายสะท้อนในแววตาเด็กสาว นางเช็ดโต๊ะเรียบร้อย ที่เหลือคือเช็ดสินค้า เด็กสาวกำลังก้าวลงบันได พลันหูยินเสียง

          “สิ่งนี้แทนค่าอาหาร”

          “แผนที่หรือ…”

          “ “ประกายไฟแห่งปักษา” ”

          “..”ชายหนุ่มสวมฮู้ดไม่จ่ายค่าอาหารด้วยเงินตราประเทศ แต่ใช้แผนที่เก่าๆแลกเปลี่ยนแทน เมรัยแอบหลังกำแพงไม่รู้ว่าลุงซิงทำสีหน้าเช่นไร แต่ความเงียบงันนั้นทำหัวใจสาวน้อยเต้นระรั่ว ลุงซิงบอกว่าไม่รับสิ่งใดนอกจากเงิน ลุงซิงจะรับแผนที่รึเปล่านะ

          “…”เสียงกระดิ่งแขวนประตูดังกังวานบอกถึงว่าชายหนุ่มปริศนาจากไปแล้ว เมรัยลอบมองผ่านช่องกำแพง เห็นแผ่นหลังคนคุ้นก้มเก็บแผนที่เข้าลิ้นชัก

          ลุงซิงเก็บแผนที่หรือ ว่าแต่มันคือแผนที่อะไร

          ชื่อสถานที่ที่มีคำว่าปักษาสะกิดใจเมรัย

          เอาล่ะ ต่อมเด็กชอบสร้างปัญหากำลังถูกท้าทาย มันเหมือนจะกระซิบบอกนางว่า ขโมยแผนที่แล้วไปหาสมบัติกัน อีกใจหนึ่งก็บอกว่า อย่าทำเลยนะ ลุงซิงอาจเป็นห่วงก็ได้

          ยัยขี้เขลา หากเราเจอสมบัติก็มิใช่ตอบแทนพระคุณลุงซิงหรือไร

          แต่ว่า หากทำให้ลุงซิงเป็นห่วงก็ไม่ดีนะ

          ไปเพียงประเดี๋ยวเดียว ลุงไม่รู้หรอก

          อย่าดีกว่า

          ไปเลย

          “หยุด”

          เมรัยห้ามความคิดในหัวไม่ให้พวกมันตีกันจนหัวนางระเบิด เด็กสาวส่ายหน้าไล่ความคิดบ้าๆลงถังขยะ อย่างนางให้ผจญภัยตามหาสมบัติก็มิต่างจากการไปตายในโลกภายนอก วิชาอาคมของนางมีไว้กำจัดภูตผี ไม่เหมาะไปฟัดสัตว์ประหลาด

          “เอาล่ะ ลืมสิ่งที่ได้ยินดีกว่า..ข้าจะไม่พยายามขโมยมัน ไม่มีวัน”

          และตกกลางคืนเมรัยก็ขโมยแผนที่และซุ่มออกจากร้าน โดยที่ไม่มีใครรู้….ใต้แสงเดือน และดวงไฟในตะเกียงริบหรี่…สมบัติกำลังรอนางอยู่

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น