ลมหนาว l เคียงจันทร์ l ัYoshisuki

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พบกันอีกครั้ง...100%

ชื่อตอน : พบกันอีกครั้ง...100%

คำค้น : วิวาห์ / เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2562 13:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พบกันอีกครั้ง...100%
แบบอักษร

อัครินเคลื่อนรถคันหรูเข้ามาจอดยังคอนโดฯในเวลายี่สิบสามนาฬิกาห้าสิบเก้านาทีพร้อมกับร่างบางของหญิงสาวที่ยังคงหลับอยู่ข้างๆเบาะคนขับ อัครินเมื่อนำรถเข้าจอดเรียบร้อยแล้วเขาก็จัดการเดินอ้อมมาอีกฝั่งค่อยๆช้อนร่างบางขึ้นแล้วนำไปยังห้องของตนที่อยู่ชั้นบนสุดของตัวคอนโดมิเนียมแห่งนี้

 ‘ตุ้บ’

เสียงแรงกระแทกร่างบางที่กระทบเข้ากับเนื้อที่นอนหนานุ่ม

 “คงไม่ต้องเปลี่ยนให้หรอกมั้ง มันคงจะไม่หนาวตายก่อนที่ฉันจะต้องทำความรู้จักเธอมากกว่านี้หรอกนะ”อัครินเมื่อพูดเสร็จก็เตรียมที่จะเดินไปชำระล้างร่างกายของตนแต่เขาก็ไม่ใข่คนใจร้ายใจดำถึงเพียงนั้นชายหนุ่มหันมาหยิบผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงดึงขึ้นมาห่มกายที่จากเปียกเริ่มเปลี่ยนเป็นชื้นให้หญิงสาว

 เขาเหลียวหลังกลับมามองยังร่างที่ยังคงแน่นิ่งอยู่อีกครั้งก่อนที่จะสาวเท้าหนาไปชำระล้างร่างกายของตน เมื่อเสร็จเขาก็เดินมาพร้อมกับเสื้อยืดสีขาวแขนยาวคอกลมพร้อมทั้งกางเกงนอนขายาวสีกรมธาตุแล้วเดินต่อไปที่โซฟาที่ถูกตั้งวางอยู่ไม่หากจากเตียงกว้างนักก่อนที่เขาจะเข้าสู่ห้วงนิทราไม่ต่างกันกับใครอีกคน...

 “ฮือออ ปล่อยฉันนะ ได้โปรดเถอะปล่อยฉัน”เสียงของปานธิดาที่ร่ำร้องในเวลากลางคืนนึกถึงความหวาดกลัวที่เพิ่งพบพานมันโหดร้ายเกินไปจนกว่าชีวิตของหญิงสาวทุกคนจะได้พบเจอ ทุกอย่างที่เจอวันนี้มันเขามาตรอกย้ำเธอในฝันอีกครั้ง

เสียงร่ำไห้ของปานธิดาทำให้ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงของนิทราจนเขาต้องเดินเข้าไปดูอาการของเธอ

 “นี่เธอ นี่เธอ นี่เธอ! มีสติหน่อยสิ ตื่น!”อัครินจับไหล่มนของปานธิดาแล้วเขย่าแรงๆเพื่อให้หญิงสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝัน

 “อือ ปล่อยนะปล่อยฉัน”ปานธิดายังคงร้องร่ำไห้ร้องขอให้ปล่อย

 ‘เพี๊ยะ เพี๊ยะ’

ฝ่ามือบางพลั้งพลาดฟาดลงไปที่ใบหน้าหนาของอัครินอย่างหวาดกลัว ตอนนี้เธอนึกอยู่ว่าตนยังคงไม่รอดพ้นออกมาจากเหตุการณ์ร้ายๆนั้น

 “นี่เธอ! ฉันบอกให้มีสติ สตินะมีมั้ย!!! ตื่นสิ!”อัครินเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัวเขาบอกให้เธอมีสติตื่นขึ้นมาแต่เธอกลับไม่ยอมฟังแถมยังคงตบหน้าเขาไปตั้งสองทีนี่จะเรียกว่าทำคุณบูชาโทษหรือเปล่าเนี่ย

อัครินพยายามที่จะปลุกปานธิดาให้ตื่นจากความฝันแต่จะทำยังไงหญิงสาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยแต่จนบางทีความคิดที่มันอาจจะดูฉวยโอกาสไปหน่อยแต่อาจจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ดีก็ได้และนั้นคือการที่เขาให้อ้อมกอดที่อบอุ่นกับเธอ      ปานธิดามีอาการบรรเทาลงจากความหวาดกลัวได้บ้างแล้วแต่ยังไม่พอ เขาจึงค่อยๆขยับตัวเข้าไปหาปานธิดาให้มากยิ่งขึ้น เขาสวมกอดเธอไว้จากด้านหลังค่อยๆลูบคล่ำตามศีรษะของหญิงสาวจนเธอค่อยๆสงบสติอารมณ์ลงได้และหลับไปในที่สุด

 กายทั้งเขาและเธอมันแนบชิดติดกันจนแค่ลมหายใจของเขาก็ล้นใส่หัวเธอแล้ว เหล่มองต่ำลงมาหาคนที่หลับ  สีหน้าบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ตนก็ไม่ได้อยากที่จะให้อ้อมกอดนี้นัก แล้วเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราตามไป

แสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านยาวสีเทาที่คลุมปิดอยู่ทั่วด้านหน้าต่างกระจกห้องที่เป็นห้องที่วิวดีที่สุดของคอนโดฯแห่งนี้ พื้นที่โดยรอบถูกจัดตกแต่งด้วยแนวสไตล์วินเทจข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดอยู่ในหมวดสีน้ำตาลไม้และสีเทาซะเป็นส่วนใหญ่และหากเมื่อเปิดม่านออกจะมองเห็นกระจกบานใสยาวเรียงรายกันจัดเป็นมุมที่มีทั้งหมดหกบานจะสามารถมองเห็นพื้นที่ในเมืองหลวงได้อย่างทั่วถึงแม้ในยามค่ำคืนก็จะเห็นสีแสงที่เปิดไปทั่วตามท้องถนนหรือตามตึกราบ้านช่องทำให้สามารถเห็นอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงได้ในอีกหนึ่งแง่มุม

แสงอาทิตย์ในยามเช้าลอดผ่านม่านเข้ามาด้านในห้องทำให้ร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงของใครสักคนต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้นที่ละนิดทีละนิดสายตากวาดมองไปทั่วรอบห้องที่ตนอยู่อาการปวดหนึบที่ศีรษะก็เริ่มเข้าโจมตี

 “อะ...โอ้ย ทะ...ที่นี่ที่ไหน”เมื่อตื่นขึ้นมาได้มือบางก็กุมเข้าที่หน้าคอของเธอทันที พอคล่ำดูแล้วพบว่ามันยังคงอยู่ก็สุขใจได้ระดับหนึ่ง แต่อีกสิ่งที่เธอกลัวเหลือเกินว่าชายหนุ่มที่มาช่วยตนเมื่อคืนจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นหากมันเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเธอจะทำเช่นไรกัน

 “อ้าว? ตื่นแล้วหรอครับ”ชายหนุ่มเดินออกมาเสแสร้งทักทายหญิงสาวเขาอยู่ในชุดที่เสมือนเป็นวันหยุดงานสบายๆและเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารในยามเช้า

 “คะ...คุณเป็นใครกันค่ะ”เมื่อเห็นผู้ชายเดินออกมาเธอก็ก้มลงไปมองและสำรวจที่ตัวเองทันทีแต่โชคดีที่ทุกอย่างมันอยู่บนตัวของเธอเหมือนเดิมทุกชิ้น เขาคือใครคำถามนี้คืออีกคำถามที่แล่นเข้ามาในสมองปรี๊ดหรือหากจะคิดในแง่ดีเขาอาจจะเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอใว้เมื่อคืนก็ได้ หรือจะคิดในแง่ร้าย โอ้ยไม่อยากจะคิด...

 “อย่ากลัวผมสิครับ”

 “ผมเป็นคนที่ช่วยคุณไว้เมื่อคืนครับ”อัครินบอกพร้อมกับเดินนำเอาอาหารเช้าที่ตนทำไว้ไปวางที่ตั้งโต๊ะอาหาร เขาจะต้องทำให้หญิงสาวเชื่อใจเขาให้ได้เสียก่อน

 “จะ...จริงหรอค่ะ?”

 “จริงสิครับ ผมเป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้”

 “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แล้วทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะค่ะ”

 “เมื่อคืนผมเห็นว่ามันดึกแล้วนะครับ แล้วอีกอย่างเมื่อคืนก็ฝนตกหนักมาก ผมเลยพาคุณมาที่นี่”

 “แล้วที่นี่ที่ไหนค่ะ?”

 “คอนโดฯของผมเองครับ”

 “อะไรนะคะ! คอนโดฯของคุณ”

 “ใช่ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงนะครับผมไม่ทำอะไรคุณแน่นอน”

 “งั้นฉันขอบคุณคุณมากเลยนะคะ คุณ...”ปานธิดาหยุดลากตรงคำว่าคุณท่อนสุดท้ายนานๆเพราะเธอยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย

 “อ้อ ผมรินครับ...อัคริน วงค์อัครกุล”เขาเน้นเสียงตรงชื่อของตนเป็นพิเศษเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างชัดแจ้งหากเธอรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นเธอต้องเคยได้ยินชื่อเขาเป็นแน่

 “วงค์อัครกุลหรอค่ะ?”ปานธิดานึกสงสัยนามสกุลนี้ทำไมมันเหมือนกับนามสกุลของสามีเพื่อนเธอเลยล่ะ เขาเป็นใครกันแน่?

 “ใช่ครับ นามสกุลของผมเอง วงค์อัครกุล ทำไมหรอคุณนึกอะไรได้”เขายังรอคำตอบจากร่างบาง

 “คุณเป็นอะไรกับคุณอัศวินหรอค่ะ?”เธอถามเขาอย่างสงสัย

 “อัศวินหรอครับ”

 “ใช่ค่ะ คุณอัศวิน”

 “อ้อ ผมเป็นน้องชายเขาน่ะครับ เป็นน้องชายเพียงคนเดียวของเขา”

 “อ้อค่ะ ก็ว่าทำไมนามสกุลของคุณทั้งสองคนถึงเหมือนกัน”ปานธิดาพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับอัคริน

 “แล้วคุณรู้จักพี่ชายผมหรอครับ” อัครินเพ่งถามคำถามใส่หญิงสาว

 “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แค่เคยเจอครั้งสองครั้ง” เธอเคยเจออัศวินอยู่ที่งานแต่งของเพื่อนสาว แต่ทำไมไม่ยักรู้เลยว่าชายคนนี้เป็นน้องของเขา เพราะในวันงานเธอก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของชายหนุ่มผู้นี้

 “อ้อครับ ผมว่าคุณลงมาทานอะไรหน่อยดีกว่านะครับ”อัครินบอกกับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงของตนโดยไม่มีท่าทีว่าจะลงมา ตนคงต้องจุดธูปเชิญก่อนหรืออย่างไรถึงจะลงมาได้

 “คะ...ค่ะ ขอบคุณคุณอัครินมากเลยนะคะ”พูดจบก็ค่อยๆก้าวเดินลงมาจากเตียงกว้างที่ละก้าวและเดินตามอัครินไปอย่างติดๆ

 ทั้งสองนั่งทานอาหารเช้ากันอย่างเงียบ แต่สำหรับปานธิดาเธอนั่งมองหน้าของเขาอย่างสงสัยว่าเคยเห็นเขามาจากไหนทำไมใบหน้านี้มันชั่งคุ้นๆ

 “คุณมีอะไรรึเปล่าครับ ผมเห็นคุณนั่งมองหน้าผมตั้งนานแล้ว”อัครินเห็นเธอนั่งมองหน้าเขาตั้งนานจึงเอ่ยถามออกไป

 “พอดีว่าฉันนึกยังไงก็นึกไม่ออกน่ะคะว่าเคยเห็นหน้าคุณที่ไหน”เธอนึกยังไงก็นึกไม่ออกเสียทีมองแล้วมองเล่าก็นึกไม่ออก

“แต่ผมว่าผมจำได้นะครับ”

 “หรอค่ะ คุณอัครินจำได้หรอค่ะว่าเราเคยเจอกันที่ไหน”

 “ใช่ครับผมว่าผมจำคุณได้ดีทีเดียว”

 “แล้วที่ไหนคะ”

 “ก็ที่ไนน์คลับไงครับ ไนน์คลับที่คุณเคยไปทำงาน”

 “ไนน์คลับ...”ปานธิดานึกถึงไนน์คลับที่เขาพูดถึงว่าเคยเจอกันอย่างจริงจัง

 “อ้อไนน์คลับแห่งนั้นใช่มั้ยค่ะ แต่...เราเคยเจอกันที่นั้นด้วยหรอค่ะ”ยังสงสัยไม่หายเธอเคยเจอเขาที่ไนน์คลับแห่งนั้นหรอ?

 “ใช่ครับ แต่แปลกนะครับ”อัครินพูดอย่างมีเล่ห์กล

 “แปลกอะไรหรอค่ะ”

 “ก็แปลกที่คุณจำผมไม่ได้แต่ผมกลับจำคุณได้แม่นเลยสิครับ”

 “แล้วคุณคือใครในวันนั้นล่ะคะ”

 “ผม...ก็ไอคนที่คุณเดินชนแล้วแก้วไวท์หกใส่ไงครับ พอจะจำได้หรือยัง?”

 “คนที่ฉันเดินชน...?”

 “อ้อ! ไอคนนั้นนั่นเอง เป็นคุณจริงหรอค่ะ”ที่เธอจำเขาไม่ได้เพราะทางฝั่งที่เธอยืนอยู่ในช่วงเวลานั้นเป็นมุมที่แสงสาดเข้าหน้าเธอฝ่ายเดียว

 “ใช่ครับ คนนั้นแหละครับ”

 “อ้อไอ!!!...”จะลงขึ้นยืนชี้หน้าด่าอีกคนก็เป็นต้องหยุดเพราะเสียงของเขา เธอยังคงแค้นไม่หายที่เขาต้องทำให้เธอออกจากงานในครานั้น

 “อะอ่ะอ้า...อย่าเพิ่งเดือดสิครับ ผมอยากจะขอโทษคุณ และอีกอย่างผมเพิ่งจะช่วยคุณไว้”อัครินห้ามหญิงสาวเบื้องหน้าก่อนที่เธอจะลงยืนแล้วชี้หน้าด่าตนเพราะเขาไม่มีวันยอมแน่นอนเกมนี้เขาจะเป็นคนคุมและดำเนินการมันเองเท่านั้น!

 “ทำไมค่ะ! ทำไมฉันจะเดือดไม่ได้ก็ในเมื่อคุณทำให้ฉันต้องตกงานในครั้งนั้น! แล้วคุณจะขอโทษอะไรฉัน”ปานธิดาโกรธเขาแบบสุดๆเขาทำให้เธอต้องตกงานถึงแม้มันจะเป็นแค่งานชั่วคราวในช่วงเวลาที่ว่างแต่การตกงานครั้งนี้มันก็เป็นผลกระทบต่อการเงินของเธอมาก

 “ผมขอโทษนะครับที่ทำให้คุณตกงานในครั้งนั้น ผมเมามากจริงๆผมขอโทษนะครับ”

 “คุณคิดว่าการขอโทษแค่สองสามครั้งมันจะทำให้ฉันได้งานกลับคืนมาหรอค่ะ!?”

 “เอาเป็นว่าคุณจะให้ผมทำอะไรครับ ผมยอมทำตามคุณทุกอย่างเพื่อเป็นการไถ่โทษในครั้งนี้นะครับ”

 “แล้วคุณจะทำยังไง”

 “ตอนนี้คุณกำลังหางานอยู่ใช่มั้ยครับ”อัครินใช่สายตาเหล่มองปฏิกิริยาของหญิงสาวข้างหน้าถ้าเขาถามไปเช่นนี้เธอจะทำตัวอย่างไร

 “ใช่ค่ะแล้วคุณถามฉันทำไม”

 “ผมมีข้อเสนอมาให้คุณแต่มันแล้วแต่คุณจะพิจารณาเอาเองนะครับ”

 “ขอเสนออะไรของคุณ”

 “คือช่วงนี้ผมกำลังหาเลขาใหม่พอดีน่ะครับ”

 “แล้วทำมั้ยล่ะคะ”

“ผมก็เลยจะจ้างให้คุณมาเป็นเลขาส่วนตัวของผมที่บริษัทอัครกูลนานเป็นเวลาหนึ่งปีด้วยค่าจ้างห้าหมื่นบาทต่อเดือนครับ”พูดพร้อมกับเดินเข้ามาที่ปลายเตียงที่มีสาวร่างบางนั่งอยู่

 “ห๊ะ ห้าหมื่นเลยหรอค่ะ”เป็นเงินเดือนในการทำงานที่สูงมากในชีวิตของเธอ

“ใช่ ห้าหมื่นบาทถ้วนทุกสิ้นเดือนเมื่อคุณทำงานให้ผม ผมจะโอนเงินเข้าในเลขบัญชีของคุณให้ทันที”ครั้งนี้เขายอมเสี่ยงหนักมากเพื่อให้ได้เป็นไปตามหมากที่วางไว้กับหญิงสาว

 “แต่...”

 “แต่...อะไรหรอค่ะ”

  “แต่หากคุณออกก่อนกำหนดที่ผมตั้งไว้คุณจะต้องจ่ายคืนค่าจ้างที่คุณได้ทั้งหมดให้ผมคืนสิบเท่า”

 “หะ...ห๊ะสิบเท่า”

 “ใช่ครับสิบเท่า ถ้าคุณสนใจก็บอกผมได้นะครับผมว่าระยะเวลาแค่หนึ่งปีบางทีมันคุ้มมากด้วยซ้ำกับเงินเดือนที่ได้ในแต่ละเดือน”

มันคงซะยิ่งกว่าคุ้มหากเธอตกลงที่จะทำงานกับเขาสัญญากันเพียงแค่หนึ่งปีที่เธอต้องทำงานให้เขามันคงจะไม่ลำบากไปมากนักหรอกหากเธอต้องการที่จะหางานทำจริงโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาได้ง่ายๆเธอควรที่จะรับมันไว้สิ!

 “แต่ถ้าฉันออกไปกลางคันก็เหมือนกับว่าต้องคืนคุณอีกสิบเท่า”ปานธิดานึกคิดหากเธอออกจากงานที่เขาจ้างกลางคันเธอก็จะต้องเสียเงินให้เขาถึงสิบเท่ากับเงินเดือนที่จ่ายแต่ในแต่ละเดือนเธอก็จะได้เงินถึงห้าหมื่นแบบไหนที่มันคุ้มกว่ากัน

 “ใช่ แต่มันคงเป็นไปได้ยากไม่ใช่หรอครับเพราะงานมันก็ไม่ได้หนักอะไรมากมายเลยแล้วอีกอย่างระยะเวลามันเพียงแค่หนึ่งปี”

 “มันก็จริงค่ะแต่บางทีข้อเสนอที่คุณเสนอมาฉันจะไม่เคยเห็นว่าบริษัทที่ไหนเขาจะทำกันเลย”

 “มันก็จริงครับที่บริษัทอื่นเขาไม่ทำแต่ทางบริษัทของผมทำ เพื่อความเชื่อมั่นในการทำงานและเพื่อเพิ่มประสิทธิ์ในตัวของพนักงานทุกคนว่าพวกเขาจะไม่ออกไประหว่างการทำงานให้กับทางเรา”เขาหาสารพัดขอกล่าวอ้างมาเพื่อให้เธอยอมที่จะรับงานในครั้งนี้

 “ตกลงคุณจะว่าอย่างไรครับ จะรับข้อเสนอผมมั้ย”เขาพยายามที่จะออกอุบายข้อเสนอให้เธอเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าตนเองเขาจะนำเธอไปเป็นหมากในการเดิมเกมครั้งนี้และเขาต้องเป็นผู้ที่จะดำเนินการเกมนี้เองทั้งสิ้น! ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะเอาเธอมาทำให้เจ็บกว่าเขาแน่ เธอจะต้องเจ็บกว่าเขาให้มากกว่าที่เขาเจ็บ!

“ถ้าฉันสนใจ คุณจะให้เงินเดือนฉันตามข้อเสนอที่คุณบอกมาก่อนหน้านี้ใช่มั้ยค่ะ”ทบทวนข้อเสนอของเขาอีกทีหากมันเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าเธอได้ผลประโยชน์เยอะทีเดียวเพราะเงินเดือนเดือนละห้าหมื่นต่อเดือนมันไม่ใช่สิ่งที่เธอจะหาได้ง่ายๆ

 “ใช่ครับ หากคุณสนใจผมจะให้คุณตามข้อเสนอที่ผมได้บอกคุณไว้”

 “โอเคค่ะฉันสนใจฉันตกลงที่จะทำงานกับคุณ”เธอทบทวนเต็มทีแล้วมันเป็นข้อเสนอที่ดีเลยทีเดียวถ้ามีโอกาสเธอคิดว่าคงที่จะรีบไข่วคว้าไว้

 “งั้นยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ”อัครินยื่นมือหนาออกไปข้างหน้าจับมือบางของปานธิดาเป็นเชิงว่าเขาและเธอคือลูกน้องและเจ้านายกันเรียบร้อยแล้ว

 “แล้วคุณจะให้ฉันเริ่มงานวันไหนค่ะ”

 “เอาเป็นพรุ่งนี้แล้วกันครับ ผมเข้าบริษัทพอดี”

 “พรุ่งนี้เลยหรอค่ะ?”

 “ใช่ครับหรือคุณมีปัญหาอะไร”น้ำเสียงแข็งกระด้างลงไปอีก

 “อ้อปะ...เปล่าค่ะ”พรุ่งนี้เลยหรือทำไมมันเร็วอย่างนี้ล่ะ วันนี้เธอคงต้องไปทำเรื่องขอลาออกจากที่ทำงานเก่าที่มันเริ่มจะไปไม่รอดของเธอเสียแล้วแหละ

เมื่อคำตกลงที่จะไปทำงานร่วมกันของทั้งสองเสร็จสิ้นการทานอาหารเช้าของเขาและเธอจึงดำเนินต่อไปปานธิดาเริ่มจัดแจ้งทานอาหารให้เสร็จโดยเร็วเพื่อที่จะกลับไปหามารดาของตนที่ป่านนี้คงจะนั่งรอเสียนานแล้ว

 “เดี๋ยวฉันไปล้างให้เองค่ะ”ปานธิดาอาสาที่จะจัดการล้างถ้วยชามเขา

 “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเกรงใจ”

 “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ คุณเป็นคนช่วยฉันไว้ให้ฉันตอบแทนคุณเถอะนะคะ”เธออย่าที่จะตอบแทนบุญคุณของเขาที่ได้ช่วยเหลือเธอไว้เมื่อคืนแล้วแถมยังให้งานเธอทำอีก

 “โอเคครับ แล้วคุณชื่ออะไรหรอครับผมจะได้เรียกถูก”

 “อ้อใช่ ลืมไปเลยค่ะคุยกันมาตั้งนาน ฉันชื่อปานธิดา เพียงนารา ค่ะ หรือจะเรียกสั้นๆว่าดาก็ได้ค่ะ”เธอพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้เขาและเดินเข้าไปในครัวเพื่อที่จะล้างจานต่อถึงแม้เขาจะเป็นคนเดียวกันที่ทำให้เธอต้องออกจากงานและแถมยังทำนิสัยแย่ๆใส่เธอในครั้งนั้นแต่การที่เขาให้โอกาสเธอได้ทำงานถึงระดับเป็นเลขาส่วนตัวเธอก็ถือว่าเขายังคงเป็นคนดีอยู่

 “ปานธิดา เพียงนารา”อัครินเขาย้ำชื่อเธออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจกับสิ่งที่หูของเขาได้ยินว่ามันไม่ผิด...เขาตัดสินใจถูกที่เชื่อว่าต้องเป็นเธอ

 *“อ้อรินค่ะ คุณพ่อบอกกับกานต์ว่ากานต์มีน้องสาวด้วยนะคะ”*กานต์นิภา สุปรางค์นภา สาวสวยไฮโซแสนหวานและเรียบร้อยบอกกับแฟนหนุ่มของตนที่หนุนตักอย่างสบายใจอยู่ที่ขาของเธอว่าตนเองนั้นก็มีน้องสาวกับเขาด้วยเหมือนกันไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลูกคนเดียว แต่เธอกับน้องเป็นเพียงกันแค่พี่น้องต่างสายเลือดเท่านั้นและเหตุด้วยว่าเธอรู้จักเพียงแค่ชื่อของน้องสาวเธอและยังไม่เคยที่จะได้พบเห็นหน้าค่าตากันเลยกันแบบตัวเป็นๆจะมีก็แค่ในยามที่เธอขอผู้เป็นบิดาดูรูปถ่ายของน้องสาวที่ทางบิดาของเธอให้คนไปสืบดูเท่านั้นว่าเป็นใครคนไหน

 *“หรอครับแล้วน้องสาวกานต์ชื่ออะไรล่ะครับ”*อัครินถามแฟนสาวของตนที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะเห็นเจ้าตัวบอกว่าอยากจะมีน้องเหมือนกับใครเขาเหมือนกัน

 *“เห็นคุณพ่อบอกว่าชื่อปานธิดา เพียงนารา อะไรเนี่ยแหละค่ะ”*เธอเคยได้ยินคุณพ่อพูดถึงชื่อนี้อยู่บ่อยครั้ง

 ปานธิดา เพียงนารา แล้วทำไมนามสกุลของคุณกับน้องคุณไม่เหมือนกันล่ะครับ?”

 อันนี้กานต์ก็เคยถามคุณพ่อนะคะ แต่คุณพ่อเขาบอกแค่ว่าน้องสาวกานต์ใช่นามสกุลของแม่เธอน่ะคะ

 คนละแม่หรอครับ?”คำถามนี้เกิดขึ้นกับอัครินเขาสะดุดตรงคำว่าแม่เธอ**หากเป็นน้องสาวที่พ่อแม่เดียวกันเธอคงจะไม่บอกอย่างนี้

 *“ใช่ค่ะ เราสองคนเป็นคนละแม่พ่อเดียวกัน คุณแม่กานต์เคยบอกว่าเมื่อตอนที่กานต์เด็กๆคุณพ่อเคยมีบ้านน้อยอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ท่านเลิกหมดแล้ว”*กานต์นิภาบอกอัครินแฟนหนุ่มที่เธอกับเขารักกันมาตั้งแต่สมัยเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันใหม่ๆ

 อ้อ แล้วมีอีกอย่างที่คุณพ่อบอกกานต์ด้วยคะ

 อะไรล่ะครับ ฮึ

 *“คุณพ่อบอกว่าน้องสาวกานต์มีสร้อยจี้มุกห้อยอยู่ที่คอด้วยนะคะ”*บอกอย่างตัดพ้อนิดๆบิดาบอกกับเธอไว้ว่าได้ให้สร้อยจี้มุกเส้นนึงให้น้องไว้ในยามที่ยังเด็กๆแต่กับเธอมันกลับไม่มีอะไรที่แทนใจท่านเลย

 *“หรอครับ”*ส่งยิ้มแสนหวานให้แฟนสาวที่ดูผิดหวังแบบหงอยๆ

 *“ค่ะ”*ยิ้มตอบกลับ ชายหนุ่มคนนี้เขาเป็นอีกหนึ่งกำลังใจของเธอในเวลาที่เหงาหรือเศร้าใจ

ความทรงจำเก่าๆที่อดีตคนรักเคยบอกไว้กับเขามันผลุดเข้าที่หัวชื่อนั้นมันคือเธอจริงๆ เขานี้มีสายสัมผัสที่ดีจริงๆเลยถึงแม้ว่าจะเป็นคนละแม่กันแต่รูปร่างหน้าตาของทั้งสองก็ไม่ได้ต่างไปจากกันมากแถมสิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เขาอีกอย่างคือเธอมีสร้อยเส้นนั้นและเพราะหากมองดูด้วยสายตาแล้วเธอทั้งสองนั้นจะได้ผู้เป็นพ่อมาเป็นซะส่วนใหญ่มากกว่าผู้เป็นแม่จากลักษณะการสังเกตของเขา

“คุณอัครินค่ะ ฉันล้างเสร็จแล้วคว่ำไว้ตรงไหนค่ะ”เธอร้องเรียกถามเขาหากวางไว้สุ่มสี่สุ่มห้ามันคงจะไม่สวยงามนัก

 “อ้อวางไว้ตรงที่คว่ำจานข้างๆกันนั้นแหละครับ”ตะโกนตอบกลับไป

 “ฉันล้างเสร็จแล้วขอตัวกลับก่อนนะคะ”

 “ให้ผมไปส่งนะครับ”เขาอาสาที่จะไปส่งเธอที่บ้านเพื่อจะได้รู้ว่าบ้านเธอนั้นมันอยู่ที่ไหน

“อ้อไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ”เธอเกรงใจเขาทั้งอาหารที่ทานทั้งความช่วยเหลือที่เขาช่วยเธอไว้เมื่อคืนก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนเขายังไงแล้ว

 “ไม่เป็นไรครับผมเต็มใจ”เขาอยากที่จะไปส่งเธอจริงๆหากในยามที่เธอไม่มาทำงานจะได้ไปลากตัวมาถูก

 “อ้องั้นก็ได้ค่ะ”ส่งยิ้มไปให้เขาแล้วเดินนำไปด้านหน้าที่ทางออกของห้อง

อัครินขับรถมาส่งปานธิดาที่หน้าบ้านเช่าของเธอผู้ที่เป็นมารดาก็ค่อยนั่งอยู่ตรงทางเข้าสายตาเฝ้าพะวงหาอย่างห่วงใยลูกสาวเพียงคนเดียวที่ตนเลี้ยงดูมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน

 “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”ส่งรอยยิ้มหวานไปหาเขากล่าวขอบคุณเสร็จก็เดินลงจากรถของชายหนุ่ม

อัครินเพียงแต่พยักหน้าและส่งยิ้มตอบกลับไปแค่นั้น ก่อนที่จะกลับรถหรูกลับไปเส้นทางเดิมที่เข้ามา

 “ดาไปไหนมาลูกแม่เป็นห่วงเรามากน่ะรู้มั้ย”เสียงผู้เป็นมารดาที่นั่งรออยู่ที่หน้าทางเข้าถามบุตรสาวที่เดินเข้ามาอย่างห่วงใย

 “เมื่อคืนมีอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะคะ ดาเลยไม่ได้กลับบ้านดาขอโทษนะคะแม่”เดินเข้ามาสวมกอดกับอ้อมแขนของมารดาอย่างอบอุ่นแล้วพากันเดินเข้าด้านใน ถ้าเมื่อคืนเขามาช่วยเธอไม่ทันป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอย่างไร นึกอยากจะขอบคุณเขาสักร้อยครั้ง

 “แล้วเป็นอะไรบ้างรึเปล่าน่ะลูก”

 “นิดหน่อยน่ะคะ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรมากแล้วค่ะ”

 “แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรมาก เราน่ะชอบโกหกแม่อยู่เรื่อย”

 “แน่ใจค่ะ ดาไม่เป็นอะไรจริงๆ”

 “อ้อแม่ค่ะตอนที่ดามีอุบัติเหตุดากำสร้อยเส้นนี้ไว้แน่นมากเลยน่ะคะ ดาคิดว่าพ่อช่วยดาไว้ค่ะ”เธอเชื่อว่าพ่อของเธอที่ได้จากไปดั่งที่มารดาได้บอกไว้ ทิ้งสร้อยจี้มุกเส้นนี้ไว้ให้แม่ฝากไว้ให้เธอคือสิ่งที่ช่วยให้เธอพ้นจากเหตุร้ายครั้งนี้

 “อ้อหรอจ๊ะ”ดวงตาหมองเศร้าเล็กน้อยเมื่อลูกสาวที่ตนเองเลี้ยงมาด้วยน้ำพักน้ำแรงเอ่ยถึงผู้เป็นบิดา

 “แล้วนั้นใครน่ะลูก”พยายามที่จะเปลี่ยนย้ายเอนเรื่องไปทางอื่นเพราะกลัวว่าบุตรสาวจะจับผิดสายตาที่เศร้าได้

 “อ้อ...คุณอัครินค่ะ เขาคือคนที่ช่วยดาไว้เมื่อคืนคะ”

 “อ้อแล้วเขามาเจอเราได้ไงล่ะ”

 “หนูคิดว่า...พ่อ...นำเขามาค่ะ”ส่งยิ้มแหย่มารดาทำน้ำเสียงเล็กเสียงน้อย

 “เราเชื่ออย่างนั้นหรอดา”

 “แน่สิค่ะแม่”

 “อีกอย่างเขาใจดีมากเลยนะคะ เขาให้งานดาทำด้วยคะ”สีหน้าดีใจอย่างบอกไม่ถูกเธอจะได้มีเงินซื้อยาและเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แม่ตนแล้ว

 “งานอะไรล่ะฮึ เราถึงดีใจขนาดนี้เนี่ย”

“เป็นเลขาส่วนตัวเขาที่บริษัทอัครกูลค่ะ เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกรถยนต์ค่ะ”

จะให้เธอไม่รู้จักว่าบริษัทนี้ส่งออกและนำเข้ารถยนต์ได้ยังไงก็ในเมื่อมันคือบริษัทอันดับต้นๆของประเทศที่ใครๆก็ต่างหมายที่จะลงทุน

 “จริงหรอลูก แล้วเป็นไงมาไงเขาถึงจ้างเรามาเป็นเลขาเขาเสียล่ะ”

 “คือพอดีว่าเขากำลังหาเลขาอยู่พอดีน่ะคะ แล้วเขาคงคิดว่าความสามารถของหนูน่าจะถึงเขาเลยให้งานนี้มาค่ะ”

 “แล้วเขาไว้ใจได้รึเปล่าน่ะ ไม่ใช่เหมือนกับเจ้านายของเราคนปัจจุบันนะ”กลัวว่าลูกสาวจะเจอกับเจ้านายแบบเดียวกันที่ทำอยู่ในปัจจุบันรายนั้นนะเจ้าชู้ตัวพ่อแถมรุ่นราวของนายนั้นก็ไม่ใช่ย่อย

 “ไม่แน่ค่ะแม่ เขาเป็นคนช่วยหนูไว้จากอุบัติเหตุเลยนะคะ”บอกมารดาไปว่าเขาเชื่อใจได้แน่นอนถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาช่วยเธอ เธอก็คงไม่ตกลงที่จะทำงานกับเขาง่ายๆอย่างนี้แน่นอน

 “อ้อแล้วไป แล้วนี้กินอะไรมารึยังล่ะ”

 “เรียบร้อยแล้วค่ะ แล้วแม่ล่ะคะกินข้าวกินยาแล้วหรือยัง”

ทวงถามมารดาคืน ยิ่งช่วงนี้อาการยิ่งดีขึ้นอยู่เรื่อยๆหากขาดยาไปไม่กี่วันอาการอาจจะซุดลงได้

 “กินแล้วจ้า”

 “แล้วไปค่ะ อย่าให้ดารู้นะว่าแม่แอบดื้อไม่ยอมกินยา”ส่งยิ้มอย่างเคยเธอกับมารดาผูกพันกันกว่าสิ่งใดการพูดการจาจึงยิ่งที่จะหยอกล้อกันได้มากกว่าการพูดคุยตามภาษาของแม่ลูกทั่วไป

 “อ้อ...แล้วเราเริ่มทำงานที่นั้นวันไหนล่ะ”

 “พรุ่งนี้ค่ะ”บอกผู้เป็นมารดาขณะที่กำลังจะเตรียมตัวเดินไปอาบน้ำเพื่อที่จะไปทำเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานเก่าให้มันเสร็จ

“พรุ่งนี้เลยหรอ ทำไมเร็วนักล่ะ”

“คุณอัครินเขาบอกว่าเขาเข้าบริษัทพอดีน่ะคะ เลยให้หนูไปพรุ่งนี้”พูดเสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำไปห้องของเธอกับมารดาที่อยู่กันไม่ได้ใหญ่มากนักเป็นแค่ห้องเช่าเล็กๆที่เพียงพอที่จะอยู่กันสองคนแม่ลูก

 “แม่ ดาไปก่อนนะคะ”กล่าวบอกมารดาที่นั่งเย็บปักถักร้อยตามภาษาคนที่ไม่ชอบอยู่เฉยหลังจากที่ไม่ได้ทำงาน ถ้าหากเธอไม่เห็นว่าอาการที่ท่านป่วยอยู่มันเริ่มซุดลงเรื่อยๆท่านก็คงจะไม่ยอมหยุดขนาดอาการในเริ่มแรกเริ่มรุนแรงตัวท่านเองยังบอกว่าไหว จนเมื่อไม่ไหวจริงๆท่านจึงยอมพักตามที่เธอบอก

 “จ้า”ตอบกลับลูกสาวก่อนจะเริ่มทำงานที่อยู่ในมือต่อเพื่อค่าเวลา

ปานธิดาออกมาจากห้องพักอาศัยหลังจากบอกกล่าวผู้เป็นมารดาเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเลือกที่จะเดิน

ไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอยเพื่อที่จะประหยัดต่อการใช่เงินในแต่ละครั้ง แล้วตรงดิ่งไปที่บริษัทที่ตนทำงานอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ธุระที่จะทำให้มันเสร็จ

 “สวัสดีค่ะพี่ปู”เมื่อเดินเข้ามาด้านในบริษัทด้านการเงินที่เป็นเพียงบริษัทเล็กๆไม่ได้ใหญ่มากมายก็กล่าวทักทายพนักงานสาวรุ่นพี่ที่จะประจำอยู่ที่ด้านหน้าบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่

 “จ้าน้องดา แล้วนี่เรามาทำอะไรล่ะวันนี้เป็นวันหยุดไม่ใช่หรอ”หันไปส่งยิ้มหวานให้กับพนักงานสาวรุ่นน้องแล้วยิงคำถามใส่รัวๆ

 “เอ่อ...ดา”กลืนน้ำลายลงคอดังอึกเสียงผ่อนลมหายใจดังเฮือกเธอจะบอกเขาอย่างไรล่ะ

 “อ่ำๆ เอ่อๆ ไรล่ะรีบๆบอกมาเร็วก่อนบอสจะมาเห็น”

 “คือดา...จะมาลาออกน่ะคะ”

 “อ้อก็นึกว่าอะไรก็แค่ลาออก”

 “ห๊ะ! ลาออก”หันขวับทันที นี่เธอไม่ได้หูฝาดใช่มั้ย

 “ใช่ค่ะลาออก”

 “แล้วดาจะลาออกทำไมกันล่ะ”ถามอย่างสงสัยเธอจะลาออกทำไมกัน

“พอดีว่าดาหางานใหม่ได้น่ะคะ เลยคิดว่าจะมาลาออกจากที่นี่”

 “คิดดีแล้วใช่มั้ย?”

 “ค่ะ...ดาคิดดีแล้ว”

 “โอเคจ๊ะ ถ้าคิดดีแล้วพี่ก็โอเค”

 “งั้นดาไปหาบอสก่อนนะคะ”

 “จ้ะ”พยักหน้ารับหากพนักงานสาวรุ่นน้องที่เธอรักเหมือนน้องสาวแท้ๆคิดดีแล้วเธอก็โอเค หากจะไปได้งานทำที่ดีกว่า

ปานธิดาเดินเข้ามาด้านในห้องของเจ้านายตนก่อนที่จะยื่นใบลาออกให้เขาเซ็นต์แต่เจ้าตัวก็กว่าจะเซ็นต์ได้ก็ถามถึงเหตุผลว่าทำไมเธอถึงออกจากงานนี้บริษัทเขามันไม่ดีตรงไหน ดังนั้น!เธอจึงสารยายให้เข้าฟังว่าเหตุที่เธอออกก็เพราะว่าได้งานใหม่บริษัทเขามันดีทุกอย่างจะติดก็ตรงไอเจ้านายนี้แหละหื่นกามนัก ช่วงท่อนหลังที่บอกว่าเขาหื่นกามเป็นเพียงแค่บอกกับตนเองแค่ลมปากไม่ได้พูดให้เขาได้ยิน

 “โอเคครับถ้าคุณต้องการที่จะออก ผมก็ยินดีที่จะเซ็นต์ให้”ผิดหวังน้อยๆ จะไม่ได้แอ้มแม่เลขาสาวแล้วสินะ คิดแล้วมันน่าเศร้า

 “ขอบคุณนะคะบอส”กล่าวขอบคุณก่อนแล้วค่อยจึงหยิบใบอนุมัติการเสร็จลาออกของเธอ แต่! ก็ยังไม่วายที่จะโดนตาแก่โรคจิตหลอกจับมือ

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นั่งรถกลับไปที่บ้านทันทีเพื่อที่จะเตรียมเริ่มงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น

เขมมิกาหลังจากที่ตื่นจากฝันร้ายที่มันเป็นจริงก็ลุกและก้าวเดินลงจากเตียงกว้างแทบแดดิ้นมันยากลำบากเหลือเกินทุกก้าวมันเจ็บเกินที่จะบรรยายน้ำตาใสก็ไหลนองหน้าฟันขาวโคล่มเข้าหากันแน่นมือบางค่อยๆก้มเอื้อมและกอบโกยเสื้อผ้าที่ตกกระจายทั่วพื้นห้องขึ้นมาก่อนจะค่อยๆก้าวเดินไปที่ห้องน้ำอย่างลำบากเพื่อที่จะชำระล้างความเจ็บปวดออกไปจากกาย...

เมื่อยามตื่นขึ้นมองพื้นผนังห้องกายหนาก็ค่อยๆขยับหันข้างหวังที่จะไปกอดคนที่ทำให้ตนมีความสุข

 “อื้มมม”มือหนาควานหาคนที่ตนเองมีความสุขด้วยเมื่อคืน แต่ทว่าสิ่งที่ได้กลับมามันกลับว่างเปล่า และเป็นอีกจังหวะเดียวกันที่เขมมิกาออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อผ้าที่ใส่เข้าตัวเรียบร้อยแล้ว ทำให้เขาต้องจ้องมองการกระทำของเธออยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืน ถ้าจะพูดถึงมันในยามเช้าแบบนี้เขาก็กลัวว่ามันจะกระดากปากเกินไป สู้ลืมๆมันไปเสียดีกว่า

พอเขมมิกาหายออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้วเขาก็ลุกจากที่นอนแล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำทันที

เท้าหนาค่อยๆก้าวลงมาที่ชั้นล่างหลังจากที่แต่งตัวในชุดที่เตรียมพร้อมจะไปทำงานแล้ว เมื่อเดินลงมาแล้วไปพบใคร เขาเดินตรงเข้าไปที่ห้องครัวที่มีหญิงสาวหันหลังยืนอยู่

 “อาหารเสร็จรึยัง”น้ำเสียงนิ่งเข้มคงมาดสุขุม

 “อะ...อาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”เมื่อได้ยินเสียงเขาก็รีบปาดคราบรอยน้ำตาอกจากตาทั้งสอง เขาเดินมาเงียบๆก็นึกกลัวแค่เขายืนนิ่งๆในมาดที่แสนเย็นชาของเขาก็มันก็น่าเกรงขามมากพอแล้ว

 “เสร็จแล้วก็รีบยกมาสิ! ฉันไม่ได้มีเวลามากนักหรอกนะ”พูดเสร็จก็หันหลังกลับแล้วเดินนำหญิงสาวไปที่ห้องอาหาร

เธอปล่อยให้เขาเดินไปก่อน ก่อนที่จะตามไปทีหลังพร้อมกับอาหารเช้า  หญิงสาวเดินมาด้านข้างของเขาแล้วตักข้าวต้มกุ้งที่ชายหนุ่มโปรดปรานใส่ชามการปรุงแต่งอาหารเช้าให้เขาในแต่ละครั้งต้องใช้ความสามารถในการตวงปริมาณเครื่องปรุงเป็นอย่างมากเพราะเธอไม่สามารถชิมรสมันได้ หลังจากนั้นเธอก็เตรียมที่จะเดินออกไปที่ด้านนอกจากห้องอาหาร

 “เขมขอตัวนะคะ”กำลังที่จะก้าวเท้าเดินออกไป

 “เธอจะไปไหน”เรียกหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเธอเป็นภรรยาของเขาแบบเต็มตัวแล้วทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มาจากความรักก็เถอะ แต่เขาก็จงใจพยายามทำให้เธอเจ็บ

 “เขมจะไปทำความสะอาดที่ห้องค่ะ ถ้าคุณวินทานเสร็จแล้วก็วางไว้ได้เลยนะคะเดี๋ยวเขมลงมาเก็บเอง”หันหลังกลับมาที่ต้นเสียงเขาจะถามเธอทำไมกันถ้าอยู่ก็คงขัดหูขัดตาสู้ที่จะไปไม่ดีกว่าหรอ? ก่อนที่เท้าบางจะก้าวออกไป

 “เดี๋ยว!”ส่งน้ำเสียงแข็งกร้าวแบบเดิมตามฉบับคนอย่างเขา 

“คุณวินมีอะไรค่ะ”เขาเรียกเธอไว้อีกแล้ว ทำไมกัน...?

 “ช่วงนี้นมจะไม่ได้มาที่นี่”บอกเหตุผลที่จะบอกเธอ และอีกอย่างที่เขารู้ก็เพราะว่าผู้เป็นมารดาได้โทรมาบอกก่อนเขาจะลงมาข้างล่าง

 “ค่ะ”

 “เดี๋ยว...มานี่”เรียกให้เธอเดินมาตามที่เขาต้องการ

 “คุณวินมีอะไรอีกค่ะ”

 “มานั่งตรงนี้”

 “คะ...”

 “ฉันบอกให้เธอมานั่งตรงนี้”เขาเรียกให้เธอมาตรงนี้แต่ยังเอ๋อยืนอยู่ตรงนั้นอยู่ได้

เขมมิกาก้าวเดินมาตามที่เขาบอกเธอไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนเมื่อตอนที่อยู่ข้างบนเขายังดูนิ่งๆเย็นชาไร้หัวใจไร้ความรู้สึกแต่ทำไมตอนนี้เขากลับเหมือนเป็นอีกคนที่เหมือนเริ่มห่วงใย...

 “คุณวินมีอะไรกับเขมค่ะ”เมื่อนั่งลงตรงข้างๆเขาเธอก็ถามทันทีว่าเขามีอะไรถ้าไม่มีอะไรจริงๆเธอจะได้ขึ้นไปข้างบนเสียที

 “ตักข้าว”

 “อะ...อะไรน่ะคะ”

 “ไม่ได้ยินหรอ! ฉันบอกให้เธอตักข้าวไง”

 “ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ คุณวินทานไปเถอะคะ เขมขอตัว”เตรียมที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่มือเขาดันรั้งเธอไว้

 “ไม่ ฉันบอกให้เธอตักมัน!”กับอีแค่กินข้าวมันจะลำบากอะไรมากมายอย่างกับไม่เคยกินข้าวร่วมกัน

 “ไม่ค่ะ เขมยังไม่หิว”เธอไม่อยากกินมันมันคือสิ่งที่ต้องห้าม! แต่จะบอกเขาไปก็กลัวว่าจะถูกบอกว่าตนนั้นเสแสร้ง

 “ได้...เธอไม่กินไม่หิวใช่มั้ย”

 “......”เลือกที่จะเงียบดีกว่าพูดมันออกมา ถ้าเธอพูดออกไปว่ากินในสิ่งที่เธอทำให้เขาไม่ได้เขาจะมีท่าทีเช่นไรกัน

 “ทำไม หรือเธอใส่อะไรลงไปในข้าวนี้ เธอถึงไม่ยอมกินมัน”

 “ไม่ค่ะ เขมไม่ได้ใส่อะไรลงไปในนั้น”

 “งั้นเธอก็ต้องกิน!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น